สรุปคำบรรยาย วิแพ่ง2( วิสามัญ) ภาค 2/61 ชั่วโมงที่ 7เอาไว้อ่านเล่นๆก่อนเรียนชั่วโมงที่ 8 ต่อไปครับ

1,042 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Jan 8, 2009, 3:15:04 AM1/8/09
to LAWSIAM, lawsiam com

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์สุวัฒน์  วรรธนะหทัย ผู้บรรยาย   , ผู้ก่อตั้ง lawsiamgooglegroups และ คุณแบ่งปัน ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า

ครั้งที่ 7 ( 6 /01 /52 )

วิสามัญ ศาลชั้นต้น หมวดนี้ก็ต้องไปไม่เร็วนัก เพื่อให้นักศึกษามีความเข้าใจ คราวที่แล้วได้อธิบายจบ วรรค 2 198 ทวิ ซึ่งเป็น หัวใจของการขาดนัด

 

                  มาตรา 198 ทวิ ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การมิได้ เว้นแต่ศาลเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมายในการนี้ศาลจะยกขึ้นอ้างโดยลำพังซึ่งข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็ได้

  เพื่อประโยชน์ในการพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีตามวรรคหนึ่ง ศาลอาจสืบพยานเกี่ยวกับข้ออ้างของโจทก์หรือพยานหลักฐานอื่นไปฝ่ายเดียวตามที่เห็นว่าจำเป็นก็ได้แต่ในคดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคล สิทธิในครอบครัวหรือคดีพิพาทเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ให้ศาลสืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียว และศาลอาจเรียกพยานหลักฐานอื่นมาสืบได้เองตามที่เห็นว่าจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

ในการกำหนดจำนวนเงินตามคำขอบังคับของโจทก์ ให้ศาลปฏิบัติดังนี้

(๑) ในกรณีที่โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินจำนวนแน่นอนให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์ส่งพยานเอกสารตามที่ศาลเห็นว่าจำเป็นแทนการสืบพยาน

(๒) ในกรณีที่โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินอันไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ให้ศาลสืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียว และศาลอาจเรียกพยานหลักฐานอื่นมาสืบได้เองตามที่เห็นว่าจำเป็น

ถ้าจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การไม่มาศาลในวันสืบพยานตามมาตรานี้ มิให้ถือว่าจำเลยนั้นขาดนัดพิจารณา

ถ้าโจทก์ไม่นำพยานหลักฐานมาสืบตามความในมาตรานี้ภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด ให้ถือว่าคดีของโจทก์ไม่มีมูล และให้ศาลยกฟ้องของโจทก์

กรณีสืบพยานวันแรกหากจำเลยไม่มา จะทำอย่างไร ดู 198 ทวิ วรรค 4  
กรณีนี้หากโจทก์ไม่มาศาลแล้วบอกว่าคดีโจทก์ไม่มีมูลให้ยกฟ้องไปก็ดูจะโหดร้ายไป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5441/2546
การปิดประกาศแจ้งวันนัดที่หน้าศาลจะมีผลใช้ได้ต่อเมื่อกำหนดเวลา 15 วัน นับตั้งแต่ปิดประกาศได้ล่วงพ้นไปแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 79 วรรคสอง คดีนี้ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนไปนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 23 พฤศจิกายน 2544 โดยปิดประกาศแจ้งวันนัดให้จำเลยทราบที่หน้าศาลเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2544 ซึ่งการปิดประกาศนี้จะมีผลเป็นการแจ้งวันนัดให้จำเลยทราบโดยชอบนับตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน 2544 ดังนั้น ในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2544 เมื่อจำเลยไม่มาศาล หากโจทก์และพยานโจทก์จะมาศาลก็ไม่อาจสืบพยานโจทก์ได้
ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งเลื่อนคดีไปเพื่อแจ้งวันนัดให้จำเลยทราบโดยชอบเสียก่อน การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถือว่าคดีของโจทก์ไม่มีมูลและให้ยกฟ้องของโจทก์เพราะโจทก์ไม่นำพยานหลักฐานมาสืบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคห้า จึงเป็นการไม่ชอบ
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตจำนวน ๑๔๙,๒๖๙.๐๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๗.๗๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๒๑,๗๖๙ บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๔.๕๐ ต่อปี ของต้นเงิน ๔๙,๕๐๓.๔๐ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้สืบพยานเกี่ยวกับข้ออ้างของโจทก์ไปฝ่ายเดียว เพื่อประโยชน์ในการพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดี แต่ในวันนัดสืบพยานไม่มีคู่ความมาศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถือว่าคดีของโจทก์ไม่มีมูล และให้ยกฟ้องของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคห้า ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การส่งหมายแจ้งวันฟ้องสืบพยานให้แก่จำเลยอันจะเป็นเหตุที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถือว่าคดีของโจทก์ไมมีมีมูล และให้ยกฟ้องของโจทก์ ชอบหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์วันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๔๔ เมื่อถึงวันนัดทนายโจทก์ขอเลื่อนคดี โดยอ้างว่าทนายโจทก์ป่วย ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนไปนัดสืบพยานโจทก์วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ ทนายโจทก์ ขอเลื่อนคดีอีกโดยอ้างว่าต้องไปประชุมที่กรุงเทพมหานคร ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนไปนัดสืบพยานโจทก์วันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ โดยปิดประกาศแจ้งวันนัดให้จำเลยทราบที่หน้าศาล ครั้นถึงวันนัดไม่มีคู่ความมาศาล เห็นว่า การปิดประกาศแจ้งวันนัดที่หน้าศาลจะมีผลใช้ได้ต่อเมื่อกำหนดเวลา ๑๕ วัน นับตั้งแต่ปิดประกาศได้ล่วงพ้นไปแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๗๙ วรรคสอง การปิดประกาศในคดีนี้เมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ จะมีผลเป็นการแจ้งวันนัดให้จำเลยทราบโดยชอบนับตั้งแต่วันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ ดังนั้น ในวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ เมื่อจำเลยไม่มาศาล หากโจทก์และพยานโจทก์จะมาศาลก็ไม่อาจสืบพยานโจทก์ได้ ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งเลื่อนคดีไปเพื่อแจ้งวันนัดให้จำเลยทราบโดยชอบเสียก่อน การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถือว่าคดีของโจทก์ไม่มีมูลและให้ยกฟ้องของโจทก์เพราะโจทก์ไม่นำพยานหลักฐานมาสืบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคห้า จึงเป็นการไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น
อนึ่ง คดีนี้โจทก์อุทธรณ์ขอให้เพิกถอนคำพิพากษาศาลชั้นต้น และขอให้พิจารณาใหม่ จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง ๒๐๐ บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลมาใน ทุนทรัพย์ ๑๔๙,๒๖๙.๐๑ บาท จึงเกินกว่าที่ต้องเสีย เห็นสมควรคืนส่วนที่เกินแก่โจทก์
พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่การสืบพยานโจทก์ แล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งไปตามรูปคดี ให้คืนค่าขึ้นศาลที่โจทก์เสียเกิน ๒๐๐ บาท ในชั้นฎีกาแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่
( ไพโรจน์ วายุภาพ - พินิจ เพชรรุ่ง - โนรี จันทร์ทร )
ศาลจังหวัดทุ่งสง - นายพิเชฐ ทองช่วย
ศาลอุทธรณ์
ฎีกาข้างบนคือโจทก์ไม่มีปัญหา ส่วนในกรณีของจำเลยเป็นการแจ้งวันนัดให้แก่จำเลยไม่ชอบเมื่อ

แต่ถ้าวันนัดชอบ จำเลยไม่มาโจทก์ไม่มา ศาลก็ยกฟ้องได้เพราะมันเข้าหลักเกณฑ์

ต่อมาเรื่อง 198 ตรี  
มาตรา ๑๙๘ ตรี ในคดีที่จำเลยบางคนขาดนัดยื่นคำให้การ ให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีโดยขาดนัดยื่นคำให้การระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การนั้นไปก่อนและดำเนินการพิจารณาคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ยื่นคำให้การต่อไปแต่ถ้ามูลความแห่งคดีนั้นเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ ให้ศาลรอการพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีโดยขาดนัดยื่นคำให้การไว้ก่อน เมื่อศาลดำเนินการพิจารณาสำหรับจำเลยที่ยื่นคำให้การเสร็จสิ้นแล้ว ก็ให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีไปตามรูปคดีสำหรับจำเลยทุกคน
ในกรณีที่จำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การไม่มาศาลในวันสืบพยานของคู่ความอื่นมิให้ถือว่าจำเลยนั้นขาดนัดพิจารณา
อันนี้ก็วางหลักไว้ชัดเลยในกรณีที่จำเลยหลายคน ตัดสินได้ก็ตัดสินไปก่อนเลย  อยากเตื่อนย้ำว่าอย่าลืมหน้าที่ของโจทก์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 911/2548
รายงานกระบวนพิจารณาเป็นเอกสารที่ศาลจดแจ้งข้อความเกี่ยวด้วยเรื่องที่ได้กระทำในการนั่งพิจารณาหรือในการดำเนินกระบวนพิจารณาอื่นๆ ของศาลตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 48 ส่วนคำให้การเป็นคำคู่ความซึ่งกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งใน ป.วิ.พ. มาตรา 67 ว่าให้คู่ความทำเป็นหนังสือโดยใช้แบบพิมพ์ของศาลที่จัดไว้และมีรายการต่างๆ ตามที่ระบุไว้ในบทบัญญัติดังกล่าว ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นจะได้บันทึกคำแถลงของจำเลยที่ 4 ที่ยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา ก็ถือไม่ได้ว่ารายงานกระบวนพิจารณาฉบับดังกล่าวเป็นคำให้การของจำเลยที่ 4
เมื่อจำเลยที่ 4 มิได้ยื่นคำให้การภายในกำหนด กรณีจึงถือว่าจำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ต้องมีคำขอต่อศาลภายใน 15 วันนับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยที่ 4 ยื่นคำให้การได้สิ้นสุดลงเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยทั้งสี่จะแถลงยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้อง และศาลชั้นต้นสามารถพิจารณาคดีได้โดยไม่ต้องทำการสืบพยานอีกต่อไป ก็ไม่ทำให้โจทก์หมดหน้าที่ที่จะต้องมีคำขอตามบทกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์มิได้มีคำขอศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ออกจากสารบบความได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 วรรคสอง

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีพร้อมดอกเบี้ย หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 4 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมรับผิดชดใช้หนี้ส่วนที่ขาดจนครบ
จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ 4 ไม่ยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ไม่ได้มีคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ (ที่ถูกยื่นคำขอเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด) จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ออกจากสารบบความ
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 9,706,323.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,124,679.53 บาท นับแต่วันที่ 28 เมษายน 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ
ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ในวันนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 21 กรกฎาคม 2543 จำเลยที่ 4 ได้มาแถลงต่อศาลชั้นต้นยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องจริง ศาลชั้นต้นจึงบันทึกคำแถลงของจำเลยที่ 4 ไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา และจำเลยที่ 4 ได้ลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวด้วย กรณีจึงเท่ากับว่าจำเลยที่ 4 ได้ทำคำให้การเป็นหนังสือตามกฎหมายแล้ว และการที่จำเลยทั้งสี่สละประเด็นข้อต่อสู้ทั้งหมดโดยยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้อง ศาลชั้นต้นย่อมพิพากษาคดีไปได้โดยไม่ต้องสืบพยาน แต่ด้วยคู่ความประสงค์จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ศาลชั้นต้นจึงให้เลื่อนคดีเพื่อเจรจากัน ไม่ชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ออกจากสารบบความนั้น เห็นว่า รายงานกระบวนพิจารณาเป็นเอกสารที่ศาลจดบันทึกข้อความเกี่ยวด้วยเรื่องที่ได้กระทำในการนั่งพิจารณาหรือในการดำเนินกระบวนพิจารณาอื่นของศาลตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 48 ส่วนคำให้การเป็นคำคู่ความซึ่งกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 67 ว่า ให้คู่ความทำเป็นหนังสือโดยใช้แบบพิมพ์ของศาลและมีรายการต่างๆ ตามที่ระบุไว้ในบทบัญญัติดังกล่าว ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นจะได้บันทึกคำแถลงของจำเลยที่ 4 ที่ยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2543 และจำเลยที่ 4 ได้ลงลายมือชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับดังกล่าวก็ตาม ก็ถือไม่ได้ว่ารายงานกระบวนพิจารณาฉบับดังกล่าวเป็นคำให้การของจำเลยที่ 4 เมื่อจำเลยที่ 4 มิได้ยื่นคำให้การภายในกำหนดกรณีจึงถือว่าจำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์จึงต้องมีคำขอต่อศาลภายในสิบห้าวันนับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยที่ 4 ยื่นคำให้การได้สิ้นสุดลงเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยทั้งสี่จะแถลงยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องและศาลชั้นต้นสามารถพิพากษาคดีได้โดยไม่ต้องทำการสืบพยานอีกต่อไป ก็ไม่ทำให้โจทก์หมดหน้าที่ที่จะต้องมีคำขอตามบทกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์มิได้มีคำขอศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ออกจากสารบบความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 วรรคสอง"
พิพากษายืน
( มนตรี ยอดปัญญา - ปัญญา ถนอมรอด - สุภิญโญ ชยารักษ์ )
มองในแง่ความเป็นธรรมในส่วนของจำเลยที่ 4 ก็ได้รับแล้ว
เราต้องใช้ให้ถูกว่าถ้า ไม่มาทั้งคู่ก็ไปใช้ 198 ทวิวรรคท้ายอย่างนี้เป็นต้น จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นว่ากฎหมายต้องการแยกบทบัญญัติทั้งสอง ประเภทออกจากกัน

บางคดีก็มีเหมือนกันแม้จำเลยขาดนัดโจทก์ก็ต้องสืบพยาน เช่น 198 ทวิวรรค 2

กระบวนพิจารณาในกรณีที่จำเลยขาดนัดพิจารณามาศาลในขณะพิจารรา หรือบางคนอาจเรียกว่า ทางแก้ของจำเลยที่ขาดนัด ก่อนศาลพิพากา ดูมาตรา 199

มาตรา 199 ถ้าจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การมาศาลก่อนศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดีและแจ้งต่อศาลในโอกาสแรกว่าตนประสงค์จะต่อสู้คดี เมื่อศาลเห็นว่าการขาดนัดยื่นคำให้การนั้นมิได้เป็นไปโดยจงใจหรือมีเหตุอันสมควร ให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การภายในกำหนดเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรและดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่เวลาที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ในกรณีตามวรรคหนึ่ง ถ้าจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การมิได้แจ้งต่อศาลก็ดี หรือศาลเห็นว่าการขาดนัดยื่นคำให้การนั้นเป็นไปโดยจงใจหรือไม่มีเหตุอันสมควรก็ดี ให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ในกรณีเช่นนี้ จำเลยอาจถามค้านพยานโจทก์ที่อยู่ระหว่างการสืบได้ แต่จะนำสืบพยานหลักฐานของตนไม่ได้

ในกรณีที่จำเลยมิได้ยื่นคำให้การภายในกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง หรือศาลไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การตามวรรคสอง หรือศาลเคยมีคำสั่งให้พิจารณาคดีใหม่ ตามคำขอของจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การตามมาตรา ๑๙๙ ตรี มาก่อน จำเลยนั้นจะขอยื่นคำให้การตามมาตรานี้อีกหรือจะร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ไม่ได้

อันนี้เป็นทางแก้สำหรับจำเลยที่ล่วงเลยเวลามันก็มีทางแก้ตาม 199  อันนี้เราต้องเข้าใจคำว่ามาศาลก่อนว่าไม่จำเป็นต้องเป็นตัวจำเลยมาศาลจริงๆ อาจเป็นการที่ จำเลยแต่งทนายหรือมอบฉันทะก็ได้  อาจแสดงออกได้ด้วยการยื่นคำร้องต่อศาล ( เจ้าหน้าที่รับฟ้อง ) ศาลก็ต้องหยุดการอ่าน แล้วมาพิจารราคำร้องของจำเลย ( จำเลยอาจแถลงด้วยวาจาก็ได้ ) แต่ถ้าศาลนั่งพิจารณาคดีอื่น อยู่ อย่างนี้จะไปขอศาลแถลงศาลก็คงจะไม่รับ  ต้องโอกาสแรก เท่านั้นเลย ไม่เช่นนั้นจะหมดโอกาส
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1435/2521
ในกรณีที่ศาลสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ให้นัดสืบพยานโจทก์เมื่อถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยมาศาลแต่มิได้แจ้งให้ศาลทราบถึงเหตุที่ตนมิได้ยื่นคำให้การ กลับแถลงยอมรับข้อเท็จจริงบางประการต่อศาลจนศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานโจทก์และนัดฟังคำพิพากษา เช่นนี้ จำเลยจะมายื่นคำร้องในวันนัดฟังคำพิพากษาว่ามิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การขออนุญาต ยื่นคำให้การอีกหาได้ไม่ เพราะจำเลยไม่ได้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 วรรคแรก ซึ่งกำหนดให้จำเลยแจ้งถึงเหตุที่มิได้ยื่นคำให้การ ให้ศาลทราบก่อนหรือในวันสืบพยานขณะเมื่อเริ่มต้นสืบพยาน
โจทก์กับบุคคลอื่นอีก 6 คนเป็นเจ้าของรวมในที่ดินมีน.ส.3 แปลงพิพาท จ.เจ้าของรวมคนหนึ่งไปขอออกโฉนดใส่ชื่อ จ. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แต่ผู้เดียวแล้วโอนขายให้จำเลย โจทก์จึงฟ้องจำเลยให้ไปทำนิติกรรมแก้ไขเปลี่ยนแปลงผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดโดยให้ใส่ชื่อโจทก์และเจ้าของรวมคนอื่นเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ด้วย ดังนี้ ศาลจะพิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนใส่ชื่อเจ้าของรวมคนอื่นมิได้เป็นโจทก์ฟ้องคดีด้วยไม่ได้ เพราะไม่ปรากฏว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้แทนหรือได้รับมอบอำนาจจากบุคคลเหล่านั้น

วันนี้ขอจบแค่นี้ ไว้ต่อกันในชั่วโมงอังคารหน้า

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages