หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า kankokub ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ อัครวิทย์ สุมาวงศ์ผู้บรรยาย , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า
ในครั้งที่แล้วก็ค้างในเรื่องนิติกรรมอำพราง ก็เป็นเรื่องที่ทำนิติกรรมสองอย่าง อย่างแรกเจตนา ให้บุคคลภายนอกทราบ เป็นเจตนาลวง นิติกรรมที่ต้องการทำแท้จริงก็คือนิติกรรมที่ต้องการอำพราง ไว้
คู่กรณีสามารถนำพยานหลักฐาน หรือ นำพยานบุคคลมาสืบได้
คราวนี้จะเห็นได้ ว่า เมื่อคู่กรณีสามารถนำสืบได้ว่านิติกรรมที่แสดงให้ปรากฏนั้น นิติกรรมที่แท้จริงนั้นเป็นอะไร เป็นการสืบที่เป็นการผูกพัน ให้ปรากฏ ปัญหาว่าจะบังคับได้ ตามนิติกรรมที่แท้จริงหรือไม่ เป้นอีกปัญหาหนึ่ง
ในเบื้องต้นนิติกรรมที่ถูกอำพรางจะใช้ได้หรือไม่ ก็ต้องดูว่าสมบูรณ์ตามหลักนิติกรรมต่างๆนั้นหรือไม่
สัญญาที่แท้จริงคืออะไร จ้างทำของ จ้างยิงคน ก็เป็นโมฆะ
นี่คือข้อกฎหมาย
เราต้องดูว่านิติกรรมที่ถูกอำพรางจะใช้ได้เบื้องแรกต้องมีวัตถุประสงค์ชอบด้วยกฎหมาย
ก็มีอยุ่สองแนว แต่คนละแนวของศาลฏีกาที่เห็นว่า ถ้านิติกรรมที่ถูกอำพรางมีกฏหมายให้ต้องทำตามแบบ แล้ว ไม่ไปทำตามแบบ ก็เป็นโมฆะ
1038/2509
ทำสัญญาจ้างทำนาเป็นหนังสือโดยอำพรางนิติกรรมการเช่านาสัญญาเช่านาที่ถูกอำพรางนั้นต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือหรือทำตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ มิฉะนั้นไม่มีผลบังคับและจะถือเอาหลักฐานสัญญาจ้างทำนาเป็นหลักฐานการเช่านามิได้ เมื่อการเช่านามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสือ และโจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยออกไปจากนาแล้ว จำเลยก็ไม่มีสิทธิอยู่ในนาที่เช่านั้นต่อไปได้ การอยู่ต่อมาของจำเลยจึงเป็นละเมิด (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 20/2509)
นั่นเป็นเรื่องของการทำนิติกรรมที่กฎหมายกำหนด ถ้าไม่ทำหลักฐานเป็นหนังสือ นิติกรรมที่ถูกอำพรางนั้นก็จะฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้
2239/2517
การที่โจทก์จำเลยจดทะเบียนสัญญาขายฝากที่ดินพิพาท ถ้าโจทก์จำเลยไม่มีเจตนาจะผูกพันกันตามสัญญาขายฝาก สัญญานั้นก็เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 118 วรรคแรก
ก่อนทำสัญญาขายฝากก็ดี ขณะทำสัญญาขายฝากก็ดี ภายหลังทำสัญญาขายฝากก็ดีโจทก์จำเลยมิได้ตั้งใจจะผูกพันกันตามสัญญาขายฝาก เป็นเรื่องที่จำเลยต้องการดอกเบี้ยเท่านั้นโดยจำเลยสัญญาจะไม่เอาที่ดินหลุดเป็นสิทธิ ถือได้ว่าโจทก์ทำสัญญาขายฝากอำพรางการจำนอง
การที่นิติกรรมอันหนึ่งทำขึ้นเพื่ออำพรางนิติกรรมอีกอันหนึ่งนิติกรรมอันแรกคือสัญญาขายฝากย่อมเป็นการแสดงเจตนาลวงด้วยสมรู้กันระหว่างคู่กรณี ที่จะไม่ผูกพันตามเจตนาที่แสดงออกมานั้น นิติกรรมอันแรกที่ปรากฏออกมานั้นย่อมเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา118 วรรคแรก ส่วนนิติกรรมอันหลังคือสัญญาจำนองที่ถูกอำพรางไว้โดยนิติกรรมอันแรก ต้องบังคับตามบทบัญญัติว่าด้วยนิติกรรมที่ถูกอำพรางไว้ตามมาตรา 118 วรรค 2 เมื่อโจทก์จำเลยมีเจตนาทำสัญญาจำนองแล้วแต่การจำนองไม่ได้จดทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมาย จึงเรียกไม่ได้ว่าเป็นการจำนอง เป็นเพียงการที่โจทก์กู้เงินจากจำเลย และให้ที่ดินแก่จำเลยยึดถือไว้เป็นประกัน และย่อมถือได้ว่าเอกสารการขายฝากที่โจทก์จำเลยทำไว้ ณสำนักงานที่ดิน เป็นนิติกรรมสัญญากู้เงินที่ทำเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างโจทก์จำเลยนั้น ฉะนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องขอนำเงินมาไถ่ถอนที่พิพาท ก็เท่ากับโจทก์ขอชำระหนี้เงินกู้ จำเลยมีหน้าที่รับชำระและคืนที่พิพาทที่เป็นประกันนั้นให้โจทก์ไป
สำหรับนิติกรรมที่ถูกอำพรางไว้คือสัญยาจำนองต้องถุกบังคับตามนิติกรรมที่ถูกอำพรางไว้
ศาลฏีกาก็หาทางผ่อนคลายความเคร่งครัดเอามาตรา 174 ในเรื่อง อาจจะสมบูรณ์ในลักษณะนิติกรรมอย่างอื่นก็ได้
แม้สัญญาจำนองไม่ได้ทำให้ถูกต้องตามแบบเป็นโมฆะ แต่การกู้ยืม มอบที่ดินไว้แทน การจำนอง
ในเรื่องนั้นเป็นเรื่องการทำตามแบบ แต่ว่าสมบูรณ์อย่างนิติกรรมอื่นได้
862/2520
การที่นิติกรรมสัญญาขายฝากทำขึ้นเพื่ออำพรางนิติกรรมสัญญาการกู้เงินนิติกรรมอันแรกคือสัญญาขายฝากย่อมเป็นการแสดงเจตนาลวงด้วยสมรู้กันระหว่างคู่กรณีที่จะไม่ผูกพันกันตามเจตนาที่แสดงออกมานั้น นิติกรรมอันแรกที่ปรากฏออกมานั้นย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 118 วรรคแรก ส่วนนิติกรรมอันหลังคือสัญญากู้เงินที่ถูกอำพรางไว้โดยนิติกรรมอันแรกต้องบังคับตามบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยนิติกรรมอันที่ถูกอำพรางไว้ตามมาตรา 118 วรรคสอง ในกรณีเช่นนี้แม้นิติกรรมสัญญากู้เงินจะมิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายชื่อผู้กู้เป็นสำคัญต่างหากจากสัญญาขายฝากก็ตามแต่ก็ถือได้ว่าเอกสารการขายฝากเป็นนิติกรรมสัญญากู้เงินที่ทำไว้เป็นลายลักษณ์อักษรมีผลบังคับได้ (เทียบนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 2239/2517)
สัญญาขายฝากอำพรางสัญญากู้ ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ แม้สัญญากุ้ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ ต่างหากจากสัญญาขายฝาก ก็ต้องถือว่าหลักฐานการขายฝาก ใช้เป็นหลักฐานในการกู้เงินได้
4696/2536
การที่จำเลยกู้เงินโจทก์โดยมอบรถยนต์ให้โจทก์ยึดไว้เป็นประกันนิติกรรมการซื้อขายรถยนต์ซึ่งมีหนังสือหลักฐานการรับเงินขายรถยนต์จึงเป็นนิติกรรมอำพรางนิติกรรมการกู้เงิน นิติกรรมการซื้อขายจึงเป็นโมฆะตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 118วรรคแรก เดิม (มาตรา 155 วรรคแรกใหม่) และต้องบังคับตามนิติกรรมการกู้ยืมซึ่งเป็นนิติกรรมที่ถูกอำพรางไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 118 วรรคสอง เดิม (มาตรา 155วรรคสองใหม่) และแม้ในกรณีเช่นนี้จะมิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อจำเลยเป็นสำคัญต่างหากจากสัญญาซื้อขายก็ตาม ย่อมถือได้ว่าหนังสือหลักฐานการรับเงินขายรถยนต์เป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินที่ทำกันไว้เป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างจำเลยกับโจทก์จึงมีผลบังคับกันได้ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาซื้อขายขอเรียกเงินคืน จำเลยให้การต่อสู้ว่า ความจริงเป็นเรื่องการกู้ยืมเงินกัน เมื่อข้อเท็จจริงในทางพิจารณาฟังได้ตามที่จำเลยต่อสู้ ย่อมไม่อาจพิพากษาให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ได้ เพราะเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น
การซื้อขายเป็นการอำพรางการกู้ยืมเงิน ก็สามารถเอานิติกรรมที่ถูกอำพรางไว้
แล้วนิติกรรมหลังก็อาจสมบูรณ์เป็นนิติกรรมที่ตั้งใจ แต่ถ้าต้องการหลักฐานแล้ว ก็เป็นหลักฐาน ของนิติกรรมหลังได้
บางกรณีศาลวินิตฉัยว่านิติกรรมที่ถูกอำพรางนั้นใช้ได้เช่นกัน ถ้าต่างมีวัตถุประสงค์ในการโอนเช่นเดียวกัน
ผู้รับมฤดกคนหนึ่งได้เข้าเป็นผู้ปกครองเด็กตามพินัยกรรม์ของผู้ตายแล้ว จะยกอายุความมรฤกยันเด็กไม่ได้ เจตนาจะให้ที่ดินที่ลูกหนี้ตีใช้หนี้แก่เด็กจึงให้หลงชื่อเด็กเป็นผู้รับโอนในโฉนดดังนี้ ที่ดินนั้นยอมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเด็กตั้งแต่วันโอน
เจตนาจะยกที่ให้แก่เด็ก แต่จดทะเบียนเป็นโอนขายแก่เด็กเด็กก็ย่อมได้กรรมสิทธิ์
ตกลงแลกเปลี่ยนที่ดินกัน ฝ่ายหนึ่งโอนทะเบียนให้ อีกฝ่ายหนึ่งทำหนังสือขายให้แก่คนภายนอกโดยผู้รับแลกเปลี่ยนเป็นผู้รับเงินราคาที่ขายได้นั้น อีกฝ่ายหนึ่งจะฟ้องเรียกเงินที่ขายได้นั้นไม่ได้
เงินค่าเช่าที่ดินและโรงเรือนย่อมเป็นของเจ้าของที่ดิน
เด็กอายุ 17 ปี ตายในขณะที่อยู่ในความปกครองของธิดา ส่วนมารดาตายไปก่อนแล้ว มฤดกตกได้แก่บิดาผู้เดียว พี่น้อง ร่วมบิดามารดาไม่มีสิทธิได้รับมฤดก อ้างฎีกาที่ 567/2456
รับเงินของผู้อื่นไว้รักษาและหาผลประโยชน์ เดิมฝากธนาคารไว้ ภายหลังไม่ปรากฎว่าได้ถอนไปหรือได้นำไปหาผลประโยชน์อย่างไร ศาลคิดค่าผลประโยชน์ให้ในอัตราขั้นต่ำที่ฝากธนาคาร เงินรายได้ที่เก็บได้จากทรัพย์ของเด็กนั้น ถ้าเด็กนำสืบไม่ได้ว่าผู้ปกครองใดได้เท่าใดแล้ว ศาลไม่คิดค่าผลประโยชน์ให้
ผู้รับมฤดกคนหนึ่งได้เข้าเป็นผู้ปกครองเด็กตามพินัยกรรม์ของผู้ตายแล้ว จะยกอายุความมรฤกยันเด็กไม่ได้ เจตนาจะให้ที่ดินที่ลูกหนี้ตีใช้หนี้แก่เด็กจึงให้หลงชื่อเด็กเป็นผู้รับโอนในโฉนดดังนี้ ที่ดินนั้นยอมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเด็กตั้งแต่วันโอน
เจตนาจะยกที่ให้แก่เด็ก แต่จดทะเบียนเป็นโอนขายแก่เด็กเด็กก็ย่อมได้กรรมสิทธิ์
ตกลงแลกเปลี่ยนที่ดินกัน ฝ่ายหนึ่งโอนทะเบียนให้ อีกฝ่ายหนึ่งทำหนังสือขายให้แก่คนภายนอกโดยผู้รับแลกเปลี่ยนเป็นผู้รับเงินราคาที่ขายได้นั้น อีกฝ่ายหนึ่งจะฟ้องเรียกเงินที่ขายได้นั้นไม่ได้
เงินค่าเช่าที่ดินและโรงเรือนย่อมเป็นของเจ้าของที่ดิน
เด็กอายุ 17 ปี ตายในขณะที่อยู่ในความปกครองของธิดา ส่วนมารดาตายไปก่อนแล้ว มฤดกตกได้แก่บิดาผู้เดียว พี่น้อง ร่วมบิดามารดาไม่มีสิทธิได้รับมฤดก อ้างฎีกาที่ 567/2456
รับเงินของผู้อื่นไว้รักษาและหาผลประโยชน์ เดิมฝากธนาคารไว้ ภายหลังไม่ปรากฎว่าได้ถอนไปหรือได้นำไปหาผลประโยชน์อย่างไร ศาลคิดค่าผลประโยชน์ให้ในอัตราขั้นต่ำที่ฝากธนาคาร เงินรายได้ที่เก็บได้จากทรัพย์ของเด็กนั้น ถ้าเด็กนำสืบไม่ได้ว่าผู้ปกครองใดได้เท่าใดแล้ว ศาลไม่คิดค่าผลประโยชน์ให้
เป็นเรื่องที่มีเจตนาจะยกที่ดินให้แต่ไปทำสัญยาจดทะเบียนโอนขาย
1871/2549
ผ. กับจำเลยทำนิติกรรม ตามบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวม (มีค่าตอบแทน) มีข้อความว่าจำเลยเสียค่าตอบแทนให้ ผ. เป็นเงิน 1,600,000 บาท และ ผ. จดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมให้จำเลยจำนวน 2,000 ส่วน แต่จำเลยไม่ได้ให้ค่าตอบแทนจำนวนดังกล่าวแก่ ผ. เพราะ ผ. จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รวมให้แก่จำเลยโดยไม่มีค่าตอบแทน แต่ทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวเพื่อลวงไม่ให้บุตรซึ่งเป็นบิดาโจทก์ทราบ ถือได้ว่า ผ. ทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งเป็นนิติกรรมซื้อขายที่ดินกับจำเลยเพื่ออำพรางนิติกรรมยกให้
การที่นิติกรรมอันหนึ่งทำขึ้นเพื่ออำพรางนิติกรรมอีกอันหนึ่ง นิติกรรมอันแรกคือบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวม (มีค่าตอบแทน) ย่อมเป็นการแสดงเจตนาลวงด้วยสมรู้กันระหว่างคู่กรณี นิติกรรมดังกล่าวย่อมเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคแรก ส่วนนิติกรรมที่ถูกอำพรางคือสัญญาให้ต้องบังคับตามบทบัญญัติของกฎหมายที่ถูกอำพราง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคสอง การที่ ผ. จดทะเบียนข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวม (มีค่าตอบแทน) ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเช่นเดียวกับนิติกรรมให้ ย่อมถือได้ว่าการจดทะเบียนข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวมดังกล่าวเป็นการทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนสำหรับนิติกรรมการให้ที่ถูกอำพรางด้วย นิติกรรมการยกที่ดินให้ระหว่าง ผ. กับจำเลยจึงไม่เป็นโมฆะ
ในกรณีที่ศาลสามารถผ่อนคลายความเคร่งครัด ได้
พอเป็นโมฆะไปทั้งคู่แล้วคู่กรณีจะแก้ไขอย่างไร กรณีเช่นนี้มีฏีกาที่
165/2527
โจทก์ต้องการกู้เงินจำเลย จำเลยไม่มีเงิน จึงตกลงจดทะเบียนซื้อขายที่พิพาทมี น.ส.3ก. เพื่อจำเลยจะได้นำน.ส.3ก. ไปยืมเงินเพื่อนมาให้โจทก์กู้ หลังจากนั้นอีก4 วันโจทก์มารับเงินจากจำเลย แล้วโจทก์จำเลยทำสัญญาขายฝากที่พิพาทกันเอง ดังนี้ ถือได้ว่าการทำสัญญาซื้อขายที่พิพาทเพื่ออำพรางสัญญาขายฝาก สัญญาซื้อขายจึงเป็นการแสดงเจตนาลวงด้วยสมรู้กันระหว่างคู่กรณีที่จะไม่ผูกพันกันตามเจตนาที่แสดงออกมานั้น ย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 118 วรรคแรก ส่วนนิติกรรมขายฝากที่ถูกอำพรางไว้ เมื่อไม่ได้จดทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมายจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 115 กรณีต้องบังคับตามบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้โจทก์ต้องคืนเงินให้จำเลย และจำเลยต้องคืนที่ดินให้โจทก์
เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องการกู้เงินจำเลย แต่ไม่มีเงิน ก็เลยตกลงขายที่ดินพิพาท นส.3 ให้จำเลย ทำไปเพื่อให้จำเลยเอาที่ดินแปลงนั้นไปเป็นหลักฐานขอยืมที่ดิน ให้แก่โจทก์ ก็ทำเช่นนี้โดยโจทก์ขายที่ดินหลอกๆ
หลังจากนั้นอีกสี่วัน ก็มาเอาเงิน แล้วทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทกัน สัญญาที่เกิด ก็เป็นสัญยาที่ทำเพื่ออำพรางสัญญาขายฝาก แต่สัญญาซื้อขายดังกล่าวก็เป็นโมฆะ และสัญญาขายฝากไม่ได้ทำเป็นหนังสือจดทะเบียน ก็เป็นโมฆะ
ต้องบังคับด้วยบทบัญญัติลาภมิควรได้ ต้องคืนเงิน คืนที่ดิน
ก็จบนิติกรรมอำพราง
ต่อไปก็คือการแสดงเจตนา โดยสำคัญผิด ก็เป็นเรื่องที่เคยพูดมาแล้วว่าเป็นเรื่องที่ผู้แสดงเจตนา แสดงออกมาไม่ตรงกับเจตนาในใจ เป็นกรณีไม่รู้ตัว ว่าเจตนา ที่แสดงไม่ตรง ถ้ารัก็เป็นเรื่อง ลวง หรือ กรณีไม่ผูกพัน
ในเรื่องการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิด อาจจะสำคัญผิดเองหรือมีผู้มาหลอกให้สำคัญผิดก็ได้
อาจสำคัญผิดในเหตุ ชักจูงใจก็ได้
หรือว่าอาจเป็นเรื่องที่ความสำคัญผิดในมูลเหตุชักจูงใจอาจมีผลก็ได้
รวมทั้ง ความสำคัญผิดในมูลเหตุชักจูงใจ ก็มีผลทางกฏหมายทำให้ความสำคัญผิดในกรณี
การสำคัญผิดที่ทำให้เตนาเสื่อมเสีย คือ
มาตรา 156 การแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมเป็นโมฆะ
ความสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมตามวรรคหนึ่ง ได้แก่ ความสำคัญผิดในลักษณะของนิติกรรม ความสำคัญผิดในตัวบุคคลซึ่งเป็นคู่กรณีแห่งนิติกรรมและความสำคัญผิดในทรัพย์ สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรม เป็นต้น
มาตรา 157 การแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคลหรือทรัพย์สินเป็นโมฆียะ
ความสำคัญผิดตามวรรคหนึ่ง ต้องเป็นความสำคัญผิดในคุณสมบัติซึ่งตามปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญ ซึ่งหากมิได้มีความสำคัญผิดดังกล่าวการอันเป็นโมฆียะนั้นคงจะมิได้กระทำขึ้น การแสดงเจตนาสำคัญผิด ไม่มีผลถึงขนาดเป็นโมฆะ แต่มีผลเป็นเพียงโมฆียะ คือ สมบูรณ์จนกว่าจะถูกบอกล้าง
สำหรับการแสดงเจตนาเรื่องแรก
คือสิ่งที่สำคัญของนิติกรรม ที่เป็นโมฆะ ตามมาตรา 156
สิ่งที่เป็นสาระสำคัญคือสิ่งที่จำเป็นต้องมีในนิติกรรมอันนั้น ถ้าไม่มีไม่เป็นนิติกรรมได้ สิ่งที่เป้นสาระสำคัญโดยหยาบๆมีสามอย่าง
หนึ่งลักษณะนิติกรรม สองตัวบุคคลที่เป็นคู่กรณ๊ สามวัตถุแห่งนิติกรรม
มาตรา 156 วรรคสองบอกว่า การสำคัญผิดสิ่งที่เป้นสาระสำคัญวรรคหนึ่งนั้น ตัวบทไม่ได้จบแค่นั้นลงท้ายว่า เป็นต้น คือมีสิ่งอื่นอีก
เป็นต้นนั้นแต่เดิมไม่มีกำหนด แต่ก็ยังมีอย่างอื่นด้วย ในลักษณะของนิติกรรม
ประการแรกเป็นเรื่องที่ผู้แสดงเจตนาตั้งใจทำอย่างหนึ่ง แต่พอแสดงออกมากลายเป็นทำอีกอย่างหนึ่งซึ่งไม่ใช่นิติกรรมที่เค้าต้องการกระทำ กรณีนี้ก็เป็นการสำคัญผิดในลักษณะหรือชนิดของนิติกรรมซึ่งเป็นโมฆะ
ยกตัวอย่างเช่น ก ต้องการทำนิติกรรมเช่า ก อ่านหนังสือไม่ออก ข ก็เอาหนังสือ สัญญา จะซื้อจะขายมาให้ลงชื่อ ความจริง ก ไม่ได้ตั้งใจขายเลย เจตนาที่แสดงออกมา ก็เป็นสำคัญผิดในลักษณะนิติกรรม เป็นความสำคัญผิดในสิ่งที่เป็นสาระสำคัญของนิติกรรมตาม มาตรา 156 วรรค 1
464/2474 จำเลยลงชื่อในสัญญายอมความโดยเข้าใจผิดว่า เป็นสัญญาประกันตัว จำเลยอ่านหนังสือไม่ออก
1542/2498
ให้ลงชื่อในสัญญาแบ่งที่นา โดยหลอกให้เข้าใจว่าลงชื่อขอรับโฉนดผู้ที่ฉ้อฉลจะอ้างว่ามีสัญญาให้ทำนาไม่ได้ การเข้าทำนาย่อมเป็นการละเมิด
พิมพ์รายนิ้วมือ ในสัญญายอมแบ่งที่ดิน
828/2508
การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานั้นโจทก์จะฟ้องคดีส่วนแพ่งก่อนก็ได้ และถ้าในระหว่างที่คดีส่วนแพ่งยังไม่ถึงที่สุดโจทก์ฟ้องคดีส่วนอาญาในมูลกรณีเดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องในคดีส่วนแพ่งนั้นเอง เช่นนี้ หาใช่เป็นเรื่องคดีแพ่งเกิดก่อนคดีอาญาไม่และการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา
จำเลยทำใบมอบอำนาจปลอมให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินเซ็นโดยหลอกลวงว่าเพื่อมอบอำนาจให้จำเลยเช่านาแต่ความจริงเป็นใบมอบอำนาจให้โจทก์ขายนาให้จำเลยโดยโจทก์มิได้ยินยอมด้วย ดังนี้ เป็นการที่โจทก์ทำนิติกรรมมอบอำนาจไปโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสารสำคัญแห่งนิติกรรมเป็นโมฆะใบมอบอำนาจจึงใช้ไม่ได้
ทำใบมอบอำนาจขายที่ โดยหลอกว่าเป็นหนังสือมอบอำนาจ เช่านา
603/2520
โจทก์ลงลายมือชื่อในบันทึกข้อตกลงประนีประนอมยอมความโดยสำคัญผิดว่าเป็นการรับทราบพินัยกรรม ข้อตกลงเป็นโมฆะ
จำเลยฎีกาภายในกำหนดอายุฎีกา แต่มีเงินค่าธรรมเนียมไม่พอศาลชั้นต้นสั่งขยายเวลาให้เกิน 1 เดือนออกไป เมื่อจำเลยวางเงินแล้วจึงสั่งรับฎีกา ดังนี้ชอบแล้ว
ทำพินัยกรรมยกทรัพย์บางส่วนให้โจทก์ นอกจากนั้นยังยกทรัพย์ให้คน อื่น โจทก์ลงชื่อ ท้ายพินัยกรรมว่า รับบำนาญอย่างเดียว ไม่เอาทรัพย์สินอื่น คิดว่าเป็นการลงชื่อรับทราบพินัยกรรม เป็นการสำคัญผิด
4987/2521 จดทะเบียนประกันเงินกู้คนหนึ่ง แต่กลายเป็นประกันหนี้ของคนอื่น
นั่นเป็นเรื่องของการสำคัญผิด ในลักษณะนิติกรรม หรือ ในสาระสำคัญของนิติกรรม
ความสำคัญผิดอีกอย่าง คือ บุคคล ซึ่งเป็นคู่กรณีแห่งนิติกรรม การแสดงเจตนาทำนิติกรรมนั้นถือว่าเป็นการแสดงเจตนาที่สำคัญผิดในสาระสำคัญ แต่ว่ามีนิติกรรมบางอย่างที่ในการทำนั้น ไม่ได้สนใจว่าคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นใคร ดังนั้นหากกรณีเป็นเช่นนั้น ก็ไม่ทำให้การแสดงเจตนาที่สำคัญผิดเป็นโมฆะ เพราะว่า คู่กรณีไม่ใช่สาระสำคัญแห่งนิติกรรม
เช่นการซื้อขาย ในร้านขายของชำ คู่กรณีในการซื้อขายก็ไม่ใช่สาระสำคัญ แต่โดยทั่วไปบางเรื่อง เช่นเรื่องการเช่าทรัพย์ ผู้เช่า เป็นสาระสำคัญ ในสัญญาเช่า
1245/2529
การแสดงเจตนาถ้าสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมย่อมเป็นโมฆะและตัวบุคคลซึ่งเป็นคู่กรณีแห่งนิติกรรมก็อาจเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมได้ถ้าการทำนิติกรรมนั้นถือเอาตัวบุคคลเป็นสาระสำคัญแต่ในบางกรณีตัวบุคคลซึ่งเป็นคู่กรณีไม่ถือว่าเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมเนื่องจากจุดประสงค์เพราะต้องการเพียงเงินจำนวนหนึ่งเท่านั้น โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์เดือดร้อนเรื่องเงินและรู้จักกับนางอ.มารดาจำเลยซึ่งมีอาชีพรับซื้อฝากที่ดินเป็นธุรกิจโจทก์ตกลงขายฝากที่ดินไว้แก่นางอ.เพราะไม่รู้จักจำเลยมาก่อนแต่นางอ.กับจำเลยได้สมคบกันฉ้อฉลทำหนังสือมอบอำนาจมรรับซื้อฝากใส่ชื่อจำเลยไว้โดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการไถ่คืนในภายหลังเพราะจำเลยไม่ได้อยู่ในประเทศไทยนิติกรรมการขายฝากจึงตกเป็นโมฆะนั้นคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้กล่าวอ้างให้เห็นเลยว่าเหตุใดจึงเจาะจงที่จะขายฝากไว้แก่นางอ.อันพอจะทำให้เห็นได้ว่าโจทก์มีเจตนาที่จะถือเอาตัวบุคคลที่จะรับซื้อฝากเป็นสาระสำคัญคงเห็นได้แต่เพียงว่าโจทก์ต้องการเงินจำนวนหนึ่งเท่านั้นการที่นางอ.หรือจำเลยจะเป็นผู้รับซื้อฝากก็ไม่มีผลต่างกันเพราะโจทก์ได้รับค่าขายฝากไปครบถ้วนแล้วเหตุตามคำฟ้องดังกล่าวจึงไม่ทำให้นิติกรรมขายฝากเป็นโมฆะคดีพอวินิจฉัยได้หาจำต้องฟังพยานโจทก์จำเลยอีกต่อไปไม่.
ไปขอกู้ยืมเงินจากจำเลย โดยรู้จักกับมารดาจำเลยซึ่งมีอาชีพรับซื้อฝาก จำเลยเป็นทูตอยู่ต่างประเทศ ก็มาขายฝากกับมารดาจำเลย แล้วให้มอบอำนาจไป ทำสัญญาซื้อฝาก ให้ไป มารดาจำเลยดันไปใส่ชื่อ จำเลย ก็กลายเป็นการทำสัญญาขายฝากกับ จำเลย ไม่ตรงกับที่ตั้งใจ ไว้ ว่าจะทำกับมารดาจำเลย โจทก์ก็อ้าง ว่าจำเลยอยู่ต่างประเทศก็ไถ่ยาก
ศาลวินิจฉัยตามคำฟ้องว่าการขายฝากก็เพียงต้องการ เงินที่ชำระราคาขายฝาก มิได้ถือ คู่กรณีแห่งสัญญาเป็นสาระสำคัญ แม้ผู้รับซื้อฝากจะอยู่ต่างประเทศ ก็สามารถไถ่ได้โดยการวางทรัพย์
2249/2532 มีคนปลอมเป็นโจทก์ มารับจำนอง
2602/2517
โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ตึกพิพาทมาตั้งแต่ พ.ศ. 2505ซึ่งโจทก์ก็รู้ดีแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจที่จะให้ ผู้อื่นเช่าตึกพิพาทนี้ได้ดังนั้น การที่โจทก์กับจำเลยทำหนังสือสัญญาหมาย จ.2 เมื่อ พ.ศ. 2513 ความว่า จำเลยยอมออกไปจากตึกพิพาททั้งที่โจทก์รู้ดีว่าตึกพิพาทไม่ใช่ของตนและปกปิดความจริงไว้ เช่นนี้เป็นพฤติการณ์ที่ฟังได้ว่าการทำสัญญาดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะจำเลยสำคัญผิดในสิ่งสารสำคัญว่าตึกพิพาทที่จำเลยเช่าอยู่นั้นยังเป็นของโจทก์อยู่ หากจำเลยรู้ความจริงนี้แล้ว จำเลยย่อมจะไม่ทำสัญญากับโจทก์สัญญาดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ ไม่มีผลบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 119 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากตึกพิพาท
ผู้เช่าตึก ทำสัญญาโดยยอมออกจากตึก
ก็จะมาถึง สาระสำคัญประการที่สาม คือ ทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรม เป็นเรื่องตัวผู้แสดงเจตนาสำคัญผิดในทรัพย์สิน ถ้ามีการสำคัญผิดในเรื่องนี้ก็เป็นสิ่งที่เป็นสาระสำคัญอีกอันหนึ่ง เช่นผู้ขาย ทำสัญญาซื้อขายโดยเข้าใจว่าขายที่ แปลง ก แต่ไปขาย ที่ดินแปลง ข
หรือว่า ก อยากซื้อม้าจาก ข ได้ยินข่าวว่ามีสัตว์ชื่อคะนองเดช ข ก็มีจริง แต่เป็น ลา
อันนี้ก็เป็นการแสดงเจตนา โดยสำคัญผิด
1661-1662/ 2499
นอกจากผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนจะมีอำนาจในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของบริษัทลูกหนี้แล้ว ตามบทบัญญัติมาตรา 90/25 และมาตรา 90/59 แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลายฯ ยังได้บัญญัติให้บรรดาสิทธิตามกฎหมายของผู้ถือหุ้นของบริษัทลูกหนี้ ยกเว้นเฉพาะสิทธิที่จะได้เงินปันผลตกแก่ผู้ทำแผน และในที่สุดตกแก่ผู้บริหารแผนตามลำดับด้วย ที่โจทก์อ้างว่า สิทธิของผู้ถือหุ้นที่จะขอตรวจดูเอกสารบันทึกรายงานการประชุม สิทธิที่จะได้รับสำเนางบดุลบัญชีของบริษัท สิทธิในการขอรับสำเนาทะเบียนผู้ถือหุ้น สิทธิในการเข้าประชุมในที่ประชุมใหญ่ของผู้ถือหุ้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1207, 1197, 1140 และ 1176 เป็นสิทธิที่กฎหมายได้กำหนดไว้เป็นเรื่องเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับตัวของผู้ถือหุ้นคนนั้น ๆ เท่านั้น เช่นเดียวกับสิทธิในการรับเงินปันผลตามมาตรา 1201 ซึ่งต่างกับสิทธิของผู้ถือหุ้นตามบทบัญญัติในมาตรา 1169 วรรคหนึ่ง ที่ให้ผู้ถือหุ้นมีอำนาจฟ้องกรรมการแทนบริษัทได้ นั้น ป.พ.พ. ไม่ได้มีบทบัญญัติระบุไว้เลยว่า สิทธิของผู้ถือหุ้นดังกล่าวมีข้อจำกัดที่จะต้องเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องเฉพาะเรื่องในส่วนของผู้ถือหุ้นแต่ละคนเท่านั้น จึงเป็นสิทธิที่ผู้ถือหุ้นแต่ละคนจะเข้าควบคุมกำกับดูแลเพื่อรักษาผลประโยชน์ของบริษัทได้ในลักษณะเดียวกับสิทธิที่จะฟ้องกรรมการตามมาตรา 1169 วรรคหนึ่ง ต่างกันแต่เพียงว่าสิทธิอื่น ๆ ข้างต้นนั้นเป็นการดำเนินการกันอยู่ภายในบริษัท ส่วนสิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 1169 วรรคหนึ่ง ให้สิทธิผู้ถือหุ้นใช้สิทธิควบคุมดูแลโดยผ่านทางศาลได้ ดังนั้นจึงมิใช่สิทธิเป็นการเฉพาะส่วนของตัวและต้องอยู่ในบังคับแห่ง พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 90/25 และ 90/59 เช่นเดียวกัน
พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 90/67 ได้บัญญัติกระบวนการควบคุมตรวจสอบการจัดการกิจการและทรัพย์สินของบริษัทลูกหนี้ไว้แล้ว ซึ่งถ้าหากมีการจัดการไม่เป็นไปตามแผนหรือโดยทุจริต หรือทำให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าหนี้หรือลูกหนี้ ก็มีเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ คณะกรรมการเจ้าหนี้หรือผู้บริหารของลูกหนี้เป็นผู้ตรวจสอบ สามารถรายงานหรือมีคำขอโดยทำเป็นคำร้องโดยตรงขอให้ศาลที่กำกับการจัดการอยู่อีกชั้นหนึ่งมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เห็นสมควรได้ ซึ่งเป็นการตรวจสอบควบคุมและกำกับดูแลที่กว้างขวาง รวดเร็วและรัดกุมมากยิ่งกว่าที่ ป.พ.พ. บัญญัติถึงสิทธิการตรวจสอบครอบงำการปฏิบัติงานของกรรมการบริษัทเสียอีก นอกจากนี้ผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนเข้ามาจัดการกิจการและทรัพย์สินของบริษัทลูกหนี้โดยความยินยอมของที่ประชุมเจ้าหนี้ และด้วยความเห็นชอบของศาล โดยให้ดำเนินการไปตามแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทลูกหนี้ อยู่ภายใต้การตรวจสอบของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กรรมการเจ้าหนี้และผู้บริหารของลูกหนี้ภายใต้การกำกับดูแลของศาลตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 90/25, 90/59 และ 90/67 ซึ่งเป็นบทกฎหมายพิเศษ แต่กรรมการบริษัทแต่งตั้งได้เฉพาะที่ประชุมใหญ่แห่งผู้ถือหุ้นและต้องจัดการกิจการและทรัพย์สินตามข้อบังคับของบริษัทและอยู่ภายใต้การครอบงำของที่ประชุมใหญ่แห่งผู้ถือหุ้นตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1144 และมาตรา 1151 ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีที่มาและขอบข่ายของอำนาจหน้าที่แตกต่างกัน ดังนั้นผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนจึงไม่อยู่ในฐานะเช่นเดียวกับกรรมการบริษัทและในระหว่างการฟื้นฟูกิจการบริษัทลูกหนี้ โจทก์ผู้ถือหุ้นของบริษัทลูกหนี้ได้ถูกตัดสิทธิในการควบคุมกำกับดูแลการจัดการกิจการและทรัพย์สินของบริษัทลูกหนี้โดยบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ล้มละลายฯ ซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษแล้ว และอีกทั้งผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนไม่อยู่ในฐานะเช่นเดียวกับกรรมการของบริษัทลูกหนี้ โดยเฉพาะจำเลยที่ 3 เป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และกรรมการเจ้าหนี้ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่จัดการกิจการและทรัพย์สิน และไม่ได้อยู่ในฐานะเช่นเดียวกับกรรมการบริษัทลูกหนี้ด้วย โจทก์จึงไม่อาจใช้สิทธิของผู้ถือหุ้นบริษัทลูกหนี้ยกคดีขึ้นฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้โดยอาศัยสิทธิตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1169 วรรคหนึ่งได้
ที่ศาลล่างทั้งสองไม่คืนค่าธรรมเนียมศาลในชั้นศาลชั้นให้โจทก์ เนื่องจากศาลชั้นต้นได้พิจารณาคำฟ้องของโจทก์ก้าวล่วงเข้าไปวินิจฉัยในเนื้อหาที่โจทก์บรรยายไว้ในฟ้องอันเป็นประเด็นแห่งคดีก่อนพิพากษายกฟ้องแล้ว จึงเป็นกรณีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 131 (2) ประกอบมาตรา 172 วรรคสาม มิใช่คำสั่งไม่รับคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 ที่จะต้องคืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 151 วรรคหนึ่ง ไม่
สามีโจทก์ทำสัญญาขาย 1. โฉนด แต่โจทก์ สำคัญผิด ไปโอนสองแปลง ถือเป็นการสำคัญผิด
1710/2500
พฤติการณ์ที่นับว่าเป็นเรื่องสำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรม
เมื่อสัญญาวางเงินมัดจำปรากฏชัดแจ้งว่าการซื้อขายที่ดินตกลงราคากัน 40,000 บาท โจทก์ได้วางเงินมัดจำให้จำเลยรับไปในวันทำสัญญา 30,000 บาท จำเลยจะอ้างและนำพยานบุคคลมาสืบว่าได้รับเงินไปในวันทำสัญญาเพียง 5,000 บาท ย่อมเป็นการสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขสัญญาวางเงินมัดจำที่จำเลยทำให้โจทก์ยึดถือไว้ต้องห้ามตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94
ในคดีฟ้องขอให้แสดงว่าสัญญาซื้อขายที่ดินเป็นโมฆะโดยอ้างว่าสำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรม เมื่อจำเลยมิได้โต้เถียงในเรื่องความประมาทเลินเล่อฯ ไว้ในคำให้การ ก็ไม่มีประเด็นที่ศาลจะพึงรับพิจารณาวินิจฉัยให้
โจทก์ซื้อโดยจำเลยชี้ที่ดิน แปลง ก แต่เวลาโอนโอนผิด แปลง ข
813/2501 ต้องการขายที่ดินทางด้านทิศตะวันตก แต่เวลาขายจริงกลับไปขายที่ดินทางทิศตะวันออก เนื่องจาก โจทก์อ่านหนังสือไม่ออก
1645/2524
โจทก์มีเจตนาจะขายที่พิพาทให้แก่จำเลยเพียงครึ่งหนึ่งแต่ลงลายมือชื่อทำนิติกรรมขายที่พิพาททั้งแปลงให้แก่จำเลย การทำนิติกรรมดังกล่าวเกิดจากความสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสารสำคัญแห่งนิติกรรม สัญญาซื้อขายที่พิพาทจึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 119 โจทก์มีสิทธิยกขึ้นกล่าวอ้างได้
เจตนาขายที่ดินพิพาทให้จำเลยครึ่งเดียว แต่ดันไปลงลายมือชื่อขายให้ทั้งแปลง
836/2537
เมื่อจำเลยและนาง ต. มิได้จดทะเบียนสมรสกัน ที่ดินพิพาทที่นางต. ได้รับการยกให้จากพี่ชายในระหว่างที่อยู่กินด้วยกันกับจำเลย จึงบังคับตามบทบัญญัติเรื่องทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาไม่ได้ และที่ดินพิพาทดังกล่าวนาง ต. ได้รับการยกให้ฝ่ายเดียวจึงมิใช่ทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ด้วยกันกับจำเลย อันจะแบ่งในฐานะหุ้นส่วนครึ่งหนึ่งดังที่โจทก์อ้าง จำเลยจึงไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเลย การที่จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวกับโจทก์จึงเป็นกรณีที่จำเลยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม
ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ได้รับยกให้ ระหว่างอยู่กินกันฉันท์ผัวเมีย เมื่อที่ดินพิพาทไม่ใช่ของจำเลย จึงเป็นนิติกรรมที่สำคัญผิดในสาระสำคัญในตัวทรัพย์
199/2538
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยหลอกให้โจทก์ไปทำสัญญาประกันชีวิตแต่กลับไปทำสัญญาซื้อขายที่ดินเป็นการอ้างความสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมจำเลยต่อสู้ว่าโจทก์ขายที่ดินให้จำเลยเท่ากับปฏิเสธว่าโจทก์ไม่ได้สำคัญผิดหาได้ยกเรื่องกลฉ้อฉลขึ้นต่อสู้ไม่แม้ศาลชั้นต้นจะวินิจฉัยว่าเป็นการแสดงเจตนาเพราะกลฉ้อฉลและจำเลยฎีกาในทำนองเดียวกันก็ตามก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น จำเลยอาศัยความไม่รู้หนังสือตลอดจนความสูงอายุและความไม่รู้ระเบียบต่างๆของทางราชการของโจทก์ทำให้โจทก์ทำนิติกรรมขายที่ดินพิพาททั้งแปลงให้แก่จำเลยทั้งที่โจทก์มีเจตนาจะโอนขายที่ดินเฉพาะส่วนเท่านั้นหนังสือสัญญาขายที่ดินพิพาทจึงเกิดโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา119เดิม(มาตรา156ที่แก้ไขใหม่)
อาศัยความไม่รู้หนังสือ สูงอายุ และระเบียบของราชการ ทำให้โจทก์ขายที่ดินทั้งแปลง ทำให้สัญญาเป็นโมฆะ
เราได้กล่าวมาแล้วในเรื่องสำคัญ ทั้งสามกรณี และยังมีคำว่าเป็นต้น คือยังมีอย่างอื่นอีก
แสดงให้เห็นว่ามีอย่างอื่นอีกมากมายที่เป็นสาระสำคัญของนิติกรรม
เช่นข้อตกลง หรือ เนื้อหาแห่งนิติกรรมนั้น ก็ถือได้ว่าเป็นการสำคัญผิดในสิ่งที่เป็นสาระสำคัญของนิติกรรม
458/2491
เจ้าหนี้สามัญ มิได้มีบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินเฉพาะสิ่งของลูกหนี้ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินของลูกหนี้ เจ้าหนี้ยึดที่ดินโฉนดมีชื่อจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้เป็นเจ้าของร่วมกับบุคคลอื่นเพื่อขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ผู้ที่มิได้มีชื่อในโฉนดแต่ได้ปกครองที่แปลงนั้นบางส่วนมาเกิน 10 ปีโดยทางปรปักษ์แล้ว มีสิทธิร้องขัดทรัพย์ได้ เพราะเจ้าหนี้สามัญหาได้อยู่ในฐานะบุคคลภายนอกดังที่บัญญัติไว้ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง นั้นไม่
ทะเบียนในโฉนดที่ดินเป็นเพียงหลักฐานในเบื้องต้นให้สันนิษฐานว่าผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ตามโฉนดที่ดินเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เท่านั้น แต่ข้อเท็จจริงที่แท้จริงเป็นประการใดอาจนำสืบหักล้างได้
ทำสัญญาเช่าห้องและที่ดินจากโจทก์ ต่อมาผู้ให้เช่าก็บอก ว่าค่าเช่าอย่างเดิม แต่ที่จริงแล้ว ศาลฏีกาพิพากษาว่า ที่จำเลยทำค่าเช่านั้น คิดว่าอัตราค่าเช่าเท่าเดิมเสมอไป แต่สำคัญผิดในเนื้อหาแห่งนิติกรรม ศาลก็ถือว่า การสำคัญผิดอันนี้เป็นสำคัญผิดในสิ่งที่เป็นสาระสำคัญของนิติกรรมเช่นกัน
แต่ว่าความสำคัญผิดที่จะทำให้นิติกรรมเป็นโมฆะ นั้น นอกจากสามสิ่ง และ ในเรื่องอื่นก็มี
1603/2545 - ค้นไม่พบ แม้ไม่ใช่สำคัญผิดในลักษณะนิติกรรม แต่ราคาทรัพย์สินที่ตกลงกันย่อมมากพอ ที่เป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม เป็นโมฆะ
จะเห็นได้ว่าการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในเรื่องเหล่านี้ ความสำคัญผิดยังมีผลต่อกฎหมายอีกอันหนึ่ง
มาตรา 157 คือไม่ถึงกับโมฆะ เป็น เพียงโมฆียะ
จะเห็นได้ว่าการแสดงเจตนา โดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของตัวบุคคลหรือทรัพย์ ไม่ใช่เรื่องสำคัญผิดในตัว หรือใน ทรัพย์
เป็นเพียงสำคัญผิดใน คุณสมบัติ เท่านั้น ตัวอย่างเช่น จ้าง ก มาทำครัว โดยเชื่อว่า นาย ก ทำครัวเก่ง แต่จริงๆ ก แม้แต่ทอดไข่ยังไม่ได้เลย อันนี้ก็เป็นสำคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคลซึ่งตามปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญ
หรือกรณีซื้อที่ดิน เข้าใจว่าไม่มี เสาไฟฟ้า หรือสิ่งก่อสร้างอะไรพาดผ่าน แต่พอ ไปดูจริงๆแล้วมีทางเสาไฟพาดผ่าน นิติกรรมดังกล่าวก็เป็นโมฆียะ
ปัญหาใหญ่คือคุณสมบัติของบุคคลนั้นอันไหนที่จะถือว่าเป็นการสำคัญผิดเช่นนั้น
ก็จะต้องดูเป็นเรื่องๆไป ดูความมุ่งหมายหรือเจตนาของคู่กรณีเป็นสำคัญ ยกตัวอย่าง ดูตามนิติกรรมที่ทำมา ว่ามันเกี่ยวเนื่องกับการชำระหนี้ หรือไม่ ถ้าคุณสมบัติที่ว่าไม่เกี่ยวข้องกับการนั้นเลย ก็เป็นคุณสมบัติที่ไม่เกี่ยวข้องกับนิติกรรมนั้น
ยกตัวอย่างเช่น สัญญาจ้างคนมาก่อสร้างบ้าน แน่นอนเราก็ต้องเอาคนที่มีความรู้เรื่องสร้างบ้านมา กรณีเช่นนี้ก็จะเห็นได้ว่าสัญญาจ้างนี้เป็นการสำคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคล
หรือกรณีที่จ้างแม่ครัวมาทำอาหาร จะเต้นรำได้หรือไม่ ก็ไม่สำคัญ ถ้าเต้นรำไม่ได้ ก็ไม่ทำให้สัญญาจ้างแม่ครัว กลายเป็นโมฆียะ
คุณสมบัติของบุคคลหรือทรัพย์ หมายความ ว่า เป็นคุณสมบัติที่ทำให้บุคคล หรือ ทรัพย์นั้น ต่างชนิดต่างประเภท ไปจากที่ผู้แสดงเจตนาเข้าใจ ซึ่งทำให้นิติกรรมเป็นโมฆียะ
ในแง่ของบุคคล มีตัวอย่างคือความน่าไว้วางใจของคู่สัญญาฝ่ายหนึ่ง ความรู้ในวิชาช่างในเมื่อความรู้นั้นเกี่ยวกับสัญญา จึงเป็นคุณสมบัติ ของบุคคล
ถ้าหากเป็นเรื่องสำคัญผิดในคุณสมบัติ ก็มีฏีกา
2349/2531
จำเลยทำสัญญาจะขายที่พิพาทให้โจทก์โดยทราบว่าโจทก์จะซื้อที่พิพาทไปเพื่อสร้างโรงงาน เมื่อจำเลยทราบว่าที่พิพาทอยู่ในเขตประกาศของกระทรวงมหาดไทยเรื่องห้ามก่อสร้างอาคาร แต่ปกปิดข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงถือว่าโจทก์แสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์ที่จะซื้อซึ่งเป็นสาระสำคัญ สัญญาจะซื้อขายเป็นโมฆียะ เมื่อโจทก์บอกล้างแล้วสัญญาจะซื้อขายจึงเป็นโมฆะมาแต่แรก คู่สัญญาต้องกลับคืนยังฐานะเดิม จำเลยต้องคืนเงินมัดจำให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ย.
ทำสัญญาจะขายโดยทราบว่าจะนำไปทำโรงงาน แต่ก็ปกปิดว่า อยู่ในเขต ห้ามสร้างโรงงาน
3595/2531
จำเลยแจ้งปีเกิดตามหลักฐานที่ผิดโดยมีเจตนาปกปิดความจริงเป็นเหตุให้โจทก์สำคัญผิดในคุณสมบัติของจำเลยตามพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518ทำให้โจทก์ยอมรับโอนจำเลยเข้าเป็นพนักงานของโจทก์ โดยที่ขณะนั้นจำเลยมีอายุเกินกว่าหกสิบปีบริบูรณ์แล้ว ต่อมาโจทก์ทราบความจริงจึงเลิกจ้างจำเลย เช่นนี้ แม้การที่จะให้จำเลยคืนเงินค่าจ้างและเงินอื่นแก่โจทก์ ไม่เป็นการพ้นวิสัย แต่การงานที่จำเลยทำให้โจทก์ไปแล้วซึ่งเป็นประโยชน์แก่โจทก์ และโจทก์ยอมรับเอาการงานของจำเลยแล้วก็ต้องกลับคืนไปยังฐานะเดิมด้วยดุจกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 138 วรรคสาม เมื่อการที่จะให้การงานที่ทำไปแล้วกลับคืนยังฐานะเดิมเป็นการพ้นวิสัย โจทก์จึงต้องใช้ค่าเสียหายที่สมควรแก่หน้าที่การงานให้แก่จำเลย โดยถือว่าค่าจ้างและเงินอื่นตามฟ้องที่จำเลยได้รับไปแล้วเป็นค่าเสียหายจำนวนนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาเงินดังกล่าวคืนจากจำเลยอีก
แจ้งปีเกิดผิดโดยเจตนา ปกปิด เป็นเหตุให้โจทก์สำคัญผิด
568/2548
แม้คดีนี้จะมีการสืบพยานบุคคลของโจทก์และจำเลยเพียงฝ่ายละ 1 ปาก แต่จำเลยได้ฟ้องแย้งไว้ด้วย คดีมีทุนทรัพย์ตามคำฟ้องจำนวน 1,883,931.97 บาท และทุนทรัพย์ตามคำฟ้องแย้งจำนวน 994,076.66 บาท ศาลมีอำนาจกำหนดค่าทนายความตามอัตราค่าทนายความตามตาราง 6 ท้าย ป.วิ.พ. ขั้นสูงร้อยละ 5 ของทุนทรัพย์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดค่าทนายความจำนวน 40,000 บาท นั้น ไม่ถือว่าสูงเกินไป
โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินต่างประเทศ ซึ่งหากจำเลยจะชำระหนี้เป็นเงินไทยก็ได้ แต่การเปลี่ยนเงินต้องใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และเวลาใช้เงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 196 วรรคสอง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษากำหนดให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนในวันฟ้องเท่ากับการพิพากษานอกเหนือหรือเกินไปกว่าคำฟ้องจึงไม่ชอบ และเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน
หนี้เงินต่างประเทศสกุลฟรังก์ฝรั่งเคสที่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยชำระแก่โจทก์ตามคำฟ้องเป็นเงินตราของประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งอยู่ในทวีปยุโรปที่มีการจัดตั้งสหภาพยุโรป ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงสกุลเงินที่ใช้ในประเทศดังกล่าวจึงเห็นสมควรกำหนดวิธีการคิดคำนวณมูลค่าเงินไว้เพื่อความสะดวกในการบังคับคดีด้วย
หากในเวลาใช้เงินจริงนั้นเงินฟรังก์ฝรั่งเคสเป็นเงินตราชนิดที่ยกเลิกไม่ใช้กันแล้ว ให้จำเลยชำระหนี้ด้วยเงินสกุลที่ใช้แทนเงินฟรังก์ฝรั่งเคสที่มีมูลค่าเท่ากับจำนวนหนี้ต้นเงินฟรังก์ฝรั่งเศสพร้อมดอกเบี้ยดังกล่าวข้างต้นโดยคิดดอกเบี้ยถึงวันก่อนวันคำนวณเปลี่ยนจำนวนหนี้เงินฟรังก์ฝรั่งเศสเป็นเงินสกุลที่ใช้แทน ทั้งนี้ โดยการคำนวณเปลี่ยนจำนวนหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยที่เป็นเงินฟรังก์ฝรั่งเศสเป็นเงินสกุลที่ใช้แทนนั้นให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ วันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเงินฟรังก์ฝรั่งเศสเป็นเงินสกุลที่ใช้แทนที่สามารถแลกเปลี่ยนได้ในขณะหรือก่อนเวลาใช้เงินจริง และคิดดอกเบี้ยของต้นเงินที่เปลี่ยนเป็นเงินสกุลที่ใช้แทนนั้นนับแต่วันเปลี่ยนเงินดังกล่าวจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์
รถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นรถยนต์เก่าแต่มีสภาพพอใช้ได้ และได้ตรวจดูก่อนทำสัญญาซื้อขายแล้ว
251 /2537
การอ้างสิทธิที่จะผ่านที่ดินของบุคคลอื่นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 วรรคหนึ่ง บุคคลนั้นจะต้องไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะโดยทางอื่นได้ เมื่อปรากฏว่าระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ได้สิทธิภาระจำยอมที่จะผ่านทางในที่ดินข้างเคียงแปลงอื่นออกสู่ทางสาธารณะได้โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิใช้ทางพิพาทในที่ดินจำเลยทั้งสามเป็นทางจำเป็นเพื่อออกสู่ทางสาธารณะตามกฎหมายได้อีก อำนาจฟ้องเอาทางจำเป็นของโจทก์ที่มีต่อจำเลยทั้งสามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 ย่อมหมดสิ้นไป เพราะไม่มีเหตุตามกฎหมายที่โจทก์จะขอให้ศาลพิพากษาบังคับให้ตามคำขอของโจทก์ต่อไป
แม้ต่อมาโจทก์ได้แบ่งขายที่ดินส่วนที่ติดทางภาระจำยอมให้แก่บุคคลอื่นไป จนเป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์ถูกปิดกั้นในการออกไปยังทางภาระจำยอมเพื่อออกสู่ทางสาธารณะก็ตาม แต่เหตุดังกล่าวเป็นเหตุที่เกิดขึ้นใหม่อันเป็นเรื่องนอกเหนือจากคำฟ้องของโจทก์ โจทก์จะขอให้จำเลยทั้งสามเปิดทางจำเป็นเนื่องจากการแบ่งขายที่ดินเป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะโดยอาศัยคำฟ้องเดิมหาได้ไม่ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247
วินิจฉัยว่าการซื้อที่ดินพิพาทโดยหลงชื่อตามที่ ว่า ทิ่ดินดังกล่าวติดถนน
1955/2538
จำเลยทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทให้โจทก์โดยจำเลยรู้อยู่ก่อนว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทเพื่อสร้างโรงงานผลิตอาหารกระป๋องและรู้ว่าที่ดินพิพาทจะถูกเวนคืนบางส่วนเพื่อขุดคลองชลประทานแต่ก็ไม่แจ้งความจริงให้โจทก์ทราบเป็นการที่โจทก์แสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์ที่จะซื้อซึ่งตามปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญสัญญาจะซื้อจะขายจึงเป็นโมฆียะเมื่อโจทก์ได้ไปทวงเงินคืนจากจำเลยถือว่าได้บอกล้างโมฆียะกรรมแล้วสัญญาจะซื้อขายจึงเป็นโมฆะมาแต่แรกคู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมจำเลยต้องคืนเงินมัดจำให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยและโจทก์ก็ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยตามที่ระบุในสัญญาว่าหากจำเลยผิดสัญญาแล้วจะต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงินจำนวนหนึ่งได้เพราะเป็นการขอให้บังคับตามข้อตกลงในสัญญาดังกล่าว
40/2516
โจทก์ฟ้องบังคับจำเลยให้ปฏิบัติตามหนังสือสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งจำเลยทั้งสามได้ทำไว้กับโจทก์ จำเลยต่อสู้มีประเด็นเพียงว่า เหตุที่จำเลยทั้งสามยอมตกลงทำหนังสือสัญญาประนีประนอมยอมความให้โจทก์ไว้นั้น เป็นเพราะจำเลยทั้งสามหลงสำคัญผิดในคุณสมบัติของโจทก์โดยจำเลยเข้าใจว่าโจทก์เป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดกและโจทก์เป็นผู้มีสิทธิในกองมรดกนี้ด้วย เมื่อจำเลยทราบความจริง ว่าโจทก์ไม่ใช่ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดกจำเลยจึงได้บอกล้างหนังสือสัญญาประนีประนอมยอมความนี้ต่อโจทก์ หนังสือสัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์นำมาฟ้องจึงตกเป็นโมฆะไม่มีผลบังคับ ดังนี้ ถึงแม้จะเป็นความจริงตามที่จำเลยอ้าง ก็เป็นเพียงความสำคัญผิดถึงฐานะทางกฎหมายของโจทก์ หาใช่ความสำคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคล ซึ่งตามปกติย่อมนับว่าเป็นสารสำคัญที่ทำให้สัญญาประนีประนอมในเรื่องทรัพย์มรดกเสียไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 120,138 ไม่ รูปคดีจึงไม่จำต้องฟังพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายในประเด็นดังกล่าวนี้
เป็นเรื่องฐานะของบุคคล เป็นสาระสำคัญของบุคคลหรือไม่ คือทำสัญญาโดยคิดว่าเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่ถือว่าเป็นการสำคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคล
2259/2526
แม้จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความยอมขายที่ดินคืนแก่โจทก์เพราะเข้าใจผิดคิดว่าโจทก์เป็นทายาทของเจ้ามรดก ก็เป็นเรื่องจำเลยสำคัญผิดต่อฐานะทางกฎหมายของโจทก์เท่านั้น หาใช่ความสำคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคลซึ่งตามปกติย่อมเป็นสาระสำคัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 120 อันจะทำให้สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์จำเลยเป็นโมฆียะไม่
ความจริงแล้วฏีกาทั้งสองเรื่องไม่ได้วินิจฉัยแจ้งว่า มันไม่สาระสำคัญหรือไม่ หรือว่า มันไม่ใช่การสำคัญผิดเลย
กฎหมายเดิมก็จะมีเรื่องที่ว่า ถ้าเกิดจากการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงจะยกความเป็นโมฆะ มาเป็นประโยชน์ของตนเองไม่ได้
กฎหมายปัจจุบัน มาตรา 158 ความสำคัญผิดตามมาตรา 156 หรือมาตรา 157 ซึ่งเกิดขึ้นโดยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของบุคคลผู้แสดงเจตนาบุคคลนั้นจะถือเอาความสำคัญผิดนั้นมาใช้เป็นประโยชน์แก่ตนไม่ได้