สรุปคำบรรยาย เนติภาคกลางวัน มรดกสัปดาห์ที่2สอนเมื่อ จ 01/06/09

1,131 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Jun 15, 2009, 11:08:53 PM6/15/09
to LAWSIAM, STDศูนย์รวบรวมและสรรสร้างข้อมูลกฎหมาย -, aaaaคุณกองเชียร์ ไทยจัสติส, pingpong na-khonwan
หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ ม.ล.เฉลิมชัย เกษมสันต์ผู้บรรยาย   , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า

ครั้งที่ 2 . ( กองมรดก 1600 )

                วันนี้เรามาพบกันครั้งที่สอง ครั้งที่แล้วมีข้อสังเกตคือ ข้อสอบจะมีโอกาสออกความจำได้หรือไม่ เช่นกองมรดกคืออะไร การกำจัดไม่ให้รับมรดกมีความหมายว่าอย่างไร

            และการสอบปากเปล่า ออกมาตรา มาตรา 1474  สินสมรสได้แก่ทรัพย์สิน

                                (1) ที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส

                                            (2) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยพินัยกรรมหรือโดยการให้เป็นหนังสือเมื่อพินัยกรรมหรือหนังสือยกให้ระบุว่าเป็นสินสมรส

                            (3) ที่เป็นดอกผลของสินส่วนตัว

                            ถ้ากรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสินสมรสหรือมิใช่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส สินสมรสคืออะไรมีความหมายอย่างไร ตรงนี้อาจารย์เน้น 1471 กับ มาตรา 1471  สินส่วนตัวได้แก่ทรัพย์สิน

                            (1) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอยู่ก่อนสมรส

                            (2) ที่เป็นเครื่องใช้สอยส่วนตัว เครื่องแต่งกาย หรือเครื่องประดับกายตามควรแก่ฐานะ หรือเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นในการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

                            (3) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรส โดยการรับมรดกหรือโดยการให้โดยเสน่หา

                            (4) ที่เป็นของหมั้น

ระวังให้ดี วันที่สอบปากเปล่าก็มีการเปิดดูนิดหนึ่ง

            มาตรา 1471 (3) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรส โดยการรับมรดกหรือโดยการให้โดยเสน่หา คล้ายกับ 1474 (2) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยพินัยกรรมหรือโดยการให้เป็นหนังสือเมื่อพินัยกรรมหรือหนังสือยกให้ระบุว่าเป็นสินสมรส กาดอกจันทร์ไว้ที่ตัวบท อย่าประมาทเพราะมันเผลอได้จริงๆ

            ในระยะหลังนั้นออกข้อสอบแต่เป็นตุ๊กตาทั้งนั้นเลย ถามว่าทำไมไม่ออกคำอธิบาย เพราะกรรมการผู้ตรวจข้อสอบเป็นกรรมการคนละชุดกับผู้ออก จึงยากในการให้คะแนน

            ที่สำคัญอย่างยิ่งกรรมการผู้ตรวจข้อสอบต้องเดินตามกรรมการผู้ออกข้อสอบที่ให้คะแนน

            ข้อที่สองตรงนี้สำคัญ เปิด มาตรา 1605  ทายาทคนใดยักย้าย หรือปิดบังทรัพย์มรดกเท่าส่วนที่ตนจะได้หรือมากกว่านั้นโดยฉ้อฉลหรือรู้อยู่ว่า ตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของทายาทคนอื่น ทายาทคนนั้นต้องถูกกำจัดมิให้ได้มรดกเลยแต่ถ้าได้ยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกน้อยกว่าส่วนที่ตนจะได้ ทายาทคนนั้นต้องถูกกำจัดมิให้ได้มรดกเฉพาะส่วนที่ได้ยักย้ายหรือปิดบังไว้นั้น

            มาตรานี้มิให้ใช้บังคับแก่ผู้รับพินัยกรรม ซึ่งผู้ตายได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้เฉพาะสิ่งเฉพาะอย่าง ในอันที่จะได้รับทรัพย์สินนั้น

 พยายามจดไว้เพราะบางอย่างไม่อาจลงในคำบรรยายได้เพราะมันยาวไป

            ย้ำเป็นการกำจัดไม่ให้รับมรดกประเภทที่หนึ่งเพราะผู้นั้นยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดก 1605 จะใช้ต่อเมื่อเจ้ามรดกตายแล้ว ทรัพย์มรดกถูกทายาทด้วยกันยักย้าย

            1605 เขียนหน้าตัวบทไม่สัมพันธ์กับ มาตรา 1639  ถ้าบุคคลใดซึ่งจะเป็นทายาทตามมาตรา 1629(1)(3)(4) หรือ (6) ถึงแก่ความตาย หรือ ถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตาย ถ้าบุคคลนั้นมีผู้สืบสันดานก็ให้ผู้สืบสันดานรับมรดกแทนที่ ถ้าผู้ สืบสันดานคนใดของบุคคลนั้นถึงแก่ความตายหรือถูกกำจัดมิให้รับมรดกเช่นเดียวกัน ก็ให้ผู้สืบสันดานของผู้สืบสันดานนั้นรับมรดกแทนที่ และให้มีการรับมรดกแทนที่กันเฉพาะส่วนแบ่งของบุคคลเป็นรายๆสืบต่อกันเช่นนี้ไปจนหมดสาย

 เพราะ 1639 เป็นกรณีที่เกิดขึ้นดูตัวบทแล้วขีดเส้นก่อนเจ้ามรดกตาย ย้ำก่อนเจ้ามรดกตาย ดังนั้นถ้าข้อสอบออก 1609 ไม่ต้องนึกถึง 1639

            เคยเป็นข้อสอบเนฯ จดฏีกาไว้เลย หน้ามาตรา 1605

ฎ.478/2539 โจทก์เป็นบุคคลภายนอกไม่ใช่คู่ความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่154/2527ของศาลชั้นต้นดังนั้นโจทก์สามารถพิสูจน์ได้ว่าที่ดินส่วนของบ. ในโฉนดเลขที่2505ดังกล่าวเป็นมรดกของบ. จำเลยมิได้ครอบครองที่ดินดังกล่าวโดยสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลา10ปีคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่ผูกพันโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา145(2) ที่ดินพิพาทเป็นมรดกของบ. โดยบ. มีบุตร4คนคือโจทก์ทั้งสองจำเลยและจ.แต่จ.ถึงแก่ความตายก่อนบ. โดยจ. มีบุตร3คนบ.ถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรมจำเลยจึงมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นมรดกของบ. เพียงหนึ่งในสี่สวนเท่านั้นเมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าจำเลยมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทส่วนของบ.ทั้งหมดโดยการครอบครองทั้งๆที่จำเลยมิได้ครองครองที่ดินพิพาทโดยสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาถึง10ปีก่อนจำเลยยื่นคำร้องขอเช่นนั้นแล้วจำเลยนำพยานหลักฐานมาไต่สวนในคดีดังกล่าวจนศาลชั้นต้นหลงเชื่อและมีคำสั่งว่าจำเลยมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทส่วนของบ. ในโฉนดที่ดินเลขที่2505โดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1382แล้วจำเลยนำคำสั่งศาลชั้นต้นนั้นไปจดทะเบียนการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทจึงถือได้ว่าจำเลยได้ยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกมากว่าส่วนที่ตนจะได้โดยฉ้อฉลหรือรู้อยู่ว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของทายาทคนอื่นจำเลยจึงต้องถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกเลยตามมาตรา1605วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ที่1เบิกความเป็นพยานในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่154/2527ของศาลชั้นต้นยืนยันว่าจำเลยครอบครองที่ดินของบ. โดยสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า10ปีโดยเจตนาให้หลานและทายาทอื่นของบ. ไม่ได้รับมรดกด้วยโจทก์ที่1ย่อมต้องได้รับผลในลักษณะคดีในฐานพยานเท็จไม่ได้รับมรดกที่ดินในกรณีพิพาทนี้ด้วยเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต้องห้ามไม่ให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความมาตรา249วรรคหนึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองโดยไม่ได้วินิจฉัยปัญหาเรื่องฟ้องโจทก์ทั้งสองขาดอายุความไม่เมื่อโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ทั้งสองอุทธรณ์จำเลยก็ไม่ได้ยกปัญหาเรื่องฟ้องโจทก์ทั้งสองขาดอายุความตั้งเป็นประเด็นไว้ในคำแก้อุทธรณ์จึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความในชั้นอุทธรณ์ที่จำเลยฎีกาว่าฟ้องโจทก์ทั้งสองขาดอายุความจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ทั้งไม่ใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามมาตรา249วรรคหนึ่งเช่นกัน แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1639บัญญัติให้ผู้สืบสันดานของทายาทที่ถูกกำจัดมิให้รับมรดกแทนที่ทายาทนั้นได้ในกรณีที่ทายาทนั้นถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตายเท่านั้นก็ตามแต่มาตรา1607บัญญัติว่าการถูกกำจัดมิให้รับมรดกนั้นเป็นการเฉพาะตัวผู้สืบสันดานของทายาทที่ถูกกำจัดสืบมรดกต่อไปเหมือนหนึ่งว่าทายาทนั้นตายแล้วโดยมิได้บัญญัติว่าผู้สืบสันดานของทายาทที่ถูกกำจัดมิให้รับมรดกสืบมรดกต่อไปได้เฉพาะในกรณีที่ทายาทนั้นถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตายเท่านั้นดังนั้นแม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยได้ยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกของบ. เจ้ามรดกมากกว่าส่วนที่ตนจะได้และต้องถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกของบ. เลยอันเป็นการถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกหลังเจ้ามรดกตายก็ตามบุตรของจำเลยซึ่งเป็นผู้สืบสันดานของจำเลยทายาทผู้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกของนายบุญช่วยย่อมสืบมรดกของบ.ต่อไปได้เหมือนหนึ่งว่าจำเลยตายแล้วตามบทบัญญัติแห่งมาตรา1607และบทบัญญัติมาตรา1607หาได้อยู่ภายใต้บังคับของมาตรา1639ไม่

 เป็นข้อวินิจฉัย โดยอ้าง มาตรา 1607  การถูกกำจัดมิให้รับมรดกนั้นเป็นการเฉพาะตัว ผู้สืบสันดานของทายาทที่ถูกกำจัดสืบมรดกต่อไปเหมือนหนึ่งว่าทายาทนั้นตายแล้ว แต่ในส่วนทรัพย์สินซึ่งผู้สืบสันดานได้รับมรดกมาเช่นนี้ ทายาทที่ว่านั้นไม่มีสิทธิที่จะจัดการและใช้ดั่งที่ระบุไว้ในบรรพ 5 ลักษณะ 2 หมวด 3 แห่งประมวลกฎหมายนี้ ในกรณีเช่นนั้นให้ใช้มาตรา 1548 บังคับโดยอนุโลม ว่าเป็นการเฉพาะตัวขีด 1607 ไว้ จึงมีการ ย้ำไม่ใช้คำว่ารับมรดกแทนที่ จึงมีการสืบมรดกได้ ขีดเส้นหนักๆ โดยใช้คำพูด 1605 วรรค 2 อันนี้ยังไม่ถึงเนื้อหามันแท้ๆนะ อยากให้ทราบไว้

            สืบมรดกใช้คำว่าผู้สืบสันดานเฉยๆ ให้ขีดไว้แล้ว

มาตรา 1615  การที่ทายาทสละมรดกนั้น มีผลย้อนหลังไปถึงเวลาที่เจ้ามรดกตาย

            เมื่อทายาทโดยธรรมคนใดสละมรดก ผู้สืบสันดานของทายาทคนนั้นสืบมรดกได้ตามสิทธิของตนและชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากับส่วนแบ่งที่ผู้สละมรดกนั้นจะได้รับ แต่ผู้สืบสันดานนั้นต้องไม่ใช่ผู้ที่บิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้อนุบาลแล้วแต่กรณี ได้บอกสละมรดกโดยสมบูรณ์ในนามของผู้สืบสันดานนั้น

 

            มาตรา 1643  สิทธิที่จะรับมรดกแทนที่กันนั้นได้เฉพาะแก่ผู้สืบสันดานโดยตรง ผู้บุพการีหามีสิทธิดังนั้นไม่  มาตราเหล่านี้สำคัญ ถ้าเป็นการรับมรดกแทนที่ ต้องๆ เป็นผู้สืบสันดานโดยตรง ขีดเส้น ไม่ใช่ผู้สืบสันดานเฉยๆ ต้องเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขจริงๆ ภาษากฎหมายเรียกผู้สืบสันดานโดยตรง สังเกตให้ดี นี่ข้อแรก

            ต่อไปเปิด มาตรา 1606  บุคคลดั่งต่อไปนี้ต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควร คือ

                            (1) ผู้ที่ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่าได้เจตนากระทำ หรือพยายามกระทำให้เจ้ามรดกหรือผู้มีสิทธิได้รับมรดกก่อนตนถึงแก่ความตายโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

                            (2) ผู้ที่ได้ฟ้องเจ้ามรดกหาว่าทำความผิดโทษประหารชีวิตและตนเองกลับต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่ามีความผิดฐานฟ้องเท็จหรือทำพยานเท็จ

                      (3) ผู้ที่รู้แล้วว่า เจ้ามรดกถูกฆ่าโดยเจตนา แต่มิได้นำข้อความนั้นขึ้นร้องเรียนเพื่อเป็นทางที่จะเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ แต่ข้อนี้มิให้ใช้บังคับ ถ้าบุคคลนั้นมีอายุยังไม่ครบสิบหกปีบริบูรณ์ หรือเป็นคนวิกลจริตไม่สามารถรู้ผิดชอบหรือถ้าผู้ที่ฆ่านั้นเป็นสามีภริยาหรือผู้บุพการีหรือผู้สืบสันดานของตนโดยตรง

                            (4) ผู้ที่ฉ้อฉลหรือข่มขู่ให้เจ้ามรดกทำ หรือเพิกถอน หรือเปลี่ยนแปลงพินัยกรรมแต่บางส่วนหรือทั้งหมดซึ่งเกี่ยวกับทรัพย์มรดก หรือไม่ให้กระทำการดังกล่าวนั้น

                            (5) ผู้ที่ปลอม ทำลาย หรือปิดบังพินัยกรรมแต่บางส่วนหรือทั้งหมด

                            เจ้ามรดกอาจถอนข้อกำจัดฐานเป็นผู้ไม่สมควรเสียก็ได้โดยให้อภัยไว้เป็นลายลักษณ์อักษร

 พยายามเจาะสั้นๆที่สุดนะครับ ก็คือการกำจัดไม่ให้รับมรดกเหมือนกัน สาเหตุก็มาจาก 5 วงเล็บ แต่ละวงเล็บทำให้การใช้กฎหมายเปลี่ยนไป

เขียนที่ วงเล็บ 1 ว่า เกิดก่อนหรือหลังเจ้ามรดกตายก็ได้

วงเล็บสองก็เหมือนกัน ก่อนหรือหลังก็ได้ จดไว้

วงเล็บสาม เกิดขึ้นหลังเจ้ามรดกตายเท่านั้น

วงเล็บสี่เกิดขึ้นก่อนเจ้ามรดกตาย

วงเล็บห้าเกิดขึ้นได้ทั้งก่อนหรือหลัง

ทำไมต้องรู้ คำตอบ ถ้าเกิดก่อนเจ้ามรดกตาย โยง มาตรา 1639 เป็นคำตอบ โยง 1643 ผู้สืบสันดานโดยตรง

            ผู้รับมรดกแทนที่ต้องเป็นผู้สืบสันดานโดยตรง แต่ถ้าผู้สืบสันดานที่เกิดหลังเจ้ามรดกตาย โยง มาตรา 1607 เพราะมันเกิดหลัง 1605 + ฎ.478/2539 ใช้คำพูดจากฏีกานั้น

            ย้ำการเสียสิทธิในการรับมรดกไม่เป็นข้อสอบนานแล้ว

ต้องเข้าใจคำว่า ผู้สืบสันดาน ผู้สืบสันดานโดยตรงให้ได้

            อีกข้อหนึ่ง เปิดตัวบท มาตรา 1435  การหมั้นจะทำได้ต่อเมื่อชายและหญิงมีอายุสิบเจ็ดปีบริบูรณ์แล้ว

                            การหมั้นที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติวรรคหนึ่งเป็นโมฆะ

 เรื่องของหมั้น ดูตัวบทแล้วเปรียบเทียบ มาตรา 1448  การสมรสจะทำได้ต่อเมื่อชายและหญิงมีอายุสิบเจ็ดปีบริบูรณ์แล้ว แต่ในกรณีที่มีเหตุอันสมควร ศาลอาจอนุญาตให้ทำการสมรสก่อนนั้นได้ ข้อสอบมักจะเป็นอย่างนี้ ดูความผิดหลงของนักศึกษาได้ 1435 เป็นเรื่องหมั้น ว่า คู่หมั้นต้องมีอายุเท่าไหร่ หมั้นไม่ชอบมีผลอย่างไร โมฆียะใช่หรือไม่

            ส่วนการสมรสเปรียบเทียบทันที 1448 เงื่อนไข 17 เหมือนกันใช่หรือไม่

            ไหนลองสิว่า 1435 ต่าง 1448 อย่างไร การหมั้นกับการสมรส

            การหมั้นขออนุญาตศาลได้หรือไม่ คำตอบ 1435 ไม่มีเลย ใช่หรือไม่ แต่ มาตรา 1438  การหมั้นไม่เป็นเหตุที่จะร้องขอให้ศาลบังคับให้สมรสได้ ถ้าได้มีข้อตกลงกันไว้ว่าจะให้เบี้ยปรับในเมื่อผิดสัญญาหมั้น ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ ขีดเส้น ศาลอนุญาตได้ ฉะนั้นเรื่องสมรสอายุไม่ถึงอาจสมรสได้ถ้าศาลอนุญาต

            277 วรรค สุดท้าย ประมวลกฎหมายอาญา อยากให้โยงอย่างนี้ครับ กระทำชำเราโดยความยินยอม อายุ 18 

            ผู้หญิงถ้ายินยอม เพียงตกคุณสมบัติเรื่องอายุ ไม่ต้องรับโทษ ถ้าได้รับโทษอยู่ก็ให้ปล่อยตัวไป ไม่ต้องรับผิดกับไม่ต้องรับโทษก็ต่างกันมากอันนี้ก็เลยไปอาญา

            การสมรสฝ่าฝืนเป็นโมฆียะ กาดอกจันทร์ ปีที่แล้วย้ำ แต่ยากไป มาตรา 1504  การสมรสที่เป็นโมฆียะเพราะฝ่าฝืนมาตรา 1448 ผู้มีส่วนได้เสียขอให้เพิกถอนการ สมรสได้ แต่บิดามารดาหรือผู้ปกครองที่ให้ความยินยอมแล้วจะขอให้เพิกถอนการสมรสไม่ได้

                            ถ้าศาลมิได้สั่งให้เพิกถอนการสมรสจนชายหญิงมีอายุครบตามมาตรา 1448 หรือเมื่อหญิงมีครรภ์ก่อนอายุครบตามมาตรา 1448 ให้ถือว่าการสมรสสมบูรณ์มาตั้งแต่เวลาสมรส

 วรรค 2 นี่เจาะส่วนสำคัญทั้งนั้นนะ การสมรสที่เป็นโมฆียะเพราะเรื่องอายุปกติเพิกถอนได้ น่าออกสอบจริงๆ

แต่ มาตรา 1502  การสมรสที่เป็นโมฆียะสิ้นสุดลงเมื่อศาลพิพากษาให้เพิกถอน เพิกถอนไม่ได้มันผิดศีลธรรม คำตอบคือ หญิงชายผู้นั้น มีอายุ 17 ขีดเส้นหญิงมีครรภ์ โยงมรดกได้ทันทีเลย

            1504 โดยเฉพาะวรรคสอง สืบเนื่องจาก 1448 นั่นเอง กาดอกจันทร์หนักๆ

            ฏีกาใหม่เอี่ยมจดไว้ ที่หน้าตัวบท มาตรา 1750  การแบ่งปันทรัพย์มรดกนั้น อาจทำได้โดยทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด หรือโดยการขายทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งปันกันระหว่างทายาท

            ถ้าการแบ่งปันมิได้เป็นไปตามวรรคก่อน แต่ได้ทำโดยสัญญาจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ เว้นแต่จะมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดหรือตัวแทนของฝ่ายนั้นเป็น สำคัญ ในกรณีเช่นนี้ให้นำมาตรา 850,852 แห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยประนีประนอมยอมความมาใช้บังคับโดยอนุโลม

 หรือ มาตรา 1612  การสละมรดกนั้น ต้องแสดงเจตนาชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่หรือทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ

 

            มาตรา 1613  การสละมรดกนั้น จะทำแต่เพียงบางส่วน หรือทำโดยมีเงื่อนไข หรือเงื่อนเวลาไม่ได้

            การสละมรดกนั้น จะถอนเสียมิได้

ผู้ที่เรียนปีที่แล้วกรุณาจดด้วยอย่าประมาท พวกที่เรียกสละมรดก เรียกว่าทายาทสละมรดกใช่หรือไม่ ตัวบทบอกชัดว่าต้องไม่มีเยื่อใย ไม่เอาจริงๆ จะมีเงื่อนไขก็ไม่ได้ จะมีเงื่อนเวลาก็ไม่ได้ สละบางส่วนก็ไม่ได้ การสละมรดกแบบนี้            มาตรา 1615  การที่ทายาทสละมรดกนั้น มีผลย้อนหลังไปถึงเวลาที่เจ้ามรดกตาย

            เมื่อทายาทโดยธรรมคนใดสละมรดก ผู้สืบสันดานของทายาทคนนั้นสืบมรดกได้ตามสิทธิของตนและชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากับส่วนแบ่งที่ผู้สละมรดกนั้นจะได้รับ แต่ผู้สืบสันดานนั้นต้องไม่ใช่ผู้ที่บิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้อนุบาลแล้วแต่กรณี ได้บอกสละมรดกโดยสมบูรณ์ในนามของผู้สืบสันดานนั้น

 วรรคสอง มีการสืบมรดกได้ นี่คือฏีกาอันนึง มีการสืบมรดกได้เพราะเป็นการสละมรดก

            จัดหมวดหมู่อย่างนี้ไว้ก็ง่ายแต่ 1750  อยู่ในช่วงอาจารย์สอนด้วย 1750 คนที่ประกอบอาชีพนี้ปวดหัว อะไรเป็นการสละมรดก อะไรเป็นเรื่องการแบ่งปันมรดก จะพูดทีหลัง แยกไว้ก่อน จะบอกวิธีว่า คนที่หนึ่งฐานะดีขอได้รับเพียงครึ่งส่วน อย่างนี้ไม่ใช่การสละมรดก เป็นการออมชอม ข้อสอบออกมาต้องเอา 1750 มาปรับ

 สละมรดกเกิดขึ้นโดยการประนีประนอมยอมความ ขีดเส้นไว้ ต้องชอบด้วยกฎหมายมาตรา 850  อันว่าประนีประนอมยอมความนั้น คือสัญญาซึ่งผู้เป็นคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน, มาตรา 852  ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ย่อมทำให้การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้ยอมสละนั้นระงับสิ้นไป และทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้นว่าเป็นของตน  ลูกห้าคนมาทำสัญญาประนีประนอมยอมความ 1750 ที่ย้ำเพราะถ้าเป็นการแบ่งปันมรดกแล้วไม่มีการสืบมรดก เป็นฏีกาที่สวยจริงๆ แบ่งแล้วแบ่งเลย

ถ้าลูกคนแรกตาย มีการสืบมรดก 1615 วรรคสองได้หรือไม่ ไม่ได้เพราะมันเป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดก ข้อย้ำถ้าข้อสอบออกมาดูให้ดี แบ่งกลุ่มมาตราไว้แล้ว

            มาเริ่มต้น ก่อนอื่นจะบอกก่อนว่าไม่บรรยายว่าฏีกานี้ควรเห็นตามหรือไม่เห็นด้วย เพราะเวลาสอบจริงๆ กรรมการไม่มาดูว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย อาจารย์ให้คะแนนตามธงคำตอบ

            การเสียสิทธิในการรับมรดก มี 4 ประเภท

1.กำจัด

2.การตัด

3.การสละมรดก

4.ทายาทมิได้เรียกร้องทรัพย์มรดกโดยอายุความ

            แต่มีบางท่านขยายว่า            มาตรา 1622  พระภิกษุนั้น จะเรียกร้องเอาทรัพย์มรดกในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรมไม่ได้ เว้นแต่จะได้สึกจากสมณะเพศมาเรียกร้องภายในกำหนดอายุความตามมาตรา 1754

            แต่พระภิกษุนั้น อาจเป็นผู้รับพินัยกรรมได้

 

            มาตรา 1623  ทรัพย์สินของพระภิกษุที่ได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณะเพศนั้น เมื่อพระภิกษุนั้นถึงแก่มรณภาพให้ตกเป็นสมบัติของวัดที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุนั้น เว้นไว้แต่พระภิกษุนั้นจะได้จำหน่ายไปในระหว่างชีวิตหรือโดยพินัยกรรม

 

            มาตรา 1624  ทรัพย์สินใดเป็นของบุคคลก่อนอุปสมบทเป็นพระภิกษุทรัพย์สินนั้นหาตกเป็นสมบัติของวัดไม่ และให้เป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของบุคคลนั้น หรือบุคคลนั้นจะจำหน่ายโดยประการใดตามกฎหมายก็ได้

 

เรื่องพระภิกษุ เรื่องนี้ก็หายไปนานเลยไม่ได้เข้าสู่วงจรการออกข้อสอบเลย ดูตัวบทแล้วคิดตามว่าเป็นการเสียสิทธิหรือไม่ กฎหมายบัญญัติว่า ขีดเส้นเรียกร้อง ก็คือการฟ้องนั่นเอง เขาบอกว่าจะจีวรกระจุยไปเรียกร้องไม่ได้ ถ้าอยากได้จริงๆก็ต้องสึกไปเรียกร้อง ภายในอายุความ 1 ปี

            คำถามแรกพระภิกษุนี้ได้เสียสิทธิหรือไม่ ก็ไม่ได้เสียสิทธิเลย ยังมีสิทธิอยู่ เพียงแต่ห้ามฟ้องพร้อมผ้าเหลือง  ถ้าอยากได้จริงๆ มาตรา 1754 ห้ามมิให้ฟ้องคดีมรดกเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้ หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก

            คดีฟ้องเรียกตามข้อกำหนดพินัยกรรม มิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี นับแต่เมื่อผู้รับพินัยกรรมได้รู้หรือควรได้รู้ถึงสิทธิซึ่งตนมีอยู่ตามพินัยกรรม

            ภายใต้บังคับแห่งมาตรา 193/27 แห่งประมวลกฎหมายนี้ถ้าสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้อันมีต่อเจ้ามรดกมีกำหนดอายุความยาวกว่าหนึ่งปี มิให้เจ้าหนี้นั้นฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก

            ถึงอย่างไรก็ดี สิทธิเรียกร้องตามที่ว่ามาในวรรคก่อนๆนั้น มิให้ฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนดสิบปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย     

ก็สึกมาฟ้องให้ทัน

            มาสู่ประเด็น ปพพ บรรพ 6 มีนักศึกษาถามว่าใช้ตัวย่อได้หรือไม่ คำตอบ ถ้าเรื่องนั้นไม่มีกฎหมายอื่นปน เอ่ยชื่อแค่ครั้งแรกว่า ป.พ.พ. ก็ได้

            ถ้าจำได้ชัวร์ๆ ก็ใส่มาตราถ้าไม่ชัวร์อย่าใส่อันตราย ให้ใช้คำว่า เรื่องนั้นมีสาระสำคัญว่า ...

            การทำพินัยกรรม มีพรบว่าด้วยการทำพินัยกรรม 2475 บังคับ หลักการทำพินัยกรรมขณะไหนใช้กฎหมายขณะนั้น

            การรับมรดกร่วมกันมาก่อน ปพพ ใช้บังคับ 1 ตุลาคม 2478 ใช้กฎหมายลักษณะมรดกบังคับ ย้ำตรงนี้สำคัญ

มีฏีกาสองฉบับที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ว่าผู้ทำพินัยกรรม สองคน ทำในฉบับเดียวได้หรือไม่ สองคนก็ทำมีเจตจำนงให้หลานคนเดียวได้รับในส่วนของตน

            คำตอบ ถ้าทำก่อน 1 ตุลาคม 2478 พินัยกรรมอันนี้ไม่มีผลบังคับ แต่ หลัง 1 ตุลาคม 2478 มีฏีกาดังแต่ออกข้อสอบแล้ว ว่า ผู้ทำพินัยกรรมจะกี่คนก็ตาม ทำในฉบับเดียวกันได้ เหตุผลเพราะ ปพพ บรรพ 6 ไม่มีบัญญัติห้ามเลย จึงทำได้

                        มาตรา 1703  พินัยกรรมซึ่งบุคคลที่มีอายุยังไม่ครบสิบห้าปีบริบูรณ์ทำขึ้นนั้นเป็นโมฆะ

 

            มาตรา 1704  พินัยกรรมซึ่งบุคคลผู้ถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถทำขึ้นนั้น เป็นโมฆะ

            พินัยกรรมซึ่งบุคคลผู้ถูกอ้างว่าเป็นคนวิกลจริต แต่ศาลยังไม่ได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถทำขึ้นนั้น จะเป็นอันเสียเปล่าก็แต่เมื่อพิสูจน์ได้ว่าในเวลาที่ทำพินัยกรรมนั้นผู้ทำจริตวิกลอยู่

 

                                มาตรา 1705  พินัยกรรมหรือข้อกำหนดพินัยกรรมนั้น ถ้าได้ทำขึ้นขัดต่อบทบัญญัติแห่งมาตรา1652,1653,1656,1657,1658,1660,1661 หรือ 1663 ย่อมเป็นโมฆะ

ที่ทำให้พินัยกรรมเป็นโมฆะมีเพียงสามมาตรา หลัก 1705 เด็ด เรื่องบ้า ไร้ความสามารถ อายุไม่ถึง และไหนๆพูดถึง 1705 ระวัง เขาบอกว่าถ้าไม่ทำตามแบบ มาตรา 1652  บุคคลผู้อยู่ในความปกครองนั้น จะทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกของตนให้แก่ผู้ปกครองหรือคู่สมรส บุพการี หรือผู้สืบสันดาน หรือพี่น้องของผู้ปกครองไม่ได้จนกว่าผู้ปกครองจะได้ทำคำแถลงการณ์ปกครองตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1577 และมาตราต่อๆไป แห่งประมวลกฎหมายนี้เสร็จสิ้นแล้ว

 

            มาตรา 1653  ผู้เขียน หรือพยานในพินัยกรรมจะเป็นผู้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมนั้นไม่ได้

           ให้ใช้บทบัญญัติในวรรคก่อนบังคับแก่คู่สมรสของผู้เขียนหรือพยานในพินัยกรรมด้วย

            พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งได้จดข้อความแห่งพินัยกรรมที่พยานนำมาแจ้งตามมาตรา 1663 ให้ถือว่าเป็นผู้เขียนพินัยกรรมตามความหมายแห่งมาตรานี้

ให้เป็นโมฆะ กาดอกจันทร์สองมาตรานี้ไว้ด้วย ทำพินัยกรรมให้ผู้ปกครองไม่ได้

            แต่ที่กระตุกไว้เพราะมีฏีกา ขออนุญาตไปเกี่ยวโยง ทำพินัยกรรมแบบธรรมดา มาตรา 1656  พินัยกรรมนั้น จะทำตามแบบดังนี้ก็ได้ กล่าวคือต้องทำเป็นหนังสือลงวัน เดือน ปี ในขณะที่ทำขึ้น และผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน ซึ่งพยานสองคนนั้นต้องลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมไว้ในขณะนั้น

            การขูดลบ ตก เติม หรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นซึ่งพินัยกรรมนั้นย่อมไม่สมบูรณ์ เว้นแต่จะได้ปฏิบัติตามแบบอย่างเดียวกับการทำพินัยกรรมตามมาตรานี้

 ต้องมีพยานอย่างน้อยสองคน หนู ก กับ ข เป็นพยาน ลงชื่อต่อหน้าผม และผมก็ลงขื่อต่อหน้าเขา

 ตรงนี้เบื้องหลังการสอบ ข้อสอบสมัย 61 บอกชัดแล้วว่าแบบใด นักศึกษาไปเพิ่มข้อเท็จจริงอีกเรื่องวันที่ ทั้งๆที่ข้อสอบบอกชัดแล้ว ว่าสมบูรณ์ทุกอย่าง มีปัญหาแค่พยานเท่านั้น

            ดูตัวอย่างต่อ แต่หนูคนนี้ผู้เป็นพยาน ผมได้กำหนดให้เข้ารับทรัพย์ตามพินัยกรรมด้วย ดู 1652 เขาไม่มีสิทธิรับใช่หรือไม่ ต้องแยกกับพินัยกรรมนะคือพินัยกรรมฉบับนี้ยังสมบูรณ์อยู่ เพียงแต่ว่า หนูคนนี้ไม่มีสิทธิรับ เงินก็เหลืออยู่ นึกออกไหมที่ให้จดไว้ ก็ มาตรา 1620  ถ้าผู้ใดตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้หรือทำพินัยกรรมไว้แต่ไม่มีผลบังคับได้ ให้ปันทรัพย์มรดกทั้งหมดแก่ทายาทโดยธรรมของผู้ตายนั้นตามกฎหมาย

            ถ้าผู้ใดตายโดยได้ทำพินัยกรรมไว้ แต่พินัยกรรมนั้นจำหน่ายทรัพย์หรือมีผลบังคับได้แต่เพียงบาง ส่วนแห่งทรัพย์มรดก ให้ปันส่วนที่มิได้จำหน่ายโดยพินัยกรรมหรือส่วนที่พินัยกรรมไม่มีผลบังคับให้แก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย

 + มาตรา 1699  ถ้าพินัยกรรม หรือข้อกำหนดในพินัยกรรม เกี่ยวกับทรัพย์สินรายใดเป็นอันไร้ผลด้วยประการใดๆ ทรัพย์สินรายนั้นตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมหรือได้แก่แผ่นดินแล้วแต่กรณี

 

ก็มาแบ่งทายาทโดยธรรมต่อไปเฉพาะส่วนของคนที่เป็นพยานนะครับ

            ข้อสังเกตข้อที่สอง พูดสั้นๆ ง่ายๆ ว่า หลัก บรรพ 6 ใช้ทั่วราชอาณาจักร แต่ มี 4 จังหวัดภาคใต้ นับถือจารีตประเพณีกฎหมายอิสลาม สาระสำคัญกฏหมายนี้ใช้เฉพาะศาลชั้นต้นและคู่ความต้องเป็นอิสลามชน หลักต้องมีดาโต๊ะยุติธรรมร่วมด้วย จึงจะชอบ มีฏีกาที่อยากให้จำเป็นพิเศษ ปรากฏว่า ผู้พิพากษาในสี่จังหวัดนั้น ลงชื่อเพียงสองคน แต่ดาโต๊ะยุติธรรมไมได้ลงชื่อเป็นองค์คณะ ปัญหาคือคำพิพากษานั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่อย่างไร

            ปกติต้องมีดาโต๊ะยุติธรรมเป็นองค์คณะด้วย ถ้าเป็นข้อกฎหมายอิสลาม เรื่องอายุความไม่เกี่ยว ไม่ต้องมีดาโต๊ะได้ เมื่อปัญหาดังกล่าวไม่เกี่ยวกับข้อกฎหมายอิสลามดาโต๊ะแม้ไม้ได้ลงชื่อก็ชอบ สั้นๆแค่นี้นะ

            ปัญหาอีกอันที่ฝากคือศาลสี่จังหวัดภาคใต้บางแห่งมีศาลเยาวชนและครอบครัว มันเลยเกิดปัญหาว่า ทนายไปร้องขอหรือฟ้องแล้วแต่ ที่ศาลเยาวชนและครอบครัว คำตอบไม่ชอบเพราะศาลเหล่านั้นไม่มีดาโต๊ะยุติธรรมต้องขึ้นศาลจังหวัดเท่านั้น

                บุตรบุญธรรม มาตรา 1627  บุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วและบุตรบุญธรรมนั้น ให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดาน เหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายนี้ ตามกฎหมายเก่าต้องจดทะเบียนหรือไม่ ตอบไม่ต้องจดก็ชอบด้วยกฎหมาย มีสิทธิตาม 1627 ถือว่าเป็นผู้สืบสันดาน 1629 ( 1 ) เขาชอบด้วยกฏหมายเพราะกฎหมายเก่าไม่ได้บังคับให้จดทะเบียน อันนี้ต้องอาศัยฏีกาว่าแม้ชอบตามกฎหมายเก่าก็ไม่มีสิทธิตามกฎหมายใหม่

            1627 ก็รองรับตามกฎหมายใหม่เท่านั้น

            1627 มีการรับรองบุตรบุญธรรมได้หรือไม่ คนชนบท รักเหมือนลูกมีความรู้สึกว่าเขาเป็นบุตรบุญธรรมแต่ก็ไม่อยากไปอำเภอ คำตอบง่ายๆ 1627 รองรับเฉพาะการจดทะเบียนเท่านั้น ไม่มีสิทธิจริงๆถ้าไม่มีการจดทะเบียน

..........................................................................................................................................

            เข้าเนื้อเรื่อง มาตรา 1600  ภายใต้บังคับของบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ กองมรดกของผู้ตายได้แก่ทรัพย์ สินทุกชนิดของผู้ตาย ตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่างๆ เว้นแต่ตามกฎหมายหรือว่าโดยสภาพแล้วเป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้ มาตรานี้เป็นหัวใจ

            ข้อที่1. ภายใต้บังคับแห่งประมวลกฎหมายนี้ หมายถึงมาตรา 1600 นี้ไม่เป็นเด็ดขาดมีกฎหมายอื่นอีกที่เหนือกว่ามาตรา 897  ถ้าผู้เอาประกันภัยได้เอาประกันภัยไว้โดยกำหนดว่าเมื่อตนถึงซึ่งความมรณะให้ใช้เงินทายาททั้งหลายของตนโดยมิได้เจาะจงระบุชื่อผู้หนึ่งผู้ใดไว้ไซร้ จำนวนเงินอันจะพึงใช้นั้น ท่านให้ฟังเอาเป็นสินทรัพย์ส่วนหนึ่งแห่งกองมรดกของผู้เอาประกันภัย ซึ่งเจ้าหนี้จะเอาใช้หนี้ได้

             ถ้าได้เอาประกันภัยไว้โดยกำหนดว่าให้ใช้เงินแก่บุคคลคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจง ท่านว่าเฉพาะแต่จำนวนเงินเบี้ยประกันภัยซึ่งผู้เอาประกันภัยได้ส่งไปแล้วเท่านั้น จักเป็นสินทรัพย์ส่วนหนึ่งแห่งกองมรดกของผู้เอาประกันภัยอันเจ้าหนี้จะเอาใช้หนี้ได้

 เรื่องการประกันชีวิต เทียบเคียง มาตรา 1637  ถ้าคู่สมรสฝ่ายใดที่ยังมีชีวิตอยู่เป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิต คู่สมรสฝ่ายนั้นมีสิทธิรับจำนวนเงินทั้งหมดที่ได้ตกลงไว้กับผู้รับประกันภัย แต่จำต้องเอาจำนวนเบี้ยประกันภัย เพียงเท่าที่พิสูจน์ได้ว่าสูงกว่าจำนวนเงินที่ผู้ตายจะพึงส่งใช้เป็นเบี้ยประกันภัยได้ ตามรายได้หรือฐานะของตนโดยปกติไปชดใช้สินเดิมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง หรือสินสมรสแล้วแต่กรณี

            ถึงอย่างไรก็ดี จำนวนเงินเบี้ยประกันภัยซึ่งจะพึงส่งคืนตามบทบัญญัติข้างต้นนั้นรวมทั้งสิ้นต้องไม่เกินจำนวนเงินที่ผู้รับประกันภัยได้ชำระให้

 ไปสอบผู้ช่วยนึกถึงอาจารย์โยงให้หมดเลย ต่างแค่ว่า 1637 เป็นเรื่องคู่สมรส แต่ 897 เป็นเรื่องเจ้ามรดกกับทายาทโดยธรรม

            ต่อไป มาตรา 1481  สามีหรือภริยาไม่มีอำนาจทำพินัยกรรมยกสินสมรสที่เกินกว่าส่วนของตนให้แก่บุคคลใดได้  กาดอกจันทร์

            มาตรา 1533  เมื่อหย่ากันให้แบ่งสินสมรสให้ชายและหญิงได้ส่วนเท่ากัน

 กาดอกจันทร์

มาตรา 1534  สินสมรสที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจำหน่ายไปเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียวก็ดี จำหน่ายไป โดยเจตนาทำให้คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งเสียหายก็ดี จำหน่ายไปโดยมิได้รับความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งในกรณีที่กฎหมายบังคับว่าการจำหน่ายนั้นจะต้องได้รับความยินยอมของอีกฝ่ายหนึ่งด้วยก็ดี จงใจทำลายให้สูญหายไปก็ดี ให้ถือเสมือนว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่เพื่อจัดแบ่งสินสมรสตามมาตรา 1533 และถ้าสมรสอีกฝ่ายหนึ่งได้รับส่วนแบ่งสินสมรสไม่ครบตามจำนวนที่ควรจะได้ให้คู่สมรสฝ่ายที่ได้จำหน่ายหรือ

จงใจทำลายสินสมรสนั้นชดใช้จากสินสมรสส่วนของตนหรือสินส่วนตัว

มาตรา 1598/29  การรับบุตรบุญธรรมไม่ก่อให้เกิดสิทธิรับมรดกของบุตรบุญธรรมในฐานะทายาทโดยธรรมเพราะเหตุการรับบุตรบุญธรรมนั้น

 

            มาตรา 1598/30  ถ้าบุตรบุญธรรมซึ่งไม่มีคู่สมรสหรือผู้สืบสันดานตายก่อนผู้รับบุตรบุญธรรม ผู้รับบุตรบุญธรรมมีสิทธิเรียกร้องเอาทรัพย์สินที่ตนได้ให้แก่บุตรบุญธรรมคืนจากกองมรดกของบุตรบุญธรรมเพียงเท่าที่ทรัพย์สินนั้นยังคงเหลืออยู่ภายหลังที่ชำระหนี้ของกองมรดกเสร็จสิ้นแล้ว

            ห้ามมิให้ฟ้องคดีเรียกร้องสิทธิตามวรรคหนึ่ง เมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เวลาที่ผู้รับบุตรบุญธรรมได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของบุตรบุญธรรมหรือเมื่อพ้นกำหนดสิบปี นับแต่วันที่บุตรบุญธรรมตาย สองมาตรานี้เป็นกฏหมายใหม่

มาตรา 1623  ทรัพย์สินของพระภิกษุที่ได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณะเพศนั้น เมื่อพระภิกษุนั้นถึงแก่มรณภาพให้ตกเป็นสมบัติของวัดที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุนั้น เว้นไว้แต่พระภิกษุนั้นจะได้จำหน่ายไปในระหว่างชีวิตหรือโดยพินัยกรรม

มาตรา 1625  ถ้าผู้ตายเป็นผู้สมรสแล้ว การคิดส่วนแบ่งและการปันทรัพย์สินระหว่างผู้ตายกับคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นให้เป็นไปดังนี้

 

                            (1) ในเรื่องส่วนแบ่งในทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาให้อยู่ในบังคับของบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการหย่าโดยยินยอมทั้งสองฝ่าย อันมีบทบัญญัติเพิ่มเติมให้บริบูรณ์ในมาตรา 1637 และ1638 และโดยเฉพาะต้องอยู่ในบังคับแห่งมาตรา 1513 ถึง 1517 แห่งประมวลกฎหมายนี้ แต่การคิดส่วนแบ่งนั้นมีผลตั้งแต่วันที่การสมรสได้สิ้นไปด้วยเหตุความตายนั้น

                            (2) ในเรื่องส่วนแบ่งในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ให้อยู่ในบังคับของบทบัญญัติแห่งบรรพนี้ นอกจากมาตรา 1637 และ 1638

มาตรา 1637  ถ้าคู่สมรสฝ่ายใดที่ยังมีชีวิตอยู่เป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิต คู่สมรสฝ่ายนั้นมีสิทธิรับจำนวนเงินทั้งหมดที่ได้ตกลงไว้กับผู้รับประกันภัย แต่จำต้องเอาจำนวนเบี้ยประกันภัย เพียงเท่าที่พิสูจน์ได้ว่าสูงกว่าจำนวนเงินที่ผู้ตายจะพึงส่งใช้เป็นเบี้ยประกันภัยได้ ตามรายได้หรือฐานะของตนโดยปกติไปชดใช้สินเดิมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง หรือสินสมรสแล้วแต่กรณี

            ถึงอย่างไรก็ดี จำนวนเงินเบี้ยประกันภัยซึ่งจะพึงส่งคืนตามบทบัญญัติข้างต้นนั้นรวมทั้งสิ้นต้องไม่เกินจำนวนเงินที่ผู้รับประกันภัยได้ชำระให้

มาตรา 1638  เมื่อคู่สมรสทั้งสองฝ่ายได้ลงทุนออกเงินในการทำสัญญา และตามสัญญานั้นทั้งสองฝ่ายจะต้องได้รับเงินปีในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ร่วมกันและเมื่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดตาย ฝ่ายที่ยังมีชีวิตอยู่ยังจะต้องได้รับเงินปีต่อไปตลอดอายุฝ่ายที่ยังมีชีวิตอยู่ จำต้องชดใช้สินเดิมของอีกฝ่ายหนึ่ง หรือสินสมรสแล้วแต่กรณี สุดแต่ว่าได้เอาเงินสินเดิม หรือสินสมรสไปใช้ในการลงทุนนั้น เงินที่จะต้องชดใช้สินเดิมหรือสินสมรสดังว่านี้ ให้ชดใช้เท่าจำนวนเงินซึ่งผู้จ่ายเงินรายปีจะเรียกให้ใช้เพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อผู้จ่ายจะได้จ่ายเงินรายปีให้แก่คู่สมรสฝ่ายที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นต่อไป

และ            มาตรา 1753  ภายใต้บังคับแห่งสิทธิของเจ้าหนี้กองมรดก เมื่อบุคคลใดถึงแก่ความตายโดยไม่มีทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรม หรือการตั้งมูลนิธิตามพินัยกรรม มรดกของบุคคลนั้นตกทอดแก่แผ่นดิน

ใส่ไว้ในตัวบทเลย มาตราเหล่านี้เขามีความโดดเด่นโดยเฉพาะ

            ข้อสอง กองมรดกคือทรัพย์สินทั้งหมด สิทธิ หน้าที่ ความรับผิด

            ข้อสาม เว้นแต่ตามกฎหมาย ขีดเส้น ตามกฎหมาย หรือว่า ขีดเส้น โดยสภาพ เป็นการเฉพาะตัว ขีดเส้น 

            คำว่าทรัพย์สิน 137-38 ไม่ต้องพูดง่ายมากรู้แล้ว

            มาดูฏีกาที่คัดมา ของมาตรา 1600 ขอวางหลักไว้ ณ บัดนี้ ถ้ามีปัญหา ทรัพย์สิน สิทธิหน้าที่ นั้น มีอยู่ก่อนหรือในขณะเจ้ามรดกตายหรือไม่ ถ้า มี ถึงจะเป็นมรดก ดูแค่นี้ ในฏีกา หรือข้อสอบจะเรียกชื่อหรือหลอกมาอย่างไรไม่ต้องสนใจ

            ผิดกับเรื่องพินัยกรรม มาตรา 1646  บุคคลใดจะแสดงเจตนาโดยพินัยกรรมกำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของตนเอง หรือในการต่างๆ อันจะให้เกิดเป็นผลบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อตนตายก็ได้

 

                มาตรา 1647  การแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายนั้นย่อมทำได้ด้วยคำสั่งครั้งสุดท้ายกำหนดไว้ในพินัยกรรม

 

                มาตรา 1648  พินัยกรรมนั้นต้องทำตามแบบซึ่งระบุไว้ในหมวด 2 แห่งลักษณะนี้

ที่เป็นข้อกำหนดเผื่อตาย ที่ไม่ต้องมีในขณะทำพินัยกรรม มีภายหน้าก็ได้

            ตายคือตาย ไม่ต้องไปสนใจคำนี้มาก

            แต่คำสำคัญคือพินัยกรรม และบรรดาที่มีภายหน้า ก็ให้ยกแก่นางสาว สวยเช่นกัน จะเห็นว่าเช่น ค่าสอนหนังสือยังไม่ได้รับ ก็ใช่

            ฏีกานี้ 1016/2513

จำเลยทำหนังสือจดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้ ส. โดยมิได้ตั้งใจยกให้โดยเสน่หา แต่กระทำไปเพื่อ ส. จะได้นำไปจำนองไว้กับสหกรณ์แล้วเอาเงินมาให้จำเลยใช้สอย นิติกรรมดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ เป็นผลให้ที่ดินพิพาทไม่เคยตกทอดเป็นของ ส. แต่ยังคงเป็นของจำเลยตลอดมาฉะนั้นเมื่อ ส. ตายไปเสียก่อนที่จะนำที่ดินพิพาทไปจำนองสหกรณ์ที่ดินดังกล่าวจึงไม่ใช่มรดก ส. ทายาท ส. ไม่มีสิทธิฟ้องขอแบ่งได้

 

            การยกให้ แต่รู้กันเองว่าไม่ได้ต้องการยกให้จริงๆ ที่ยกเพื่อเอาไปจำนอง  ศาลฏีกาบอกว่าเป็นนิติกรรมที่ไม่ได้ประสงค์จริงจังเป็นโมฆะ จึงเป็นมรดกอยู่ กรรมสิทธิ์

7487/2538  จ.ครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาเกินกว่า10ปีแล้วจ.จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1382การได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ดังกล่าวเป็นทรัพย์สิทธิอันเป็นสิทธิอย่างหนึ่งที่เป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1599และ1600จึงตกทอดได้แก่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นบุตรของจ.

ครอบครองปรปักษ์ ย่อสั้นๆว่า ขายที่ดินมีโฉนด ให้แก่นาย ก ขายแต่ไม่ได้จดทะเบียนการขาย การซื้อขายก็เป็นโมฆะตาม 456  ยังเป็นของอาจารย์หม่อมอยู่แต่ปรากฏว่าตามฏีกานี้ ได้มีการครอบครอง เกินสิบปี คำตอบ เป็นทรัพยสิทธิอย่างหนึ่งโยง 1299 กาดอกจันทร์ เรื่องทรัพย์ชอบออกข้อสอบ ดังนั้นผู้ครอบครองจึงเป็นเจ้าของ เวลาข้อสอบออกมาไม่ต้องคิดอะไรมากเลย ใส่ไปเลยว่าปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวเป็นของผู้ใด  ก็เคยเรียนวิแพ่งฯแล้วต้องเปลี่ยนชื่อ โดยร้องขอทางศาลก่อนใช่หรือไม่ อันนี้ก็ต้องจำเป็นพิเศษ ว่าได้เป็นเจ้าของทรัพยสิทธิในที่ดินนี้ตาม 1299 แล้ว

1962/2537 ที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของผู้ตาย ผู้ตายขายให้แก่จำเลยแม้การซื้อขายจะเป็นโมฆะเพราะมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แต่ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่ามีเพียงสิทธิครอบครอง การที่ผู้ตายขายให้จำเลยย่อมเป็นการแสดงเจตนาสละสิทธิครอบครองที่พิพาทไม่ยึดถือเพื่อตนต่อไปแล้ว การครอบครองของผู้ตายจึงสิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1377 จำเลยได้เข้าครอบครองเป็นเจ้าของที่พิพาทโดยนำเงินไปชำระหนี้แทนผู้ตายและรับ ส.ค.1มาจากเจ้าหนี้ผู้ตาย แล้วให้ ส. ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่างดอกเบี้ย ถือได้ว่าเป็นการยึดถือเพื่อตนจำเลยจึงได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367ที่ดินพิพาทจึงมิได้เป็นมรดกของผู้ตาย โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขาย เป็นการฟ้องร้องให้ได้ทรัพย์พิพาทคืนมาเป็นทรัพย์มรดกเป็นคดีมีทุนทรัพย์

 เป็นการขายที่ดินมือเปล่า พูดง่ายๆไม่มีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน เช่น สค 1 . ซื้อแล้วครอบครอง ไม่ครบ 10 ปีด้วย ย้ำ ที่ดินแปลงนี้ไม่เหมือนที่ดินแปลงที่แล้ว เป็นสิทธิครอบครอง คำตอบ อยู่ที่มาตรา 1367 บุคคลใดยึดถือทรัพย์สินโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตน ท่านว่าบุคคลนั้นได้ซึ่งสิทธิครอบครอง ในเรื่องทรัพย์ มาตรา 1377 ถ้าผู้ครอบครองสละเจตนาครอบครอง หรือไม่ยึดถือทรัพย์สินต่อไปไซร้ การครอบครองย่อมสุดสิ้นลง

                            ถ้าเหตุอันมีสภาพเป็นเหตุชั่วคราวมีมาขัดขวางมิให้ผู้ครอบครองยึดถือทรัพย์สินไซร้ ท่านว่าการครอบครองไม่สุดสิ้นลง

 สิทธิตกไปยังผู้ซื้อแล้วโดยการยึดถือเพื่อตนเอง ใครตาย ผู้ครอบครองก็เป็นเจ้ามรดก พอเข้าใจนะ

            อาจารย์หม่อมนำอาวุธปืนไปยิงผู้อื่น อาจารย์หม่อมถูกฟ้อง อัยการขอให้ริบปืนด้วย คำถามๆว่า อาวุธปืนดังกล่าว ถ้าอาจารย์หม่อมตาย อาวุธปืนดังกล่าวเป็นมรดกหรือไม่ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัน คดีอาญามีโทษอยู่ห้าประการ รวมถึงริบทรัพย์สินด้วย เมื่อศาลยังไม่มีคำพิพากษาสั่งริบ ก็เป็นของผู้กระทำความผิดอยู่นั่นเอง จึงเป็นมรดกของผู้นั้นที่จะตกทอดสู่ทายาทต่อไป

อีกอันหนึ่ง  สมัยก่อนรับราชการจะหักไว้ส่วนหนึ่ง ทางราชการเรียกว่า เงินสะสม เพื่อให้มีฐานะมั่นคง เกิดปัญหาขึ้นมาว่า ถ้าราชการผู้นั้นตาย เป็นกองมรดกหรือไม่ เป็นหรือไม่ วิธีวินิจฉัยก็ต้องดูว่า มีอยู่ในระหว่างตายหรือไม่

ตามปัญหานี้ต้องวินิจฉัยว่า เป็นสิทธิมีอยู่ในขณะถึงแก่ความตายหรือไม่

เงินสะสมเป็นทรัพย์สินที่ผู้ตายมีอยู่ขณะถึงแก่ความตาย เป็นมรดก

ถ้าข้อสอบบิดหล่ะ เป็นหักเงินเรียกชื่อใหม่ ว่า เงินสะสม คำตอบ เรียกอะไรก็ช่างมัน มันเป็นสิทธิที่มีอยู่ก่อนตายก็เป็นกองมรดก

แต่ถ้าเป็นเงินที่มีการกำหนดว่า ถ้าตาย ราชการผู้นั้นจึงจะได้ อันนี้เป็นการได้มาเพราะความตาย จึงไม่เป็นทรัพย์มรดก ไม่ใช่กองมรดก พอวินิจฉัยตรงนี้ผิดมันเดินไปแล้ว

ก็ต้องไปดูหนังสือหนักๆ 1629 1635 ต้องท่องให้ได้ ๆ ถ้ามันเป็นกองมรดกมันต้องอยุ่ในขอบเขตอันนี้

แต่ถ้าไม่เป็นมรดก เอาบทบัญญัติมรดกมาใช้บังคับไม่ได้เลย ขอยกตัวอย่างฏีกา ใหม่เอี่ยมเลย ก กับ ข เป็นสามีภริยากันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส ไม่จด ถามว่า เมื่อเลิกรากันไปแล้ว หรือตาย จำต้องมาแบ่งสินสมรสตามมาตรา 1533 หรือไม่ เมื่อวานนี้ในการสอบปากเปล่ามีการซักถึงเรื่องนี้ด้วย

ก็ให้หลักการมองแล้วว่าสินสมรสจะเกิดก็เมื่อมีการสมรสกันแล้ว ถ้าไม่มีก็เลิกพูดเรื่องนี้เลย เอา 1533 มาใช้ไม่ได้

ก็ให้นำหลักกรรมสิทธิ์รวมมาบังคับใช้  เพราะถือว่าเป็นหุ้นส่วนชีวิตกันที่ให้แบ่งอย่างกรรมสิทธิ์ รวม

ดูต่อไปเคยพูดแล้ว เรื่องการโอนสิทธิเรียกร้อง กลับไปอ่านอีกที ดูฏีกา มาตรา 374 ใครไม่มาชั่วโมงที่แล้วกาดอกจันทร์เลย มีฏีกาเรื่องมรดกปนอยู่ด้วย 374 375 อ่านแล้วฉงน

อาจารย์หม่อมมีสิทธิใด แล้วระบุให้นางสาวสวยรับประโยชน์ไป หนูสวยต้องแสดงเจตนารับเอา เรียกว่าสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก ถ้ารับเอาไปแล้วก็เป็นของเขา

และฏีกาที่แล้วก็ให้ดูเรื่องเสมือนเป็นมรดก เพราะว่าผู้รับเอาประโยชน์ยังไม่ได้แสดงเจตนาเข้ารับเอา ก็เป็นของเจ้าของเดิมแต่ก็จะให้ตกแก่แผ่นดินคงไม่ได้ เพราะต้องเป็นมรดกเท่านั้นจึงตกแก่แผ่นดินเท่านั้น

อีกเรื่องหนึ่งการให้สัญญากับผู้เช่าว่าถ้าครบสิบห้าปีแรกแล้ว จะต่ออายุให้ครั้งละ 3 ปี เรื่อยไป ปัญหาแรก ผู้ให้เช่าตาย หน้าที่การให้เช่าเป็นมรดกหรือไม่ ตอบว่าเป็น

ลูกชายอาจารย์หม่อมเป็นผู้รับมรดกคนเดียว ถามว่าจำเลยถือประโยชน์เช่าต่อทุกสามปีได้หรือไม่ เวลาตอบ ไล่ได้ดังนี้ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่าสิทธิการเช่าของเป็นมรดกหรือไม่ ก็ต้องถือเป็นมรดก ที่ไปทำสัญญากับผู้เช่าจำเลยเป็นสัญญาชนิดอะไร เปิดตัวบท มาตรา 169  การแสดงเจตนาที่กระทำต่อบุคคลซึ่งมิได้อยู่เฉพาะหน้าให้ถือว่ามีผลนับแต่เวลาที่การแสดงเจตนานั้นไปถึงผู้รับการแสดง เจตนา แต่ถ้าได้บอกถอนไปถึงผู้รับการแสดงเจตนานั้น ก่อนหรือพร้อมกันกับที่การแสดงเจตนานั้นไปถึงผู้รับการแสดงเจตนา การแสดงเจตนานั้นตกเป็นอันไร้ผล

                                การแสดงเจตนาที่ได้ส่งออกไปแล้วย่อมไม่เสื่อมเสียไป แม้ภายหลังการแสดงเจตนานั้นผู้แสดงเจตนาจะถึงแก่ความตาย  หรือถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ

  วรรคสอง กับ มาตรา 360  บทบัญญัติแห่งมาตรา 169 วรรคสองนั้น ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าหากว่าขัดกับเจตนาอันผู้เสนอได้แสดง หรือหากว่าก่อนจะสนองรับนั้น คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้อยู่แล้วว่าผู้เสนอตายหรือตกเป็นผู้ไร้ความสามารถ  คือคำตอบ หลักมันจะอยู่ที่มาตรา 169 วรรคสอง แต่ถูกมาตรา 360 ล้มล้าง พูดง่ายๆคือ ศาลฏีกาถือหลักมาตรา 360 เป็นคำตอบสำหรับปัญหาเรื่องนี้

จดอีกนิดหนึ่งหน้าตัวบท พินัยกรรมมาตรา 1646  ดูฏีกาอันนี้ 1840/2541 (ญ) วางหลักอย่างดี เลยสิทธิอาศัยที่ได้มาโดยพินัยกรรม ถือว่าเป็นการได้มาตามมาตรา 1299 วรรค 1 คือได้มาทางนิติกรรม พูดง่ายๆคือ ได้มาโดยพินัยกรรมคือได้มาทางนิติกรรม เพราะมันมีผลทางเรื่องทรัพยสิทธินะ

แต่ถ้าได้มาทางมรดกทางอื่น 1619/2506 สถานที่เช่าเป็นเคหะสถานอันได้รับความคุ้มครองจากพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าหรือไม่นั้น จำเลยต้องนำสืบก่อน

ข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 224 นั้น เป็นเรื่องที่คู่ความโต้เถียงกันว่าฝ่ายใดมีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์เป็นประการสำคัญ การที่อ้างว่าผู้ใดไม่มีอำนาจฟ้องเพราะไม่มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาท ไม่ใช่ข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์

จำเลยอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นสั่งว่า"รับเป็นอุทธรณ์ของจำเลยให้นำส่งสำเนาให้โจทก์ภายใน 15 วัน" ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ตามธรรมดา ไม่ได้สั่งในรูปรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 230 วรรคสอง เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่าประเด็นใดเป็นประเด็นข้อเท็จจริงต้องห้ามไม่ให้อุทธรณ์ ก็ไม่หยิบยกประเด็นนั้นๆ ขึ้นวินิจฉัยเป็นการถูกต้องแล้ว

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1599 ทายาทย่อมได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์มรดกตั้งแต่เจ้ามรดกตาย แม้จะยังไม่ได้จดทะเบียนสิทธินั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 ก็ตาม

 เป็นการได้มาตาม 1299 วรรค 2 โดยทางอื่น โยงกันอีก อีกอันหนึ่งไม่ยากแต่เป็นข้อสอบ พ่อแม่มีลูกชาย ไปเปิดบัญชีเงินฝากที่ธนาคารแห่งหนึ่งระบุชื่อลูกเป็นเจ้าของบัญชี พ่อเอาเงินฝาก แม่เอาเงินฝาก ลูกเป็นผู้เยาว์ เลยให้แม่ เป็นผู้ถอนแต่ผู้เดียว ถามว่า เงินก้อนนี้เป็นของใคร เพื่อจะสรรหาเจ้ามรดก ถ้าเกิดการตาย ระหว่าง สามคนนี้

คำตอบ คือถือว่าเป็นของบุตร เพราะเจตนารมย์ของผู้เปิดบัญชีหรือผู้ฝากให้ถือว่าเป็นของลูก

ดูฏีกาอีกเรื่องหนึ่งอยากให้พิเศษ เรื่องละเมิด นักศึกษาจดไว้มีอยู่สามฏีกา

ฎ.477/2514

กรณีละเมิดที่เป็นเหตุให้เศร้าโศกเสียใจและผิดหวังประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มิได้บัญญัติไว้ให้เรียกค่าสินไหมทดแทนได้ แม้จะเป็นบิดาตามกฎหมายหรือไม่ก็ตาม(อ้างฎีกาที่ 789/2512)

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1535 บุตรนั้นหมายถึงบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ซึ่งมีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา

เมื่อปรากฏว่าโจทก์และโจทก์ร่วมจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่12 พฤศจิกายน 2508 การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายจึงมีผลตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2508 หาใช่มีผลตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2507 ซึ่งเป็นวันฟ้องคดีไม่ ฉะนั้น ในขณะฟ้องผู้ตายจึงยังเป็นบุตรนอกสมรสของโจทก์อยู่ โจทก์ซึ่งเป็นบิดาจึงไม่มีสิทธิฟ้องบุคคลที่กระทำละเมิดต่อบุตรนอกสมรสของตน(อ้างฎีกาที่ 1285/2508)

โจทก์ฟ้องคดีนี้ในฐานะเป็นทายาทผู้รับมรดกจากเด็กชาย ธ. ผู้ตายแต่เมื่อปรากฏว่าโจทก์มิใช่บิดาโดยชอยด้วยกฎหมายของผู้ตายแล้วอำนาจฟ้องของโจทก์ก็ไม่มีคำร้องของ ค. มารดาของเด็กชาย ธ. ที่ขอเข้ามาเป็นโจทก์ร่วม จึงเป็นอันตกไป (ปัญหาข้อนี้วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 4/2514)

ค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวกับค่าปลงศพตามมาตรา 443 วรรค 1หมายความเฉพาะผู้ที่เป็นทายาทของผู้ตายที่จะเรียกร้องเอาแก่ผู้ที่กระทำละเมิด ทำให้เจ้ามรดกถึงแก่ความตายเพราะสิทธิในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนโดยเหตุที่ได้ละเมิดแก่เจ้ามรดกตกทอดมายังตนผู้เป็นทายาทภายใต้บังคับของมาตรา 1649 เท่านั้นมิได้หมายความว่าใครทำศพผู้ตายแล้วก็จะมีสิทธิเรียกร้องค่าทำศพในลักษณะที่เป็นค่าสินไหมทดแทนฐานละเมิดเสียเองได้เสมอไปเมื่อปรากฏว่าโจทก์ไม่ใช่ทายาทผู้ตายเพราะไม่ได้เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าใช้จ่ายในการปลงศพเป็นค่าสินไหมทดแทนแก่ตนในการที่จำเลยกระทำละเมิดต่อผู้ตาย (อ้างฎีกาที่ 1314/2505)

โจทก์ร่วมแม้จะเป็นมารดาของผู้ตาย แต่เมื่อฟ้องโจทก์ไม่สมบูรณ์มาแต่ต้นสิทธิโจทก์ร่วมก็ไม่ดีกว่าโจทก์ โจทก์และโจทก์ร่วมจึงไม่อาจเรียกค่าใช้จ่ายในการทำศพผู้ตายได้

สำหรับจำเลยที่ 1 ลูกจ้าง ซึ่งแม้มิได้ฎีกาก็ตาม แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ว่าเป็นนายจ้างซึ่งต้องร่วมกันรับผิดในผลแห่งละเมิดของจำเลยที่ 1 กรณีจึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ฉะนั้น อาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245(1) และมาตรา 247 ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยตลอดถึงจำเลยที่ 1 ด้วย

 

ฎ.3208/2538

สิทธิในการเรียกค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวกับค่าปลงศพตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา443วรรคแรกเป็นสิทธิของผู้ที่เป็นทายาทจะเรียกร้องเอาแก่ผู้ที่กระทำละเมิดทำให้เจ้ามรดกถึงแก่ความตายภายใต้บังคับมาตรา1649ส่วนสิทธิในการเรียกค่าสินไหมทดแทนอันเกิดแก่ทรัพย์สินของเจ้ามรดกเนื่องมาจากการกระทำละเมิดก็เป็นสิทธิของเจ้ามรดกที่จะตกทอดแก่ทายาทตามมาตรา1599และ1600เมื่อโจทก์ที่2และที่3เป็นบุตรนอกกฎหมายที่เจ้ามรดกซึ่งเป็นบิดารับรองแล้วจึงเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดกตามมาตรา1627และย่อมมีสิทธิรับมรดกของเจ้ามรดกตามมาตรา1629(1)จึงมีสิทธิฟ้องเรียกค่าปลงศพของเจ้ามรดกและค่าที่รถจักรยานยนต์ของเจ้ามรดกเสียหายได้

ฎ.1202/2549

สิทธิในการเรียกค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวกับค่าปลงศพตาม ป.พ.พ. มาตรา 443 วรรคแรก เป็นสิทธิของผู้ที่เป็นทายาทจะเรียกร้องเอาแก่ผู้ที่กระทำละเมิดทำให้เจ้ามรดกถึงแก่ความตายภายใต้บังคับมาตรา 1649 และเมื่อโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นบุตรนอกกฎหมายที่เจ้ามรดกซึ่งเป็นบิดารับรองแล้ว จึงเป็นผู้สืบสันดานเหมือนบุตรชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดกตามมาตรา 1627 มีสิทธิฟ้องเรียกค่าปลงศพของเจ้ามรดก และเมื่อโจทก์ทั้งสี่ร่วมกันฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนในการปลงศพดังกล่าว จึงไม่จำเป็นต้องระบุว่าโจทก์คนใดเป็นผู้ที่ออกค่าใช้จ่ายส่วนนี้จึงจะมีอำนาจฟ้องได้ โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 จึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนในการปลงศพได้

 

สามฏีกานี้ขอสรุปสั้นๆง่ายๆเป็นฏีกาเกี่ยวกับคดีละเมิดทำท่าจะออกสอบแหลายครั้งแล้วและพาดพิงกับเรื่องมรดก ดูมาตรา 420  423  433 จดไว้เลย 434 436 431 สังเกตให้ดีตัวบทเหล่านี้ผู้ถูกละเมิดยังมีชีวิตอยู่ตามมาตราต่างๆเหล่านี้  สิทธิเหล่านี้ผมมีก่อนถึงแก่ความตายทั้งสิ้นเลย สิ่งเหล่านี้ผู้ทำละเมิดต้องรับผิด และขณะเดียวกันทายาทก็ต้องรับผิด มาตรา 206 มูลละเมิดเกิดสิทธิทันที ต้องมีอะไรยืนยันที่ผมพูด หลักเข้าห้องสอบตามมาตราเหล่านี้เป็นมรดกทั้งสิ้น

แต่ชนเปรี้ยง ตายคาที่ เปิดตัวบท 443 วรรค 1 มีคำว่าค่าปลงศพหรือไม่ คืออะไรเป็นมรดกหรือไม่ กลับไปบ้านพิจารณาให้ดี ค่าปลงศพคือค่าใช้จ่ายในการจัดการงานศพ ถ้าเกิดขึ้นเลยว่าสิ่งเหล่านี้เกิดตอนตายแล้วหรือยัง ดังนั้นศาลฏีกาไม่ตอบไม่ตอบตรงๆว่าเป็นมรดกหรือไม่ สรุปสั้นๆไม่เป็นถามต่อไปว่าแล้วทายาทที่เสียค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไปเรียกไม่ได้เหรอ โยง มาตรา 1649  ผู้จัดการมรดกซึ่งผู้ตายตั้งไว้ย่อมมีอำนาจและหน้าที่ในอันที่จะจัดการทำศพของผู้ตายเว้นแต่ผู้ตายจะได้ตั้งบุคคลอื่นไว้โดยเฉพาะให้จัดการดังว่านั้น

            ถ้าผู้ตายมิได้ตั้งผู้จัดการมรดกหรือบุคคลใดไว้ให้เป็นผู้จัดการทำศพ หรือทายาทมิได้มอบหมายตั้งให้บุคคลใดเป็นผู้จัดการทำศพ บุคคลผู้ได้รับทรัพย์มรดกโดยพินัยกรรมหรือโดยสิทธิโดยธรรมเป็นจำนวนมากที่สุด เป็นผู้มีอำนาจและตกอยู่ในหน้าที่ต้องจัดการทำศพ เว้นแต่ศาลจะเห็นเป็นการสมควรตั้งบุคคลอื่นให้จัดการเช่นนั้น ในเมื่อบุคคลผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งร้องขอขึ้น

 คือคำตอบ เป็นข้อสอบผู้ช่วยเมื่อสามปีก่อน ทายาทคนไหนเสียไปก็มีสิทธิเรียกร้องได้เลย ไม่ต้องไปใช้เรื่องบททั่วไปมันมีกำหนดโดยเฉพาะ

ยังอธิบายต่อไปว่า บังเอิญ ผู้ตายตรงนี้ไม่มีเมีย ไม่มีลูก มีแต่บุตรนอกกฎหมายมาที่ 1627 คำถามมีว่าบุตรคนนี้มีสิทธิ ตาม 1649 หรือไม่ ฏีกาสามอันนี้อธิบายเรื่องมรดกได้เยอะ คำตอบ บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดาน เกิดสิทธิรับมรดก 1629 ( 1 ) ดังนั้นบุคคลดังกล่าว สามารถฟ้องเรียกได้ ตามมาตรา 1649 ประเด็นไม่ใช่มรดกแต่ให้ใช้บทบัญญัติ 1649

            อันนี้นักศึกษารู้ ทำพินัยกรรมยกศพได้หรือไม่ รู้อยู่แล้วธง ทำได้ แต่ตอบอย่างไรให้ได้คะแนน เปิดตัวบท มาตรา 1646  บุคคลใดจะแสดงเจตนาโดยพินัยกรรมกำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของตนเอง หรือในการต่างๆ อันจะให้เกิดเป็นผลบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อตนตายก็ได้

ต้องใช้ศัพท์ให้เป็น

            เรื่องอาจารย์ใหญ่ กรณีนี้บังคับได้หรือไม่ เปิดตัวบท คำตอบของศาลฏีกาไม่ฟันธงว่าเป็นทรัพย์สิน สิทธิหน้าที่เลย อันนี้ไม่อยากตอบ แต่อาศัยตัวบท 1646 เป็นคำตอบคำว่า การต่างๆ ศาลฏีกาตอบเรื่องการต่างๆ การทำพินัยกรรมยกศพเป็นบทบัญญัติ 1646 ตอบในเรื่องการต่างๆที่ผู้ทำพินัยกรรม กำหนดได้ ตามข้อกำหนดของพินัยกรรม ขัดเส้นคำว่าการต่างๆ

            การต่างๆคืออะไร จดไว้ ว่าหมายถึงมาตราอะไรบ้าง            มาตรา 1586 ผู้ปกครองตามมาตรา 1585 นั้น ให้ตั้งโดยคำสั่งศาลเมื่อมีการร้องขอของญาติของผู้เยาว์ อัยการ หรือผู้ซึ่งบิดาหรือมารดาที่ตายทีหลังได้ระบุชื่อไว้ในพินัยกรรมให้เป็นผู้ปกครอง

            ภายใต้บังคับมาตรา 1590 การตั้งผู้ปกครองนั้น ถ้ามีข้อกำหนดพินัยกรรมก็ให้ศาลตั้งตามข้อกำหนดพินัยกรรม เว้นแต่พินัยกรรมนั้นไม่มีผลบังคับหรือบุคคลที่ระบุชื่อไว้ในพินัยกรรมนั้นเป็นบุคคลที่ต้องห้าม มิให้เป็นผู้ปกครองตามมาตรา 1587

 เด๋วกลับไปดู ที่บ้าน มาตรา 1590  ผู้ปกครองมีได้คราวหนึ่งเพียงคนเดียว แต่ในกรณีมีข้อกำหนดพินัยกรรมให้ตั้งผู้ปกครองหลายคน หรือเมื่อมีผู้ร้องขอโดยมีเหตุผลอันสมควร ให้ศาลมีอำนาจตั้งผู้ปกครองได้ตามจำนวนที่ศาลเห็นว่าจำเป็น ในกรณีที่ตั้งผู้ปกครองหลายคนศาลจะกำหนดให้ผู้ปกครองเหล่านั้นกระทำการร่วมกันหรือกำหนดอำนาจเฉพาะสำหรับคนหนึ่ง ๆ ก็ได้

มาตรา 1608  เจ้ามรดกจะตัดทายาทโดยธรรมของตนคนใดมิให้รับมรดกก็ได้แต่ด้วยแสดงเจตนาชัดแจ้ง

                                (1) โดยพินัยกรรม

  เกี่ยวกับการตัดมิให้รับมรดก 1649 ที่ผู้ตัดหลักเมื่อสักครู่ มาตรา 1687  ถ้าผู้ทำพินัยกรรมประสงค์จะยกทรัพย์สินให้แก่ผู้เยาว์ หรือผู้ซึ่งศาลได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ หรือแก่ผู้ซึ่งต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลเพราะเหตุวิกลจริตแต่ต้องการมอบการเก็บรักษาและจัดการทรัพย์สินนั้นแก่บุคคลอื่นนอกจากบิดามารดา ผู้ปกครอง ผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ของบุคคลเช่นนั้น ผู้ทำพินัยกรรมต้องตั้งผู้ปกครองทรัพย์ขึ้น

            การตั้งผู้ปกครองทรัพย์นี้ ห้ามมิให้ตั้งขึ้นเป็นเวลาเกินกว่ากำหนดแห่งการเป็นผู้เยาว์ หรือกำหนดที่ศาลได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ หรือกำหนดที่ต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล แล้วแต่กรณี

มาตรา 1711  ผู้จัดการมรดกนั้นรวมตลอดทั้งบุคคลที่ตั้งขึ้นโดยพินัยกรรมหรือโดยคำสั่งศาล กาดอกจันทร์  มีนักศึกษา ถาม ดูตัวบทก่อนเลิก ผู้จัดการมรดกนั้น มีกี่ประเภท ถ้าดูตัวบทมีสองประเภทโดยศาลตั้งกับผู้ทำพินัยกรรม 1711 มีอะไรไหมที่ผิดจากตัวบท ทายาททั้งหมด ให้อาจารย์หม่อมที่มีความรู้เรื่องนี้ เป็นผู้จัดการมรดกได้หรือไม่ ลองตอบสิได้หรือไม่ คำตอบมีสองฏีกาวินิจฉัยไปในทางเดียวกัน ว่า ทายาทของผู้ตายก็มีสิทธิตั้ง  ดูฏีกาได้จากคำบรรยาย

            ทายาทเป็นผู้ตั้งให้ใช้ลักษณะกฎหมายตัวการตัวแทน ทำท่าไม่ดีจะโกงก็ปลดได้ แต่ถ้าศาลตั้งหรือ พินัยกรรมต้องตามตัวบท นี้คือกฎหมาย

            คราวหน้าวันที่ 8 มิถุนายน  2552 เหมือนเดิม

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages