“ขับรถพาพวกนำสลากกินแบ่งที่ขูดลบหมายเลขเดิมออกและนำหมายเลขจากฉบับอื่นมาปะไว้ เป็นตัวการปลอมเอกสารสิทธิหรือไม่ ?”
ศึกษาวิเคราะห์จากคำพิพากษาฎีกาที่ 225/2555
ข้อเท็จจริง (กรุณาเปิดตัวบทกฎหมายทุกครั้งที่มีการอ้างอิง
เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการทำความเข้าใจ)
1. ตามวันและเวลาเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจร่วมกันจับกุมจำเลยทั้งสาม
พร้อมกันยึดสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดประจำวันที่ 1 ธันวาคม 2546
ฉบับหมายเลข 991307 ชุดที่ 15 จำนวน 1 ใบ
เป็นของกลางแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยทั้งสามว่า ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม
ผลการตรวจพิสูจน์ปรากฎว่า สลากกินแบ่งฉบับดังกล่าวมีการขูดลบหมายเลข
และนำหมายเลขสลากกินแบ่งฉบับอื่นมาปะไว้
2. อัยการโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสาม ตามป.อ.มาตรา 264,265,268,83,…
3. จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ
ส่วนจำเลยที่ 2 หลบหนี
เมื่อสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยเสร็จแล้วศาลก็พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 265 กะทงหนึ่งและมาตรา 268
วรรคแรกประกอบมาตรา 265,83 อีกกะทงหนึ่ง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกะทงความผิดไปตาม
ป.อ. มาตรา 91 จำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมด้วยตนเอง
ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมกะทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรค 2
ให้จำคุก 1 ปี 6 เดือน
จำเลยที่ 3 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคแรกประกอบมาตรา 265,83 ให้จำคุก 1 ปี 6 เดือน....เมื่อจำเลยรับสารภาพแล้วลดโทษให้ตาม
ป.อ.มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 12 เดือน
3.1 การกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารโดยผู้กระทำเป็นผู้ปลอมด้วยตนเอง
จากนั้นก็นำเอกสารปลอมดังกล่าวไปใช้เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน แต่ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268 ให้ลงโทษเพียงกรรมเดียวฐานเป็นผู้ใช้
3.2 ผลของคำพิพากษาจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3
สามารถอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ตามป.วิ.อ.มาตรา 193 ทวิ ปรากฎว่าจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ยื่นอุทธรณ์ ปรากฎว่าศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
3.3 ผลของคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำคุกคนละ
12 เดือนเช่นนี้
คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคแรก
(มิใช่มาตรา 219) ดังนั้นหากประสงค์จะยื่นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องดำเนินการตามป.วิ.อ.มาตรา 221
4. จำเลยที่ 3 คนเดียวยื่นฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ซึ่งคดีนี้ขึ้นสู่การพิจารณาในศาลฎีกาในส่วนของจำเลยที่ 3 ดังนี้
4.1 จำเลยที่ 3 เป็นตัวการกระทำผิดร่วมกันจำเลยที่
1 หรือไม่ ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า ขณะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมมือกันกระทำความผิด
โดยพูดจาหลอกลวงนำสลากกินแบ่งรัฐบาลที่มีการปลอมแปลงหมายเลขออกขายใ
ห้แก่ผู้เสียหาย จำเลยที่ 3 ไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุและไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการพูดคุยติดต่อเจรจากับผู้เสียหาย
ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 เป็นตัวการ
ที่ร่วมกระทำความผิดฐานใช้สลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิปลอม แต่จำเลยที่ 3
เป็นผู้ขับรถพาจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2
มายังบ้านผู้เสียหาย เพื่อให้จำเลยที่ 1 และที่
2ร่วมกันหลอกลวงนำสลากกินแบ่งรัฐบาล
ที่มีการปลอมหมายเลขว่าถูกรางวัลมาขาย เพื่อประสงค์จะเอาทรัพย์สินของผู้เสียหาย เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่
1 ก่อนกระทำความผิด จำเลยที่ 3 จึงเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่
1 ในการกระทำความผิดต้องรับโทษฐานเป็นผู้สนับสนุน
ตามป.อ.มาตรา 86 ดังนั้นจำเลยที่ 3 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่
1 ในการใช้เอกสารสิทธิปลอมตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา265,87
หมายเหตุ
1. ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 225/2555 นี้
เมื่อพิเคราะห์แล้วจะเห็นว่า นอกจากจำเลยที่ 1 จะผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมแล้ว
จำเลยที่2 น่าจะมีความผิดฐานฉ้อโกง ตามป.อ.มาตรา 341 ด้วย ดังนั้น จำเลยที่ 3 นอกจากจะมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่1
ในการใช้เอกสารสิทธิ์ปลอมแล้ว
น่าจะเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนในความผิดฐานฉ้อโกงด้วย
2. สลากกินแบ่งซึ่งไม่ถูกรางวัล
แต่มีการนำไปแก้ไขโดยการขูดลบหมายเลขเดิมและนำฉบับอื่นมาปะไว้
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นการปลอมเอกสารสิทธิ
ดังนั้นในการตอบปลอมเอกสารจะต้องระบุว่าเป็นเอกสารประเภทใดด้วยจึงจะสมบูรณ์
ในส่วนการปลอมเอกสารสิทธินี้ขอให้ศึกษาเพิ่มเติมจากคำพิพากษาของศาลฎีกาต่อไปนี้
คำพิพากษาที่ 557/2509
ป.อ. มาตรา 1 (8) (9), 264, 265, 266, 268
จำเลยนำสลากกินแบ่งซึ่งจำเลยรู้ว่าปลอมไปขอขึ้นเงินกับนายแก้ว
นายแก้วสงสัยว่าปลอมจึงไม่รับให้ไปขึ้นเงินกับกองสลากกินแบ่ง
นายแก้วได้พาจำเลยไปยื่นคำร้องขอรับเงินที่กองสลากกินแบ่ง
เจ้าหน้าที่ตรวจเห็นแล้วว่าเป็นสลากปลอม จึงไม่จ่ายเงินให้จำเลย
ถือว่าจำเลยได้นำสลากปลอมไปใช้ต่อนายแก้ว และกองสลากกินแบ่งเพื่อขอรับเงินแล้ว
การกระทำของจำเลยจึงบรรลุผลฐานใช้เอกสารปลอมแล้ว ไม่ใช่เป็นผิดเพียงฐานพยายาม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 264, 265 และ 268 มิได้ฟ้องว่าจำเลยได้นำสลากกินแบ่งปลอมซึ่งเป็นเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการไปใช้
ทั้งมิได้ขอให้ลงโทษตามมาตรา 266 ด้วย
และสลากกินแบ่งก็เป็นเพียงเอกสารสิทธิเท่านั้น
หาใช่เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการไม่ ฉะนั้น
ตามที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268
ประกอบด้วยมาตรา 266 จึงไม่ถูกต้อง.
คำพิพากษาที่ 167/2517
ป.อ. มาตรา 264, 265, 268
จำเลยกู้เงินผู้เสียหายแล้วทำหนังสือสัญญากู้ลงลายมือชื่อผู้อื่นในช่องผู้กู้
ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าจำเลยเองเป็นผู้กู้
การกระทำของจำเลยเป็นการทุจริตเพื่อจะให้ได้เงินที่กู้ไป
แต่มิให้ผู้เสียหายใช้สัญญากู้นั้นเป็นหลักฐานฟ้องร้องเรียกเงินคืนจากจำเลย
ผู้เสียหายได้รับความเสียหายจำเลยจึงมีความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ
เมื่อจำเลยได้มอบสัญญากู้ให้ผู้เสียหายยึดถือไว้
จำเลยจึงมีความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมอีกกระทงหนึ่ง
คำพิพากษาที่ 6966/2537
ป.อ. มาตรา 83, 265, 268
จำเลยกับพวกหลอกลวงโจทก์ร่วมว่าพวกของจำเลยคือผู้มีชื่อและขอกู้ยืมเงินโจทก์ร่วมโดยทำสัญญากู้ยืมเงินกับมอบโฉนดที่ดินซึ่งผู้มีชื่อดังกล่าวเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ร่วมยึดถือไว้โดยมีเจตนาทุจริตเพื่อให้ได้เงินจากโจทก์ร่วม
และมิให้โจทก์ร่วมใช้สัญญากู้ยืมเงินนั้นเป็นหลักฐานฟ้องร้องเรียกเงินคืน
จึงมีความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิ
เมื่อจำเลยกับพวกได้มอบสัญญากู้ยืมเงินนั้นให้โจทก์ร่วมยึดถือไว้
จึงมีความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอมอีกกระทงหนึ่ง
คำพิพากษาที่ 496/2542
ป.อ. มาตรา 188, 265, 268 วรรคหนึ่ง,
352, 354
จำเลยเป็นพนักงานของธนาคารผู้เสียหาย มีหน้าที่รับฝาก-
ถอนเงินให้แก่ลูกค้าของผู้เสียหาย
จำเลยรับมอบเงินจากโจทก์ร่วมซึ่งเป็นลูกค้าของผู้เสียหายเพื่อฝากเข้าบัญชีกระแสรายวันของลูกค้าดังกล่าวแล้ว
จำเลยจะเป็นผู้เขียน กรอกข้อความลงในต้นฉบับชุดฝากเงินสด-เช็ค และฉีกต้นฉบับ
ไว้แล้วมอบสำเนาให้โจทก์ร่วมเป็นหลักฐาน ต่อมาจำเลยได้
แก้ไขจำนวนเงินในต้นฉบับชุดฝากเงินสด-เช็คให้น้อยกว่าจำนวนเงิน ที่โจทก์ร่วมนำมาฝาก แล้วนำเอกสารที่แก้ไขพร้อมจำนวนเงินตาม
เอกสารที่แก้ไขใหม่ ให้หัวหน้าหน่วยการเงินตรวจสอบความถูกต้อง ก่อนส่งเงิน
เก็บรักษา จึงเป็นการทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงและก่อให้เกิดความเสียหายแก่ธนาคารจึงเป็นการปลอมเอกสารสิทธิและใช้
เอกสารสิทธิปลอม
การที่จำเลยเขียนต้นฉบับชุดฝากเงินสด-เช็คขึ้นใหม่ให้จำนวนเงินฝากน้อยกว่าความเป็นจริงโดยเชื่อได้ว่าจำเลยได้
ทำลายต้นฉบับชุดฝากเงินสด-เช็คที่แท้จริงอันเป็นหลักฐานของ
ธนาคารผู้เสียหายซึ่งจำเลยจะต้องนำไปลงบัญชีเพื่อแสดง
ยอดเงินฝากของโจทก์ร่วมโดยไม่มีสิทธิทำลาย การกระทำของ
จำเลยจึงเป็นความผิดฐานทำลายเอกสารของผู้อื่น
จำเลยได้เบียดบังเงินฝากของโจทก์ร่วมโดยแก้ไขจำนวนเงิน ในต้นฉบับชุดฝากเงินสด-เช็ค
ให้มีจำนวนน้อยกว่าความเป็นจริง และได้เขียนต้นฉบับชุดฝากเงินสด-เช็คขึ้นใหม่ระบุจำนวนน้อยกว่า จำนวนเงินที่โจทก์ร่วมนำมาฝากแล้วลงบัญชีกระแสรายวัน
ของโจทก์ร่วมตามจำนวนที่จำเลยแก้ไขและทำขึ้นใหม่นั้น
และจำเลยไม่นำเงินฝากเข้าบัญชีกระแสรายวันของโจทก์ร่วมโดยสุจริตจึงเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ การที่จำเลยเป็นพนักงานธนาคารมีหน้าที่รับฝาก-ถอนเงินให้แก่ลูกค้าของธนาคารผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้มีอาชีพอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนจึงต้องรับโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 354
คำพิพากษาที่ 825/2506
ป.วิ.อ. มาตรา 19, 120, 158, 172
ป.อ. มาตรา 1 (9), 265, 268
จำเลยชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้เพียง 10,000 บาทแล้วจำเลยแก้ไขจำนวนเงินในใบรับเงินที่เจ้าหนี้เซ็นชื่อเป็นผู้รับเงิน
โดยแก้ 10,000 บาท เป็น 70,000 บาท
ต่อมาจำเลยคัดสำเนาใบรับเงินที่ปลอมนั้นมาแสดงต่อศาลทำให้เจ้าหนี้ได้รับความเสียหายเพราะถ้าศาลหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงแล้ว
เจ้าหนี้จะต้องขาดเงินที่ควรได้รับชำระหนี้ไป 60,000 บาทการปลอมของจำเลยเป็นความผิดตามมาตรา
264 แล้ว
และเอกสารนี้เป็นใบรับเงินชำระหนี้แสดงว่าสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ในจำนวนเงินนี้ระงับไปแล้วจำเลยจึงมีความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิตามมาตรา
265 และการที่จำเลยคัดสำเนาเอกสารที่ปลอมแสดงต่อศาลเป็นการอ้างถึงเอกสารที่ปลอม
จึงเป็นความผิดตามมาตรา 268 ด้วยต้องลงโทษจำเลยตามมาตรา 268
ตามอัตราโทษในมาตรา 265
คำบรรยายฟ้องที่แสดงว่าวันเวลาที่ระบุไว้นั้นหมายถึงวันเวลาที่ปลอมกับที่ใช้เอกสารปลอมด้วย
จำเลยที่ 2 ชำระเงินให้เจ้าหนี้และเจ้าหนี้ออกใบรับเงินที่บ้านในท้องที่บุบผาราม.จำเลยที่1และที่2อยู่ที่เทเวศร์ จำเลยที่ 1 ปลอมใบรับเงินนั้นที่ไหนไม่ปรากฏ แต่เอามาใช้อ้างที่ศาลแพ่ง จำเลยที่ 1
ถูกจับในท้องที่นางเลิ้งส่วนจำเลยที่2ถูกจับที่สถานีตำรวจบุบผาราม
เมื่อเป็นการไม่แน่ว่าการกระทำผิดได้กระทำในท้องที่ใด แต่จำเลยที่ 2 ถูกจับที่สถานีตำรวจบุบผารามเช่นนี้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจบุบผารามจึงมีอำนาจสอบสวนคดีนี้ได้และย่อมสอบสวนจำเลยที่
1 ได้ด้วย เพราะมีข้อหาว่าร่วมกันกระทำผิดในคดีนี้ด้วย
คำพิพากษาที่ 305/2508
ป.วิ.พ. มาตรา 89 วรรค3
ป.วิ.อ. มาตรา 15
ป.อ. มาตรา 91, 180, 264, 265, 266, 268
กฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 71, 157, 222, 224, 225, 227
(1) เมื่อปรากฏว่า
สัญญากู้เงินซึ่งเป็นเอกสารสิทธินั้นมีเรื่องที่แท้จริงรวมกันอยู่ 2 เรื่อง คือมีหนังสือสัญญากู้เงิน 1 มีบันทึกการชำระหนี้เงินกู้รายนี้บางส่วน
1 แต่จำเลยได้ลบบันทึกดังกล่าวออกเสียเอกสารสิทธินั้นก็จะมีหนังสือสัญญาอันเป็นเอกสารที่แท้จริงเหลืออยู่เพียงเรื่องเดียว
การที่จำเลยลบบันทึกนั้นออกก็เพื่อให้โจทก์หรือศาลหลงเชื่อว่าเอกสารสิทธิมีหนังสือสัญญากู้เงินเพียงเรื่องเดียวซึ่งแสดงว่าไม่เคยผ่อนชำระหนี้กันเลยการกระทำเช่นนี้เป็นการตัดทอนหรือแก้ไขด้วยประการใดๆ
ในเอกสารที่แท้จริง เป็นผิดฐานปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264
(2) แม้จำเลยจะยังมิได้นำสืบ แต่ได้แสดงพยานหลักฐานเท็จต่อศาลแล้ว
โดยส่งเอกสาร (หมาย จ.1) ซึ่งเดิมมีอยู่ 2 หลักฐาน
แต่จำเลยส่งแสดงว่ามีหลักฐานเดียวย่อมเป็นการแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จต่อศาลตามมาตรา
180 แล้ว
(3) การปลอมเอกสารซึ่งอยู่ในความยึดถือของจำเลยนั้นย่อมมีโอกาสทำได้ในที่ลับ
เป็นการยากที่จะมีประจักษ์พยาน ฉะนั้น พยานประพฤติเหตุบ่งว่าจำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารไม่ผิดตัว
ก็ฟังลงโทษจำเลยได้
(4) เมื่อปรากฏว่าจำเลยได้นำพยานสืบแก้ฟ้องโจทก์แล้วยังอ้างผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติมเพื่อตรวจพิสูจน์เอกสารที่โจทก์อ้างไว้ว่ามีรอยลอกอากรแสตมป์
และมีรอยลบข้อความบางประการออกหรือไม่ซึ่งข้อความที่จะนำสืบพยานผู้เชี่ยวชาญนี้พยานจำเลยไม่ได้เบิกความมาก่อนเลยและโจทก์ก็ไม่รู้ว่าจำเลยจะนำสืบประเด็นเช่นนี้
ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจให้โจทก์นำสืบแก้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา
89 วรรค 3
หมายเหตุ หมายเลข (1) วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ครั้งที่
7/2508
คำพิพากษาที่ 2481/2528
ป.อ. มาตรา 264, 265, 266, 268, 354
พ.ร.บ.ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2517, 265, 266, 268,
354
การกรอกข้อความลงในเอกสารซึ่งมีลายมือชื่อของผู้อื่นโดยไม่ได้รับความยินยอมหรือโดยฝ่าฝืนคำสั่งของผู้อื่น
จะถือว่าเป็นการปลอมเอกสารก็ต่อเมื่อได้กระทำเพื่อนำเอาเอกสารนั้นไปใช้ในกิจการที่อาจเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือประชาชนการที่จำเลยกรอกข้อความในตราสารการโอนหุ้นซึ่งโจทก์ลงลายมือชื่อไว้แล้ว
โดยไม่ได้รับคำสั่งหรือความยินยอมของโจทก์
และโอนหุ้นของโจทก์ที่มิได้สั่งขายไปเป็นของบุคคลอื่น
เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของโจทก์และโจทก์มิได้เสียหายทั้งไม่ปรากฏว่าอาจเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือประชาชน
การกระทำของจำเลยย่อมไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิหรือใช้เอกสารสิทธิปลอม
จำเลยทำตราสารการโอนหุ้นขึ้นเองทั้งฉบับโอนขายหุ้นของโจทก์ไปโดยโจทก์มิได้เสียหาย
ถึงแม้โจทก์จะมิได้สั่ง หรือให้ความยินยอม จำเลยก็มิได้ทำปลอมเอกสารของผู้ใด
การกระทำของจำเลยย่อมไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม
โจทก์สั่งให้จำเลยซื้อหุ้น 2,000 หุ้น ต่อมาจำเลยขายหุ้นนั้น
1,000 หุ้นตามคำสั่งของโจทก์ ที่ปรากฏในทะเบียนผู้ถือหุ้นว่ามีการขายหุ้นของโจทก์ไป
2,000 หุ้น
เป็นเรื่องทางปฏิบัติในการซื้อขายหุ้นโดยจำเลยจะนำหุ้นของโจทก์ไปโอนให้แก่บุคคลอื่นก่อน
เมื่อโอนแล้วจำเลยก็ได้รับรองหุ้นของโจทก์ที่เหลืออยู่ทั้งต่อมาโจทก์ก็ได้รับหุ้น 1,000
หุ้นไปจากจำเลยแล้ว จำเลยไม่มีเจตนาทุจริต
แม้จะดำเนินการโอนหุ้นไปโดยพลการก็ไม่เป็นความผิดฐานยักยอก
คำพิพากษาที่ 769/2540
ป.อ. มาตรา 264
จำเลยทำหนังสือกู้ยืมเงินรวมทั้งลงลายมือชื่อ ส.
ผู้ให้สัญญาด้วยตนเองภายหลังที่ ส. ตายไปแล้ว
และใจความของสัญญาที่ว่า ส.กู้ยืมเงินจำเลยถ้าส. ไม่คืนเงิน
ยอมโอนที่ดินสวนยางพาราแก่จำเลยนั้น
นอกจากไม่เป็นความจริงแล้วยังน่าจะเกิดความเสียหายแก่ทายาทของ ส. อีกด้วย
ทั้งจำเลยทำเอกสารดังกล่าวขึ้นเพื่อจะใช้อ้างกับ ด. ผู้ทำไฟไหม้สวนยางพาราของ
ส.ว่าที่ดินของส. เป็นของจำเลย และจะได้เรียกร้องค่าเสียหายต่อไปการกระทำของจำเลยจึงเป็นการปลอมเอกสารสิทธิ
ข้อความในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 ที่ว่าโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนไม่ใช่การกระทำโดยแท้และไม่ใช่เจตนาพิเศษ
จึงไม่เกี่ยวกับเจตนา
แต่เป็นพฤติการณ์ที่ประกอบการกระทำที่น่าจะเกิดความเสียหายได้แม้จะไม่เกิดความเสียหายขึ้นจริงก็พิจารณาได้จากความคิดธรรมดาของบุคคลทั่วไปส่วนคำว่า
ได้กระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงนั้น เป็นเจตนาพิเศษ
โดยมิได้เจาะจงผู้ที่ถูกกระทำให้หลงเชื่อไว้โดยเฉพาะว่าจะต้องเป็นผู้ใดดังนั้น
การที่จำเลยเจตนาทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินขึ้นเพื่อให้ ด.
หลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงก็เป็นความผิดแล้ว
แม้จำเลยยังมิได้นำเอกสารไปใช้แสดงต่อ ด. ก็ตาม
ทั้งบุคคลที่จะถูกทำให้หลงเชื่อนี้กฎหมายมิได้กำหนดว่าจำต้องเกี่ยวโยงเป็นบุคคลกลุ่มเดียวกับบุคคลที่น่าจะเกิดความเสียหาย
จึงเป็นบุคคลใดบุคคลหนึ่งก็ได้
3. เอกสารสิทธิตาม ป.อ.มาตรา 1(9) หมายถึง
เอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน
หรือระงับซึ่งสิทธิ ให้พิจารณาศึกษาจากคำพิพากษาฎีกาต่อไปนี้
คำพิพากษาที่ 1705/2546
ป.อ. มาตรา 1 (9), 265
จำเลยนำแบบพิมพ์ใบคำขอถอนเงินของธนาคารมากรอกข้อความพร้อมกับลงลายมือชื่อปลอมของ
ก. ในช่องผู้ขอถอนเงินและช่องผู้รับเงิน แล้วนำไปยื่นต่อพนักงานของธนาคาร
ซึ่งหลงเชื่อว่าเป็นใบคำขอถอนเงินที่แท้จริงจึงจ่ายเงินให้จำเลยไปใบคำขอถอนเงินจึงเป็นหลักฐานแสดงว่า
ก. ได้ขอถอนบัญชีของตน ย่อมเป็นเอกสารอันก่อให้เกิดสิทธิในการรับเงินจากธนาคาร
จึงเป็นเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1(9) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิตามมาตรา
265 และฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรกประกอบมาตรา 265
คำพิพากษาที่ 456/2506
ป.ที่ดิน มาตรา 5
ป.อ. มาตรา 1 (9), 265
แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เป็นเอกสารสิทธิตามที่กล่าวถึงในประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 265
คำพิพากษาที่ 2567/2526
ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)ป.อ. มาตรา 1 (9),
91, 264, 265, 352, 353
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264,
265, 353 ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ร่วมขอถอนคำร้องทุกข์
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 39(2) และโจทก์ไม่มีสิทธิขอให้ศาลบังคับจำเลยคืนหรือใช้เงินที่ขาดแก่โจทก์ร่วม
ส่วนข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 264, 265 ไม่ใช่ความผิดอันยอมความได้
สิทธิฟ้องของอัยการยังไม่ระงับ
เมื่อมีลูกค้าแต่ละรายนำเงินมาชำระ
จำเลยก็ปลอมสำเนาใบเสร็จรับเงินให้มีจำนวนเงินน้อยกว่าเงินที่รับจริงแล้วยักยอกเงินส่วนที่เกินไว้นั้น
การปลอมสำเนาใบเสร็จรับเงินฉบับหนึ่งแล้วยักยอกเอาเงินจำนวนที่เกินกว่าสำเนาใบเสร็จนั้นไว้ครั้งหนึ่ง
ย่อมเป็นความผิดสำเร็จกรรมหนึ่งตั้งแต่เวลายักยอกเงินจำนวนนั้นแล้ว
การที่จำเลยรวบรวมเงินแต่ละวันส่งให้หุ้นส่วนผู้จัดการของโจทก์ร่วม
เป็นแต่เพียงการปฏิบัติตามหน้าที่ของจำเลย หาใช่เป็นการยักยอกเงินในตอนนั้นไม่
สำเนาใบเสร็จรับเงินเป็นเพียงหลักฐานแสดงว่าได้มีการออกต้นฉบับใบเสร็จรับเงินมีข้อความตรงกับสำเนาใบเสร็จเท่านั้น
ไม่ใช่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอนสงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ
อันจะถือว่าเป็นเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1(9)
คำพิพากษาที่ 1508/2538
ป.อ. มาตรา 1 (9), 59 วรรคสอง, 265,
268, 341
ตั๋วเครื่องบินที่มีมูลค่าหรือราคาใช้ตามที่ปรากฏในตั๋วเป็นตั๋วที่ผู้มีชื่อในตั๋วมีสิทธิที่จะใช้โดยสารเครื่องบินของสายการบินที่ปรากฏในตั๋ว
ตั๋วเครื่องบินจึงเป็นเอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อซึ่งสิทธิตาม ป.อ. มาตรา 1
(9) เป็นเอกสารสิทธิ
จำเลยปลอมตั๋วเครื่องบินจำนวน 30 ฉบับ
ตั๋วเครื่องบินปลอมทั้ง 30 ฉบับนี้
ผู้มีชื่อในตั๋วได้นำไปใช้แล้ว
แสดงว่าจำเลยได้มอบตั๋วเครื่องบินทั้งหมดให้แก่ผู้มีชื่อในตั๋ว หรือมอบให้แก่ผู้อื่นซึ่งจะนำไปมอบให้แก่ผู้มีชื่อในตั๋ว
การมอบตั๋วเครื่องบินปลอมให้แก่บุคคลดังกล่าว
จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าผู้มีชื่อในตั๋วต้องนำตั๋วไปใช้ในการเดินทาง
และปรากฏว่าตั๋วเครื่องบินปลอมทั้งหมดได้ถูกนำไปใช้ในการเดินทางแล้ว ดังนั้น
จำเลยจึงมีความผิดฐานเป็นตัวการใช้ตั๋วเครื่องบินปลอม
การที่จำเลยปลอมตั๋วเครื่องบิน
จำเลยมีเจตนาที่จะให้ผู้มีชื่อในตั๋วได้เดินทางโดยสายการบินที่ปรากฏในตั๋วหรือสายการบินอื่น
โดยจำเลยหรือผู้ที่มีชื่อในตั๋วไม่ต้องจ่ายเงินแก่สายการบินนั้น
เป็นเจตนาทุจริตหลอกลวงว่าตั๋วนั้นชำระราคาแล้ว อันเป็นความเท็จ ซึ่งความจริงมิได้ชำระ
ทำให้สายการบินเสียหายจำเลยมีความผิดฐานฉ้อโกงด้วย
4. การเป็นตัวการในการใช้เอกสารปลอมบางกรณีก็ไม่จำเป็นต้องไปด้วยกันก็เป็นตัวการได้ให้พิจารณาศึกษาจากฎีกาต่อไปนี้
คำพิพากษาที่ 176/2537
ป.อ. มาตรา 83, 264, 268
ที่โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันเงินกู้
แต่จำเลยที่ 1 กลับกรอกข้อความว่าโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1
จดทะเบียนขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 อันเป็นการกระทำโดยไม่ได้รับความยินยอมหรือโดยฝ่าฝืนคำสั่งของโจทก์
และจำเลยที่ 1 ได้นำหนังสือมอบอำนาจไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์
จึงเป็นการปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม จำเลยที่ 2 ได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือมอบอำนาจที่จำเลยที่
1 ได้กรอกข้อความโดยไม่ได้รับความยินยอมหรือโดยฝ่าฝืนคำสั่งของโจทก์ถือได้ว่าจำเลยที่
2 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1ในการปลอมหนังสือมอบอำนาจด้วย
แม้จำเลยที่ 2 จะไม่ได้ไปด้วยในวันที่นำหนังสือมอบอำนาจปลอมไปจดทะเบียนโอนที่ดิน
แต่เมื่อจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 มาตั้งแต่ต้นทั้งเป็นสามีภรรยากันมีส่วนได้เสียในที่ดินที่รับโอน
จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมในการใช้เอกสารปลอมด้วย
คำพิพากษาที่ 1970/2530
ป.อ. มาตรา 83, 266, 268
น. กู้เงินผู้เสียหายโดย ส. ใช้หนังสือรับรองการทำประโยชน์ของ ส.
ซึ่งเป็นเอกสารปลอมไปค้ำประกันหนี้เงินกู้
แม้จำเลยจะมิได้ร่วมไปบ้านผู้เสียหายในวันทำสัญญากู้
แต่ทางพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยร่วมกับ น. และ ส. มาแต่ต้นในลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำ
โดยในวันเกิดเหตุจำเลยพา น. และ ส. ไปพบ ว.เพื่อให้พาบุคคลทั้งสองไปพบผู้เสียหาย
ส่วนจำเลยรออยู่เพื่อคอยรับเงินส่วนแบ่งจาก น.
พฤติการณ์ดังกล่าวฟังได้ว่าจำเลยเป็นตัวการใช้เอกสารปลอมด้วย
คำพิพากษาที่ 558/2542
ป.วิ.อ. มาตรา 227
ป.อ. มาตรา 83, 268, 341
การที่จำเลยเข้าไปเกี่ยวข้องกับการกู้ยืมเงินทั้งเข้าร่วม
ลงชื่อเป็นพยานยิ่งกว่าผู้เป็นนายหน้าหาเงินกู้ทั่วไปจะ พึงกระทำ
แสดงให้เห็นว่าจำเลยรู้ว่า น.ส.3 ก. ที่อ.
นำมาให้ผู้เสียหายยึดถือไว้เป็นเอกสารปลอม และนอกจากการกู้ยืมเงิน
รายนี้แล้วบุคคลที่จำเลยพามากู้ยืมเงินจากผู้เสียหายล้วนแต่ ใช้ น.ส.3 ก. ปลอมวางเป็นหลักประกันทั้งสิ้น ทั้งเมื่อ ผู้เสียหายมอบเงินให้แล้ว
จำเลยน. และอ.
ช่วยกันนับเงินและแบ่งใส่กระเป๋าแต่ละคนแล้วพูดกันว่ายืมเงินกันใช้ก่อน ครั้นเมื่อ
อ. ไม่ชำระเงินคืน ผู้เสียหายบอกจำเลยให้ช่วยติดต่อจำเลยบอกว่าอย่าเพิ่งแจ้งความจะนำเงินมาชำระให้
พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยร่วมกับพวกแบ่งหน้าที่กัน ทำโดยนำ น.ส.3 ก.
ปลอมไปวางเป็นหลักประกันเงินกู้และแจ้ง
ข้อความอันเป็นเท็จแก่ผู้เสียหายว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง เพื่อให้ได้เงินจากผู้เสียหายไปพยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฉ้อโกง
และใช้เอกสารสิทธิอันเป็น เอกสารราชการปลอม
5. กรณีเจ้าพนังงานปลอมเอกสารตามป.อ. มาตรา 161 ราษฎรจะเป็นตัวการร่วมได้หรือไม่ ให้พิจารณาจากฎีกาต่อไปนี้
คำพิพากษาที่ 5286/2544
ป.อ. มาตรา 95
จำเลยเป็นเพียงผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา
157 และ 161 อัตราโทษสูงสุดที่จะลงโทษจำเลยได้เพียงจำคุก
6 ปี 8 เดือน ส่วนมาตรา 162อัตราโทษสูงสุดที่จะลงโทษจำเลยได้เพียงจำคุก 4 ปี 8
เดือน อายุความฟ้องคดีอาญาดังกล่าวจึงมีกำหนด 10 ปี ตามมาตรา 95
คำพิพากษาที่ 2907/2526
ป.วิ.อ. มาตรา 192
ป.อ. มาตรา 84, 157, 161, 162, 264, 265, 268
จำเลยเป็นปลัดเทศบาลและเป็นเลขานุการสภาเทศบาล
จำเลยไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ ประธานสภาเทศบาลจึงแต่งตั้งให้
ส.รองปลัดเทศบาลทำหน้าที่เลขานุการสภาเทศบาลแทนจำเลย จำเลยได้ใช้ให้แก้ไขรายงานการประชุมที่
ส. ทำขึ้น โดยจำเลยไม่มีอำนาจแก้ไขได้โดยพลการ
เพื่อจะให้ผู้เกี่ยวข้องหลงเชื่อว่าสภาเทศบาลมีมติตามที่จำเลยได้แก้ไข
โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น
จำเลยจึงมีความผิดฐานใช้ให้ผู้อื่นปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265
ประกอบด้วยมาตรา 84 จำเลยเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ดูแลรักษาเอกสารดังกล่าว
จำเลยจึงมีความผิดตามมาตรา 161 อีกบทหนึ่ง
เมื่อจำเลยนำเอกสารปลอมนั้นไปอ้างในการขออนุมัติต่อผู้ว่าราชการจังหวัด
จำเลยจึงมีความผิดฐานใช้เอกสารปลอมตามมาตรา 268 อีกกระทงหนึ่ง
จำเลยในฐานะเลขานุการสภาเทศบาลเป็นผู้มีหน้าที่ทำรายงานการประชุมของสภาเทศบาล
จำเลยทำรายงานการประชุมขึ้นตามอำนาจหน้าที่ของตนและลงลายมือชื่อตัวเองเป็นผู้ทำ
มิได้ทำในนามของบุคคลอื่น เอกสารนั้นจึงเป็นเอกสารที่แท้จริงที่จำเลยทำขึ้น
แม้ข้อความในเอกสารจะไม่เป็นความจริง ก็ไม่ทำให้เป็นเอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 161 แต่เป็นการทำเอกสารอันเป็นความเท็จตามมาตรา 162
เมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องและขอให้ลงโทษตามมาตรา 162 จึงลงโทษจำเลยไม่ได้
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 คำว่า
"เพื่อ" ให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ถือว่าเป็นเจตนาพิเศษ
การที่จำเลยแก้ไขมติของสภาเทศบาลในรายงานการประชุมโดยไม่มีเจตนาเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่เทศบาล
หากเป็นการกระทำไปเพราะความเข้าใจผิดพลาดเกี่ยวกับระเบียบกระทรวงมหาดไทย
จำเลยจึงไม่มีความผิดตามมาตรา 157
คำพิพากษาที่ 2907/2526
ป.วิ.อ. มาตรา 192
ป.อ. มาตรา 84, 157, 161, 162, 264, 265, 268
จำเลยเป็นปลัดเทศบาลและเป็นเลขานุการสภาเทศบาล
จำเลยไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ ประธานสภาเทศบาลจึงแต่งตั้งให้
ส.รองปลัดเทศบาลทำหน้าที่เลขานุการสภาเทศบาลแทนจำเลย
จำเลยได้ใช้ให้แก้ไขรายงานการประชุมที่ ส. ทำขึ้น โดยจำเลยไม่มีอำนาจแก้ไขได้โดยพลการ
เพื่อจะให้ผู้เกี่ยวข้องหลงเชื่อว่าสภาเทศบาลมีมติตามที่จำเลยได้แก้ไข
โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น
จำเลยจึงมีความผิดฐานใช้ให้ผู้อื่นปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265
ประกอบด้วยมาตรา 84 จำเลยเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ดูแลรักษาเอกสารดังกล่าว
จำเลยจึงมีความผิดตามมาตรา 161 อีกบทหนึ่ง
เมื่อจำเลยนำเอกสารปลอมนั้นไปอ้างในการขออนุมัติต่อผู้ว่าราชการจังหวัด
จำเลยจึงมีความผิดฐานใช้เอกสารปลอมตามมาตรา 268 อีกกระทงหนึ่ง
จำเลยในฐานะเลขานุการสภาเทศบาลเป็นผู้มีหน้าที่ทำรายงานการประชุมของสภาเทศบาล
จำเลยทำรายงานการประชุมขึ้นตามอำนาจหน้าที่ของตนและลงลายมือชื่อตัวเองเป็นผู้ทำ
มิได้ทำในนามของบุคคลอื่น เอกสารนั้นจึงเป็นเอกสารที่แท้จริงที่จำเลยทำขึ้น
แม้ข้อความในเอกสารจะไม่เป็นความจริง ก็ไม่ทำให้เป็นเอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 161 แต่เป็นการทำเอกสารอันเป็นความเท็จตามมาตรา 162
เมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องและขอให้ลงโทษตามมาตรา 162 จึงลงโทษจำเลยไม่ได้
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 คำว่า
"เพื่อ" ให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ถือว่าเป็นเจตนาพิเศษ
การที่จำเลยแก้ไขมติของสภาเทศบาลในรายงานการประชุมโดยไม่มีเจตนาเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่เทศบาล
หากเป็นการกระทำไปเพราะความเข้าใจผิดพลาดเกี่ยวกับระเบียบกระทรวงมหาดไทย
จำเลยจึงไม่มีความผิดตามมาตรา 157
คำพิพากษาที่ 35/2521
ป.วิ.อ. มาตรา 195
ป.อ. มาตรา 90, 91, 161, 162
ตำรวจได้รับแต่งตั้งให้ทำหน้าที่เสมียนเปรียบเทียบ
และได้ทำงานในหน้าที่นั้น
แม้ไม่ได้เซ็นทราบคำสั่งถือว่าได้ทราบการแต่งตั้งเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่แล้วการแก้หรือลงจำนวนเงินในสำเนาใบเสร็จให้น้อยลงกว่าต้นฉบับ
แล้วส่งเงินต่ำกว่าจำนวนที่ได้รับจริง เป็นความผิดฐานเจ้าพนักงานยักยอกตาม มาตรา147
ฐานปลอมเอกสารในหน้าที่ของตนตามมาตรา161,266 ต่างกระทงแต่ละรายที่ได้กระทำ
ไม่ใช่ มาตรา162 ซึ่งเป็นการทำเอกสารเท็จ
การกระทำก่อนใช้ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 ลงวันที่ 21
พฤศจิกายน 2514 ข้อ 2 ให้ลงโทษตามกระทงที่หนักที่กระทำหลังจากนั้นต้องลงโทษทุกกรรมในกระทงความผิด
ตามมาตรา161,266 ลงโทษตาม มาตรา 266 ซึ่งเป็นบทหนัก
จำเลยฎีกาว่า
ระเบียบของกรมตำรวจให้นายตำรวจผู้ปกครองสถานีตำรวจรับผิดชอบในเงินค่าเปรียบเทียบปรับ
ไม่ใช่หน้าที่ของจำเลยซึ่งเป็นเสมียนเปรียบเทียบข้อนี้จำเลยไม่ได้อ้างในศาลชั้นต้น
จำเลยปฏิเสธว่าไม่มีหน้าที่เกี่ยวกับการรับเงินค่าปรับ จึงไม่รับวินิจฉัย
คำพิพากษาที่ 1532/2543
ป.อ. มาตรา 149, 157, 161, 266 (1)
จำเลยเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่รับคำขอต่าง ๆ
เกี่ยวกับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ดินทุกประเภท
รวมทั้งงานในด้านเกี่ยวกับการเงินและบัญชี โดยมีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องการกรอกข้อความในเอกสารต่าง
ๆ ที่เกี่ยวข้องของหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน และนำเสนอผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น
ทั้งได้ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวมาก่อนเกิดเหตุน ประมาณ 7 ปี
จำเลยย่อมทราบและคำนวณค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนที่ดินในพื้นที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบเป็นอย่างดี
การที่จำเลยเรียกหรือรับเงินจำนวน 7,800 บาท
ไว้แล้วนิ่งเฉยเสีย
แสดงโดยชัดแจ้งว่าจำเลยมีเจตนาเรียกหรือรับเอาเงินส่วนที่เกินไว้สำหรับตนเองโดยมิชอบเพื่อกระทำการในตำแหน่ง
จึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 149
จำเลยพร้อมที่จะเสนอเรื่องราวขอจดทะเบียนขายที่ดินระหว่าง น. กับ ส.
ต่อเจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดินเพื่อดำเนินการต่อไปตามอำนาจหน้าที่
แต่จำเลยกลับละเว้นไม่ดำเนินการนับแต่วันดังกล่าวเป็นต้นมา ดังนั้น
ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตาม ป.อ.
มาตรา 157 จึงเป็นความผิดกรรมเดียวกับความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับหรือยอมจะรับทรัพย์สินสำหรับตนเองโดยมิชอบเพื่อกระทำการ
หรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งตาม ป.อ. มาตรา 149 เมื่อปรับบทลงโทษจำเลยตาม
ป.อ. มาตรา 149 อันเป็นบทเฉพาะแล้ว
จึงไม่จำต้องปรับบทลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 157 อันเป็นบททั่วไปอีก
เมื่อจำเลยได้กรอกข้อความลงในใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.
3) ตามความเป็นจริง ตรงตามเจตนาของผู้ซื้อขายที่ดินทุกประการ
และตราประทับของกระทรวงมหาดไทยก็ถูกต้อง เพียงแต่ยังไม่มี
ลายมือชื่อนายอำเภอและยังมิได้ลงวันที่และเดือนที่ออกใบแทนฯ เท่านั้น เอกสารดังกล่าวจึงมิใช่เอกสารที่จำเลยจัดทำขึ้นโดยมีเจตนาจะลอกเลียนแบบหรือปลอมเอกสารต้นฉบับ
ๆ หนึ่งฉบับใด เป็นเพียงแต่เอกสารยังลงรายการ
ไม่ครบถ้วนบริบูรณ์ตามระเบียบของทางราชการเท่านั้น
และการที่นายอำเภอในฐานะเป็นเจ้าพนักงานที่ดินยังมิได้ลงชื่อรับรองเอกสารกับการที่ยังมิได้ลงวันเดือนปีที่ออกเอกสาร
ก็ไม่มีเหตุที่จะทำให้ผู้พบเห็นเอกสารจะหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่ถูกต้องแท้จริงที่ทางราชการออกให้ไปได้
การกระทำของจำเลยไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานปลอมเอกสาร
จึงไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการตาม ป.อ. มาตรา 161
ประกอบด้วยมาตรา 266 (1)
คำพิพากษาที่ 5133/2541
ป.อ. มาตรา 86, 91, 157, 161, 265
ความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ 161 เป็นความผิดคนละอย่างที่มีองค์ประกอบความผิด แตกต่างกัน ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จึงมิใช่เป็นความผิดตามบททั่วไปของบทเฉพาะตามมาตรา 161 จำเลยที่ 2 เป็นผู้มาติดต่อพาคนไปให้จำเลยที่ 1ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานทำบัตรประจำตัวประชาชนปลอม โดยให้ค่าตอบแทนแก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงมี ความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการปลอมเอกสารราชการ และฐานสนับสนุนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบและโดยทุจริตตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157,161,265ประกอบมาตรา 86
ขอบพระคุณอย่างสูงสำหรับที่มา : ทบทวนหลักกฎหมายกับ อาจารย์ประยุทธ
________________________________________________________________________________________
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
...ท่านเคยมีปัญหาเหล่านี้หรือไม่ ?
- เพิ่งจบปริญญาตรี ไม่รู้จะเริ่มต้นกับการเรียนเนติอย่างไร
- สอบมาหลายครั้งแล้วไม่ผ่านซักที 47 , 48 , 49 คะแนนอยู่นี่หลายครั้งแล้ว เมื่อไหร่จะถึง 50 คะแนนซักที
- อยู่ต่างจังหวัด ทำงานประจำไม่มีเวลาไปนั่งเรียนที่เนติฯ
- สมัครติวเนติทางไปรษณีย์ กว่าจดหมายจะมาถึงก็ไม่ทันสอบ
- สมัครรับจองคำบรรยายเนติทางไปรษณีย์ กว่าจดหมายจะมาถึงก็ไม่ทันสอบ
- เดินทางไปเรียนหรือไปติวรถก็ติด...กลับมาก็เหนื่อย
- อยู่ต่างจังหวัดอยากมาเรียนที่ กทม. หรือมาติว...แต่ไม่สามารถมาเรียนหรือมาติวได้เพราะไกลและสถาบันติวก็อยู่หน้ารามกันหมด
....ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป....
...................................................................................................................................................
ขอแนะนำ !!
รวมคำบรรยายเนติฯ (ภาคปกติ /ภาคค่ำ/ภาคทบทวนวันอาทิตย์) ภาค 1/65 และ 2/65
- กลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและอาญา (ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวนวันอาทิตย์
พร้อมเอกสาร สรุปคำบรรยายเนติฯ 1/65 + เอกสารประกอบคำบรรยาย1/65 + บทบรรณาธิการ 1/63, 1/64 และ 1/65 + ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและอาญา (สมัยที่ 56-64) พร้อม !! เคล็ดลับการอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบเนติฯ + ระเบียบการเรียนเนติฯ +เทคนิคและแนวการเขียนข้อสอบ, การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่วยฯ/อัยการ
ราคาพิเศษ 350.00 บาท (DVD 4 แผ่น) (ส่ง EMS ฟรี !!)
- กลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความอาญา (ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวนวันอาทิตย์)
พร้อมเอกสาร สรุปคำบรรยายเนติฯ 2/65 + เอกสารประกอบคำบรรยาย 2/65 + บทบรรณาธิการ 2/63, 2/64 และ 2/65 + ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความอาญา (สมัยที่ 56-64) พร้อม !! เคล็ดลับการอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบเนติฯ + ระเบียบการเรียนเนติฯ +เทคนิคและแนวการเขียนข้อสอบ, การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่วยฯ/อัยการ
ราคาพิเศษ 350.00 บาท (DVD 4 แผ่น) (ส่ง EMS ฟรี !!)
หมายเหตุ : สั่งซื้อทั้ง 2 ภาค ราคาพิเศษ 650 บาท (ส่ง EMS ฟรี) แถมฟรี !!สมุดบันทึก + CD แบบร่างสัญญามากกว่า 400 แบบ (file word) + แบบฟอร์มศาล, แบบฟอร์มเอกสารงานบุคคล,เอกสารงานบัญชีและภาษี
สนใจติดต่อ ตุ้ย มือถือ 085-801-0725, E-mail : siripit...@gmail.com
ไม่เก่ง..แต่พยายาม เจ๋ง ! กว่า เก่ง....แต่ขี้เกียจ
ขอให้โชคดีและประสบความสำเร็จกันทุกคนนะคับ....