หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า kankokub ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ ชาติชาย อัครวิบูลย์ ผู้บรรยาย , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า
กรอบที่กำหนดเกี่ยวกับการสมรส ไว้ มีหลักการใหญ่ๆ อยู่ 4 ประการ ในส่วนเงื่อนไขของการสมรสนี้มีผลอย่างไร
กรณีที่มีเงื่อนไขที่ผ่อนคลายก็คืออาจเป็นเพียงโมฆียะ หรือ อาจเป็นเพียงการเพิกถอนการเป็นบุตรบุญธรรม
เรื่องเงื่อนไขนี้อาจไปพาดพิงถึงการสมรสที่ฝ่าฝืนด้วย
1.1448 เรื่องอายุ คือต้อง 17 ปี บริบูรณ์แล้ว แต่แตกต่างในเรื่องการหมั้นคือกรณีสมควร ศาลอาจจะอนุญาตได้ ในทางอาญาก็มีเรื่องของการผ่อนปล่นในเรื่องโทษ
ฎ.2429/2541
ขณะเกิดเหตุเด็กหญิง ม. มีอายุไม่ครบ 17 ปีบริบูรณ์จึงมิอาจสมรสได้ เว้นแต่ศาลจะอนุญาตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448 กรณีที่จำเลยต้องการอยู่กินฉันสามีภริยากับเด็กหญิง ม. โดยนาง จ.มารดาเด็กหญิง ม. ยื่นคำร้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลางขออนุญาตให้เด็กหญิง ม. จดทะเบียนสมรสกับจำเลยนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลังเกิดเหตุแล้วแม้ต่อมาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางจะอนุญาตตามคำร้องดังกล่าวก็มิอาจลบล้างความผิดที่จำเลยได้กระทำมา ดังนั้นที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าจำเลยกระทำความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารจึงชอบแล้ว แต่เมื่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลางได้อนุญาตให้จำเลยและเด็กหญิง ม. สมรสกันการกระทำของจำเลยในข้อหากระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรกจำเลยจึงไม่ต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้ในวรรคท้ายแม้จำเลยจะมิได้ฎีกามาแต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยได้เอง
การที่อะไรบ้างที่จะอนุญาตให้สมรส เช่นกรณีที่ชายหญิงมีความสัมพันธ์ทางเพศจนตั้งครร แล้ว
1454 ก็คือผู้มีส่วนได้เสีย รวมถึง บิดา มารดาด้วย
แต่ถ้าให้ความยินยอมแล้วจะมาเพิกถอนไม่ได้
เรื่องอายุนี้เป็นปัญหาข้อเท็จจริง ไม่ใช่ปัญหาข้อกฎหมาย
ฎ.6035/2541
ความเข้าใจผิดของจำเลยเกี่ยวกับอายุของผู้เสียหายจะเป็นความเข้าใจผิดจริงดังที่จำเลยยกขึ้นฎีกา หรือไม่เป็นปัญหาข้อเท็จจริง และจำเลยไม่เคยยกปัญหานี้ ขึ้นกล่าวอ้างและนำสืบพยานในศาลชั้นต้น จำเลยเพิ่งยกขึ้น กล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้น ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น แม้ศาลอุทธรณ์จะรับวินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 225 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 15 และถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบ ในศาลอุทธรณ์จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และศาลชั้นต้นได้สั่งรับฎีกาของจำเลยในข้อนี้มา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย เด็กหญิง ย. อายุยังไม่เกิน 15 ปี แม้จะได้แต่งงานตามประเพณีกับ จ. แล้ว ก็ยังไม่พ้นจากภาวะการเป็นเด็กหรือผู้เยาว์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 20เพราะการแต่งงานหรือการสมรสของผู้เสียหายมิได้อยู่ในเงื่อนไขตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1448 เนื่องจากผู้เสียหายมีอายุไม่ครบสิบเจ็ดปีบริบูรณ์อีกทั้งความไม่ปรากฏว่าได้รับอนุญาตจากศาลให้ทำการสมรสหรือมีการจดทะเบียนสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1457 การที่บิดามารดาผู้เสียหายอนุญาตให้ผู้เสียหายแต่งงานอยู่กินฉันสามีภริยากับ จ. จึงเป็นเพียงมอบการดูแลผู้เสียหายซึ่งยังเป็นเด็กหรือผู้เยาว์ให้ จ. ดูแลแทน ดังนั้น การที่จำเลยพาผู้เสียหายจากบริเวณโรงภาพยนตร์กลางแปลงไปยังห้องพักจำเลยเพื่อประสงค์จะกอดจูบลูบคลำโดยตั้งใจจะร่วมประเวณีกับผู้เสียหายในทำนองชู้สาว ถือว่าเป็นการพรากผู้เสียหายไปเสียจากการดูแลของ จ.เพื่อการอนาจารเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสามแล้ว
1504 วรรคสองบอกว่า ถ้าศาลไม่ได้เพิกถอนจนมีอายุครบ 17 ปี ให้ถือว่าการสมรสนั้นสมบูรณ์
ในกรณีที่เค้าจะทำการสมรสใหม่ เป็นฏีกาที่บอกว่า ถ้าต่อมาเค้า มีอายุครบแล้ว ก็ไม่ต้องขอความยินยอมอีก
เงื่อนไข 1479 เรื่องความสามารถในการสมรส การมองทางภาวะทางจิตใจเป็นสำคัญ ถ้าเป็นคนไร้ความสามารถคือคนวิกลจริตนี้ ต้องมีก่อนการจดทะเบียนสมรส
แม้ต่อมามีการถอนแล้วก็ตามก็ไม่ทำให้กลับมาสมบูรณ์แต่อย่างใดไม่
ข้อสังเกตคือ 1449 มองถึงสภาวะทางจิตใจหรือประสาทไม่ได้มองถึงทางกายภาพ เช่นคนหูหนวกตาบอด ไม่ได้ เป็นการห้าม แม้จะเป็นการต้องห้ามในเรื่องรับราชการ
ต่อมา มาตรา 1450 หลักเรื่องความสัมพันธ์ด้านสายโลหิต ความเป็นญาติให้ถือตามสายโลหิต ไม่ต้องดูความชอบด้วยกฎหมาย
กรณีที่ไม่ได้ญาติเป็น สืบสายโลหิตโดยตรงเช่น ลุง ป้า น้า อา ก็ไม่ต้องห้าม การสมรสที่เป้นโมฆะ ตาม 1495 กฏหมายกำหนดให้ผู้มีส่วนได้เสียร้องขอต่อศาลว่าการสมรสนั้นเป็นโมฆะ ตาม 1496
การเป็นผู้รับบุตรบุญธรรมกับบุตรบุญธรรม กฎหมายบัญญัติผลเพียง 1598/32 คือให้มีความสัมพันธ์ฐานเป็นสามีภริยาฐานะเดียว
ข้อสังเกตคือ หากมีความสัมพันธ์ทางสายโลหิตด้วย
คู่สมรสกับผู้รับบุตรบุญธรรมจะสมรสกับบุตรบุญธรรมได้หรือไม่ แน่นอนถ้าความสัมพันธ์เดิมยังมีอยู่ไม่ได้เป็นการสมรสซ้อน
ถ้าขาดแล้วคือ ตาย หรือ หย่า ก็สมรสได้
การที่กฎหมายกำหนดว่าคู่สมรสต้องให้ความยินยอม 1598/25 ไม่ได้ทำให้การให้ความยินยอมกลายเป็นการรับบุตรบุญธรรมด้วย
ถ้าการห่างกันน้อยกว่า 15 ปี เช่นผู้รับบุตรบุญธรรม
กรณีสมรสซ้อน การที่ชายหญิงมีคู่สมรสแล้วจะสมรสอีกไม่ได้ มาตรา 1452
หากสามีภริยากการสมรสเป็นโมฆะจะทำให้การสมรสรายต่อมาเป็นการสมรสซ้อนหรือไม่
การเป็นโมฆะของการสมรสยังมีผลตลอดเวลาจนวันที่มาจดทะเบียนสมรสกันใหม่
ฎ.6077/2537
ขณะจำเลยจดทะเบียนสมรสกับ น. เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2522น. จดทะเบียนสมรสกับโจทก์อยู่ก่อนแล้ว ฉะนั้นการสมรสระหว่างจำเลยกับ น. จึงฝ่าฝืนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1496 เดิมซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น การตกเป็นโมฆะดังกล่าวมีผลเท่ากับว่าจำเลยและ น. มิได้ทำการสมรสกัน ดังนั้นการจดทะเบียนสมรสระหว่างโจทก์และ น. ในครั้งหลังจึงกระทำในขณะที่จำเลยไม่มีฐานะเป็นคู่สมรสของ น. การสมรสระหว่างโจทก์และ น. จึงชอบด้วยกฎหมายโจทก์จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 133 เดิม และมาตรา 1497 เดิม มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่างจำเลยกับ น. เป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1496 เดิมได้
ถ้าการสมรสของคู่สมรสเดิมเป็นโมฆะ ต่อมาเป็นการจดทะเบียนสมรสก็ ชอบด้วยกฎหมาย
อยากไรก็ตามเป็นเรื่องการที่สมรสเดิมเป็นโมฆะเพราะการเป็นสมรสซ้อน เป็นการต่างจากการสมรสเพราะเหตุอื่น ที่ต้องให้ศาลเท่านั้นเป็นผุ้เพิกถอน
ความรู้หรือไม่รู้ไม่ทำให้การสมรสนั้นไม่เป็นโมฆะเพียงแต่การสมรสที่สุจริตนั้น มาตรา 1499 บัญญัติให้สิทธิไว้
ฎ.6788/2541
ขณะที่จำเลยจดทะเบียนสมรสกับ ป.ป. ได้จดทะเบียนสมรสกับโจทก์ที่ 1 แล้ว และยังเป็นคู่สมรสกับโจทก์ที่ 1อยู่ตลอดมาจนกระทั่ง ป. ถึงแก่ความตาย การสมรสระหว่างจำเลยกับ ป. จึงเป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1452 และตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 แม้ภายหลังจากที่ ป. ได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลยแล้ว ป.ได้ถึงแก่ความตาย เป็นเหตุให้การสมรสระหว่างจำเลยกับ ป.สิ้นสุดลงก็ตาม จำเลยก็จะอ้างว่าจำเลยได้จดทะเบียนสมรสกับ ป. โดยสุจริต การสมรสระหว่างจำเลยกับ ป.จึงไม่เป็นโมฆะหาได้ไม่ และเมื่อการจดทะเบียนสมรสระหว่างจำเลยกับ ป. ยังเป็นโมฆะอยู่ โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาป. และโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของโจทก์ที่ 1 กับ ป.ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้การสมรสระหว่างจำเลยกับ ป. เป็นโมฆะ
การฝ่าฝืน 1452 ทำให้การสมรสเป็นโมฆะ ในเรื่องการหญิงทำการสมรสใหม่ภายใน 310 วัน นั้น
เหตุที่ต้องห้าม นั้น 1453 ห้ามแต่หญิงไม่ได้ห้ามชาย เพราะไม่ได้มีปัญหาเรื่องของบุตร
การสมรสที่สิ้นสุดลง มาตรา 1501 คือการหย่าหรือการเพิกถอนการสมรส คำว่าการสมรสสิ้นสุดลงนั้น เป็นการหย่าโดยการยินยอมหรือพิพากษาหย่า
กฎหมายเขียนล้อตามของเดิม มีพื้นฐานจากแนวกฎหมายเก่า
มีข้อยกเว้นอยู่ 4 ประการ คือ
1.คลอดบุตรแล้ว
ถ้าฝ่าฝืนแล้ว ก็ 1536 ต้องสันนิฐานว่า เป็นบุตรคนหลัง
แม้ก่อนที่ จะคลอดนั้น ปรากฏว่าได้จดทะเบียนหย่าแล้วก็ตาม ก็นำ 1536 มาใช้อยู่ดี การคลอดแล้ว นั้นจะคลอดด้วยวิธีใดก็ได้แต่ถ้ามีการแท๊งค์ ก็ไม่ได้เพราะการแท๊งค์ไม่ใช่การคลอด
3.มีใบรับรองแพทย์ ว่ามิได้มีครรภ์
4.การมีคำสั่งศาลให้สมรสได้ แต่ ในทางปฏิบัติทางนี้คงน้อย เพราะกว่า จะยื่นคำร้อง ต่างๆ ก็อาจจะ เกิน 310 วันเสียแล้ว
การฝ่าฝืนไม่ได้ทำให้เป็นโมฆะ แต่เป็นเรื่องการรับผลข้อสันนิฐาน
การไม่ให้ความยินยอมในการสมรส ศาลไม่ได้บอกเลยว่า มีเหตุสมควรหรือไม่ ศาล จะเป็นผู้พิจรณราในเรื่องดุลพินิจเอง
การให้ความยินยอมไม่แล้วจะถอนไม่ได้เพราะเค้าให้ความยินยอมไปแล้ว
ครั้งที่ 6 . ()
คราวที่แล้วได้พูดเงื่อนไขการสมรส คราวนี้ ประการสุดท้ายคือความยินยอมของผู้สมรส ปกติการสมรสก็ทำหน้านายทะเบียน ก็เป็นเอกสารราชการเอกสารมหาชน ให้สันนิฐานไว้ก่อนว่าแท้จริงและถูกต้อง
ก็เป็นเรื่องที่ชายหญิงต้องนำสืบ
ฎ.5280/2544
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่างจำเลยกับนาง ส. มารดาโจทก์เป็นโมฆะ โดยอ้างว่า จำเลยจดทะเบียนสมรสกับหญิงอื่น โดยหญิงนั้นแอบอ้างชื่อว่าเป็นนาง ส. เป็นการกล่าวอ้างว่ามีการจดทะเบียนสมรสไม่ถูกต้องตามกฎหมายโดยนาง ส. ไม่ได้ให้ความยินยอมอันเป็นการฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1458 ย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 ซึ่งจะต้องมีคำพิพากษาของศาลเท่านั้นที่จะแสดงว่าการสมรสเป็นโมฆะ โดยคู่สมรส บิดามารดา หรือผู้สืบสันดานของคู่สมรสอาจร้องขอให้ศาลพิพากษาว่า การสมรสเป็นโมฆะได้ตามมาตรา 1496 ดังนั้น แม้นาง ส. ถึงแก่ความตายทำให้การสมรสสิ้นสุดลงก่อนโจทก์ฟ้อง แต่เมื่อยังปรากฏความเป็นโมฆะอยู่โดยยังไม่มีคำพิพากษาให้เป็นโมฆะ ย่อมกระทบกระเทือนสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสันดาน โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้การสมรสเป็นโมฆะได้
การสมรสผิดตัว
การถูกกลฉ้อฉล
การข่มขู่
ก็เป็นโมฆียะ เพิกถอนได้
การสมรสผิดตัวกฎหมายก็บัญญัติไว้ต่าง จากหลักนิติกรรม หลักนิติกรรมบอกว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ได้
แต่กรณีนี้เป็นเรื่องของคนเท่านั้นไม่ใช่เรื่องคุณสมบัติ
ความเชื่อแม้บุคคลทั่วไปไม่เชื่อแต่คนที่แต่งเค้าเชื่อก็ถือว่าเป็นการฉ้อฉล
ต่อมากรณีถูกข่มขู่คือหากไม่มีการข่มขู่จะไม่มีการสมรส ก็เป็นโมฆียะ
กฎหมายเน้นผลของการข่มขู่ไม่ได้เน้นว่าใครเป็นผู้ข่มขู่
ในเรื่องของการถูกกลฉ้อฉลกฎหมายกำหนดว่า เป้นอันระงับเมื่อผ่านไปแล้ว 90 วันนับแต่ได้รู้หรือควรรู้ถึงการฉ้อฉล หรือได้ผ่านมา 1 ปี แล้ว
ฎ.3057/2526
การที่ผู้ร้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย ได้ยื่นคำร้องขอจดทะเบียนสมรสกับนางสาว น. บุคคลเชื้อชาติสัญชาติญวน และเจ้าหน้าที่บันทึกเสนอผู้คัดค้านว่า นางสาว น. ฝ่ายหญิงเป็นคนญวนอพยพเข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีบัตรประจำตัวคนญวนอพยพ ปลัดอำเภอบันทึกความเห็นต่อไปว่า เห็นควรแจ้งให้ผู้ร้องฝ่ายหญิงทราบว่าจะต้องมีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวก่อนจึงจะจดทะเบียนสมรสให้ได้ ผู้คัดค้านสั่งในรายการความเห็นของนายอำเภอว่ารายงานจังหวัดขอความเห็นชอบ ให้สารวัตรใหญ่สืบสวน แจ้งให้ผู้ร้องทราบนั้น พระราชบัญญัติจดทะเบียนครอบครัว พุทธศักราช 2478 มาตรา 15 มิได้ระบุว่านายทะเบียนไม่ยอมรับจดทะเบียนสมรสด้วยเหตุใดบ้าง ผู้มีส่วนได้เสียจึงจะยื่นคำร้องต่อศาลได้ ดังนั้นเมื่อผู้คัดค้านซึ่งเป็นนายทะเบียนไม่ยอมรับจดทะเบียนสมรสดังกล่าว จึงเป็นการไม่ยอมรับจดทะเบียนสมรสตามความหมายแห่งบทบัญญัติของกฎหมายมาตราดังกล่าวแล้ว ผู้ร้องย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้จดทะเบียนสมรสให้ผู้ร้องได้
.............................................
ครั้งที่ 7 . (สัญญาก่อนสมรส)
ในเรื่องแบบสัญญาก่อนสมรส
มาตรา 1466 สัญญาก่อนสมรสเป็นโมฆะ ถ้ามิได้จดแจ้งข้อตกลงกันเป็นสัญญาก่อนสมรสนั้นไว้ในทะเบียนสมรสพร้อมกับการจดทะเบียนสมรส หรือมิได้ทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อคู่สมรสและพยานอย่างน้อยสองคนแนบไว้ท้ายทะเบียนสมรส และได้จดไว้ในทะเบียนสมรสพร้อมกับการจดทะเบียนสมรสว่าได้มีสัญญานั้นแนบไว้
ก็เป็นแบบที่จะทำโดยจดทะเบียนข้อตกลงในทะเบียนสมรสเลย กับอันที่สองคือได้เตรียมมาไว้แล้ว
พยานที่ลงลายมือชื่อก็แค่กำหนดว่ามีสองคน ไม่จำเป็นต้องบรรลุนิติภาวะ ถ้าหากไม่ได้ทำตามแบบอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น
เมื่อไม่ได้นำไปจดแจ้งต่อนายทะเบียนก็ตกเป็นโมฆะ
เราก้ต้องพิจารณาว่าการต้องทำตามแบบ 1466 นั้นต้องเกี่ยวกับทรัพย์สินเท่านั้น ที่ต้องทำตามแบบ
ส่วนข้อตกลงอื่น ก็ไม่ต้องทำแบบ ฎ.6483/2534
การฝ่าฝืนข้อตกลงระหว่างสามีภริยาเรื่องต่างฝ่ายจะไม่นำบุตรหรือญาติเข้ามาอยู่ในบ้านที่สามีซื้อเป็นเรือนหอ ไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 โจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยซึ่งเป็นภริยาไม่สนใจความเป็นอยู่ของโจทก์ ทั้งที่รู้ว่าโจทก์เป็นโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูงและอายุมาก จำเลยไม่สนใจจัดการบ้านเรือน อาหารและแอบไปถอนเงินฝากของโจทก์มาใช้ส่วนตัว เป็นเพียงการกล่าวอ้างว่าจำเลยปฏิบัติตนในฐานะภริยาบกพร่องไปเท่านั้น ไม่เป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516(3)(6)
การเพิกถอนเปลี่ยนแปลงสัญญาก่อนสมรสจะทำกันเองไม่ได้ต้องร้องขอต่อศาลเท่านั้นเพือ่ให้ศาลพิจารณาอนุญาต
คำสั่งศาลมีผลทันทีไม่ต้องรอให้นายทะเบียนแก้ไข
มาตรา 1467 เมื่อสมรสแล้วจะเปลี่ยนแปลงเพิกถอนสัญญาก่อนสมรสนั้นไม่ได้ นอกจากจะได้รับอนุญาตจากศาล
เมื่อได้มีคำสั่งของศาลถึงที่สุดให้เปลี่ยนแปลงเพิกถอนสัญญาก่อนสมรสแล้ว ให้ศาลแจ้งไปยังนายทะเบียนสมรสเพื่อจดแจ้งไว้ในทะเบียนสมรส
สัญญาก่อนสมรส ไม่กระทบบุคคลภายนอกเพราะว่า ไม่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา 1468 ข้อความในสัญญาก่อนสมรสไม่มีผลกระทบกระเทือนถึงสิทธิของบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริต ไม่ว่าจะได้เปลี่ยนแปลงเพิกถอนโดยคำสั่งของศาลหรือไม่ก็ตาม
แต่สังเกตต้องสุจริต และกรณีรวมถึงกรณีแก้ไขเปลี่ยนแปลง และบุคคลภายนอกนั้นไม่จำเป็นต้องเสียค่าตอบแทน ด้วย
สัญญาก่อนสมรสจะระงับไปโดยเหตุศาลอนุญาตให้เพิกถอน
สัญญาก่อนสมรสกฎหมายไม่ได้บังคับให้ต้องทำทุกคนที่สมรส แต่ถ้าไม่ทำก็เป็นไปตามกฎหมาย
ปัญหาที่ต้องพิจารณาคือสัญญาก่อนสมรสคืออะไรคือ อำนาจในการจัดการสินสมรส ไม่ใช่สัญญาระหว่างสมรสแน่นอน
มาตรา 1476/1(1) สามีและภริยาจะจัดการสินสมรสให้แตกต่างไปจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1476 ทั้งหมดหรือบางส่วนได้ก็ต่อเมื่อได้ทำสัญญาก่อนสมรสไว้ตามที่บัญญัติในมาตรา 1465 และมาตรา 1466 ในกรณีดังกล่าวนี้ การจัดการสินสมรสให้เป็นไปตามที่ระบุไว้ในสัญญาก่อนสมรส
ในกรณีที่สัญญาก่อนสมรสระบุการจัดการทรัพย์สินไว้แต่เพียงบางส่วนของมาตรา 1476 การจัดการสินสมรสนอกจากที่ระบุไว้ในสัญญาก่อนสมรสให้เป็นไปตามมาตรา 1476
คือจะไปตกลงการใช้อำนาจในการจัดการสินสมรสต้องตกลงก่อนสมรส เพราะยังไม่อยู่ในอำนาจครอบงำของอีกฝ่าย
ต้องเกี่ยวกับทรัพย์สิน
การตกลงที่เกี่ยวกับความผูกพัน ของสามีภริยา หลังการสิ้นสุด ก็ไม่ใช่สัญญาระหว่างสมรส ก็บอกล้างไม่ได้
ฎ.1356/2522
โจทก์จำเลยตกลงทำสัญญายอมหย่าขาดจากการเป็นสามีภรรยากันและจำเลยยอมจ่ายค่าเลี้ยงดูให้โจทก์ 50,000 บาท ปรากฏในบันทึกประจำวันของสถานีตำรวจภูธรอำเภอชุมแพ บันทึกดังกล่าวมีลักษณะเป็นทั้งสัญญาหย่าและสัญญาประนีประนอมยอมความที่จะจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้โจทก์เมื่อหย่ากันแล้ว และคู่กรณีอาจตกลงกันให้ชำระค่าเลี้ยงชีพครั้งเดียว เป็นจำนวนเงินตามที่ตกลงกันได้ จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าเลี้ยงชีพ 50,000 บาทให้โจทก์ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ได้ทำไว้นั้น
สัญญาที่จำเลยยอมจ่ายเงินให้โจทก์ 50,000 บาทนี้เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับค่าเลี้ยงชีพของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526 ซึ่งหมายถึงเงินเลี้ยงชีพหลังจากที่ได้หย่าขาดจากการเป็นสามีภรรยากันแล้ว จึงไม่ใช่สัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างเป็นสามีภรรยากันตามมาตรา 1469 จำเลยไม่มีสิทธิอ้างมาตรานั้นมาเป็นเหตุบอกล้างสัญญานี้
ฎ.3666-3667/2535
โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยากัน ต่อมาโจทก์ได้ทำร้ายจำเลยทั้งสองฝ่ายไม่ประสงค์จะเป็นสามีภริยากันต่อไป จึงไปทำความตกลงกันที่สถานีตำรวจ โดยให้เจ้าพนักงานตำรวจทำบันทึกว่า โจทก์จำเลยจะหย่าขาดจากกันและจะแบ่งทรัพย์สินกันตามบันทึก ซึ่งมีร้อยตำรวจโทส. และจ่าสิบตำรวจ จ. เป็นพยาน เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการหย่าและเพื่อให้จำเลยไม่ติดใจเอาความโจทก์ โจทก์จึงยินยอมให้จำเลยได้รับทรัพย์สินจากโจทก์เป็นการตอบแทน เมื่อมิได้เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนอันจะเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 113 ข้อตกลงนั้นย่อมมีผลใช้เป็นหลักฐานแห่งการหย่าได้ตามมาตรา 1514 วรรคสอง และยังใช้บังคับในเรื่องการแบ่งทรัพย์สินตามบันทึกนั้นได้ด้วย ข้อตกลงเรื่องการหย่าและแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาเป็นข้อตกลงที่แบ่งแยกจากกันมิได้ จึงมิได้เป็นสัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาอย่างเดียวโดยตรง อันจะมีผลทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิที่จะบอกล้างได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1469 ข้อตกลงในการหย่าและแบ่งทรัพย์สินที่ว่าโจทก์ตกลงขายรถยนต์ที่โจทก์ใช้อยู่โดยจะแบ่งเงินที่ขายได้ให้แก่โจทก์ 20,000 บาทจำเลยจะจ่ายให้ทันที่ 10,000 บาท ส่วนที่เหลือจำเลยจะจ่ายเป็นเช็คให้อีก 10,000 บาท มีกำหนด 1 เดือน นั้น เมื่อปรากฏว่าโจทก์ยังใช้รถยนต์อยู่มิได้ขายตามข้อตกลง ส่วนจำเลยก็ชำระเงินให้โจทก์ไปเพียง 10,000 บาท ดังนั้น เมื่อข้อตกลงดังกล่าวมิได้กำหนดถึงกรณีที่มิได้ขายรถไว้ว่าคู่กรณีตกลงกันอย่างไร จึงต้องตีความโดยนัยที่จะทำให้เป็นผลบังคับได้ เห็นได้ว่าโจทก์ประสงค์จะได้เงินจากการขายรถเพียง 20,000 บาท เงินส่วนที่เหลือจากการขายเป็นของจำเลยทั้งหมด เมื่อไม่มีการขายรถ จำเลยจึงควรจะเป็นผู้มีสิทธิจัดการเกี่ยวกับรถนั้นโดยชำระเงินส่วนที่เหลือตามข้อตกลงจำนวน 10,000 บาท ให้แก่โจทก์ และโจทก์ต้องส่งมอบรถให้แก่จำเลย บันทึกข้อตกลงในการหย่าและแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาจะใช้บังคับทรัพย์สินอื่นที่มีอยู่ก่อนหรือได้มาหลังข้อตกลงนอกจากที่ปรากฏในบันทึกข้อตกลงนั้นไม่ได้ เมื่อยังไม่มีการหย่า ทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างนั้นจึงต้องเป็นสินสมรสที่จะต้องนำมาแบ่งครึ่งกั สร้อยคอทองคำและพระเครื่องที่จำเลยซื้อให้แก่โจทก์ระหว่างสมรสเป็นทรัพย์ที่เป็นเครื่องประดับกายตามควรแก่ฐานะของโจทก์โดยเฉพาะ จึงเป็นสินส่วนตัว ทรัพย์สินที่ได้มาหลังจากมีการตกลงจะหย่ากัน เมื่อยังไม่มีการหย่า ทรัพย์สินนั้นต้องเป็นสินสมรส การจดทะเบียนหย่าโดยคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1531 วรรคสอง คู่สมรสไม่จำต้องไปแสดงเจตนาขอจดทะเบียนหย่าต่อนายทะเบียน ทั้งตามพระราชบัญญัติจดทะเบียนครอบครัวพ.ศ. 2478 มาตรา 16 ก็บัญญัติให้ผู้มีส่วนได้เสียเพียงแต่ยื่นสำเนาคำพิพากษาอันถึงที่สุดที่รับรองถูกต้องต่อนายทะเบียน และขอให้นายทะเบียนบันทึกการหย่าไว้ในทะเบียนเท่านั้น ศาลจึงไม่จำต้องสั่งให้โจทก์จำเลยไปจดทะเบียนหย่า หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาตามคำขอท้ายฟ้อง
ข้อตกลงเกี่ยวกับการหย่าก็ดี เกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์สินก็ดี ไม่อาจแบ่งแยกได้ และไม่ใช่สัญญาระหว่างสมรส
เป็นการทำขึ้นระหว่างกันเองด้วย ไม่ใช่ตกลงให้บุคคลอื่นได้รับประโยชน์
ฎ.2496/2544 – ค้นไม่พบ
การสมรสที่เป็นโมฆะเพราะสมรสซ้อนข้อตกลงไม่ถือเป็นสัญญาระหว่างสมรส
การทำข้อตกลงกับบุคคลภายนอกเหล่านี้เป็นการกระทำเกี่ยวกับบุคคลภายนอกไม่ได้เป็นการกระทำเกี่ยวกับคู่สมรส
สัญญาระหว่างสามีภริยาต้องอยู่บังคับมาตรา 150 คือไม่ขัดต่อความสงบ
สัญญาระหว่างสมรสไม่มีแบบ เกี่ยวกับทรัพย์สิน เกิดขึ้นระหว่างสมรสเป็นพอ
ก็ไปดูแบบของนิติกรรมนั้นๆเสียมากกว่า
ฎ.5191/2520 – ค้นไม่พบ
จุดพิเศษของสัญญาระหว่างสมรสคือ การบอกล้าง
1.บอกล้างได้ตลอดเวลาระหว่างสมรส แม้จะเกิดกว่า 10 ปีก็ตาม
การบอกล้างไม่มีกฎหมายกำหนดแบบไว้ แม้นิติกรรมนั้นๆจะกำหนดแบบในการเกิดขึ้นไว้
ฎ.5485/2537
การที่จำเลยอ้างอิงพินัยกรรมแนบท้ายคำร้องเพื่อสืบเป็นพยานในชั้นอุทธรณ์ โดยมิได้ระบุไว้ในบัญชีระบุพยาน เป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 จึงรับฟังไม่ได้และกรณีไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือที่จำเลยไม่สามารถยกปัญหาข้อกฎหมายใด ๆ ขึ้นกล่าวอ้างในศาลชั้นต้นเพราะพฤติการณ์ไม่เปิดช่องให้กระทำได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์จะมีคำสั่งหรือไม่ก็ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนไป ฎีกาของจำเลยที่ว่าศาลอุทธรณ์ไม่สั่งคำร้องจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย จำเลยให้การว่าโจทก์ไม่เคยทำสัญญายกที่ดินตามฟ้องให้จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ว่าสัญญาให้ของโจทก์เป็นนิติกรรมอำพรางสัญญาแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา และการที่โจทก์ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า จำเลยได้โอนหุ้นบริษัทบ. รถยนต์ พันธบัตรรัฐบาลและให้เงินสดแก่โจทก์ แล้วโจทก์โอนที่ดินให้จำเลยเป็นการอำพรางสัญญาแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยานั้น เป็นเพียงการรับว่าจำเลยเคยให้ทรัพย์สินแก่โจทก์ เป็นการตอบข้อเท็จจริงนอกประเด็น ฎีกาจำเลยที่ว่า สัญญาให้ระหว่างโจทก์จำเลยเป็นนิติกรรมอำพรางโดยนิติกรรมที่แท้จริงคือสัญญาแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา จึงมิใช่เรื่องที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย โจทก์เป็นผู้ยกที่ดินให้จำเลยผู้เป็นภริยาระหว่างสมรสโจทก์มีสิทธิบอกล้างสัญญาระหว่างสมรสในเวลาใดก็ได้ระหว่างที่เป็นสามีภริยากันอยู่ โจทก์มีหนังสือบอกล้างไปถึงจำเลยเป็นการบอกล้างโดยชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2519 ซึ่งใช้บังคับในขณะนั้นแล้ว แม้สิทธิบอกล้างจะเป็นสิทธิเฉพาะตัว แต่เมื่อมีการบอกล้างโดยชอบก่อนที่โจทก์จะถึงแก่กรรมแล้วจึงไม่เป็นสิทธิเฉพาะตัวอีกต่อไปและย่อมตกทอดไปยังทายาทของโจทก์ด้วย ทายาทของโจทก์จึงเข้าเป็นคู่ความแทนได้
ฝ่ายที่บอกล้างจะได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ก็ได้
ฎ.818/2546
การที่ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้องและคำให้การจำเลยแล้วเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยชี้ขาดให้เสร็จไปทั้งเรื่องโดยไม่ต้องสืบพยาน จึงให้งดสืบพยานและให้คู่ความรอฟังคำพิพากษานั้นเป็นการสั่งที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24และมาตรา 182(4)
โจทก์จดทะเบียนให้ที่ดิน 7 แปลง แก่จำเลยซึ่งเป็นภริยาระหว่างสมรสนิติกรรมการให้จึงเป็นสัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่โจทก์จำเลยได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยา ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 ได้บัญญัติถึงการบอกล้างสัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่สามีภริยาทำไว้ต่อกันในช่วงเวลาดังกล่าวไว้โดยเฉพาะแล้วดังนั้น เมื่อโจทก์ต้องการบอกล้างสัญญาการให้ที่ดินทั้งหมดต่อจำเลย กรณีต้องนำบทบัญญัติตามมาตรา 1469 มาใช้บังคับ หาใช่ต้องนำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 535 อันเป็นบทบัญญัติทั่วไปมาใช้บังคับไม่
สัญญาระหว่างสมรสก็คล้ายกับสัญญาก่อนสมรสกล่าวคือก็ไม่กระทบต่อบุคคลภายนอก ที่สุจริต
คราวหน้าเป็นเรื่องสินส่วนตัว
ครั้งที่ 8 . (สินส่วนตัว)
วันนี้พูดถึงระบบ ทรัพย์สินของสามีภริยา คราวที่แล้วพูดระบบสัญญาระหว่างสามีภริยา
สินส่วนตัว กับ สินสมรส มีผลหลายเรื่อง ไม่ว่าเรื่องของการชำระหนี้เจ้าหนี้ การแบ่งทรัพย์มรดก
เรื่องสินส่วนตัว มาตรา 1471
มาตรา 1471 สินส่วนตัวได้แก่ทรัพย์สิน
(1) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอยู่ก่อนสมรส
(2) ที่เป็นเครื่องใช้สอยส่วนตัว เครื่องแต่งกาย หรือเครื่องประดับกายตามควรแก่ฐานะ หรือเครื่องมือเครื่องใช้ที่
จำเป็นในการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
(3) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรส โดยการรับมรดกหรือโดยการให้โดยเสน่หา
(4) ที่เป็นของหมั้น
มาตรา 1472 สินส่วนตัวนั้น ถ้าได้แลกเปลี่ยนเป็นทรัพย์สินอื่นก็ดีซื้อทรัพย์สินอื่นมาก็ดี หรือขายได้เป็นเงินมาก็ดี ทรัพย์สินอื่นหรือเงินที่ได้มานั้นเป็นสินส่วนตัว
สินส่วนตัวที่ถูกทำลายไปทั้งหมดหรือแต่บางส่วน แต่ได้ทรัพย์สินอื่นหรือเงินมาทดแทน ทรัพย์สินอื่นหรือเงินที่ได้มานั้นเป็นสินส่วนตัว
ในกรณีแรก คือมีอยู่ก่อนสมรส ก็ง่ายๆ เลย ก็คือ มีเห็นเป็นรูปร่างเป็นกรรมสิทธิ์ เลย ไม่ได้สูญหายหรือบุบสลายไป
รวมไปถึงทรัพย์ใช้ไปหมดไป เดิมก็คือโภคยทรัพย์
การได้มากฎหมายก็ไม่ได้กำหนดทางได้มา อาจได้มาจากการทำมาหาได้ปกติ หรือได้มาจากการ ประกอบอาชีพ หรือยกให้โดยเสน่หา
การครอบครองปรปักษ์แม้ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนก็ตามก็เป็นสินส่วนตัว แม้ผู้รับการยกให้ที่ดินครอบครองปรปักษ์
ฎ.812/2538
เป็นตัวอย่างว่าการได้มาของสินส่วนตัวได้มาหลายทาง เช่นสิทธิในการเป็นเจ้าหนี้ในการทำสัญญาจะขายที่ดิน
เงินรางวัลล็อตเตอร์รี่ ก็เป็นเงินที่เป็นสินส่วนตัว เพราะประกาศผลวันที่ 16 จดทะเบียนวันที่ 18 ขึ้นเงิน 20 เงินเป็นสินส่วนตัว
ฎ.5345/2546
...........................................................................................................
(1) – (6) แก้ไข เพิ่มความโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2533