ครั้งที่ 3 วันพุธ 8 ธันวาคม 2553
มาตรา 223 มีเงื่อนไขในวรรคท้ายการอุทธรณ์อยู่ภายใต้บังคับ ต่างๆ( ดูตัวบท ) คือ จะเป็นสาระหรือไม่ ต้องดู 225 คำสั่งระหว่างพิจารณาดู 226 ถ้าต้องห้ามตาม 224 -226 ก็อุทธรณ์ไม่ได้
คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลชั้นต้นและเป็นกรณีที่คนที่ถูกกระทบสิทธิไม่เห็นด้วย ก็อุทธรณ์ได้ตาม 223 การอุทธรณ์คือการอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์คือให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย แต่ตอนยื่นต้องยื่นที่ศาลชั้นต้นที่พิพากษาคดี ก็คือ 229 อุทธรณ์ทำเป็นหนังสือตาม 229 มีข้อความแจ้งชัดตาม 225 วรรคหนึ่ง อุทธรณ์เป็นคำฟ้องตามมาตรา 1 อนุสาม เป็นคำคู่ความตาม หนึ่งอนุห้า ต้องทำตามแบบมาตรา 67 และยื่นหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษา ถ้าไม่มีการอ่าน ก็มี เช่นยื่นเอกสารไป กรณีดูมาตรา 229 หรือกรณีที่งดการอ่าน ก็เด๋วไปว่ากัน
เรื่องอุทธรณ์ยื่นต่อศาลชั้นต้นที่ต้องการโต้แย้งเพื่อให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย การอุทธรณ์ที่เป็นตามลำดับชั้นมีข้อยกเว้น 2 มาตรา สุดท้ายการอุทธรณ์ได้ต้องไม่ถึงทีสุดตาม 147 มีการอุทธรณ์
มีตัวบทให้เห็นไม่ว่าอยู่ในวิแพ่งเองหรือกฎหมายอื่น ถ้ากฎหมายเขียนที่สุดก็อุทธรณ์ไม่ได้ และ
สอง ต้องอุทธรณ์ภายในระยะเวลา 1 เดือน ไม่ใช่สามสิบวัน คือ 193/3 /5 /7 /8 ก็เลยมีกรณีอุทธรณ์หนึ่งเดือนได้ทั้ง 28 29 30 31 เป็นเรื่องละเอียดอ่อนไม่ยาก แต่คงเป็นข้อสอบวิชาเราไม่ได้ เพราะหัวใจหลักภาคหนึ่ง แต่การใช้ทางปฏิบัติ มีปัญหาในชั้นปฏิบัติแทบทุกวัน เฉพาะในการสอบของเรา ใครตอบว่าอุทธรณ์ยื่นสามสิบวันอาจารย์จะหักคะแนน
ปัญหาต่อไปก็คือ ภายใต้บังคับ เอาแค่นี้ก่อน ส่วนภายในบังคับบทบัญญัติมาตรานี้เอาไว้ก่อน
หลักข้อแรกถ้ากฎหมายไมได้กำหนดเงื่อนไขไว้ก็อุทธรณ์ได้ยกเว้น 138 ต้องดู แต่ละมาตรา ก็กลายเป็นข้อยกเว้นของหลักที่เราต้องดูอย่างเคร่งครัด ศาลฏีกาจะระมัดระวังไม่ตีความขยาย 138 เป็นเรื่องที่มีการทำยอม ถ้าเราจะดูว่า จะรอให้ถึงมาตรานั้นก็ได้เปิดมาตรา 19 วิแพ่ง ในมาตรา 20 ทวิก็มีให้มาไกล่เกลี่ยมาตรา 139 ให้มาประนีประนอมยอมความกรณีอย่างนี้การอุทธรณ์ได้หรือไม่ดู 138 ไม่ได้ดู 223 ในมาตรา 138 เป็นเรื่องการทำคำพิพากษาตามยอม มีการทำสัญญายอมในศาล ก็คือ 138 ด้วยเหตุนี้เอง ถ้าไม่ใช่เรื่องการทำคำพิพากษาตามยอมเป็นเรื่องอื่นเช่นขอให้ศาลชี้ขาดจะว่าอย่างไร ก็ไม่ติดใจ นั่นไม่ใช่คำพิพากษาตามยอม เพราะผลของคำพิพากษาต้องให้ศาลวินิจฉัย ข้อกฎหมายหรือวินิจฉัยข้อเท็จจริงอะไรก็แล้วแต่ ในกรณีดังกล่าวจะไม่อยู่ใน 228 ก็ศึกษาได้ตาม 223 คือ 742/2490 ประชุมใหญ่ มีสัญญายอม จะอุทธรณ์คัดค้านเช่นนี้อยู่ในจำกัด 138 แต่ถ้าทำยอมเสร็จไม่มีการเถียงกันแล้ว แต่เถียงเพียงสัญญายอมจะบังคับคดีอย่างไร ก็เกิดขึ้นประจำ เช่น บอกว่าภาษีและค่าโอนให้แบ่งกันคนละครึ่งระหว่างผู้ซื้อผู้ขาย ห้าปีต่อมาสรรพากรไปเรียกภาษีธุรกิจเฉพาะ
ศาลอุทธรณ์บอกว่าเป็นเรื่องการตีความคำพิพากษา ไม่อยู่บังคับ 138 475/2499 1838/2534 1719/2538 มีการเสียค่าขึ้นศาล คือ กรณีของเรื่องการตีความ
คำท้าไม่ใช่การทำสัญญาประนีประนอมยอมความหลัก 742/2490 คือเรื่องอื่นที่ไม่ใช่การทำยอม แล้วพิพากษาตามยอมก็อุทธรณ์ได้ตาม 223 แต่ถ้าเป็นการพิพากาษตามยอมก็คือดูตาม 138 คือห้ามอุทธรณ์ยกเว้นเข้าเหตุตาม 138 ดูตัวบท
แนวฏีกาที่เราจำเป็นหลักง่ายๆก็คือสามเรื่อง หนึ่งไม่ขัดกฎหมาย 138 อนุสอง
สอง ไม่ก่อปัญหาใหม่ สาม ปฏิบัติได้ตามเจตนารมย์
ก็คงไม่ใช่ปัญหาใหญ่ในการสอบเนฯ ก็แจ้งเพื่อทราบเท่านั้น
ประการที่สอง 168 เรื่องค่าฤชาธรรมเนียมคือค่าธรรมเนียมของศาล ซึ่งรวมถึงค่าขึ้นศาล เงินต่างๆ เงินค่าฤชาธรรมเนียม นั้นศาลไม่ถือเคร่งครัดในการเขียนเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นเรื่องคดีแพ่งมีค่าฤชาธรรมเนียมเกี่ยวข้อง จะไม่มีเกี่ยวข้อง ก็คือ กรณียื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลตาม 156
เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราถือเป็นหลักคือทุกครั้งที่ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาในคดีแพ่งจะต้องมีการสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเสมอ มีการฟ้องคดีมีอะไรก็แล้วแต่ที่มีค่าฤชาธรรมเนียมเกี่ยวข้อง มากน้อยแค่ไหน อยู่จำนวนทุนทรัพย์ และศาลต้องสั่งเสมอ ไม่เช่นนั้นไม่ชอบตาม 167 ดูตัวบท
ไม่สั่งผิดก็เป็นประเด็นข้อที่หนึ่ง คู่ความจะอุทธรณ์เฉพาะปัญหาเรื่องค่าธรรมเนียมอย่างเดียวไม่ได้เว้นแต่คำนวนผิด
มีฏีกาที่อ้างเรื่องนี้คือ 314/2542 ถ้าเป็นเรื่องที่ศาลกำหนดค่าฤชาธรรมเนียมเช่นค่าขึ้นศาล หรืออะไรก็แล้วแต่ ถ้าเป็นเรื่องของดุลพินิจของผู้พิพากษา อุทธรณ์ไม่ได้ จะอุทธรณ์ได้ก็แค่กำหนดผิดเท่านั้นเอง
ในมาตรา 188 เป็นเรื่องคดีไม่มีข้อพิพาทในกรณีคดีไม่มีข้อพิพาทในการอุทธรณ์ฏีกา มีการกำหนดเงื่อนไขแน่นอน ไม่ออกภาคอุทธรณ์ฏีกา ที่มีการบรรยายก็ผ่านไปหนึ่งข้อ
ข้อสุดท้าย 222 ก็คล้ายกับเรื่องประนีประนอมยอมความ อาจมีได้นอกศาล ถ้านอกศาลก็เป็นตาม ปพพ 850 ถ้าทำยอมแล้วไม่ปฏิบัติตามสัญญายอม ก็ฟ้องคดีใหม่ เสียค่าขึ้นศาลตามปรกติ ไม่เกี่ยวกับ 138 ที่ทำยอมในศาล ไม่ใช่ก่อนฟ้องคดีเหมือน 850 ในมาตรา 222 ก็เช่นกัน เป็นเรื่องศาลตั้งตาม 210 ในทางปฏิบัติ มีการทำหนึ่งครั้งโดยอาจารย์เท่านั้นเอง นอกนั้นไม่มีการตั้งเลยเพราะเวลาการสืบพยานศาลนิยมสืบพยานมากกว่าไปตั้งอนุญาโตตุลาการแล้วส่งประเด็นด้วยเหตุนี้ 222 เป็นหมันในทางปฏิบัติ
ข้อสุดท้ายของ 223 คืออุทธรณ์ต้องอุทธรณ์ไปศาลอุทธรณ์ ยกเว้นเพียงสองข้อคือ 223 ทวิกับ 252
มาตรา 252 เปิดดูตัวบท 232 ก่อน การยื่นอุทธรณ์ศาลก็มีคำสั่งรับหรือไม่รับคือสั่งตาม 232 เช่นเวลาที่ศาลตัดสินเสร็จคู่ความยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์แต่บางทีอุทธรณ์ดังกล่าวก็อุทธรณ์ต้องห้ามตาท 225 226 ก็มี การสั่งรับดังกล่าว อาจถูกเพิกถอนก็ได้ เพราะมันขัดกับ 224 -226 ก็ได้ แต่เป็นการสั่งตาม 232 เท่านั้นเอง ผลคือตาม 235 คือส่งสำเนาให้แก่จำเลยอุทธรณ์เพื่อแก้ตาม 237 เท่านั้นเอง ผลคือผู้อุทธรณ์มีช่องทางตาม 230 หรือ 234
เรากลับมาใช้ข้อที่เราเข้าใจตาม 232 เทียบกับ 252 ที่เป็นมาตราสุดท้ายของเราเป็นเรื่องที่ศาลอุทธรณ์ตัดสิน ส่งไปให้ศาลชั้นต้นอ่านคู่ความก็ยื่นคำพิพากษาฏีกา ขัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งใน 227 นำบทบัญญัติชั้นอุทธรณ์ไปใช้คือฏีกาที่ต้นเรื่อง เป็นการฏีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ศาลชั้นต้นก็มีคำสั่งรับหรือไม่รับ ถ้ารับผลก็เป็นไปตาม 235 ที่นำไปใช้ในศาลฏีกา ก็ส่งให้จำเลยฏีกาในการแก้ ถ้าไม่รับผลไปตาม 252 ต่างจาก 232 ถ้าศาลชั้นต้นไม่รับคู่ความมีทางออก ในขณะที่ถ้า เป็นเรื่องการยื่นฏีกาแล้วศาลชั้นต้นสั่งไม่รับผลเป็นไปตาม 252 คือคู่ความยื่นอุทธรณ์ไม่รับ นี่คืออุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นเป็นคนสั่งแล้วเขาต้องการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น 252 ให้ส่งสำเนานั้นไปยังศาลฏีกา
สรุปในมาตรา 252 เป็นข้อยกเว้น 223 คืออุทธรณ์ต้องอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์หลัก ข้อยกเว้นคือศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฏีกา ก็อุทธรณ์ไปยังศาลฏีกา ตาม 252 ตีความเคร่งครัด ด้วยเหตุนี้เองอะไรก็แล้วแต่ไม่ใช่เรื่องการยื่นฏีกา จะไม่เข้า 252 เลย เมื่อไม่เข้า 252 ผลก็คือต้องยื่นอุทธรณ์ตาม 223 เคยออกสอบไปแล้วเมื่อหลายปี เกินสิบปีแล้วครับ
ย้ำอีกครั้ง หลัก 223 ก็คือการอุทธรณ์ต้องอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์มีข้อยกเว้นสองข้อ
หนึ่ง มาตรา 252 คือยื่นฏีกาแล้วศาลชั้นต้นไม่รับฏีกาไม่ว่าเหตุผลใด ผลคือ อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฏีกาไปยังศาลฏีกาได้ แต่ถ้าไม่ใช่เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องอื่นๆ ศาลชั้นต้น ศาลฏีกาตัดสิน จะปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฏีกา ก็ให้ศาลชั้นต้นตีความคำพิพากษาฏีกา ในชั้นบังคับคดี ให้ศาลชั้นต้นตีความ คู่ความไม่พอใจสิ่งที่ศาลชั้นต้นตีความก็เลยอุทธรณ์คำสั่ง 499/2507 เรื่องนี้ต้องอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์เท่านั้น 4360/2531 โจทก์ฏีกาไม่ได้ส่งสำเนาฏีกาให้จำเลยฏีกา ศาลจำหน่ายคดี โจทก์ขอไต่สวนว่าไม่มีเจตนาทิ้งฏีกา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่ง ยกคำขอที่ขอให้พิจารณาคดีใหม่ คู่ความไม่พอใจก็ฏีกาอุทธรณ์ไม่ใช่เรื่อง 252 เพราะไม่ใช่เรื่องอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่อ้างว่าการทิ้งฏีกาเป็นการทิ้งที่ไม่มีเหตุผล
360/2531
5389/2536 คู่ความยื่นฏีกา ระหว่างยื่นฏีกาก็ต้องตรวจ 229 ก่อนก็ได้ เวลาเรายื่นฏีกา สมมุติศาลชั้นต้นตัดสินให้จำเลยแพ้คดี ให้วางค่าฤชาธรรมเนียมหากว่าในชั้นอุทธรณ์จำเลยชนะ จำเลยมีสิทธิคืนหลักทรัพย์ได้ ปรากฎว่าคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาชั้นศาลฏีกา คู่ความมาขอคืนโดยอาศัยอำนาจตาม 251 แต่คดีขณะนั้นอยู่ชั้นฏีกา คู่ความต้องการคัดค้านก็อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ 5389/2536 เรื่องสุดท้าย มีฏีกา เป็นตับเลยครับ 1404/2509 2580/2551 คำสั่งคำร้อง 688/2516 1540/2530 คือเวลายื่นฏีกาก็ต้องปฏิบัติตาม 229 คือยื่นภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่อ่านคำพิพากษา ผู้ที่เป็นทนายส่วนใหญ่ ก็มักจะคิดออกใกล้ๆ ก็ไปขอขยายระยะเวลาตาม 23 ถ้าศาลชั้นต้นไม่อนุญาตก็ยื่นฏีกาไม่ได้ ก็ต้องขออุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลา ไม่ใช่เรื่องไม่สั่งรับ ไม่ใช่เรื่องมาตรา 252 แม้ทำให้การยื่นฏีกายื่นไม่ได้เพราะมันพ้นระยะเวลาก็ตามแต่สิ่งที่คัดค้านไม่ใช่ประเด็นไม่ให้ฏีกา แต่เป็นมาตรา 23 เมื่อเป็นการคัดค้าน 23 ไม่ใช่มาตรา 252 ผลคือต้องอุทธรณ์ยังศาลอุทธรณ์ตาม 223
ข้อยกเว้นประการที่สองคือ 223 ทวิ มีหลักง่ายๆคือ อุทธณณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ไม่มีการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง
สอง ต้องทำคำร้องขออนุญาตไปยังศาลฏีกาอีกหนึ่งฉบับแยกต่างหาก และต่อไปก็คือ
สามต้องส่งสำเนาให้แก่อีกฝ่าย คือจำเลยอุทธรณ์ คือ มาตรา 229 จำเลยอุทธรณ์ตาม 229 คือโจทก์หรือจำเลยเดิม ที่ไม่ได้อุทธรณ์นี้
และไม่ว่าศาลชั้นต้น จำเลยจะเกี่ยวหรือไม่ก็ตาม ในการยื่นอุทธรณ์และประสงค์จะอุทธรณ์ตาม 223 ทวิต้องทำสำเนา
ก็มีฏีกา ยกตัวอย่างในการฟ้องพอฟ้องเสร็จยังไม่ทันส่งสำเนา ศาลพิพากษายกฟ้อง ยังไม่ทันรับฟ้องยกฟ้องได้ตาม 172 วรรคท้าย ก็ถ้าเป็นกรณีที่ไม่มีโอกาสชนะได้เลยก็ยกฟ้องได้ พอโจทก์ฟ้องปุ๊ปศาลยกฟ้องปั๊ป พอโจทก์ต้องการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ก็ต้องทำสำเนาให้จำเลยอุทธรณ์ด้วยไม่ว่าจะได้เข้ามาเกี่ยวข้องในชั้นแรกหรือไม่ ก็ตาม
4111/2548 ก็คือสิ่งที่เราคุยกันว่าเมื่อ 223 ทวิบอกว่าเวลาขออนุญาตยื่นอุทธรณ์ก็ต้องทำสำเนาให้ผู้อุทธรณ์ถ้าจะขอ 223ทวิต้องส่งสำเนาขออื่นยังพออนุโลมแต่การส่งสำเนาอุทธรณ์ต้องปฏิบัติเสมอ
อยากไรก็ดี ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องเป็นที่สุด
เป็นเรื่องที่หากจะดูเปรียบเทียบคือ 232 ห้ามยื่นอุทธรณ์ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับเพราะเป็นข้อเท็จจริงถ้าเป็นตัวอุทธรณ์ต้องห้ามตาม 234 ทางออกคือ 230 คดีตาม 224 ถ้าคู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ถ้าเห็นว่าเป็นอุทธรณ์ตามข้อเท็จจริง ไม่มีข้อยกเว้น การสั่งไม่รับคู่ความอาจขออนุญาตให้อุทธรณ์ ทางออกตาม 232 ถ้าศาลชั้นต้นสั่งไม่รับอุทธรณ์ก็ไป 234 เราต้องจัดสายให้ดีนะครับจะเปลี่ยนสายไม่ได้ ถ้าเป็นคำสั่งไม่รับเพราะต้องห้ามตามปัญหาข้อเท็จจริงต้องเลือกทางใดทางหนึ่งในที่สุดก็ต้องเลือกว่าใช้ 230 หรือ 234 แต่ถ้าเป็นเรื่องมาตรา 223 ทวิ ขออนุญาตต่อศาลฏีกา ถ้าอุทธรณ์ไปยังศาลฏีกาได้ เป็นการใช้สิทธิตาม 223 ทวิ และผลทางกฎหมายต่างกันสิ้นเชิง เพราะผล 223 ทวิ ถ้าท่านอุทธรณ์ท่านสามารถอุทธรณ์ไป 15 วันเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ถ้าเป็นเรื่อง 234 มีเรื่องเยอะแยะ ย้อน 223 ทวิ มีหลักอะไรบ้าง
หนึ่ง ถือหลักเมื่อมีการขออนุญาตยื่นต่อศาลฏีกา ต้องไม่มีผู้ใดคัดค้าน
4885 /2538 ตอนท้ายของ 223 ทวิ ให้ศาลฏีกาส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ชี้ขาด ถ้าไม่เข้า 223 ทวิผลก็คือ เป็นการอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์คำร้องทั่วไปนั่นเอง ผลก็คือมีสิทธิอุทธรณ์ในศาลอุทธรณ์เท่านั้น
4483/2546 ใช้เฉพาะในดคีแพ่ง คดีอาญาเอาไปใช้ไมได้เด็ดขาด
อุทธรณ์ต้องมีเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายถ้ามีข้อเท็จจริงปนไปด้วย ผลคือ ต้องส่งไปยังศาลอุทธรณ์
มีคดีอยู่คดีหนึ่งยื่นอุทธรณ์ทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ขออนุญาตยื่นไปยังศาลฏีกา ศาลชั้นต้นก็อนุญาต และคู่ความก็ไม่คัดค้านเสียด้วย หลักต้อง 223 ทวิวรรคท้าย ให้สาลอุทธรณ์วินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริง อุทธรณ์นี้ 1007/2537 ฏีกานี้มีคนพยายามจะออกข้ออสบหลายครั้ง
5722/2546
เมื่อใดจะอุทธรณ์ไปยังศาลฏีกา ต้องเป็นอุทธรณ์ที่ชอบ คือ ไม่ถูดจำกัด ถ้าหากมีข้อจำกัด 223 ทวิตกไปด้วย เพราะหลักคือต้องมีอุทธรณ์ที่ชอบก่อน นั่นคือ คร. 187/2537 คดีเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจรณาต้องห้าม
6552/2528
เมื่ออุทธรณ์ไม่ชอบตาม 225 วรรคหนึ่งหรือ อะไรก็แล้วแต่ 228/2550 ที่วางหลักว่าถ้าตัวอุทธรณ์มันเสียผลคือ ขอตรงไปศาลฏีกาก็ไม่ได้
ต้องไม่มีคู่ความอีกฝ่ายยื่นอุทธรณ์ด้วย แต่หากโจทก์หรือจำเลยที่ขออนุญาตมันก็ทำให้ผล 223ทวิเกิดขึ้นไม่ได้
1657/2547