ศึกษาวิเคราะห์จากคำพิพากษาฎีกาที่ 9663/2554
ข้อเท็จจริง
(กรุณาเปิดตัวบทกฎหมายที่กล่าวถึงทุกครั้งเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการทำความเข้าใจ)
1. จำเลยมีตำแหน่งเป็นเหรัญญิกของมูลนิธิเพื่อโรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
จ. ตาก ซึ่งเป็นผู้เสียหาย เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2548 จำเลยยักยอกเงิน
450,000 บาท ต่อมาวันที่ 25 เมษายน 2548
จำเลยปลอมใบถอนเงินของธนาคารกรุงเทพ สาขาตาก
แล้วนำเอกสารปลอมดังกล่าวไปถอนเงิน 490,000 บาท
จากบัญชีของผู้เสียหายที่เปิดไว้ที่ธนาคารกรุงเทพ สาขาตาก และเบียดบังเงินจำนวนดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ของจำเลยโดยทุจริต
2. อัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องขอให้ลงโทษจำเลย
ตาม ป.อ. มาตรา 264, 265, 268, 352 ให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินจำนวน
940,000 บาทแก่ผู้เสียหาย
2.1 ความผิดฐานยักยอกตาม ป.อ. มาตรา 352
เป็นความผิดอันยอมความได้ตาม ป.อ.มาตรา 356หรือเป็นความผิดต่อส่วนตัวตาม
ป.วิ.อ.มาตรา 121 ความผิดเช่นนี้จะไปเกี่ยวข้องกับ ป.อ.และป.วิ.อ.ตามข้อ 2.2และ 2.3
2.2 ในส่วนของ ป.อ.
จะเกี่ยวข้องกับอายุความพิเศษ ตาม ป.อ. มาตรา 96 ให้พิจารณาศึกษาจากฎีกาต่อไปนี้
คำพิพากษาที่ 1105/2504
ป.อ. มาตรา 3, 341
กฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 78 (3),
80, 304
ถ้าอายุความฟ้องคดีอาญาขณะกระทำผิดแตกต่างกับขณะฟ้องต้องใช้อายุความที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำผิดบังคับ
ความผิดอันยอมความได้
ต้องร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน
นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิด มิฉะนั้นจะขาดอายุความ
ตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 80 (ปัจจุบัน มาตรา 96
คำพิพากษาที่ 773/2503
ป.วิ.อ. มาตรา 123, 124
กฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 78 (3),
314
การแจ้งให้ตำรวจจับผู้ต้องหาถือว่าเป็นการร้องทุกข์ตามกฎหมายแล้ว
โจทก์ได้ร้องทุกข์ในคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัวต่อพนักงานสอบสวนภายในกำหนดอายุความ
3 เดือน โจทก์นำคดีมาฟ้องศาลเกินกว่า 3 เดือนแต่ยังไม่พ้นอายุความฟ้องคดีอาญาตามกฎหมายลักษณะอาญาคดีของโจทก์หาขาดอายุความไม่
คำพิพากษาที่ 771/2507
ป.วิ.อ. มาตรา 2 (7)
ป.อ. มาตรา 96
การที่พนักงานตำรวจจดรายงานเบ็ดเสร็จประจำวันไว้ว่า"โจทก์ได้มาแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจให้จับกุมจำเลยหาว่าบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์
คดีเรื่องนี้ผู้แจ้งจะฟ้องร้องด้วยตนเอง จึงมาแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน" นั้น
เห็นได้ว่า โจทก์ได้กล่าวหาว่าจำเลยกระทำผิดและแจ้งเพื่อจะให้จำเลยได้รับโทษ
โดยโจทก์จะฟ้องร้องเอาความผิดแก่จำเลยเสียเอง จึงเป็นคำร้องทุกข์ตามกฎหมายแล้ว
คำพิพากษาที่ 2253/2531
ป.อ. มาตรา 95, 96, 362, 363,
365 (3)
จำเลยเข้าไปปักเสาและปลูกต้นมะขาม
ในที่ดินของโจทก์ก็เพื่อถือการครอบครองที่ดินของโจทก์ ดังนั้น
ความผิดฐานบุกรุกได้เกิดขึ้นและสำเร็จแล้วเมื่อจำเลยเข้าไปกระทำการดังกล่าวส่วนการครอบครองที่ดินต่อมาเป็นเพียงผลของการบุกรุก
การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดต่อเนื่องตราบเท่าที่จำเลยยังถือการครอบครองที่ดินของโจทก์
โจทก์บรรยายฟ้องว่า เหตุเกิดระหว่างวันที่ 1 ถึง 10 สิงหาคม2528 เวลาใดไม่ปรากฏชัด
ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 362 และ 363 โดยมิได้บรรยายฟ้องว่าเหตุเกิดเวลากลางคืนแม้จะมีข้อความตอนหนึ่งว่าขณะนี้จำเลยยังคงบุกรุกอยู่
ซึ่งพอเข้าใจได้ว่าจำเลยบุกรุกที่ดินตามฟ้องทั้งเวลากลางวันและกลางคืน
แต่โจทก์ก็มิได้ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365(3) จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 365(3)อันเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน
เมื่อความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 362 และ 363 เป็นความผิดอันยอมความกันได้
โจทก์มิได้ร้องทุกข์และได้ฟ้องคดีเองเมื่อพ้นกำหนดสามเดือนนับแต่วันรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด
คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96
คำพิพากษาที่ 3655/2543
ป.วิ.พ. มาตรา 249
ป.วิ.อ. มาตรา 2 (7), 15, 158
(5)
ป.อ. มาตรา 91
คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายว่าจำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คเพื่อชำระหนี้เงินยืม
รายละเอียดของสัญญายืมโจทก์จะเสนอต่อศาลในชั้นพิจารณา
ซึ่งมูลหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย
เมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์นำเข้าเรียกเก็บเงิน ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่าย
เป็นการบรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยกระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่เกี่ยวข้องอันพอทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว
หาจำต้องกล่าวถึงรายละเอียดในสัญญากู้เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาของศาล
ฉะนั้นคำฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5)
ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค โจทก์นำคดีฟ้องศาลภายในอายุความฟ้องร้อง ดังนั้น
การร้องทุกข์จะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
จึงไม่ใช่สาระสำคัญไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไปแต่ประการใด โจทก์มีอำนาจฟ้อง
เมื่อศาลสอบคำให้การจำเลย
จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องเท่ากับยอมรับว่าได้ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์และออกเช็คพิพาทชำระหนี้ดังกล่าวจริง
ที่จำเลยอ้างว่ากรณีเป็นที่น่าสงสัยเท่ากับเป็นการโต้เถียงขึ้นมาใหม่ว่าไม่ได้กู้ยืมหรือไม่ได้ออกเช็คพิพาท
ย่อมกระทำมิได้เพราะถือว่ามิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์
เช็คในคดีนี้ทั้งสี่ฉบับจำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายชำระหนี้ตามสัญญากู้ต่างฉบับกัน
วันที่สั่งจ่ายในเช็คต่างวันกัน แสดงว่าจำเลยเจตนาสั่งจ่ายเช็คแต่ละฉบับชำระหนี้แต่ละส่วนแยกกัน
และธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินต่างวันกันจึงเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน
หาใช่เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทไม่
คำพิพากษาที่ 3085/2537
ป.อ. มาตรา 96
ล.
เป็นผู้ถือหุ้นคนหนึ่งของบริษัทลัดสุภาอินเตอร์เทรดจำกัด เช่นเดียวกับโจทก์ ล.
จึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยได้เช่นเดียวกับโจทก์
คดีนี้เป็นความผิดอันยอมความได้ เมื่อ ล. ไม่ได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยภายใน
3 เดือน
นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด
คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96
คำพิพากษาที่ 386/2551
ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6)
ป.อ. มาตรา 96
แม้ผู้เช่าซื้อยังชำระค่าเช่าซื้อไม่ครบถ้วน
กรรมสิทธิ์ในรถยนต์บรรทุกยังเป็นของผู้ให้เช่าซื้อ
แต่ผู้เช่าซื้อก็มีสิทธิครอบครองใช้ประโยชน์และมีหน้าที่ต้องส่งคืนรถยนต์บรรทุกที่เช่าซื้อในสภาพเรียบร้อยแก่ผู้ให้เช่าซื้อหากมีกรณีต้องคืน
เมื่อจำเลยทั้งสองยักยอกชิ้นส่วนอุปกรณ์ของรถยนต์บรรทุกดังกล่าวไปจากผู้เช่าซื้อ
ผู้เช่าซื้อย่อมได้รับความเสียหายจึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองได้เช่นเดียวกับผู้ให้เช่าซื้อ
คดีนี้เป็นกรณีความผิดอันยอมความได้ เมื่อผู้เช่าซื้อมิได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด
คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ป.อ. มาตรา 96
2.3 ผลตาม ป.วิ.อ.
การเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานยักยอก ให้พิจารณาศึกษาจากฎีกาต่อไปนี้
คำพิพากษาที่ 2465/2551
ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4)
กรมตำรวจได้จัดสร้างพระพุทธโสธร รุ่นประวัติศาสตร์ กรมตำรวจ 80 ปี
เพื่อจำหน่ายนำรายได้มาส่งเสริมสวัสดิการให้แก่ข้าราชการตำรวจและสมทบเป็นกองทุนเพื่อพัฒนาสถานีตำรวจทั่วประเทศ
โดยมีการออกคำสั่งวางแนวปฏิบัติในการรับเงินจากการจำหน่ายและนำเงินเข้าบัญชี
ซึ่งตามบันทึกข้อความเรื่องวิธีปฏิบัติและควบคุมการรับเงินบริจาคในการสร้างพระพุทธโสธร
รุ่นประวัติศาสตร์ กรมตำรวจ 80 ปี
ระบุให้หน่วยที่รับผิดชอบใบสั่งจองและรับเงินบริจาค
จัดเจ้าหน้าที่รับเงินบริจาคและจัดทะเบียนคุมการรับเงินบริจาคและทะเบียนคุมการสั่งจองพระ
ซึ่งเจ้าหน้าที่ควบคุมเป็นสารวัตรการเงินของหน่วย ฯลฯ เมื่อรับเงินบริจาคแล้วให้นำเงินฝาก
ธนาคาร ท. ตามชื่อบัญชีและเลขที่บัญชีที่กำหนดไว้ ดังนี้
เมื่อจำเลยดำรงตำแหน่งสารวัตรการเงินของหน่วย จึงมีหน้าที่รับเงิน
แล้วนำฝากเข้าบัญชีธนาคาร
ซึ่งเงินที่จำเลยรับไว้ย่อมถือได้ว่าเป็นการรับไว้แทนกรมตำรวจ สิทธิในเงินรับบริจาคย่อมตกแก่กรมตำรวจแล้วตั้งแต่เวลาที่จำเลยได้รับเงินไว้
หาใช่เงินของเจ้าพนักงานตำรวจแปดนายดังที่โจทก์ฟ้องไม่
เจ้าพนักงานตำรวจทั้งแปดนายจึงไม่ใช่ผู้เสียหายในเงินดังกล่าว
ย่อมไม่มีอำนาจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหายักยอกทรัพย์โจทก์จึงไม่มีอำนาจนำคดีมาฟ้อง
คำพิพากษาที่ 7671/2550
ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4)
จำเลยเป็นผู้จัดการสาขาของบริษัทโจทก์ร่วม
การที่จำเลยรับเงินจาก บ. ผู้ค้ำประกันการทำงานของ น.
พนักงานโจทก์ร่วมที่ยักยอกเงินของโจทก์ร่วมไปแล้ว
จำเลยได้ทำสัญญาในฐานะผู้จัดการของโจทก์ร่วม มีสาระสำคัญว่า บ.
ได้ชำระเงินให้โจทก์ร่วม และโจทก์ร่วมถือว่า บ.
ได้ปฏิบัติตามสัญญาค้ำประกันครบถ้วน ไม่ติดใจดำเนินคดีแพ่งหรือคดีอาญากับ บ.
อีกต่อไป เงินที่จำเลยรับไว้จาก บ. จึงเป็นของโจทก์ร่วม
เพราะโจทก์ร่วมต้องรับผลในการกระทำของจำเลยในอันที่จะไปเรียก บ. ชำระเงินอีกไม่ได้
เนื่องจาก บ. อาจนำสัญญาดังกล่าวมาแสดงว่าได้ชำระหนี้ให้โจทก์ร่วมแล้ว
การที่จำเลยไม่ได้แจ้งให้โจทก์ร่วมทราบ
หรือไม่ได้รับอนุมัติจากผู้จัดการเขตของโจทก์ร่วมตามระเบียบที่โจทก์ร่วมวางไว้
จะนำมาอ้างว่ามิใช่ตัวแทนของโจทก์ร่วมหาได้ไม่ หากเป็นการผิดระเบียบก็เป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมต้องว่ากล่าวกับจำเลยและไม่ผูกพัน
บ. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริต
การที่จำเลยรับเงินไว้แทนโจทก์ร่วมแล้วเบียดบังเป็นของจำเลยโดยทุจริต
โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจร้องทุกข์ได้
คำพิพากษาที่ 5883/2552
ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4)
ป.อ. มาตรา 352
ส.ซึ่งเป็นลูกวงแชร์ประมูลแชร์ได้ จำเลยซึ่งเป็นนายวงแชร์ได้รับเช็คตามฟ้องจากลูกวงแชร์ที่ยังประมูลไม่ได้เพื่อนำไปมอบให้แก่
ส. แต่จำเลยมิได้นำไปมอบให้ ส.
กลับนำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินในบัญชีของตนเองและถอนเงินไป ดังนี้ จำเลยในฐานะนายวงแชร์มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงการเล่นแชร์ว่า
เมื่อจำเลยได้เช็คจากลูกวงแชร์แล้วจะต้องนำเช็คไปมอบให้ ส. ซึ่งประมูลแชร์ได้
การที่จำเลยรับเช็คตามฟ้องจึงเป็นการรับไว้แทน ส.
เมื่อจำเลยนำเช็คไปเรียกเก็บเงินและถอนเงินออกจากบัญชี จึงเป็นการครอบครองเงินของ
ส.แล้วเบียดบังเอาเงินนั้นไป ส. จึงเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานยักยอกเงินตามเช็ค
คำพิพากษาที่ 4823/2552
ป.อ. มาตรา 352
โจทก์ประกอบกิจการให้เช่าซื้อรถแท็กซี่
มีเจ้าของรถแท็กซี่นำรถมาร่วมกิจการกับโจทก์โดยใช้ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถและมอบให้โจทก์นำรถแท็กซี่ออกให้เช่าซื้อ
แต่สัญญาเช่าซื้อทำกันระหว่างเจ้าของรถแท็กซี่กับผู้เช่าซื้อ
กำหนดชำระค่าเช่าซื้อเป็นรายวัน ในการนี้ โจทก์ว่าจ้างจำเลยที่ 1 เป็นผู้เก็บค่าเช่าซื้อแทน จำเลยที่ 1 เก็บค่าเช่าซื้อไว้แล้วไม่ส่งให้โจทก์
เบียดบังเอาเงินค่าเช่าซื้อที่รับไว้แทนโจทก์ไปโดยทุจริต จึงมีความผิดฐานยักยอก
และแม้เงินดังกล่าวจะมิใช่ของโจทก์
แต่โจทก์ต้องส่งเงินดังกล่าวให้แก่เจ้าของรถหลังจากหักค่าใช้จ่ายของโจทก์แล้ว
โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้เสียหาย มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง
คำพิพากษาที่ 6007/2530
ป.พ.พ. มาตรา 572, 1599, 1600
ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4), 218
ป.อ. มาตรา 35
แม้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อยังอยู่กับผู้ให้เช่าซื้อ
แต่ผู้เช่าซื้อย่อมมีสิทธิครอบครองใช้ประโยชน์จากรถยนต์ที่เช่าซื้อนั้นและมีหน้าที่ต้องส่งคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อในสภาพเรียบร้อยแก่ผู้ให้เช่าซื้อหากมีกรณีต้องคืน
เมื่อบุตรโจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อถึงแก่กรรม สิทธิและหน้าที่ดังกล่าวย่อมตก
ทอดมายังโจทก์ในฐานะทายาทคนหนึ่ง เมื่อจำเลยได้ยักยอกทรัพย์นั้นไปจากโจทก์
โจทก์ย่อมได้รับความเสียหาย จึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยที่ว่า
โจทก์มอบรถยนต์คันพิพาทให้จำเลยซ่อมเป็นเวลานานถึง 8 เดือนเศษ
จำเลยไม่ได้แจ้งราคาค่าซ่อมให้โจทก์ทราบโจทก์น่าจะทราบได้ในขณะนั้นหรือช่วงเวลานั้นแล้วว่าจำเลยเบียดบังเอารถยนต์คันพิพาทเป็นของตนเอง
โจทก์นำคดีมาฟ้องเกินระยะเวลา 3 เดือนพ้นกำหนดอายุความ
เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง.
คำพิพากษาที่ 5097/2531
ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4)
ผู้ครอบครองทรัพย์ แม้มิใช่เป็นเจ้าของ
ก็เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ได้
ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4)
คำพิพากษาที่ 6600/2549
ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4)
การที่จำเลยยักยอกเงินจัดสรรผลกำไรสุทธิที่ได้มาจากการดำเนินงานกองทุนหมู่บ้าน
กองทุนหมู่บ้าน ค. โดยคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้าน
ซึ่งเป็นสมาชิกกองทุนหมู่บ้านจึงเป็นผู้เสียหายในอันที่จะร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยได้
โดยถือว่าจำเลยยักยอกทรัพย์ของกองทุนหมู่บ้าน ค.
ซึ่งอยู่ในความครอบครองของสมาชิกและจำเลย
การร้องทุกข์ของคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านจึงเป็นการร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมาย
โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง
คำพิพากษาที่ 7062/2548
ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4)
ป.อ. มาตรา 352
โจทก์ตกลงให้ อ.
ทำสัญญากู้ยืมเงินจากสหกรณ์เป็นเงิน 500,000 บาท
โดยโจทก์จดทะเบียนจำนองที่ดินของโจทก์เป็นประกันหนี้ เหตุที่ต้องให้ อ.
เป็นผู้กู้ยืม เพราะโจทก์ไม่ได้เป็นสมาชิกของสหกรณ์ดังกล่าว ต่อมา อ.
ไปรับเงินที่กู้ยืมซึ่งเมื่อคิดหักชำระหนี้สินและค่าหุ้นแล้ว คงได้รับเป็นเงิน 431,928
บาท จึงต้องถือว่า อ. เป็นลูกหนี้ชั้นต้นที่ต้องรับผิดต่อสหกรณ์
และเป็นเจ้าของผู้มีกรรมสิทธิ์ในเงินที่กู้ยืมจากสหกรณ์
ตราบเท่าที่ยังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ต่อให้แก่ผู้ใด
ทั้งโจทก์ไม่ได้มอบให้จำเลยเป็นตัวแทนไปรับเงินจาก อ. ดังนั้นการที่ อ.
มอบเงินให้แก่จำเลยเพื่อฝากต่อให้แก่โจทก์ย่อมเป็นเรื่องความรับผิดระหว่าง อ.
กับจำเลย
โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะนำคดีมาฟ้องจำเลยในความผิดฐานยักยอกเงินดังกล่าวที่เป็นของ
อ. ไปได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4)
คำพิพากษาที่ 8201/2544
ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4), 28
ป.อ. มาตรา 352
แม้หนังสือแต่งตั้งตัวแทนจะมิได้ประทับตราสำคัญของบริษัท
ส. ก็ตาม ก็เป็นเรื่องความเกี่ยวพันระหว่างโจทก์และบริษัท ส. เท่านั้น ซึ่งบริษัท
ส. ไม่เคยโต้แย้งปฏิเสธว่าโจทก์มิใช่ตัวแทนของตนแต่อย่างใด ทั้งยังยอมรับการกระทำของโจทก์โดยออกกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัยตามที่โจทก์แจ้งต่อบริษัท
ส. โจทก์จึงเป็นตัวแทนโดยชอบของบริษัท ส.
เมื่อจำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างโจทก์รับเงินค่าเบี้ยประกันภัยดังกล่าวไว้จากผู้เอาประกันภัยจึงมิใช่เป็นการรับไว้ในฐานะตัวแทนของผู้เอาประกันภัย
หากแต่เป็นการรับไว้แทนโจทก์เพื่อนำไปมอบให้แก่โจทก์การที่จำเลยเบียดบังเอาเงินดังกล่าวไปเป็นของตนเองอันแสดงถึงเจตนาทุจริต
ซึ่งโจทก์ต้องรับผิดชอบต่อบริษัท ส.
โดยอาจจะต้องถูกบังคับให้ชดใช้จากหลักประกันที่โจทก์วางไว้ต่อบริษัท ส.
โจทก์จึงเป็นผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดของจำเลย
ย่อมเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) มีอำนาจฟ้องตามมาตรา 28(2)
คำพิพากษาที่ 2386/2541
ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4)
ป.อ. มาตรา 352
ป.รัษฎากร มาตรา 118
สำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดจะเป็นนิติบุคคลหรือไม่ก็ตามแต่เงินผ้าป่า
150,000 บาท
เป็นเงินที่ชาวบ้านนำไปทอดให้สำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดซึ่งพระภิกษุ ป.
เป็นเจ้าคณะสงฆ์อยู่ในขณะนั้น พระภิกษุ ป. จึงมีหน้าที่ดูแลเงินผ้าป่าดังกล่าว
เมื่อพระภิกษุ ป. มอบให้พระภิกษุ
ข.เป็นผู้เลือกชาวบ้านเป็นกรรมการดูแลรับผิดชอบจำนวนเงินนั้นส.ง.ร. และจำเลยได้รับเลือกเป็นกรรมการและร่วมกันรับมอบเงินจำนวนดังกล่าวไปเก็บรักษา
หากจำนวนเงินดังกล่าวสูญหาย
กรรมการทั้งสี่ต้องร่วมกันรับผิดต่อสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุด
แม้กรรมการแต่ละคนจะได้รับเงินเพียงบางส่วนไปเก็บรักษาก็เป็นการแบ่งความรับผิดชอบกันเองภายหลังจากรับเงินทั้งจำนวนมาแล้ว
การที่จำเลยรับมอบเงินจำนวน40,000 บาท
ไปเก็บรักษาแล้วยักยอกเงินจำนวนนั้นไปส.ง.ร.
จึงเป็นผู้เสียหายในอันที่จะร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยได้
โดยถือว่าจำเลยยักยอกทรัพย์ของสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุดซึ่งอยู่ในความครอบครองของส.ง.ร.
และจำเลย แม้หนังสือมอบอำนาจให้ไปร้องทุกข์จะไม่ได้ปิดแสตมป์ก็รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้เนื่องจาก
ประมวลรัษฎากรฯมาตรา 118 ห้ามมิให้รับฟังหนังสือมอบอำนาจที่ไม่ปิดแสตมป์เป็นพยานหลักฐานเฉพาะในคดีแพ่งเท่านั้น
มิได้ห้ามมิให้รับฟังในคดีอาญาด้วย ทั้งการมอบอำนาจให้ไปร้องทุกข์ก็ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ต้องทำเป็นหนังสือแต่อย่างใด
2.4 ผลตาม ป.วิ.อ.
อีกประการหนึ่งเมื่ออัยการเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาฐานยักยอกตาม ป.อ. มาตรา 352
ก็ให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายด้วย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43
3. คดีนี้จำเลยให้การปฏิเสธซึ่งศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์และจำเลยเสร็จแล้ว
พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 วรรคแรกประกอบมาตรา
265, 352 วรรคแรก เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน
เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตาม ป.อ. มาตรา 91 กระทงแรกฐานยักยอกเงิน
450,000 บาท จำคุก 1 ปี กระทงที่สอง
ฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมและฐานยักยอก
เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด
ตาม ปอ. มาตรา 90 จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2
ปี จำเลยให้การเป็นประโยชน์อยู่บ้างลดโทษให้แล้วคงเหลือจำคุก1
ปี 4 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 940,000
บาทแก่ผู้เสียหาย
3.1 ผลของคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนของจำเลย
หากพิจารณาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิแล้ว
จำเลยสามารถอุทธรณืในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ซึ่งปรากฏว่าจำเลยยืนอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น
4. ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดกระทงที่สอง
จำเลยมีความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิ์ปลอมเพียงบทเดียว โดยให้ยกฟ้องฐานยักยอกทรัพย์
........ ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
4.1 ผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในข้อหากระทงที่สอง
คือ ใช้เอกสารสิทธิปลอมและฐานยักยอกเงินจำนวน 490,000 บาท
เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องข้อหายักยอกถือว่าศาลอุทธรณ์แก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาก
แต่ก็อยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ ป.วิ.อ. มาตรา 219 ห้ามโจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
หากโจทก์ประสงค์จะฎีกาในข้อเท็จจริงต้องดำเนินการตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221
4.2 อัยการโจทก์ยื่นฎีกาโดยรองอัยการสูงสุด
รักษาการแทนอัยการสูงสุด รับรองว่ามีเหตุอันควรให้ศาลฎีกาวินิจฉัย
4.3 ปัญหาที่จะต้องพิจารณาในส่วนนี้ก็คือ
ข้อแตกต่างระหว่างการห้ามฎีกาตาม ปวิ.อ. มาตรา 218 วรรคแรก
(ใช้ในกรณีศาอุทธรณ์พิพากษายืนหรือแก้ไขเล็กน้อย) และ ป.วิ.อ. มาตรา 219 ใช้ในกรณีศาลอุทธรณ์แก้ไขคำพิพากษาของศาลชั้นต้นมาก
แต่คดีนี้เป็นกรณีศาอุทธรณ์จำคุกไม่เกิน 2 ปี
ซึ่งคดีอาจจะต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคแรก หรือ
ป.วิ.อ. มาตรา 219 ก็ได้ ให้พิจารณาศึกษาจากฎีกาต่อไปนี้
คำพิพากษาที่ 159/2528
ป.วิ.อ. มาตรา 185, 195, 218,
225
ป.อ. มาตรา 288
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน
วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา
7, 72
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ให้ลงโทษจำเลยฐานฆ่าผู้ตายกระทงหนึ่ง
ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยมิได้รับอนุญาตกระทงหนึ่ง
และฐานพาอาวุธปืนโดยมิได้รับอนุญาตอีกกระทงหนึ่ง
แม้ข้อหาฐานมีและพาอาวุธปืนโดยมิได้รับอนุญาตนั้น
ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218
ก็ตาม เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ไม่พอรับฟังว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายแล้ว
ศาลฎีกาก็มีอำนาจที่จะยกฟ้องโจทก์ในความผิดทั้งสองฐานนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 185
คำพิพากษาที่ 3923/2542
ป.วิ.อ. มาตรา 185, 227
ป.อ. มาตรา 86
ผู้เสียหาย ส. และ ป.
ประจักษ์พยานโจทก์เบิกความยืนยันว่า
จำหน้าคนร้ายได้และยืนยันว่าจำเลยทำหน้าที่เป็นคนขับรถจักรยานยนต์
แต่มิใช่คนร้ายที่ไล่ยิงผู้เสียหาย
โดยขณะเกิดเหตุจำเลยยังคงนั่งอยู่บนรถจักรยานยนต์ที่จำเลยขับมาและขณะนั้นได้ดับเครื่องรถตลอดเวลาด้วย
ทั้งผู้เสียหายเบิกความว่า เมื่อถูกยิง1 นัดแล้ว
ไม่ปรากฏว่ามีคนร้ายไล่ตามมาทำร้ายอีก
และไม่เห็นคนร้ายและจำเลยร่วมกันหลบหนีไปทางใด
ลักษณะเช่นนี้เห็นได้ว่าจำเลยไม่อยู่ในสภาพพร้อมที่จะช่วยเหลือพากันหลบหนีได้ทันที
อีกทั้งผู้เสียหายกับจำเลยต่างไม่เคยรู้จักกันและไม่มีสาเหตุใด ๆ ต่อกันมาก่อน
เมื่อจำเลยถูกจับกุมก็ได้แจ้งชื่อคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายกับนำเจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมคนร้ายจนสามารถยึดอาวุธปืนและรถจักรยานยนต์มาเป็นของกลางอีกด้วย
รูปคดีทำให้มีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้ช่วยเหลือในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดหรือไม่
ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา
227 วรรคสอง
ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานสนับสนุนการมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 9
เดือน ฐานสนับสนุนการพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 4 เดือน 15 วัน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
คดีจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
แต่เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ฟังไม่ได้ว่า
จำเลยกระทำความผิดฐานสนับสนุนการพยายามฆ่าผู้อื่น
ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษายกฟ้องในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา
185 วรรคหนึ่ง 215 และ 225 เพราะเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกัน
คำพิพากษาที่ 7508/2544
ป.วิ.อ. มาตรา 219
ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 1
ปี 6 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 1พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลย 20,000 บาทอีกสถานหนึ่ง
แล้วรอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติของจำเลยไว้
อันเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินคนละ
2 ปีและปรับไม่เกินคนละ 40,000 บาท
จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 219 การที่โจทก์ฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยเป็นการโต้เถียงดุลพินิจการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค
1 อันเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว
คำพิพากษาที่ 898-899/2540
ป.วิ.พ. มาตรา 23, 156
คำว่า "เหตุสุดวิสัย" ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา23หมายถึงเหตุที่ทำให้ศาลไม่สามารถมีคำสั่งให้ขยายระยะเวลาหรือคู่ความมีคำขอเช่นนั้นขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายให้ดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างใดอย่างหนึ่งได้ซึ่งเป็นพฤติการณ์นอกเหนือที่จะกระทำให้ได้ก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่29กันยายน2538ให้ยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยหากจำเลยจะดำเนินคดีต่อไปให้วางค่าธรรมเนียมศาลภายใน10วันจำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งวันที่9ตุลาคม2538ศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ต่อมาวันที่16ตุลาคม2538จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ออกไปมีกำหนด10วันอ้างว่าไม่ทราบคำสั่งที่ศาลไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยถือว่าไม่ใช่เหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา23ที่จำเลยจะยกขึ้นมาอ้างเพื่อยื่นคำขอขยายระยะเวลาวางเงินภายหลังพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าวได้
คำพิพากษาที่ 1539/2525
ป.วิ.อ. มาตรา 219
ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 9
เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้มอบตัวจำเลยแก่บิดาจำเลย
ให้บิดาจำเลยระวังมิให้จำเลยก่อเหตุร้ายภายในกำหนด 3 ปี
มิฉะนั้นให้บิดาจำเลยชำระเงินต่อศาลครั้งละ 500 บาท
ทุกครั้งที่จำเลยก่อเหตุร้ายขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 75 ประกอบด้วย มาตรา 74 วิธีการที่ศาลอุทธรณ์พิพากษากำหนดนี้เบากว่าโทษจำคุก
ดังนั้นจึงถือว่าศาลอุทธรณ์ยังคงลงโทษจำเลยไม่เกินกว่าจำคุก 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219
5. คดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกา มีหลักกฎหมายที่น่าสนใจ ดังนี้
5.1 ฎีกาของโจทก์มีว่า
การกระทำความผิดของจำเลยในกระทงที่สอง
เป็นความผิดฐานยักยอกและศาลต้องสั่งให้จำเลยคืนเงิน 490,000 บาท
แก่ผู้เสียหายด้วยหรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่า ข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติ
ผู้เสียหายไม่ได้มอบหมายให้จำเลยเบิกเงิน 490,000 บาท
จากบัญชีของผู้เสียหายที่เปิดไว้กับธนาคารกรุงเทพ สาขาตาก แต่เป็นเจตนาของจำเลยที่ต้องการได้เงินโดยมิชอบและหาวิธีการโดยการปลอมใบถอนเงิน
นำไปหลอกลวงเจ้าหน้าที่ธนาคารเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินจำนวนดังกล่าว
ดังนั้นเงินที่จำเลยได้มาตามฟ้องแม้จะเป็นเงินที่เจ้าหน้าที่ธนาคารทำพิธีการทางบัญชีของธนาคาร หักจากบัญชีของผู้เสียหายก็ตาม แต่เป็นเพราะจำเลยนำเอกสารปลอม
ไปหลอกลวงจนกระทั่งเจ้าหน้าที่ของธนาคารหลงเชื่อเงินที่จำเลยได้ไปจึงเป็นเงินของธนาคาร
ไม่ใช่เงินของผู้เสียหายตาม ป.พ.พ. มาตรา 672 จำเลยไม่มีความผิดฐานยักยอกเงินผู้เสียหายในกระทงที่สอง
5.2 ศาลฎีกาได้พิจารณาต่อไปว่า
แม้ทางพิจารณาจะได้ความว่า ความผิดฐานยักยอกที่โจท์ฟ้องในกระทงที่ 2 แท้จริงแล้วเป็นความผิดฐานฉ้อโกง
แต่เป็นความผิดต่อผู้เสียหายต่างคนจากที่โจทก์บรรยายในฟ้องจึงเป็นข้อเท็จจริงแตกต่างกับที่กล่าวในฟ้องในข้อที่เป็นสาระสำคัญ
ไม่อาจลงโทษจำเลยฐานฉ้อโกงได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสองและเมื่อปรากฏว่าผู้เสียหายไม่ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดของจำเลยในกระทงที่
2 ก็ไม่อาจสั่งให้จำเลยคืนเงิน 490,000 บาทแก่ผู้เสียหายได้เช่นกัน
หมายเหตุ
1. คดีนี้ศาลฎีกาวินิฉัยไว้
ข้อความตอนหนึ่งว่า “เงินที่ได้ไปเป็นเงินของธนาคารมิใช่เงินของผู้เสียหาย
ดังนั้น เหตุผลอีกแนวหนึ่งอาจเป็นได้ว่า การที่ผู้เสียหายในคดีนี้ไปแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับจำเลยฐานยักยอกทรัพย์ในกระทงที่สองนั้น
ต้องถือว่าการร้องทุกข์ไม่ชอบ เพราะผู้ร้องทุกข์มิใช่ผู้เสียหาย หากมองในแง่นี้ผลที่ตามมาก็คือ
คดีข้อหายักยอกในกระทงที่สอง
ซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัวถือว่าไม่มีการร้องทุกข์ตามกฎหมาย
พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 121 วรรคสอง
ส่งผลให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 ในประเด็นข้อหายักยอกในกระทงที่สองได้
ให้พิจารณาศึกษาเปรียบเทียบจากฎีกาต่อไปนี้
คำพิพากษาที่ 4684/2528
ป.พ.พ. มาตรา 797, 810, 825
ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4), 120, 121
ป.อ. มาตรา 352, 353
การที่จำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการของโจทก์ร่วมหลอกลวงลูกค้าของโจทก์ร่วมว่า
โจทก์ร่วมขึ้นราคาสินค้า ลูกค้าหลงเชื่อซื้อตามนั้น
เงินส่วนที่ขายเกินกำหนดเป็นเงินของลูกค้าส่งมอบให้จำเลยเพราะถูกจำเลยหลอกลวง
มิใช่เป็นเงินที่จำเลยได้รับไว้เกี่ยวด้วยการเป็นตัวแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 810 จึงเป็นเงินของลูกค้าผู้ถูกหลอกลวง
หาใช่เงินของโจทก์ร่วมไม่ โจทก์ร่วมจึงมิใช่ผู้เสียหาย
เมื่อลูกค้าผู้เป็นเจ้าของเงินซึ่งเป็นผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์
โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 12/2528)
คำพิพากษาที่ 243/2529
ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4), 120, 121
ป.อ. มาตรา 352
อ.เป็นพนักงานของธนาคารทำหน้าที่แทนธนาคารจ่ายเงินให้จำเลยไป
เงินที่ อ. จ่ายไปเป็นเงินของธนาคารไม่ใช่เงินของ อ. ธนาคารจึงเป็นผู้เสียหาย
การที่ อ.
ปฏิบัติหน้าที่บกพร่องจ่ายเงินผิดพลาดไปและนำเงินส่วนตัวมาเข้าบัญชีที่จ่ายผิดไป
เป็นความรับผิดชอบระหว่าง อ. กับธนาคารหาทำให้ อ.
เป็นผู้เสียหายที่จะมีอำนาจร้องทุกข์แก่เจ้าพนักงานไม่ การที่
อ.ร้องทุกข์ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีฐานยักยอกแก่จำเลยจึงไม่เป็นการร้องทุกข์มอบคดีโดยผู้เสียหายตามระเบียบ
พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวนโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง
คำพิพากษาที่ 1338/2532
ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4), 121 วรรคสอง
ป.อ. มาตรา 358, 362, 365 (3)
ขณะเกิดเหตุโรงเรียนจ้างเหมานางเล็กก่อสร้างส้วม
และปูนซีเมนต์ที่ได้รับความเสียหายก็เป็นของนางเล็ก
แม้ปูนซีเมนต์จะอยู่ในบริเวณโรงเรียนซึ่งอยู่ในความครอบครองดูแลของนางสมรครูใหญ่
แต่นางเล็กก็มีคนงานพักอาศัยอยู่ในบริเวณโรงเรียนและมอบปูนซีเมนต์ให้อยู่ในความครอบครองดูแลของคนงาน
ดังนี้นางเล็กเป็นผู้เสียหายโดยตรง
นางสมรไม่ใช่ผู้เสียหายไม่มีอำนาจร้องทุกข์ให้เจ้าพนักงานดำเนินคดีแก่จำเลยได้
และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 358 เป็นความผิดต่อส่วนตัวเมื่อผู้เสียหายไม่ได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีพนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวนการสอบสวนในข้อหาความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์จึงไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา
121 วรรคสอง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง
จำเลยเข้าไปในโรงเรียน
แม้จำเลยจะมีสิทธิเดินผ่านโรงเรียนได้ แต่การที่จำเลยเดินเข้าไปในบริเวณโรงเรียนในเวลากลางคืนจนไปถึงอาคารซึ่งไม่ใช่ทางผ่านและฉีกถุงปูนซีเมนต์ที่เก็บไว้หน้าอาคาร แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาเข้าไปรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของนางสมรครูใหญ่โดยปกติสุขจึงมีความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา
365(3) ประกอบด้วยมาตรา 362.(ที่มา-ส่งเสริม)
คำพิพากษาที่ 610/2515
ป.พ.พ. มาตรา 1077
ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4), 2 (7),
121
ป.อ. มาตรา 96
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค
พ.ศ.2497
หุ้นส่วนที่ไม่ใช่ผู้จัดการหรือผู้แทนของห้างหุ้นส่วนจำกัดซึ่งเป็นนิติบุคคล
ย่อมไม่มีอำนาจร้องทุกข์แทนห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้น
ใบมอบอำนาจซึ่งมีข้อความว่ามอบอำนาจให้ฟ้องร้องต่อศาลเกี่ยวกับคดีเรื่องเช็คได้ทุกศาล
เป็นการมอบอำนาจให้ดำเนินการแทนเฉพาะการฟ้องร้องคดีต่อศาล
ไม่รวมถึงการมอบอำนาจให้ร้องทุกข์ด้วย
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ
หลังจากวันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค 5 เดือนเศษ
โดยโจทก์มิได้ร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน
นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิด ฟ้องโจทก์ย่อมขาดอายุความ
คำพิพากษาที่ 5008/2537
ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4), 2 (7),
123, 124
ป.อ. มาตรา 352
ส.เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดส.ยานยนต์ฯ
จำเลยเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ของห้างฯผู้เสียหายไปแล้วไม่ได้ส่งเงินค่างวดและได้นำรถจักรยานยนต์ไปขายให้บุคคลอื่น
ส.จึงมาร้อยทุกข์ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยข้อหายักยอก ข้อความในคำร้องทุกข์ไม่ได้ระบุว่า ส.เกี่ยวข้องกับห้างฯ
ผู้เสียหายอย่างไรและไม่ได้ระบุว่า ส.ได้ร้องทุกข์ในนามของห้างฯ
ผู้เสียหายทั้งไม่ปรากฎรอยตราของผู้เสียหายในช่องผู้ร้องทุกข์แต่อย่างใด
จึงไม่อาจแปลเจตนาได้ว่า ส.ร้องทุกข์ในนามของผู้เสียหาย แม้ตามข้อเท็จจริง
ส.จะเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของผู้เสียหายก็ไม่อาจแปลเจตนาว่ากระทำแทนผู้เสียหายในกรณีเช่นนี้ได้
เมื่อห้างฯ ซึ่งเป็นผู้เสียหายที่แท้จริงไม่ได้ร้องทุกข์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง
2. กรณีเรื่องผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ.
นั้น มีคำพิพากษาที่น่าสนใจเพิ่มเติมดังต่อนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 1384/2555
คดีนี้
พนักงานอัยการเป็นโจทก์แม้ผู้เสียหายจะเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการและยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม
ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 ก็ตาม แต่ก็ต้องอาศัยคดีอาญาเป็นหลัก
เมื่อจำเลยถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39(1)
คำขอให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนย่อมตกไปด้วยจึงให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ
คำพิพากษาฎีกาที่ 9270/2554
องค์ประกอบความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์นั้นต้องกระทำต่อทรัพย์ของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย
คำว่า “ทรัพย์ของผู้อื่น” หมายความรวมถึง
บุคคลที่ได้รับมอบหมายโดยตรงจากเจ้าของทรัพย์ให้เป็นผู้ครอบครองดูแล รักษาทรัพย์นั้น
เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่ารถยนต์กระบะคันดังกล่าวเป็นของบิดาผู้เสียหายที่ 1
และเป็นรถยนต์ที่ใช้ในครอบครัวของผู้เสียหายที่ 1 ดังนั้นแม้ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรของเจ้าของรถยนต์กระบะสามารถใช้รถยนต์กระบะคันดังกล่าวได้ทุกเวลาก็ตาม
แต่ก็เป็นเพียงสิทธิใช้รถยนต์กระบะในฐานะบุตรเท่านั้น
ไม่ปรากฏว่าบิดาของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์กระบะได้มอบหมายโดยตรงให้ผู้เสียหายที่
1 เป็นผู้ครอบครองดูแลรักษาทรัพย์ดังกล่าวโดยอาศัยสิทธิของเจ้าของทรัพย์
ผู้เสียหายที่ 1 จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย
และเมื่อปรากฏว่าบิดาของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เสียหายแท้จริงไม่ได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนไว้
พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจสอบสวนในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้และพนักงานอัยการไม่มีสิทธิฟ้องในข้อหาฐานทำให้เสียทรัพย์ได้
ข้อสังเกต
คำพิพากษาฎีกา 1381/2555
ป.วิ.อ. มาตรา 2(6), 18 วรรคแรก, 120
เหตุคดีนี้เกิดในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลบางโทรัด
เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมนำจำเลยมอบแก่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสมุทรสาคร
แม้หัวหน้าพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสมุทรสาครมอบหมายให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสมุทรสาครสอบสวนดำเนินคดีนี้แก่จำเลยก็ตาม
พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสมุทรสาครก็ไม่มีอำนาจสอบสวนเพราะคดีไม่ได้เกิดในเขตอำนาจของตน
ขอขอบพระคุณอย่างสูงสำหรับที่มา : ทบทวนหลักกฎหมายกับอาจารย์ประยุทธ
......................................................................................................................................................
...ท่านเคยมีปัญหาเหล่านี้หรือไม่ ?
- เพิ่งจบปริญญาตรี ไม่รู้จะเริ่มต้นกับการเรียนเนติอย่างไร
- สอบมาหลายครั้งแล้วไม่ผ่านซักที 47 , 48 , 49 คะแนนอยู่นี่หลายครั้งแล้ว เมื่อไหร่จะถึง 50 คะแนนซักที
- อยู่ต่างจังหวัด ทำงานประจำไม่มีเวลาไปนั่งเรียนที่เนติฯ
- สมัครติวเนติทางไปรษณีย์ กว่าจดหมายจะมาถึงก็ไม่ทันสอบ
- สมัครรับจองคำบรรยายเนติทางไปรษณีย์ กว่าจดหมายจะมาถึงก็ไม่ทันสอบ
- เดินทางไปเรียนหรือไปติวรถก็ติด...กลับมาก็เหนื่อย
- อยู่ต่างจังหวัดอยากมาเรียนที่ กทม. หรือมาติว...แต่ไม่สามารถมาเรียนหรือมาติวได้เพราะไกลและสถาบันติวก็อยู่หน้ารามกันหมด
....ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป....
..............................................................................................................................
ขอแนะนำ !!
รวมคำบรรยายเนติฯ (ภาคปกติ /ภาคค่ำ/ภาคทบทวนวันอาทิตย์) ภาค 1/65 และ 2/65
- กลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและอาญา (ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวนวันอาทิตย์
พร้อมเอกสาร สรุปคำบรรยายเนติฯ 1/65 + เอกสารประกอบคำบรรยาย1/65 + บทบรรณาธิการ 1/63, 1/64 และ 1/65 + ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและอาญา (สมัยที่ 56-64) พร้อม !! เคล็ดลับการอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบเนติฯ + ระเบียบการเรียนเนติฯ +เทคนิคและแนวการเขียนข้อสอบ, การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่วยฯ/อัยการ
ราคา 380.00 บาท (DVD 4 แผ่น) (ส่ง EMS ฟรี) ฟรี ! สมุดบันทึก
- กลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความอาญา (ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวนวันอาทิตย์)
พร้อมเอกสาร สรุปคำบรรยายเนติฯ 2/65 + เอกสารประกอบคำบรรยาย 2/65 + บทบรรณาธิการ 2/63, 2/64 และ 2/65 + ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความอาญา (สมัยที่ 56-64) พร้อม !! เคล็ดลับการอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบเนติฯ + ระเบียบการเรียนเนติฯ +เทคนิคและแนวการเขียนข้อสอบ, การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่วยฯ/อัยการ
ราคา 380.00 บาท (DVD 4 แผ่น) (ส่ง EMS ฟรี) ฟรี ! สมุดบันทึก
Ø หมายเหตุ : สั่งซื้อทั้ง 2 ภาค ราคาพิเศษ 700 บาท (ส่ง EMS ให้ฟรี) ฟรี !!! สมุดบันทึก + CD แบบร่างสัญญามากกว่า 400 แบบ (file word) + แบบฟอร์มศาล, แบบฟอร์มเอกสารงานบุคคล,เอกสารงานบัญชีและภาษี
สนใจติดต่อ ตุ้ย มือถือ 085-801-0725, E-mail : siripit...@gmail.com
ไม่เก่ง..แต่พยายาม เจ๋ง ! กว่า เก่ง....แต่ขี้เกียจ
ขอให้โชคดีและประสบความสำเร็จกันทุกคนนะคับ....