หลักการฟ้องร้องตามสัญญาจะซื้อจะขายอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์
ตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 มีหลักการอย่างไร ??
ศึกษาวิเคราะห์ระบบการใช้ ป.พ.พ. และ
ป.วิ.พ. ไปพร้อมๆ กัน จากคำพิพากษาฎีกาที่ 7735/2555
ข้อเท็จจริง
(กรุณาเปิดตัวบทกฎหมายที่อ้างถึงทุกครั้งเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการทำความเข้าใจ)
1. โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 115,195
บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน
112,500 บาท
นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
1.1 วิเคราะห์คำฟ้องของโจทก์และจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องจะเป็นคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง
ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25(4) และมาตรา 17
1.2 วิเคราะห์ตาม ป.วิ.พ. คดีนี้
เป็นคดีมโนสาเร่ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 189(1) จะต้องเสียค่าขึ้นศาลตาม
มาตรา 190 จัตวา ไม่เกิน 1,000 บาท
1.3 คดีนี้
ตามลักษณะของคำฟ้องโจทก์จะต้องนำคำฟ้องไปยื่นที่ศาล ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 4(1) คือ ศาลซึ่งเป็นภูมิลำเนาของจำเลยหรือศาลที่มูลคดีเกิดก็ได้
1.4 ทางปฏิบัติของศาลเมื่อมีการยื่นคำฟ้องเช่นนี้
ศาลจะสั่งรับฟ้องทำนองว่า “รับฟ้อง
หมายเรียกอย่างคดีมโนสาเร่ สำเนาให้จำเลย ให้โจทก์นำส่งภายในวันนี้
ถ้าส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน 7 วันนับแต่ส่งไม่ได้
มิฉะนั้นถือว่าทิ้งฟ้อง ให้จำเลยมาศาลเพื่อการไกล่เกลี่ยให้การแก้ข้อหา
และสืบพยานในวันที่ .....”
2. จำเลยยื่นคำให้การขอให้ยกฟ้อง
เมื่อศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์และจำเลยแล้วพิพากษาว่า ให้จำเลยชำระเงิน 112,500
บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี
ของต้นเงินดังกล่าว ....... กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์
2.1 ประเด็นที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์นั้น
เป็นไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 161 และจะมีผลถึง ป.วิ.พ. มาตรา 229
(ประเด็นค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทน)
2.2 ผลของคำพิพากษาศาลชั้นต้นเช่นนี้
ถือว่าจำเลยแพ้คดีในศาลชั้นต้น และจำเลยสามารถอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้
เพราะทุนทรัพย์ที่จะพิพาทกันในชั้นอุทธรณ์เกิน 50,000 บาท
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้จำเลยจะอุทธรณ์ข้อเท็จจริงได้ตาม
ป.วิ.พ. มาตรา 224 แต่ข้อเท็จจริงนั้นต้องว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225
2.3 จำเลยยื่นอุทธรณ์ซึ่งต้องดำเนินการตาม
ป.วิ.พ. มาตรา 229 ในเวลา 1 เดือนและในทางปฏิบัติจำเลยจะต้องวางเงินในชั้นอุทธรณ์
3 จำนวน
อย่างที่อาจารย์เคยได้กล่าวถึงเสมอในการวิเคราะห์ฎีกาที่แล้วมา
2.4 การอุทธรณ์ของจำเลยไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 231 ในทางปฏิบัติ ฝ่ายจำเลยมักจะยื่นคำขอต่อศาลอุทธรณ์เพื่อขอทุเลาการบังคับคดีไว้
หากจำเลยไม่ขอทุเลาฝ่ายโจทก์ซึ่งชนะคดีสามารถดำเนินการให้ศาลออกคำบังคับและออกหมายบังคับคดีต่อไปได้
ในชั้นนี้
(1) หลักการขอทุเลาการบังคับจะต้องมีการยื่นอุทธรณ์เสียก่อนจึงจะยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับได้
(คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ 24/2519)
(2) ทางปฏิบัติเมื่อจำเลยยื่นอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีมา
ศาลจะสั่งอุทธรณ์ว่า “รับเป็นอุทธรณ์ของจำเลย
สำเนาให้โจทก์แก้ภายใน 15 วัน.....” ส่วนคำร้องขอทุเลาการบังคับศาลจะสั่งทำนองว่า
“รับคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีของจำเลย สำเนาให้โจทก์
จะคัดค้านอย่างไรให้แถลงภายใน 15 วัน....”
3. เมื่อจำเลยยื่นอุทธรณ์ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาค
3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
3.1 ประเด็นคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ว่า
ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับส่งผลให้การยื่นฎีกาของจำเลยต้องเตรียมเงินเพื่อจะยื่นฎีกาเพียง
2 จำนวน คือ ค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา และค่านำหมายชั้นฎีกา
ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมศาลอุทธรณ์สั่งให้เป็นพับแล้วไม่ต้องนำไปยื่นพร้อมฎีกา
3.2 ผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายืนเช่นนี้
ทุนทรัพย์ชั้นฎีกาของจำเลย คือ เงินจำนวน 112,500 บาท
เป็นผลให้คดีของจำเลยต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248
4. จำเลยยื่นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายและคดีมีประเด็นขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาว่า
การซื้อขายต้นอ้อยระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นการซื้อขายสังหาริมทรัพย์ที่มีราคากว่า 20,000
บาท
โดยมิได้มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยและจำเลยไม่ได้วางประจำหรือชำระหนี้บางส่วนให้โจทก์โจทก์จึงไม่อาจฟ้องบังคับจำเลยได้
4.1 ศาลฎีกาเห็นว่าคดีนี้
โจทก์เป็นเจ้าของต้นอ้อยซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินเนื้อที่ 15 ไร่
ตำบลโนนคูณ อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ เมื่อต้นเดือนมีนาคม 2553 จำเลยตกลงซื้อต้นอ้อยจากโจทก์ในราคาไร่ละ 7,500 บาท
รวมเป็นเงิน 112,500 บาท จำเลยตกลงชำระราคาให้โจทก์ครบถ้วน
ในวันที่ 31 มีนาคม 2553 โดยมิได้ทำสัญญาซื้อขายกันไว้
หลังจากตกลงกันจำเลยก็เข้าไปตัดต้นอ้อยของโจทก์ไปขายให้แก่โรงงานน้ำตาลแต่เมื่อถึงกำหนดชำระเงินจำเลยไม่ชำระ
4.2 ตามพฤติการณ์ดังกล่าวศาลฎีกเห็นว่า
ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคสองและวรรคสาม
นอกจากจะบัญญัติให้การซื้อขายสังหาริมทรัพย์ ซึ่งตกลงกันเป็นราคา 20,000 บาทหรือกว่านั้นขึ้นไป
ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญจึงจะฟ้องร้องให้บังคับคดีกันได้แล้ว
ยังได้บัญญัติไว้อีกว่า “หรือได้วางประจำไว้
หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว....” ก็ย่อมฟ้องให้บังคับคดีได้เช่นกัน
เมื่อคดีนี้ ข้อเท็จจริงได้ความว่าในการซื้อขายต้นอ้อยกันนั้น
โจทก์และจำเลยไม่ได้ทำหนังสือสัญญาซื้อขายหรือได้มีหลักฐานการซื้อขายเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายโจทก์หรือจำเลยผู้ต้องรับผิดไว้เป็นสำคัญ
แต่ในวันที่ตกลงซื้อขายกัน
โจทก์ได้ส่งมอบกรรมสิทธิ์ต้นอ้อยให้แก่จำเลยและจำเลยเข้าไปตัดต้นอ้อยของโจทก์ไปขายให้แก่โรงงานน้ำตาลอันถือได้ว่า
โจทก์ชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขาย คือส่งมอบต้นอ้อยให้จำเลยแล้ว
โจทก์ย่อมมีสิทธิจะฟ้องร้องบังคับให้จำเลยชำระราคาต้นอ้อยได้ ตาม ป.พ.พ.มาตรา 456
วรรคสองและวรรคสาม
หมายเหตุ
หลักการฟ้องร้องบังคับคดี ตาม
ป.พ.พ.มาตรา 456 วรรคสองและวรรคสาม
ให้พิจารณาศึกษาคำพิพากษาฎีกาต่อไปนี้เพิ่มเติม
คำพิพากษาฎีกาที่ 6443/2544
ป.พ.พ. มาตรา 456
ป.วิ.พ. มาตรา 84
จำเลยให้การยอมรับว่าได้ซื้อสินค้าตามฟ้องจริง
จำเลยจึงมีหน้าที่ชำระราคาสินค้าให้แก่โจทก์
การที่จำเลยต่อสู้ว่าไม่มีภาระหน้าที่จะต้องชำระราคาสินค้าที่ซื้อขายกันให้แก่โจทก์โดยอ้างเหตุว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาที่แต่งตั้งให้จำเลยเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของโจทก์แต่ผู้เดียวในประเทศไทยแล้วโจทก์กลับจำหน่ายสินค้าให้แก่นิติบุคคลหลายรายในประเทศไทยในราคาที่ต่ำกว่าจำหน่ายให้แก่จำเลย
ทั้งโจทก์ได้รับประกันสินค้าเป็นเวลา 1 ปี
นับจากวันที่ผู้ซื้อสินค้ารับสินค้าไปแต่โจทก์บ่ายเบี่ยงไม่ดำเนินการเปลี่ยนสินค้าให้ใหม่โดยไม่คิดมูลค่า
จึงเป็นการที่จำเลยได้ยกข้อต่อสู้ขึ้นมาใหม่เพื่อปัดความรับผิดที่จะไม่ชำระราคาสินค้าให้แก่โจทก์ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จำเลย
โจทก์ส่งสินค้าให้จำเลยรับไปแล้ว
ถือได้ว่ามีการชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายแม้ว่าคำฟ้องหรือตามทางนำสืบของโจทก์จะไม่ได้ความว่า
การสั่งซื้อสินค้าคดีนี้มีการทำสัญญาซื้อขายกัน
หรือมีหลักฐานซื้อขายเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดก็ตาม
โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องร้องบังคับให้จำเลยชำระราคาสินค้าได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 456
คำพิพากษาฎีกาที่ 7188/2551
ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (5),
193/34 (1), 456 วรรคสาม, 456 วรรคสอง
จำเลยสั่งซื้อสินค้าและได้รับสินค้าจากโจทก์แล้ว
ถือได้ว่า การซื้อขายสินค้ารายนี้โจทก์ผู้ขายได้ชำระหนี้ให้แก่จำเลยผู้ซื้อแล้ว
โจทก์ไม่จำต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือและมีลายมือชื่อของจำเลยมาแสดง
การซื้อขายชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคสองและวรรคสาม
จำเลยต้องชำระค่าสินค้าพร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์ตามฟ้อง
จำเลยสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์เพื่อนำไปจำหน่ายให้แก่ลูกค้าอันเป็นการประกอบธุรกิจของจำเลย
การที่โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้ค่าสินค้า
จึงเป็นกรณีที่โจทก์ผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรมใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่าสินค้าจากจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ที่สั่งซื้อมาเพื่อนำมาใช้ในการประกอบธุรกิจของจำเลยอีกต่อหนึ่ง
เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง จึงอยู่ในบังคับ ป.พ.พ. มาตรา 193/33
(5) ประกอบมาตรา 193/34 (1) สิทธิเรียกร้องตามฟ้องโจทก์จึงมีอายุความ
5 ปี มิใช่อายุความ 2 ปี ตามมาตรา 193/34
(1) เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ยังไม่เกินกำหนด 5 ปี
นับแต่วันที่โจทก์อาจใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ได้
คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ
คำพิพากษาฎีกาที่ 807-808/2510
ป.พ.พ. มาตรา 69, 70, 75, 76,
165, 456
ป.วิ.พ. มาตรา 94, 172
การซื้อขายข้าวเปลือกราคาเกินกว่า 500
บาท เมื่อจำเลยตวงข้าวไปจากโจทก์แล้ว
ถือว่าได้มีการชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 456 วรรคสองแล้ว แม้จะไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ โจทก์ก็ฟ้องเรียกราคาข้าวจากจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา
94(2)ที่ห้ามมิให้นำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสารนั้นต้องเป็นกรณีที่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดงเท่านั้น
กรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกราคาข้าวที่ขายให้จำเลยโดยไม่ต้องมีเอกสารเป็นหนังสือมาแสดง
แม้เอกสารจะมีข้อความว่า "รับฝากข้าวเปลือก"
โจทก์ก็นำพยานบุคคลมาสืบได้ว่าเป็นเรื่องซื้อขายข้าวกัน
จำเลยที่ 2 กระทำในนามผู้จัดการบริษัทจำเลยที่
1 ได้เอาตราของบริษัทจำเลยที่ 1 มาตีประทับด้วย
ถือว่าจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการบริษัทจำเลยที่ 1 ได้ซื้อข้าวไปจากโจทก์แทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1
ต้องรับผิดต่อโจทก์
โจทก์บรรยายฟ้องว่า
จำเลยซื้อเชื่อข้าวเปลือกเจ้าจากโจทก์ ดังนี้
จำเลยสามารถเข้าใจข้อหาและต่อสู้คดีได้แล้ว ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม
ผู้ประกอบกสิกรรมฟ้องเรียกเอาค่าผลิตผลแห่งกสิกรรมที่ได้ขายให้จำเลยซึ่งเป็นบริษัทโรงสี
กรณีไม่เข้าอยู่ในบังคับแห่งอายุความ 2 ปี
อายุความจึงมีกำหนด 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 165 วรรคท้าย
คำพิพากษาฎีกาที่ 5522/2550
ป.พ.พ. มาตรา 193/33, 193/34,
456 (เดิม)
ป.วิ.พ. มาตรา 177
สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์และจำเลยทำกันก่อนมีการแก้ไข
ป.พ.พ. มาตรา 456 ฉบับใหม่ จึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 456
เดิม ก่อนมีการแก้ไข
เมื่อสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นสัญญาซื้อขาย อสังหาริมทรัพย์ซึ่งตกลงกันเป็นราคาห้าร้อยบาทหรือกว่านั้นไป
ดังนั้น เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ขายสินค้าอะไหล่รถยนต์ให้แก่จำเลยได้ส่งมอบสินค้าอะไหล่รถยนต์แก่จำเลยตามสัญญาซื้อขายจึงเป็นการชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายแล้ว
โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องร้องบังคับคดีให้จำเลยรับผิดตามสัญญาซื้อขายได้ ตาม ป.พ.พ.
มาตรา 456 วรรคสอง ประกอบวรรคสาม (เดิม)
จำเลยให้การว่า
ตามคำฟ้องของโจทก์แสดงว่าโจทก์ได้ส่งมอบอะไหล่รถยนต์ตามฟ้องแก่จำเลยเป็นเวลาไม่น้อยกว่า
3 ปี นับถึงวันฟ้อง
โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าอะไหล่รถยนต์ฟ้องเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบแก่จำเลยเป็นเวลาเกิน
3 ปี นับแต่วันส่งมอบคดีโจทก์จึงขาดอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) และหรือขาดอายุความ 5
ปี ตามมาตรา 193/33 (5) แล้ว
แม้ไม่ได้ระบุว่ารายการซื้อขายใดขาดอายุความ 2 ปี
รายการใดขาดอายุความ 5 ปี
แต่ก็พอเข้าใจได้ว่าจำเลยต่อสู้ว่าฟ้องของโจทก์ขาดอายุความแล้ว
ซึ่งอะไหล่ระยนต์รายการใดจะขาดอายุความ 2 ปี หรือ 5 ปี ย่อมเป็นหน้าที่ของศาลจะต้องวินิจฉัยต่อไป คำให้การของจำเลยจึงชอบด้วย
ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง
โจทก์ประกอบธุรกิจค้าขายอะไหล่รถยนต์ฟ้องเรียกเอาค่าสินค้าอะไหล่รถยนต์ที่ได้ส่งมอบให้แก่จำเลย
โดยจำเลยซื้อสินค้าจากโจทก์เพื่อนำไปซ่อมรถยนต์ให้แก่ผู้เอาประกันภัยกับจำเลยรวมทั้งผู้มีกรณีพิพาทกับผู้เอาประกันภัยในกรณีผู้เอาประกันภัยกับจำเลยเป็นฝ่ายผิด
อันเป็นการใช้ค่าสินไหมทดแทนซึ่งเป็นกิจการการประกันวินาศภัยภายในวัตถุประสงค์ของจำเลย
ดังนั้น การที่จำเลยซื้อสินค้าอะไหล่รถยนต์จากโจทก์
จึงเป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายจำเลยเอง จึงมีอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (5) ประกอบมาตรา 193/34
(1)
คำพิพากษาฎีกาที่ 5522/2550
ป.พ.พ. มาตรา 193/33, 193/34,
456 (เดิม)
ป.วิ.พ. มาตรา 177
สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์และจำเลยทำกันก่อนมีการแก้ไข
ป.พ.พ. มาตรา 456 ฉบับใหม่ จึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 456
เดิม ก่อนมีการแก้ไข เมื่อสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ซึ่งตกลงกันเป็นราคาห้าร้อยบาทหรือกว่านั้นไป
ดังนั้น
เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ขายสินค้าอะไหล่รถยนต์ให้แก่จำเลยได้ส่งมอบสินค้าอะไหล่รถยนต์แก่จำเลยตามสัญญาซื้อขายจึงเป็นการชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายแล้ว
โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องร้องบังคับคดีให้จำเลยรับผิดตามสัญญาซื้อขายได้ ตาม ป.พ.พ.
มาตรา 456 วรรคสอง ประกอบวรรคสาม (เดิม)
คำพิพากษาฎีกาที่ 2014/2538
ป.พ.พ. มาตรา 209, 377, 391 วรรคแรก, 456 วรรคสอง, 456 วรรคสาม
โจทก์ทำสัญญาซื้อรถยนต์บรรทุกจากจำเลยโดยโจทก์ต้องจัดหาเครนและปั๊มฉีดน้ำมันไฮดรอลิกมามอบให้จำเลยเพื่อนำไปติดตั้งบนรถยนต์บรรทุกเครนและปั๊มฉีดน้ำมันดังกล่าวไม่เป็นมัดจำหรือเป็นการชำระหนี้บางส่วนแล้วเมื่อไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยโจทก์จึงไม่อาจฟ้องบังคับจำเลยตามสัญญาได้
สัญญาซื้อขายรถยนต์บรรทุกอีกคันหนึ่งระบุให้โจทก์นำเครนมามอบให้จำเลยเพื่อนำไปติดตั้งบนรถยนต์บรรทุกเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่โจทก์มีหน้าที่ต้องทำการอย่างหนึ่งเมื่อโจทก์มิได้นำเครนมามอบให้แม้จำเลยมิได้ส่งมอบรถยนต์บรรทุกตามกำหนดถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดสัญญาและหลังจากนั้นโจทก์ก็มิได้นำเครนไปมอบแต่มีหนังสือทวงถามให้จำเลยส่งมอบรถยนต์ให้แล้วมีหนังสือเลิกสัญญาไปยังจำเลยในเวลาต่อมาถือว่าโจทก์จำเลยต่างสมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยายจำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์
คำพิพากษาฎีกาที่ 203/2539
ป.พ.พ. มาตรา 453, 456
แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์เป็นผู้ซื้อเวลาออกอากาศของสถานีวิทยุกระจายเสียงและจำเลยเป็นลูกค้าของโจทก์โดยจำเลยตกลงซื้อเวลาออกอากาศที่สถานีวิทยุกระจายเสียงดังกล่าวก็ตามแต่การตกลงเช่นนั้นไม่ใช่สัญญาซื้อขายทรัพย์เพราะไม่ได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินคงเป็นเพียงสัญญาที่ตกลงให้บริการการออกอากาศกระจายเสียงในสถานีวิทยุกระจายเสียงตามกำหนดเวลาที่ตกลงกันเท่านั้นกรณีจึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา456วรรคสองและวรรคสามแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์การที่โจทก์ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดมาแสดงไม่มีการวางประจำหรือไม่ได้ชำระหนี้บางส่วนไม่เป็นเหตุทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง
____________________________________________________________________________________
...ท่านเคยมีปัญหาเหล่านี้หรือไม่ ?
- เพิ่งจบปริญญาตรี ไม่รู้จะเริ่มต้นกับการเรียนเนติอย่างไร
- สอบมาหลายครั้งแล้วไม่ผ่านซักที 47 , 48 , 49 คะแนนอยู่นี่หลายครั้งแล้ว เมื่อไหร่จะถึง 50 คะแนนซักที
- อยู่ต่างจังหวัด ทำงานประจำไม่มีเวลาไปนั่งเรียนที่เนติฯ
- สมัครติวเนติทางไปรษณีย์ กว่าจดหมายจะมาถึงก็ไม่ทันสอบ
- สมัครรับจองคำบรรยายเนติทางไปรษณีย์ กว่าจดหมายจะมาถึงก็ไม่ทันสอบ
- เดินทางไปเรียนหรือไปติวรถก็ติด...กลับมาก็เหนื่อย
- อยู่ต่างจังหวัดอยากมาเรียนที่ กทม. หรือมาติว...แต่ไม่สามารถมาเรียนหรือมาติวได้เพราะไกลและสถาบันติวก็อยู่หน้ารามกันหมด
....ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป....
...................................................................................................................................................
ขอแนะนำ !!
รวมคำบรรยายเนติฯ (ภาคปกติ /ภาคค่ำ/ภาคทบทวนวันอาทิตย์) ภาค 1/65 และ 2/65
- กลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและอาญา (ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวนวันอาทิตย์
พร้อมเอกสาร สรุปคำบรรยายเนติฯ 1/65 + เอกสารประกอบคำบรรยาย1/65 + บทบรรณาธิการ 1/63, 1/64 และ 1/65 + ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและอาญา (สมัยที่ 56-64) พร้อม !! เคล็ดลับการอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบเนติฯ + ระเบียบการเรียนเนติฯ +เทคนิคและแนวการเขียนข้อสอบ, การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่วยฯ/อัยการ
ราคา 380.00 บาท (DVD 4 แผ่น) (ส่ง EMS ฟรี) ฟรี ! สมุดบันทึก
- กลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความอาญา (ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวนวันอาทิตย์)
พร้อมเอกสาร สรุปคำบรรยายเนติฯ 2/65 + เอกสารประกอบคำบรรยาย 2/65 + บทบรรณาธิการ 2/63, 2/64 และ 2/65 + ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความอาญา (สมัยที่ 56-64) พร้อม !! เคล็ดลับการอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบเนติฯ + ระเบียบการเรียนเนติฯ +เทคนิคและแนวการเขียนข้อสอบ, การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่วยฯ/อัยการ
ราคา 380.00 บาท (DVD 4 แผ่น) (ส่ง EMS ฟรี) ฟรี ! สมุดบันทึก
Ø หมายเหตุ : สั่งซื้อทั้ง 2 ภาค ราคาพิเศษ 700 บาท (ส่ง EMS ให้ฟรี) ฟรี !!! สมุดบันทึก + CD แบบร่างสัญญามากกว่า 400 แบบ (file word) + แบบฟอร์มศาล, แบบฟอร์มเอกสารงานบุคคล,เอกสารงานบัญชีและภาษี
สนใจติดต่อ ตุ้ย มือถือ 085-801-0725, E-mail : siripit...@gmail.com
ไม่เก่ง..แต่พยายาม เจ๋ง ! กว่า เก่ง....แต่ขี้เกียจ
ขอให้โชคดีและประสบความสำเร็จกันทุกคนนะคับ....