สรุปคำบรรยาย ครอบครัว ( ภาคค่ำ ) ชั่วโมงที่ 5

263 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Jul 1, 2010, 12:30:52 AM7/1/10
to LAWSIAM

<A HREF="http://www.thaijustice.com/webboard.asp?sub=0&id=1500752">สรุปคำบรรยาย ครอบครัว ( ภาคค่ำ ) ชั่วโมงที่ 1 - 2 24 พฤษภาคม 2553</A>

<A HREF="http://www.thaijustice.com/webboard.asp?sub=0&id=1523005">สรุปคำบรรยาย ครอบครัว ( ภาคค่ำ ) ชั่วโมงที่ 3 – 4 </A>

 

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ ชาติชาย อัครวิบูลย์ ผู้บรรยาย  , บิดามารดาข้าพเจ้า ขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ครั้งที่ 5  . 21-06-53

            สวัสดีครับนักศึกษา วันนี้จะได้พูดเงื่อนไขการสมรสต่อจากคราวที่แล้ว ประการที่จะพูดวันนี้คือ หญิง ที่สามีตาย หรือการสมรสสิ้นสุดลงเดิมทีใช้คำว่าหญิงม่าย แต่ 1453 กำหนดเกินกว่าที่สามีตายไป หญิงจะทำการสมรสภาย 310 วันไม่ได้ กฎหมายกำหนดไว้เพื่อป้องกันเรื่องปัญญาว่าบุตร นั้นเป็นของสามีคนไหน

            กฎหมายไม่ได้ห้ามชายที่ การสมรสสิ้นสุดลง ฝ่ายชายจดได้ทันที ส่วนฝ่ายหญิงต้องรอ

            คำว่าตาย หมายถึงการสิ้นสภาพบุคคลตามมาตรา 15 ไม่รวมเรื่องสาบสูญ

            ส่วนการสมรสสิ้นสุดลงด้วยประการอื่นตีความว่า ตาม 1501 ไม่รวมถึงความตาย คือ หย่า หรือศาลพิพากษาให้เพิกถอนการสมรส ก็ต้องรอให้พ้น 310 วันที่เป็นระยะเวลาอย่างยาวที่หญิงจะคลอดบุตรได้

            ก็มีปัญหาว่าการฝ่าฝืนตามมาตรานี้จะเป็นอย่างไร

            คำตอบ คือ กฎหมายไมได้บัญญัติว่าหญิงที่ฝ่าฝืนมาตรานี้ จะทำให้การสมรสเป็นโมฆะหรือโมฆียะ ดังนั้น จึงมีผลเพียงเรื่องข้อสันนิฐานของบุตร

            ตาม 1537 ( ดูตัวบท )

            องค์ประกอบจึงต้องปรากฏว่า แม้ฝ่าฝืน หากหญิงนั้นได้คลอดบุตรออกมาภายหลัง 310 วันนับแต่ สามีตาย หรือ การสมรสสิ้นสุดลงก็ดี เราก็ไม่นำเอาบทสันนิฐานนี้มาใช้เลย

            แต่ต้องนำบทบัญญัติ 1536 มาบังคับ ให้ทำเรื่องสันนิฐานเรื่องบุตรนั้นเกิดขณะเป็นภริยาของชาย

            ถ้าการสมรสเป็นโมฆะไม่ใช่เรื่องการสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุอื่น กรณีจึงไม่อาจนำ 1537 มาใช้ แต่นำเรื่อง 1536 มาบังคับ

            มันก็มีปัญหาว่าเด็กนั้นเป็นบุตรของใคร กรณีนี้นำ 1536 มาบังคับเว้นแต่พิพากษาเป็นอย่างอื่น

            ก็ต้องมาดูเป็นเรื่องๆไป ถ้าหญิงจะทำการสมรสใหม่ภายใน 310 วันจะทำอย่างไร

ประการแรกถ้าคลอดบุตร ก่อนหน้านั้น ก็จดทะเบียนสมรสได้ การคลอดบุตรจะตามธรรมชาติหรือวิทยาศาสตร์ก็เป็นการคลอดบุตรทั้งนั้น

            การแท้งไม่ใช่เรื่องของการทำคลอด ก็ไม่เข้าข้อยกเว้นในอนุหนึ่งแต่จะไปเข้ากรณีอื่นก็อาจเป็นได้

            สอง คือ หย่าขาดกัน แล้ว กระชับพื้นที่ โดยหลักสมานฉันท์ มาจดทะเบียนกันใหม่ ก็เป็นของชายคู่สมรสเดิมอยู่ดี

            สามคือมีใบรับรองของแพทย์ ที่เป็นผู้ประกอบโรคศิลป์ สาขาเวชกรรม คือ ไม่ใช่ให้หมอตำแยมารับรอง

            กรณีนี้รวมถึงแพทย์รับรองว่าเป็นหมัน หรือ ได้แท๊งค์บุตรไปแล้ว เช่นกัน

            ประการสุดท้ายคือศาลมีคำสั่งให้สมรสได้ อันนี้เป็นดุลพินิจโดยกว้างหรือโดยรวม ก็เป็นเรื่องที่ศาลจะใช้ดุลพินิจในการอนุญาตให้สมรสได้หรือไม่

            เงื่อนไขประการที่เจ็ดคือเรื่องการยินยอม เช่นเดียวกับเรื่องการหมั้น คือ 1436 ซึ่ง 1454 ให้นำมาบังคับโดยอนุโลม

            ผู้รับบุตรบุญธรรมเป็นผู้รับรองบุตรเป็นต้น การให้ความยินยอมนั้นเป็นการกระทำในเรื่องที่เขาเป็นผู้เยาว์ ไม่มีใครที่จะให้ความยินยอมก็ดี หรือ ไม่ให้ความยินยอมโดยเหตุหนึ่งเหตุใด กฎหมายก็ผ่อนปรนที่ทำการสมรสได้ตาม 456

            เราจะเห็นได้ว่ากฎหมายวางหลักว่า ฟ้องได้โดยตนเอง ไม่มีการจำกัดอำนาจผู้เยาว์

            กรณีที่ศาลอนุญาตได้ ต้องไม่มีผู้มีอำนาจให้ความยินยอม เสียก่อน

            ในเรื่องของ นายทะเบียนมาทำการต่อหน้าบิดามารดา ก็สามารถแสดงความยินยอมในขณะลงลายมือชื่อเลยก็ได้ เป็นรูปแบบที่ง่ายที่สุด แบบที่สามคืออาจอยู่ต่างจังหวัด วิธีการก็คือทำหนังสือความยินยอม ระบุชื่อผู้ที่จะสมรสทั้งสองฝ่ายแล้วลงลายมือชื่อไว้ อย่างไรก็ตาม ประการที่สามคือกรณีคือมีเหตุจำเป็นไม่อาจให้ความยินยอมได้

            บุคคลที่จะทำการสมรสจะต้องแสดงเจตนาไว้เป็นหลักฐาน ถ้ากฎหมายต้องการให้พยานนั้นบรรลุนิติภาวะก็จะเขียนไว้อย่างนี้ พยานก็ต้องเป็นบุคคลที่บรรลุนิติภาวะ ตาม 1670 เป็นต้น

            เมื่อให้ความยินยอมไปแล้วจะถอนไม่ได้ เพราะว่าหากให้มีการถอนความยินยอมแล้วนายทะเบียนไม่ทราบเมื่อแสดงแล้วก็จะไม่มั่นคงในเรื่องสถานะของสามีหรือภริยา

            อาจจะไม่ได้ถอนความยินยอมจริงๆ ซึ่งจะเป็นข้อโต้แย้งอยู่มาก เลยกำหนดให้ห้ามถอนความยินยอมอย่างเด็ดขาด

            ปัญหาต่อไป ถ้าให้ความยินยอมกันแล้วถึงแก่ความตาย โดยหลักต้องถือว่า การให้ความยินยอมนั้นสิ้นผล ฉะนั้นมารดาที่มีชีวิตอยู่ได้ให้ไปแล้วก็มีผลสมบูรณ์อยู่ได้

            ถ้ากรณีบิดามารดาประสบอุบัติเหตุปัญหาว่าจะทำอย่างไร การสมรสก็ตกเป็นโมฆียะ วิธีแก้ก็ตามมาตรา  1456  ถ้าไม่มีผู้ให้ความยินยอมก็อาจร้องขอได้ กรณีที่มีการสมรสโดยการฝ่าฝืนเงื่อนไขข้อนี้ การสมรสเป็นโมฆียะ ตาม 1509 ซึ่งคนที่จะขอให้เพิกถอนการสมรสนั้น

            คนที่อาจให้ความยินยอมเท่านั้นที่จะขอให้เพิกถอนการสมรสได้

            สิทธิการให้เพิกถอนระงับไปเมื่อ คู่สมรสอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์ หรือ หญิงตั้งครรภ์ ต้องถือเอาวันที่ทราบถึงการสมรส

            เงื่อนไขความยินยอมนั้น เกิดจากสมัครใจของชายและหญิงโดยแท้ โดยร่วมอยู่กินกันฉันสามีภริยากัน นอกจากความยินยอมสภาพทางจิตใจโดยเปิดเผยต่อหน้านายทะเบียนด้วย กรณีนี้เป็นเรื่องของการมองในภายใน ว่าจะต้องมีเจตนาที่ทำการสมรสกัน ซึ่งมีเงื่อนไขประกอบคือนายทะเบียนต้องยินยอม ถ้าหากว่าการสมรสโดยไม่ประสงค์เป็นสามีกันโดยแท้ ผลจะเป็นอย่างไร คือจดทะเบียนเพื่อหวังผลประโยชน์อย่างใด ก็ไม่สมัครใจเป็นสามีภริยากัน กฎหมายก็ถือเป็นโมฆะ ก็เช่นว่า จดทะเบียนสมรสเพื่อหวังจะได้รับบำเหน็จตกทอดกับอีกฝ่ายหนึ่ง อันนี้เป็นการฝ่ายฝืนตกเป็นโมฆะ  ต้องอยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยทางธรรมชาติและกฎหมาย ศาลฏีกาก็เขียนในแง่สามีภริยาตามกฎหมาย การที่จดทะเบียนสมรส เมื่อป่วย โจทก์ก็คือบุคคลอื่น เป็นผู้พาไปโรงพยาบาลและรักษาให้ เห็นได้ชัดว่าไม่ได้อยู่กินกันฉันสามีภริยากัน

            การให้ความยินยอมไม่จำกัดว่าจะบรรลุนิติภาวะหรือไม่ การสมรสเป็นเรื่องเฉพาะตัว การฝ่าฝืนก็เป็นโมฆะ กรณีที่มีเจตนาหรือยินยอมทำการสมรส ภายใต้เงื่อนไขบางอย่างทำให้เจตนาน้นบกพร่องไป เช่นสามเหตุต่อการสมรส คือ การสมรสโดยสำคัญผิด หรือประการที่สองเพราะว่าถูกฉ้อฉล ซึ่งเป็นรายละเอียดที่จะพูดต่อไป ซึ่งทั้งนี้ในสามเหตุดังกล่าวต้องมีเงื่อนไขว่าการฉ้อฉลต้องถึงขนาด ทำให้มีการเพิกถอนการสมรสทำให้การสมรสสิ้นสุดลง ผู้มีสิทธิเพิกถอน เป็นเรื่องการทำแสดงเจตนาเป็นเรื่องเฉพาะตัวของผู้ทำการสมรส ถ้าเป็นบุคคลวิกลจริต หรือเป็นบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ ก็ให้บุคคลร้องขอตามมาตรา 28 เวลาในการขอเพิกถอนในการสำคัญผิดตัวก็ให้เวลาเพียงสามเดือนหรือ 90 วันเท่านั้นเรียกว่าถือว่าไม่ติดใจ คือ รู้หรือไม่ถึงความสำคัญผิดตัวนั้นไม่สำคัญ

            ประการที่สองการฉ้อฉล ต้องฟ้องร้อง 90 นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ อย่างช้าคือหนึ่งปี

            ประการที่สามคือเรื่องการถูกข่มขู่ กฎหมายบอกว่าต้องร้องขอภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ถูกข่มขู่ ไม่ได้ถือเอาวันจดทะเบียนสมรสเป็นสำคัญ เป็นเรื่องเจตนาภายในที่จะเป็นสามีภริยากัน

            องค์ประกอบภายนอกคือแบบของการสมรส เงื่อนไขทั้งหมดนี้ ถ้ากฎหมายไม่ได้เขียนให้เป็นเงื่อนไขการสมรสแล้ว แม้กระทบกระเทือนความรู้สึก ก็ไม่กระทบการสมรสแต่อย่างใด เช่นกรณีที่ พระเอ จดทะเบียนสมรสกับบี ในเรื่องนี้ก็ผิดเกี่ยวกับสงฆ์ ก็เป็นเรื่องทางวินัยเท่านั้น

            บทลงโทษก็ไม่มีอะไร ไม่ได้ทำให้การสมรสเป็นโมฆะหรือโมฆียะ แต่มีผลให้ ถอนอำนาจปกครองจากคู่สมรสนั้น นั่นก็คือบทลงโทษในมาตรการที่สั่งถอนอำนาจปกครองหรือให้คนอื่นลงมือแทน

            แบบแห่งการสมรส ตาม 1457 การสมรสจะมีได้เฉพาะเมื่อได้จดทะเบียนแล้วเท่านั้น การจดทะเบียนสมรสเป็นเรื่องสำคัญที่ชายและหญิงต้องดำเนินการ เช่น เอ มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัด สงขลา บีมีภูมิลำเนาอยู่พิษณุโลก ก็มาจดทะเบียนที่กรุงเทพกันก็ได้

            ถ้าไม่มีคุณสมบัติขัดกับเงื่อนไขก็ต้องยอมจดให้เขา ถ้าไม่ยอมจดไม่ว่าจะอ้างระเบียบของอะไรก็แล้วแต่ อย่างนี้ ศาลบอกว่าเป็นเพียงระเบียบภายในเท่านั้นจะใช้กับบุคคลทั่วไปอย่างกฎหมายไม่ได้ แต่ถ้าไม่ถึงขนาดไม่รับจดทะเบียนเพียงขอตรวจสอบหน่อย เช่นคนจะมาสมรสเป็นคนต่างด้าว อันนี้ก็ถือว่ามีเหตุที่จะปฏิเสธจะฟ้องให้รับจดทะเบียนไม่ได้ การจดทะเบียนสมรส แม้จะไม่ได้ประทับตราก็หาจะกำหนด ให้ไม่จดทะเบียนไม่ได้ ซึ่งกรณีนี้อาจเป็นกรณีจดทะเบียนนอกสถานที่ แต่จะว่าทำให้การสมรสไม่สมบูรณ์ก็ไม่ได้ หรือกรณีที่มีการร้องขอจดทะเบียนกฎหมายให้ลงลายมือชื่อต่อหน้าพยาน สองคนแล้วถือว่าเป็นการผิดขั้นตอนจดทะเบียนสมรส

            กรณีที่จะเป็นโมฆะได้เฉพาะกรณีฝ่าฝืนตามกฎหมาย ในเรื่องนี้ 3739/2548 เป็นเรื่องชายยื่นคำร้องด้านหน้าเพียงผู้เดียวแต่ด้านหลัง มีทั้งสองฝ่ายลงลายมือชื่อไว้เรียบร้อย ถือว่ามีความต่อเนื่องกันถือว่าได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแล้ว การที่อีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้ลงลายมือชื่อ เป็นความบกพร่องที่ไม่ถือเป็นเหตุ ทำให้การสมรส เป็นโมฆะแต่อย่างใด ถือเป็นการใช้ถ้อยคำ ที่ผิดหลักการ ส่วนการสมรสในต่างประเทศถ้าทำตามแบบกฎหมายไทยก็ต้องไปจดในสถานทูตของไทยในประเทศนั้น ก็ต้องทำตามแบบของประเทศนั้นๆ ตามพรบ.ขัดกันของกฎหมาย

            เมื่อเป็นสามีภริยากันแล้ว ก็มีสถานะการเป็นสามีภริยากันแล้วก่อให้เกิดความสัมพันธ์ในทางส่วนตัวและในทางทรัพย์สิน ข้อสังเกต ความสัมพันธ์ส่วนตัวจะยกเว้นเป็นพิเศษเป็นอย่างอื่นไม่ได้ เช่น เอ กับ บี ตกลงกัน ว่า ต่างฝ่ายจะไม่อยู่กินฉันท์สามีภริยา เช่นนี้ก็เท่ากับการแสดงให้เห็นว่า ทั้งเอ และ บี ไม่ตกลงเป็นสามีภริยา หรือตกลงกันว่าเป็นหน้าที่ สามีหรือภริยาแต่ฝ่ายเดียว อันนี้ถือเป็นข้อตกลงกันโดยไม่คำนึงถึงฐานะ เป็นสิทธิที่ก่อตั้งด้วยกฎหมายไม่ใช่บุคคลสิทธิ สิทธิดังกล่าวเกิดขึ้นตามสถานะสามีภริยา กรณีที่มีคนมาทำร้ายร่างกาย ก่อให้เกิดสิทธิในการเรียกค่าสินไหมทดแทนในเรื่องละเมิดได้ นอกจากนี้ยังมีสิทธิพิเศษ เช่นการใช้ชื่อสกุล แต่เดิมกฎหมายบังคับให้หญิงต้องใช้ชื่อสกุลสามี

            อย่างไรก็ตามเมื่อมีการหย่าขาดจากกันก็สมควรให้ใช้ชื่อสกุลเดิมของตน ต่างจากกรณีการสมรสสิ้นสุดด้วยความตาย ถ้ายังคงหวงแหนชื่อสกุลของตนก็ยังทำได้โดยการตั้งเป็นชื่อรอง

            ต่อไปเป็นชื่อคำนำหน้านามหญิง เมื่ออายุสิบห้าปีขึ้นไป ให้ใช้ว่า นางสาว ตามกฎหมายเดิมตามพรบ. คำนำหน้านาม เมื่อสมรสแล้วต้องใช้คำว่า นาง จะใช้คำว่านางสาวไม่ได้ ก็ขัดต่อความเสมอภาคเช่นกัน จึงได้กำหนดให้ตามความสมัครใจ  

            สำหรับหญิงที่การสมรสสิ้นสุดไปแล้ว กฎหมายก็ไมได้ว่าอะไร ในเรื่องของสัญชาติก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ เรื่องถิ่นที่อยู่ก็เหมือนกัน สำหรับความสัมพันธ์ในทางส่วนตัวคราวหน้าอาจารย์จะบรรยายโดยสรุป

puntip

unread,
Jul 9, 2010, 12:41:19 AM7/9/10
to thanap...@sanook.com, K-kw...@hotmail.com, pattra159, prane...@gmail.com, LAWSIAM


---------- จดหมายที่ถูกส่งต่อ ----------
จาก: nobita kwang <nobita...@gmail.com>
วันที่: 1 กรกฎาคม 2553, 11:30
หัวเรื่อง: [LAWSIAM.COM:4686] สรุปคำบรรยาย ครอบครัว ( ภาคค่ำ ) ชั่วโมงที่ 5
ถึง: LAWSIAM <law...@googlegroups.com>
--
~~~ ร่วมกัน ถาม-ตอบ คนละ 1 คำถาม สร้างความรู้ใหม่ได้มหาศาล ~~~~
 
************************************************************************************
 
คุณได้รับข้อความนี้เนื่องจากคุณเป็นสมาชิกกลุ่ม Google Groups กลุ่ม "สังคมนักกฎหมายไทย "
 
หากต้องการโพสต์ข้อความ เข้ากลุ่มนี้ ให้ส่งอีเมลไปที่ law...@googlegroups.com (ตั้งกระทู้อัตโนมัติ)
 
หากต้องการยกเลิกการเป็นสมาชิกกลุ่ม ส่งอีเมลไปที่
lawsiam-u...@googlegroups.com(กดยืนยัน ที่อีเมล์อีกครั้ง!)
หากต้องการดูตัวเลือกเพิ่มเติม โปรดไปที่กลุ่มนี้โดยคลิกที่
http://groups.google.com/group/lawsiam?hl=th
 
************************************************************************************

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages