สวัสดีทุกคนนะครับสบายดีนะครับ วันนี้อ่านหนังสือแล้วหรือยัง แล้วต้องอ่านตลอดชีวิตด้วย ไม่มีวันหยุดราชการ อาจารย์ 65 ปีแล้วยังอ่านอยู่เลย
มันมีแนวคิดว่า กฎหมายไม่อ่านสามเดือนมันละเลือน ไม่อ่านสามปีจะลืม ไม่อ่านสามปีต้องเรียนใหม่
อย่างเขตอำนาจศาลเมื่อก่อนมีสามมาตรา กฎหมายเป็นของแปลก เมื่อไหร่ไม่แน่ใจจะไม่มั่นใจ ยิ่งต้องไปทำงานแล้วไม่รู้เรื่องนั้นอย่างถ่องแท้ จบเลย ยิ่งเป็นผู้พิพากษา พอไม่รู้กฎหมาย ก็ไปดู 134 ไม่ให้ศาลอ้างว่าไม่มีกฎหมายปรับแก่คดี และห้ามอ้างว่ากฎหมายเคลือบคลุม การเรียนรู้ก็ต้องเรียนตั้งแต่สมัยที่เป็นนักศึกษานี่แหละ ต้องเรียนอย่างน้ำซึมบ่อทราย เรียนวันละเล็กละน้อย อย่าทำอย่างไฟไหม้ฟาง
หลักง่ายๆในการดูแลโภชนาการ กฎหมายเหมือนกัน วันละสองมาตรา ทำหรือยัง วันรัฐธรรมนูญก็ผ่านไปแล้วจะรอถึงวันไหน
อาจารย์ดูการสอบปากเปล่า ที่ว่าฟ้องซ้ำกับฟ้องซ้อนต่างกันอย่างไร นักศึกษาไม่เข้าใจคำว่าเปรียบเทียบ ก็อธิบาย ฟ้องซ้ำ เป็น อย่างไร ฟ้องซ้อนเป็นอย่างไร แค่นั้น ไม่ยอมต่อไปให้จบ ไม่ยอมเปรียบเทียบในส่วนที่ต่างกัน
อาจารย์ก็ถามว่าในเวลาที่อาจารย์จะเปรียบเทียบในแง่ของตัวบทจะเปรียบเทียบอะไรก่อนก็ต้องเปรียบเทียบ คนก่อน หลังจากนั้นค่อยเปรียบเทียบคดี ก็ฝากไว้ในเรื่องการสอบปากเปล่า จะต้องทำอย่างไรให้กรรมการสนใจในสิ่งที่เราพูด
เขาก็อธิบายหมด ก็ตั้งคำถามว่าคดีถึงที่สุดเป็นอย่างไร คำพิพากษาศาลฏีกาถึงที่สุดหรือไม่ เขาบัญญัติไว้ตรงไหน ก็เป็นที่สุดตามลำดับชั้นของศาลตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมนั่นเอง
ไอ้ถึงที่สุดตาม 147 คืออะไร อีกคนถามก็คือฟ้องซ้อนระหว่างศาลต่างชั้นกัน คำถามนี้ส่วนใหญ่ตอบไม่ได้
ฟ้องซ้อนระหว่างศาลระหว่างชั้น 2555/2538
พออาจารย์บอกว่า 2555/2538 คดีที่หนึ่งศาลชั้นต้นตัดสินแล้วอยู่ในหนึ่งเดือน แล้วสุดท้ายคดีนี้ก็อยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ แล้วฟ้องซ้อนระหว่างศาลชั้นต้นกับศาลอุทธรณ์ อะไรซ้อนกัน กฎหมายพูดว่าคดีแรกกับคดีหลังซ้อนกันนะ ก็คือฟ้องอุทธรณ์ ซึ่ง หนึ่งอนุสาม เรียกว่าคำฟ้อง ก่อนจะเข้าสู่ถึงบทเรียนเรื่องต่อไป เราก็ต้องสรุปว่า เมื่อเรามีคดีแพ่ง ก่อนที่จะนำไปสู่ศาลใดศษลหนึ่งเราต้องดูว่าคดีนั้นเป็นคดีแพ่งหรือไม่ พิจารณาจากเรื่องที่ว่ามีหนี้หรือไม่ ถ้ามี เป็นหนี้จากนิติกรรมหรือนิติเหตุ และวัตถุแห่งหนี้คืออะไร ต้องระวังคือคดีแพ่งจะเฉียดกับคดีปกครองเสมอ คดีแพ่งต้องหาหนี้ให้เจอก็ต้องดูว่าคดีที่อยู่ในมือเราเริ่มต้นที่ศาลใด ศาลแขวง หรือไม่ ก็ดูพระธรรมนูญศาลยุติธรรม
ดูต่ออีกว่าคดีแพ่งที่อยู่ในเมือเราเป็นคดีแพ่งตาม ปพพ หรือ ศาลชำนัญพิเศษ ดูต่อไปอีกว่าคดีแพ่งที่นำไปสู่ศาลนั้นเป็นคดีเกี่ยวกับผู้บริโภคหรือไม่
และประการสุดท้าย เขตอำนาจศาล มาตรา 3 ถึงมาตรา 10
เราผ่านมาตรา 4 ซึ่งเป็นหลัก ไปแล้ว คดีมีข้อพิพาทก็เปิดด้วยคำฟ้อง หลักภูมิลำเนาก็ดู 37 ถึง 47 ปพพ ซึ่ง ณ วันนี้ต้องโน้ตย้อไว้ในตัวบทแล้ว คราวนี้เมื่อเป็นคดีไม่มีข้อพิพาท ดู 4 อนุสองแล้ว ต้องดู 188 ประกอบด้วย ซึ่งเริ่มคดีด้วยคำร้องขอ เสนอต่อศาลที่ผู้ร้องมีภูมิลำเนาในเขตศาล หรือ ต่อศาลที่มูลคดีเกิด
ส่วนมาตรา 4 ทวิ ตรี ก็คือยกเว้นของ สี่อนุหนึ่ง ส่วนสี่อนุสอง คือคดีหลักคดีไม่มีข้อพิพาท ข้อยกเว้นก็อยู่ที่ คราวนี้เราไปเริ่มต้นของข้อยกเว้นของ 4 อนุหนึ่งคือ 4 ทวิ คดีเกี่ยวด้วยอสังฯ คือ 139 ประมวลแพ่ง คดีเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ตรงนี้ต้องทำความเข้าใจ หมายความว่า คดีที่ฟ้องเอากับตัวอสังฯ นั้นโดยตรง คือบังคับเอากับตัวอสังฯ โดยเฉพาะเจาะจง แต่ถ้าไม่ได้ฟ้องเอาอสัง ก็ไม่ใช่คดีเกี่ยวด้วยอสังฯ
สรุปก็คือว่าคดีที่เกี่ยวด้วยอสังฯ คือผู้ฟ้องมีวัตถุประสงค์ที่ขอท้ายฟ้องคือบังคับเอากับตัวอสังฯโดยเฉพาะเจาะจง หรือคำฟ้องเกี่ยวด้วยสิทธิหรือประโยชน์อื่นใดที่เกี่ยวกับอสังฯนั้น เช่นฟ้องด้วยภาระจำยอม ศาลที่จะไปฟ้องคือศาลที่อสังฯ ตั้งอยู่ในเขตศาลถ้าไม่ฟ้องศาลนี้ก็ไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาในราชหรือไม่ ตัวบทใช้คำว่าหรือ ฉะนั้นโจทก์ผู้ฟ้องก็เลือกเอา นี่คือ 4 ทวิ ก็ไม่มีข้อสังเกตเป็นพิเศษ
คราวนี้มามาตรา 4 ตรี มาตรา 4 ตรีก็เป็นอีกมาตราที่เราต้องระวังเพราะไม่ใช้หลักทั่วไป กฎหมายใช้คำว่าคำฟ้องนอกจาก 4 ทวิ คือไม่ใช่คดีเกี่ยวด้วยอสังฯ ก็คือคดีเกี่ยวด้วยหนี้เหนือบุคคล คดีอื่นนอกจาก 4 ทวิ ก็คือคดีที่เกี่ยวด้วยหนี้เหนือบุคคล ก็พวกกู้ยืมฝากทรัพย์ตั๋วเงินทั้งหลาย คดีเหล่านี้กฎหมายบอกว่า ซึ่งจำเลยไม่มีภูมิลำเนาในราชอาณาจักร และมูลคดีก็ไม่เกิดขึ้นในราชอาณาจักร ถ้าโจทก์เป็นผู้มีสัญชาติไทยหรือมีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรกฎหมายให้เลือกเอา ศาลแพ่งคล้ายๆกับมาตรา 3 และตรงนี้ศาลแพ่งก็ใช้ดุลพินิจตาม 16 วรรคสามในพระธรรมนูญศาลยุติธรรมไม่ได้ หรือต่อศาลที่โจทก์มีภูมำลำเนาในเขตศาลฃ ก็สังเกตว่าตรงนี้ยกเว้น 4 อนุ 1 แต่ศาลแพ่ง กับศาลที่โจทก์มีภูมิลำเนา เรื่องอย่างนี้ต้องจำเป็นพิเศษ
คราวนี้เราก็ดูว่ามาตรา 4 ตรี ก่อนผ่านทั้งหมดเราก็ดูวรรคสอง ว่าคำฟ้องตามวรรคหนึ่ง ถ้าจำเลยอาจมีคดีที่อาจบังคับทรัพย์สินในราชอาณาจักรไม่ว่าชั่วคราวหรือฐาวร ดูมาตรา 34 ประกอบ ก็คือการดำเนินกระบวนพิจารณาในต่างประเทศ ก็ดูว่ามีข้อตกลงหรือไม่ ถ้าไม่มีก็ว่าด้วยข้อตกลงระหว่างประเทศ ดูมาตรา 4 ตรีกฎหมายบัญญัติดีมากเลย ไปไกลถึงขนาดที่ว่าจำเลยไม่มีภูมิลำเนาในราชฯ และมูลคดีก็ไม่ได้เกิดในราชฯ มีเงื่อนไขคือโจทก์สัญชาติไทย ในศาลแพ่ง
ตรงนี้แหละพอถึงทางปฏิบัติ ในมาตรา 4 ตรีตั้งแต่ร่างกฎหมายมายังไม่มีใครใช้เลยแต่กฎหมายร่างไว้ได้ดีมาก คือการฟ้องกัน สิทธสภาพนอกอาณาเขต จากมาตรา 4 ตรีนี่แหละที่อาจารย์เห็นว่าเราน่าจะมีเนติบัณฑิตของอาเซียน แล้วเรามาร่างกระบวนพิจารณา แล้วมาเป็นอาเซียนบาร์ สามารถว่าความในประเทศอาเซียนได้ตลอด ผู้พิพากษาก็แลกเปลี่ยนกัน อัยการก็แลกเปลี่ยนกัน ก็จะหลากหลายในทางความคิดกัน แต่ข้อสำคัญเราต้องเป็นคนสร้าง ที่สำคัญคือเราได้แลกเปลี่ยนความรู้ทางกฎหมายซึ่งอาจารย์เสนอมานานแล้วก็ฝากพวกเราต่อ
อาจารย์สมมุติมาตรา 4 ตรี ว่า นายดำมีภูมิลำเนาอยู่หาดใหญ่ มีเพื่อนอยู่มาเลย์เซีย รักกันมาก นายดำก็ไปเยี่ยมอับดุลที่มาเลย์เซีย ให้อับดุลยืมเงินแสนหนึ่งเพื่อขยายอพาทเม้นท์ กำหนดจ่ายเงิน ปีหน้า ผ่านพ้นกำหนด แล้วอับดุลก็ยังไม่ชำระหนี้ มูลคดีก็ไม่ได้เกิดไทย โจทก์เป็นบุคคลมีภูมิลำเนาในไทย ก็ต้องใช้มาตรา 34 ในการฟ้องคดีต่างประเทศ คือ ก็ต้องแปลคำฟ้องเป็นภาษาส่งสำเนาให้จำเลย ค่าแปลคำฟ้องหน้าละหนึ่งพันสามร้อยบาท วิธีเรียนภาษาอังกฤษ ก็ซื้อดิกมาแปล ภาษาอังกฤษต้องใช้ความวิริยะอุตสาหะ ในการเรียนรู้ ภาษาก็เหมือนกฎหมายไม่อาจเก่งในวันเดียวได้
เมื่อแปลเสร็จก็ยื่นต่อศาลจังหวัดสงขลา และกระทรวงยุติธรรม กระทรวงต่างประเทศ เพื่อส่งไปยังกระทรวงยุติธรรมมาเลย์เซีย เพื่อส่งไปยังบ้านอับดุล ก็จะมองได้ว่าทางปฏิบัติ มันยากเหลือเกิน เวลาใช้ทนายความก็ต้องใช้ทนายความของมาเลย์เซีย อาจารย์เคยส่งเรื่องนี้ไปยังศาลญี่ปุ่น ก็ยังไม่กลับมา พวกเราก็อย่าไปนึกว่า การร่วมมือกันจะราบลื่น อย่างที่ได้เรียน
อาจารย์เคยพิจารณาคดีหนึ่ง นักการเมืองร่ำรวยอ้างว่าได้เงินจากการเล่น คาซิโน ที่ต่างประเทศ เมื่อจำเลยบอกว่าร่ำรวยมาจากการเล่นการพนันปัญหาคือได้เล่นจริงหรือไม่ ก็ต้องไปขอภาพถ่ายจากบ่อนคาซิโน อาจารย์ก็ขอความร่วมมือ วิธีที่เขาจะไม่ยอมเรา ในศาลประเทศออสเตรเลียอ้างว่าเนื่องจากข้อตกลงตกลงเฉพาะในคดีแพ่ง แต่ศาลเราเขียนว่าศาลอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ดังนั้นจึงไม่อนุญาตให้ เราก็ต้องไปหาผู้เชี่ยวชาญมาเบิกความ เพราะฉะนั้นต้องการจะสื่อว่า การติดต่อระหว่างประเทศในทางปฏิบัติ ไม่ง่ายอย่างที่เราคิด คราวนี้ก็ส่งไปเรียบร้อย ถ้าส่งได้ไม่มีปัญหา ก็ขาดนัดยื่นคำให้การขาดนัดพิจารณา แล้วอาจารย์ถามพวกเราหน่อยครับว่า ถึงชนะคดีแล้วจะบังคับคดีได้หรือไม่ครับ
กฎหมายก็เขียนทางผ่อนคลายในมาตรา 4 ตรีวรรคสอง ถ้าอับดุลมีเงินบาทในสงขลาก็ไปอายัดได้ ถ้าไม่มีเงินในธนาคาร แต่มีทรัพย์สินในไทยก็บังคับได้ นี่คือมาตรา 4 ตรี ก็ตั้งแต่ร่างกฎหมายฉบับนี้มายังไม่เคยมีคดีขึ้นสู่ศาลเลย
ต่อไปก็ไปสู่มาตรา 4 จัตวาอันนี้ใช้บ่อย เป็นข้อยกเว้นของมาตรา 4 อนุสอง คือคำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกให้เสนอต่อศาลที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาในขณะถึงแก่ความตาย ไม่ใช่สถานที่ตายนะครับ
โรงพยาบาลศิริราชเขตบางกอกใหญ่เป็นสถานที่ตาย แนวนี้ได้เปลี่ยนไปแล้วนะครับเมื่อก่อนถึงแก่กรรมเมื่อไหร่ถือเป็นสถานที่ที่ตั้งมรดกได้
ในมาตรา 4 จัตวามีข้อสังเกตว่าในกรณีที่เจ้ามรดกไม่มีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรเช่น ย้ายไปอยู่อังกฤษหรืออเมริกาแล้วไปเสียถ้าเจ้ามรดกมีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรแล้วจะใช้วรรคสองไม่ได้โดยเด็ดขาด ต้องไปใช้ศาลที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาในขณะถึงแก่ความตาย ( ฏ. 1448/2543 )
นี่คือมาตรา 4 จัตวา ในภาคปฏิบัติก็เกือบไม่มีปัญหาแล้ว การเป็นทนายความคดีที่พวกเรามักได้รับมอบหมายคดีแรกคือร้องตั้งผู้จัดการมรดก
ต่อไปคือเรื่องมาตรา 4 เบญจ คำร้องขอเพิกถอนมติที่ประชุมของนิติบุคคล หรือเลิกนิติบุคคลหรือแต่งตั้งหรือถอดถอนผู้จัดการบัญชี หรือคำร้องอื่นใด ตรงนี้ขีดใต้ ปพพ มาตรา 73 , 75 คือการตั้งผู้แทนนิติบุคคลชั่วคราว และศาลที่จะไปร้องขอคือศาลที่มีนิติบุคคลตั้งสำนักงานใหญ่ ตั้งอยู่ในเขตศาลปัญหานี้ในทางปฏิบัติยังไม่มี
มาตรา 4 ฉ มีปัญหาบ่อย คือการร้องขอเกี่ยวกับทรัพย์สินในราชอาณาจักร ซึ่งมูลคดีไม่เกิดในราชอาณาจักรให้ร้องขอต่อศาลที่ทรัพย์นั้นอยู่ในเขตศาล คราวนี้เราดูต่อไป ตามมาตรา 4 ฉ แบ่งเป็นสองตอนคือการร้องขอเกี่ยวกับทรัพย์สินในราชอาณาจักร
เช่น นาย ก กับ นาง ข ย้ายภูมิลำเนาไปอยู่สหรัฐอเมริกา วันดีคืนดีก็คุยกันว่า ที่ดินที่สุพรรณ ให้ใส่ชื่อฉันไปด้วยสิ ก็มาร้องขอตามมาตรา 4 ฉ นี่แหละ ในตอนที่สองคือคำร้องขอซึ่งหากศาลสั่งตามแล้วจะเป็นผลในการจัดการหรือเลิกจัดการ กฎหมายใช้หลักศาลทรัพย์สินอยู่ ดู ปพพ มาตรา 28 48 56 1484 1485 1571 1582 1585 เป็นต้น
การร้องขอให้คนวิกลจริตเป็นคนไร้ความสามารถ สิ่งที่ตามมาคือตั้งผู้อนุบาล การร้องขอคือทรัพย์สินคนไร้ความสามารถ อยู่ที่ไหน ฉะนั้นในมาตรา 4 จัตวา 4 เบญจ และ 4 ฉ เวลาในการดำเนินกระบวนพิจาณา เราต้องอย่าลืม 148 อนุสี่ คือถ้ามีคนร้องขัดค้านมาก็จะกลายเป็นคดีมีข้อพิพาท ก็กลายเป็นคำร้องขอ กับคำคัดค้านอยู่
ก็แบ่งเป็นสองสายนะครับ คราวนี้ เมื่อได้หลักพวกนี้เรียบร้อยแล้วเรา ในคดีไม่มีข้อพิพาทนอกจากพวกเราต้องระวัง แล้ว ก็ชำเลืองฏีกา ไว้ด้วย เพราะเราถือหลักว่า ประเทศเราเป็นประเทศที่ใช้ประมวลการใช้สิทธิทางศาลต้องมีกฎหมายบัญญัติ
เหล่านี้เราก็ต้องจัดเข้ามาในหมวดหมู่เรื่องของเรา อย่าเรียนแล้วครึ่งๆกลาง ๆ มาตราหนึ่งเรียนแล้วให้เข้าใจ มาถึงมาตราสำคัญคือ มาตรา 5
เป็นมาตราที่แก้ไขเพิ่มเติมมาพร้อมกลุ่มมาตรา 4 ทั้งหลาย บัญญัติขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้อย่างยิ่งเลย คือคำร้องหรือคำร้องขอคือใช้ได้ทั้งคดีมีข้อพิพาทและไม่มีข้อพิพาท เช่น ทำสัญญากู้ที่จังหวัดกาญจบุรี นำที่ดินนนทบุรีไปจำนอง มีที่ดินจังหวัดสุพรรณไปค้ำฯ นี่คือ มาตราห้า คำร้องหรือคำร้องขอที่อาจเสนอได้สองศาล
แต่ไม่ใช่ทุกกรณีต้องเป็นกรณีดังต่อไปนี้
เพราะภูมิลำเนาของคู่ความ เพราะภูมำลำเนาหลายแห่ง หรือที่ตั้งทรัพย์หลายแห่งหรือเป็นเพราะมูลคดีเกิดหลายแห่ง หรือ เป็นเพราะมีข้อหาหลายข้อหา ตรงนี้ต้องขีดเส้นใต้ ถ้าภูมิลำเนาแห่งคดีเกี่ยวข้องกัน หมายความว่า ขยานเกี่ยวข้องกัน เดียวจะเกี่ยวกับ 146 มันเกี่ยวข้องกันขนาดไหน มันต้องเกี่ยวข้องกันถึงขนาดมูลความแห่งคดีเป็นหนี้ชำระแบ่งแยกจากกันไม่ได้ โจทก์หรือผู้ร้องจะเสนอคำฟ้อง ในศาลใดศาลหนึ่งไม่ได้ เช่นตัวอย่างแรก กู้เงิน ที่จังหวัดหนึ่ง ฟ้องผู้ค้ำประกัน ฟ้องผู้รับจำนอง เลือกเอาเลย เพราะมูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกัน หรือ การปฏิบัติการชำระหนี้ หรือนายจ้างลูกจ้าง นี่คือประโยชน์ของมาตรา 5 ใช้ได้ในคดีสองประเภท แสดงว่าถ้าคนที่ฟ้องผิดศาลนี่ แสดงว่าไม่ได้อ่านหนังสือเลย คราวนี้แม้ไม่มีปัญหากฎหมายก็ไม่ได้เออ ออห่อหมกกับเรานะ พวกเราเปิดดูมาตรา 18 วรรคสามประกอบ ถ้าศาลเห็นว่าไม่ได้เป็นไปตามคำคู่ความที่บัญญัติไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคำคู่ความนั้น ถูกบังคับโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยเขตอำนาจศาล ให้ศาลไม่รับ คือ เห็นแล้วเฉ่งเลย หรือรับมาแล้วคืนไป คือรับมา แล้วสั่งใหม่เป็นไม่รับอย่างนี้เป็นต้น แล้วเจอตรงไหนก็ต้องเฉ่งตรงนั้นเลยนะครับ บทบัญญัติในเรื่องเขตอำนาจศาลในปัจจุบันก็สะดวกที่สุดแล้ว มาตรา 5 นี่ต้องชำเลืองดูให้ดี เป็นมาตราที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง มาตรา 6 ใช้เฉพาะจำเลย สังเกตวิธีร่างกฎหมาย ก่อนยื่นคำให้การ ก็แน่นอน หลังยื่นคำให้การแล้วจำเลยก็ใช้มาตรา 6 ไม่ได้
ก่อนจำเลยยื่นคำให้การ ก็ชอบที่ยื่นคำร้องในศาลที่โจทก์ฟ้องคดี เพื่อขอโอนไปยังศาลที่มีเขตอำนาจ ก็ไปใช้หลักทั่วไป ฉะนั้นจำเลยมาขอโอนคดีไปยังศาลลพบุรีหรือศาลขอนแก่นอย่างนี้ได้ คราวนี้มาถึงตอนสำคัญที่พวกเราต้องระวังคือทุกครั้งที่ขอเปลี่ยนเขตอำนาจศาล คู่ความต้องแสดงเหตุผล เหตุผลในมาตรา 6 มีอยู่สองเหตุผล คือ ต้องจดแจ้งในคำร้องว่า หากพิจารณาคดีต่อไปจะไม่สะดวก แล้วทำไมไม่สะดวกหล่ะครับ ต้องบอกด้วยว่า เพราะพยานหลักฐานต่างๆอยู่ที่ภูมิลำเนาจำเลย
หรือ จำเลยอาจจะไม่ได้รับความยุติธรรม ในกรณีตามมาตรา 5 เป็นประโยชน์เมื่อเป็นประโยชน์พอไปบวกกับมาตรา 6 เป็นเรื่องโอนคดี เราบอกว่าจำเลยไม่ได้รับความยุติธรรม ก็เปลี่ยนแห่งใหม่ ก็แสดงว่ามันอาจไม่ได้รับความยุติธรรมเพราะมีกฎหมายบัญญัติตรงนี้ดู ป.วิ.พ. มาตรา 11 และ 12 ประกอบ คือการคัดค้านผู้พิพากษา ต้องขอโอนแล้ว ดำเนินคดีต่อไปไม่ได้แล้ว
ศาลรับโอนคือศาลสะดวกและมีเขตอำนาจเหนือคดีนั้นด้วย ทำไมต้องยินยอม ในทางปฏบิต สัดส่วนของผู้พิพากษานั้นนำไปแปลผันกับสัดส่วนในการดำเนินคดี ศาลที่โอนก็ไม่ต้องทำงาน ศาลที่จะรับโอนต้องพิจาณาก่อน ตรงนี้ต้องระวัง ให้ศาลที่จะโอน ส่งเรื่องไปให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ จำให้ดีนะครับ ศาลต้องส่งเรื่องนะครับ ส่งเรื่องไปให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ( ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นประธานศาลอุทธรณ์ ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ) นี่คือการโอนคดีของจำเลย จุดสำคัญอยู่ตรงนี้คือถ้าไม่อนุญาต ศาลต้องเป็นคนส่งไม่ใช่คู่ความส่ง ต่อไปมาตรา 7 นี้ก็ต้องดูเป็นพิเศษเหมือนกัน เราจั่วหัวมาตรา 7
คืออยู่ภายใต้บทบัญญัติมาตรา 7 คือ ถ้าเป็นกรณีใช้เขตอำนาจศาลตามมาตรา 7 เราไม่ต้องนำหลักการเอามาตรา 4 ถึงมาตรา 7 มาใช้ มาตรา 7 บัญญัติใหม่นะครับ หลักตรงนี้ต้องผ่านความห็นให้ได้ เป็นเรื่องราวที่เกิดตามมาตรา 7 ทั้งสี่อนุมาตรา กำหนดเขตศาลเรียบร้อยแล้ว วิธีดูตัวบท กฎหมายใช้คำว่าคำฟ้องหรือคำร้องขอที่เสนอภายหลังที่ค้างพิจารณาในศาลนั้น คำฟ้องที่เกี่ยวกับคดีที่ค้างพิจารณาในศาลนั้นก็คือร้องสอด ฟ้องแย้งข้อสำคัญคือคำฟ้องหรือคำร้องขอนั้นต้องเป็นเรื่องที่เสนอภายหลังและเกี่ยวข้องกับคำฟ้องหรือคำร้องขอที่เสนอไปแล้วก็คือยังอยู่ในระหว่างพิจารณานั่นเอง ถ้าเราไปผิดศาลศาลท่านก็ไม่รับอีก
ตามอนุสอง คำฟ้องหรือคำร้องขอเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งเช่นร้องขัดทรัพย์ร้องกันส่วน ร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ ไปยื่นต่อศาลตามมาตรา 302 เป็นศาลชั้นต้นที่ออกหมายบังคับคดี และต้องไม่ใช่ศาลที่บังคับคดีแทนด้วย
อนุมาตราสาม ใช้คำร้องเฉยๆไม่มีคำว่าขอ ต่อ ตามมาตรา 101 ก็คือคำร้องที่ขอสืบพยานไว้ล่วงหน้า เช่นพยานนั้นอาจสูญหายหรือไม่อยู่ ส่วนมากก็ใช้กับคดีที่คนต่างประเทศถูกทำละเมิดให้ดูสองกรณีคือ
กรณีแรกฟ้องคดีแล้วหรือยัง ถ้ายัง พยานอยู่ที่ไหน เช่นพยานอยู่ถนนข้าวสารอยู่เขตพระนครก็ไปศาลแพ่ง แต่ถ้าฟ้องคดีไว้แล้ว ก็ง่ายเลยก็ไปยื่นที่ศาลนั้น นี่คือ 7 อนุมาตรา 3 ต่อไป 7 อนุมาตรา 4
อนุมาตรา 4 มีสามเรื่อง เรื่องที่หนึ่งคือยื่นคำร้องขอให้ศาลถอดถอนหรือเปลี่ยนแปลงคำอนุญาตที่เคยอนุญาตไว้ เช่นเคยอนุญาตให้ทำการค้า ต่อไปเสียหายมากขอให้ศาลเพิกถอน เป็นไม่อนุญาต หรือ ถอดถอนคนจากฐานะที่ศาลเคยตั้งไว้ เช่นตั้งผู้อนุบาลไม่ไหว ใช้ทรัพย์ของคนไร้ความสามารถหมดแล้ว ดูมาตรา 143 คือการแก้ไขคำพิพากษาที่ผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อย กฎหมายบอกว่าให้เสนอต่อศาลที่ให้คำอนุญาตไว้ คราวนี้ตอนท้ายของมาตรานี้ ฝากให้เป็นอุทาหรณ์
3888/2543
ต่อไปนะครับ 3888/2543 ศาลฏีกาส่งคำพิพากษาต้องผูกพันนับแต่วันอ่าน คือ ไม่เข้าใจคำพิพากษาฏีกา ขอศาลได้โปรดอธิบาย ว่าที่ดินที่มีสีเขียวในแผนที่พิพาทมีเนื้อที่เท่าใดกันแน่ ศาลชั้นต้นยกคำร้องเนื่องจากเห็นว่าชัดเจนแล้ว คำร้องพวกนี้คำพิพากษาของศาลใด เมื่อต้องการจะดำเนินการหรือเปลี่ยนแปลงต้องไปยื่นต่อศาลที่ทำคำพิพากษาไม่ใช่ต่อศาลที่อ่านคำพิพากษานั้น ศาลชั้นต้นนั้นก็เป็นเพียงบุรุษไปรษณีย์เท่านั้น จะไป 236 ได้ กระแสน้ำจะเปลี่ยนไปเลย
เวลาอ่านฏีกาอย่าอ่านลวกๆคำพิพากษาศาลสูงนี้พิถีพิถันมากต่อไปมาตรา 8 บัญญัติในขณะที่ยังไม่มีมาตรา 5 มาตรา 8 เลยมาช่วยเสริมพอปัจจุบันมีมาตรา 5 แล้วมาตรา 8 ยังไม่ค่อยได้ใช้ แต่เราก็ต้องดูเพราะไปโยงมาตรา 9 และ 146 ซึ่งอาจารย์จะบรรยายทั้งกลุ่มนี้ทีเดียวเลย มาตรา 8 ให้เอาคดีนั้นมาผูกติดกับสำนวนไว้ ก็บอกว่าคดีสองเรื่องที่มีประเด็นอย่างเดียวกัน ถ้าอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นเขตอำนาจศาลต่างกัน และศาลชั้นต้นทั้งสองศาลต่างยกคำร้องที่ยื่นขอให้พิจารณาคดีร่วมกัน ทั้งสองศาลบอกไม่ต้องยกคำร้องตราบใดที่ศาลใดศาลหนึ่งยังไม่ได้พิพากษา คู่ความยื่นคำขอโดยเป็นคำร้อง คำสั่งเช่นว่านั้นเป็นที่สุด การโอนคดีตามมาตรา 8 จะต้องมีคดีสองเรื่องที่เป็นประเด็นอย่างเดียวกันหรือเกี่ยวเนื่องใกล้ชิดกัน แล้วศาลทั้งสองนี้เมื่อมีการขอโอนคดีไปรวมกัน และคดียังไม่พิพากษาตราบใดที่คดีใดคดีหนึ่งยังไม่มีคำพิพากษา คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้อง คำสั่งอย่างนี้เป็นที่สุดก็คือฏีกาไม่ได้ ส่วนใหญ่ศาลอุทธรณ์ก็เบรค หนี้ก้อนเดียวกัน ตัดสินต่างกัน
เราก็พลิก 146 ตัวบทต้องถือตลอดเวลามือหนึ่งกอดอะไรก็ได้ แต่อีกมือต้องกอดตัวบทไว้ ถ้าคำพิพากาหรือคำสั่งอันเป็นที่สุดตามมาตรา 147 ของศาลสองศาลต่างชั้นกัน และคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นขัดกัน ตรงนี้กฎหมายให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลที่สูงกว่า
ถ้าศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีสุพรรณขัดแย้งกับคดีศาลจังหวัดนครปฐม ต้องถือตามคำพิพากษาของศาลที่สูงกว่าศาลชั้นต้นต่างกคนต่างอ่านคำพิพากษาต่างกัน 146 วรรคสองเปิดทางแก้ ว่า คู่ความแห่งกระบวนพิจารณา ชอบที่ยื่นคำร้องต่อศาลในลำดับชั้นที่สูงกว่า เพื่อให้สั่งกำหนดว่า ให้ถือตามคำพิพากษาของศาลใด ฉะนั้น 8 9 146 ต้องดูคู่กันให้เข้าใจ นี่คือความหมาย ปัญหาพวกนี้เป็นปัญหาตัวบท เมื่อเราเข้าใจการเดินทางของคดีก็ไม่ยาก
มาตรา 10 ไม่มีอะไรมากดูมาตรา 23 ประกอบ มาตรา 10 เป็นเรื่องเขตอำนาจศาลเกิดจากกรณีมีเหตุสุดวิสัย ในกรณีที่ไม่อาจดำเนินกระบวนพิจารณาเพราะเหตุสุดวิสัย
ดูฏีกาที่ 5720/2544 ดูทำไม เพราะว่าคำว่าเหตุสุดวิสัยมีความหมายกว้างกว่าเหตุสุดวิสัยความแพ่ง
คู่ความที่เสียหายหรืออาจจะเสียหายเพราะการนั้นเช่นกำลังจะนำให้การไปยื่น แล้วรถไฟงดเพราะเกิดวาตภัยให้ศาลนั้นทำอำนาจโอนได้เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม 1374/2546 ในทางปฏิบัตินั้น ศาลตามมาตรา 10 จะไม่ก้าวล่วงไปสั่งในคำคู่ความ ก็จะสั่งเหตุตามมาตรา 10 เท่านั้น
แต่การที่มายื่นอย่างนี้ถือว่าคดีอยู่ในเงื้อมือศาลแล้ว จึงนำมาตรา 10 เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ฉะนั้นถ้าเราไม่ใช่มาตรา 10 ก็ต้องไปใช้เหตุสุดวิสัยมาตรา 23 ในความเห็นอาจารย์ต้องใช้ มาตรา 10 เสียก่อน
ในวันเสาร์หน้าจะขึ้นตอนที่สามแล้ว