ถามก่อนเข้าบทเรียน
1.นายอุดรให้คำมั่นด้วยวาจาว่า หากนายประจิมต้องการซื้อรถยนต์ นายอุดรยินดีขายให้ในราคา สองแสนแปดหมื่นบาท ต่อมานายอุดรถูกใจรถดังกล่าว ไม่อยากขาย จึงได้บอกกล่าวขอยกเลิกทันที ต่อมานายประจิมมาบอกขอซื้อรถยนต์ตามคำมั่น นายอุดรจะอ้างว่าได้บอกเลิกสัญญาไปแล้วได้หรือไม่ ? (ส่วนหนึ่งของข้อสี่ ข้อสอบเนฯ สมัยที่ 54 )
2.ตามปัญหาข้อ 1.นายอุดรจะอ้างได้หรือไม่ว่าคำมั่นดังกล่าวไม่ได้ทำหลักฐานเป็นหนังสืออย่างไรเลย นายประจิมจึงไม่อาจ ฟ้องร้องบังคับคดีตามคำมั่นได้ ?(ส่วนหนึ่งของข้อสี่ ข้อสอบเนฯ สมัยที่ 54 )
3.การที่นายบัญชาได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับนายสนิท โดย ไม่ได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ สัญญาจะซื้อจะขายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ ข้ออ้างนี้ฟังขึ้นหรือไม่ ? (ส่วนหนึ่งของข้อสี่ ข้อสอบเนฯ สมัยที่ 50 )
4. นายขาวโทรศัพท์สั่งซื้อข้าวนึ่งจากนายดำเพื่อส่งไปขายต่างประเทศ นายดำตอบตกลงโดยมีข้อตกลงกันทางโทรศัพท์ดังนี้ “ นายขาวซื้อข้าวนึ่งจำนวน 1 พันตัน ราคา สี่ล้าน เจ็ดแสนบาท ให้นายดำส่งมอบสินค้าลงเรือ ณ ท่าเรือกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 17 กันยายน 2552 นายขาวจะนำเรือมารับสินค้าเอง การชำระเงินค่าสินค้า ธนาคารกรุงทอง จำกัด จะเป็นผู้ชำระในนามของนายขาว โดยมีเงื่อนไขว่านายดำจะต้องส่งมอบสินค้าลงเรือครบตามจำนวน และภายในเวลาที่ได้ตกลงกัน ซึ่งถือเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดนั้น เมื่อนายขาวได้ส่งเงินให้แก่ธนาคารกรุงทองจำกัดแล้ว แต่ธนาคารกรุงทอง จำกัดยังไม่ได้ส่งเงินให้แก่นายดำ เมื่อถึงกำหนดนายดำไม่อาจส่งสินค้าให้แก่นายขาวได้ นายขาวจะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากนายดำได้หรือไม่? (ส่วนหนึ่งของข้อสี่ ข้อสอบเนฯ สมัยที่ 50 )
ครั้งที่ 3 . (การขายอย่างสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ )
คราวที่แล้วพูดถึงเรื่องประเภทของนิติกรรมหมดแล้วนะครับ หลังๆคำมั่นก็ออกข้อสอบบ่อยขึ้นนะครับ
คราวที่นี้จะพูดกันถึง 456 จริงๆบ้าง
มาตรา 456 การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ถ้ามิได้เป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไซร้ ท่านว่าเป็นโมฆะ วิธีนี้ให้ใช้ถึงซื้อขายเรือกำปั่นหรือเรือมีระวางตั้งแต่หกตันขึ้นไป เรือกลไฟหรือเรือยนต์มีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป ทั้งซื้อขายแพและสัตว์พาหนะด้วย
อนึ่งสัญญาจะขายหรือจะซื้อทรัพย์สินอย่างใด ๆ ดังว่ามานี้ก็ดี คำมั่นในการซื้อขายทรัพย์สินเช่นว่านั้นก็ดี ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญ หรือได้วางประจำไว้ หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่
บทบัญญัติที่กล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ท่านให้ใช้บังคับถึงสัญญาซื้อขายสังหาริมทรัพย์ซึ่งตกลงกันเป็นราคาสองหมื่นบาท หรือกว่านั้นขึ้นไปด้วย
ตัวบทได้แก้ไขแล้วนะครับ
อสังหาริมทรัพย์ก็คือทรัพย์ตามมาตรา 139 ที่ดินเนี่ยแน่นอนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะจดทะเบียนได้หรือไม่ได้ก็ตามแต่ก็ไปสมบูรณ์ในทางนิติกรรมประเภทอื่น
ทรัพย์ที่ติดเป็นการถาวรคือ ธรรมชาติหรือคนเอาไปติดก็ได้
ทีนี้ก็มีปัญหาว่า ในข้อเท็จจริงบางเรื่องเป็นการซื้อสังหาริมทรัพย์มีปัญหาว่าจะจดทะเบียนเหรอไม่ เช่นสวนเงาะ กินบุพเฟย์ ต้องไปจดไหม เป็นอสังหาริมทรัพย์หรือไม่ ที่จริงเรื่องนี้ก็เป้นเรื่องกฎหมายทรัพย์นั้นก็ต้องดูจากสภาพแห่งตัวทรัพย์ตามความเป็นจริง เช่นนักเลงโตเอาไม้ไผ่ไปปักไว้ก็ไม่มีใครไปกล้าถอน แต่พอมีพายุก็โยกไปมาตามแรง ในที่สุดก็ปลิวไปเอง ก็โดยสภาพไม่ติดตรึงตราแน่นอน แม้เจตนาคนนำไปติดจะมีเจตนาให้มันติด ก็ ไม่ทำให้เป็นอสังหาริมทรัพย์ไปได้
ฎ.399/2539 – ค้นไม่พบ
ถ้าสภาพมันติดตรึงตราแต่ โดยเจตนาผู้สร้างไม่ได้ให้มันอยู่ถาวร เช่นร้านงานกาชาด ก็ เป็นอสังหาริมทรัพย์ เจตนาของคนติดคนทำไม่สำคัญ เราดูจากหลักตรงนี้
นี่คือคำตอบว่าทำไมซื้อเรือนไทย หรือซื้อเงาะมันไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์ เป็นการซื้อสังหาริมทรัพย์ เพราะเจตนาตอนโอนคือเจตนาโอนให้พ้นสภาพจากการติดตรึงตราแน่นหนา
อีกอันนึงใน อสังหาริมทรัพย์ก็คือทรัพย์อันประกอบ ก็คล้ายๆกับหลักก่อนคือหากเจตนาคนโอนต้องการให้โอนอย่างสังหาริมทรัพย์
ฎ.755/2527 เป็นเรื่องการเช่าที่ดินแล้วขุดหน้าดินเอาไปขายก็ไปฟ้องว่าลักทรัพย์แล้วเป้นทรัพย์ของผู้อื่นนะ การมอบการครอบครองมอบในลักษณะอสังหาริมทรัพย์ ก็เปลี่ยนสภาพเป็นสังหาริมทรัพย์แล้ว เป็นลักทรัพย์ได้
อีกประเภทหนึ่งที่ต้องระวังมากๆคือทรัพยสิทธิเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ก็มี 7 ทรัพยสิทธิด้วยกันที่ประมวลแพ่งก่อตั้ง และการซื้อขาย 7 ทรัพยสิทธินี้ ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ + 1 สิทธิคือสิทธิรับจำนองเป็นสิทธิ ที่ศาลฏีกาในวางหลัก
เรื่องการซื้อสิทธิการเช่าซื้อในอสังหาริมทรัพย์ ก็ไม่ใช่สิทธิ 7 + 1 ก็เป็นการซื้อขายสังหาริมทรัพย์ทั่วๆไป
การซื้อขายทรัพย์สินที่ ดูเหมือน เป็นการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์เมื่อไม่ใช่ก็ไม่ควรนำ 456 วรรค 1 มาจับ
กรณีแรกการขายหุ้นส่วนในอสังหาริมทรัพย์ หรือนิติบุคคลที่ถือครองอสังหาริมทรัพย์
ฎ.135/2475
ฎ.464/2501 ขายหุ้นส่วนในโรงสีไม่ใช่การ
การโอนขายหุ้นส่วนโรงสีไม่ใช่เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์จึงไม่ต้องทำเป็นหนังสือ
ฎ.316/2491
การโอนขายหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญซึ่งมีทรัพย์สินเป็นอสังหาริมทรัพย์นั้นไม่ถือว่าเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ทำหนังสือสัญญากันเองก็ใช้ได้(อ้างฎีกาที่ 143/2475)
ผู้ใช้อำนาจปกครองทำนิติกรรมขายหุ้นของผู้เยาว์ในห้างหุ้นส่วนสามัญซึ่งมีทรัพย์เป็นอสังหาริมทรัพย์ได้โดยไม่ต้องรับอนุญาตจากศาล
สัญญาจะซื้อขายมีเงื่อนไขว่าจะต้องขออนุญาตต่อศาลเสียก่อนจึงจะขายได้โดยคู่สัญญาเข้าใจผิดคิดว่าจะต้องขออนุญาตจากศาล เมื่อตามกฎหมายไม่ต้องขออนุญาตดังนี้ เงื่อนไขนี้ก็ไม่มีผล ผู้ซื้อมีสิทธิฟ้องบังคับให้ผู้ขายปฏิบัติตามสัญญาได้ทีเดียว
กรณีต่อขายสิทธิเช่าซื้ออาคารพร้อมที่ดินการเคหะ ฎ.5466/2539 ข้อสอบผู้ช่วยปี 40 เกิน 10 ปีแล้วน่ากลับมามาก
จำเลยตกลงขายสิทธิการเช่าซื้อที่ดินพร้อมอาคารที่จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อจากการเคหะแห่งชาติแก่โจทก์โดยจำเลยตกลงให้โจทก์ผ่อนส่งเงินในกำหนดระยะเวลาหนึ่งซึ่งโจทก์ได้ผ่อนชำระให้จำเลยแล้วจำนวน62,000บาทข้อตกลงดังกล่าวไม่ได้ทำเป็นหนังสือแม้ข้อตกลงดังกล่าวจะเป็นการตกลงเพื่อให้โจทก์เข้าไปสวมสิทธิของจำเลยที่มีอยู่ต่อการเคหะแห่งชาติในการที่จะรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมอาคารต่อไปก็ตามแต่โจทก์ก็มิได้ฟ้องบังคับให้การเคหะแห่งชาติโอนที่ดินพร้อมอาคารให้แก่โจทก์อันจะต้องอยู่ในบังคับเรื่องการโอนสิทธิโจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยเกี่ยวกับสิทธิเช่าซื้อที่ดินพร้อมอาคารของการเคหะแห่งชาติซึ่งสิทธิเช่าซื้อดังกล่าวเป็นทรัพย์สินชนิดหนึ่งที่สามารถซื้อขายกันได้ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นการซื้อขายสิทธิแม้ไม่ทำเป็นหนังสือแต่ก็ได้มีการชำระหนี้เนื่องในการซื้อขายนี้กันบ้างแล้วอันมีผลผูกพันระหว่างจำเลยผู้ขายกับโจทก์ผู้ซื้อโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องตามข้อตกลงดังกล่าว (วินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่ครั้งที่3/2539)
ที่จริงเรื่องนี้มีการท้วงกันในคำพิพากษาว่ามันน่าจะเป็นการโอนสิทธิเรียกร้องไหม ศาลฏีกาเขียนไว้ชัดว่าเป็นเรื่องระหว่างผู้ซื้อผู้ขาย จึงต้องนำ เรื่องสัญญาซื้อขายมาจับ แต่ถ้าเป็นเรื่องการฟ้องกับการเคหะ ตอนนั้นจึงค่อยเอาเรื่องการโอนสิทธิเรียกร้องมาจับ
ประเภทที่ 3 คือการซื้อขายเรือนแบบย้ายออกไป
ฎ.114/2499
การซื้อขายเรือนโดยทำสัญญาซื้อขายกันที่กรมการอำเภอโดยมีข้อตกลงว่าโจทก์จะได้รื้อเอาไปภายในกำหนด 3 วันนั้นเป็นการขายสังหาริมทรัพย์ไม่เป็นโมฆะ ผู้ซื้อได้กรรมสิทธิ์ตามฎีกาที่ 923/85
โจทก์ทำสัญญาซื้อขายเรือนกับเจ้าของเดิม ณ ที่ว่าการอำเภอโดยตกลงกันว่าจะรื้อเรือนไปภายใน 3 วัน แต่แล้วโจทก์กลับไม่รื้อเรือนไปตามข้อตกลงและกลับยอมให้เจ้าของเดิมเช่าเรือนพิพาทต่อไปอีกเป็นเวลานานถึง 10 ปี ถ้าโจทก์จะมีสิทธิเหนือพื้นดินของเจ้าของเดิมก็ต้องจดทะเบียนสิทธิต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1299 จึงจะใช้ยันจำเลยผู้ซื้อซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้แต่คดีนี้ปรากฏว่าไม่มีนิติกรรมจดทะเบียนสิทธิเหนือพื้นดินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
เมื่อจำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ซื้อที่พิพาทโดยสุจริตและโดยเสียค่าตอบแทนทั้งได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นหลักฐานอีกด้วยเรือนซึ่งเป็นส่วนควบย่อมติดไปกับที่ดินจำเลยจึงได้กรรมสิทธิ์ในเรือนนี้ด้วย (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 3/2499)
ก็มีฎีกา 2370/2535 – ค้นไม่พบ ข้อสอบเนฯบอกว่าปลูกเรือนบนที่เรือนที่เช่าครบกำหนด พูดขายเรือนให้ดำรื้อออกไป เมื่อตกลงให้รื้อก็ไม่ต้องไปจดทะเบียนตกลงกันด้วยปากเปล่าก็เป็นสัญญาที่ชอบจะฟ้องร้องกันได้หรือไม่ก็อีกเรื่องหนึ่ง
การขายฝากเรือนต้องจดทะเบียนหรือไม่ ขายฝากเฉพาะเรื่องนะไม่ได้ขายที่ดิน ในสภาพของมัน อาจจะไม่ถูกรื้อก็ได้ถ้า ไถ่ภายในกำหนด ศาลฏีกาก็วินิจฉันไว้ตลอดว่า เป็นการขายฝากอสังหาริมทรัพย์ เพราะเรื่อนนั้นเป็นอสังหาริมทรัพย์อยู่เรื่อยไป
ซื้อแบบให้รื้อเอาไป มฏีกาอยุ่เลขหนึ่ง 236/2518 ที่จริงก็ไม่อยากพูดเพราะมันยังไม่นิ่ง
เรื่องคือเช่าเรือนไทย เช่ามาเกิดติดใจเลย ขอซื้อเฉพาะเรือน ก็ทำเสร็จ แล้ว แต่ขณะซื้อยังไม่มีเจตนาจะรื้อออกไป เพราะสัญญาเช่ายังมีกำหนดบังคับอยู่ ก็ถือเป็นการขายอย่างอสังหาริมทรัพย์
ฎ.1672/2505
แม้สัญญาให้จะมีข้อความว่า ผู้ให้ยินยอมให้ผู้รับรื้อถอนเรือนได้ในเมื่อไปอยู่ที่อื่นก็ดี แต่ถ้าคู่สัญญามิได้เจตนาจะให้มีการรื้อเรือนไปในเวลาใกล้ชิดกับวันที่ทำสัญญายกให้แล้ว เรือนนั้นหากลายสภาพเป็นสังหาริมทรัพย์ไม่ แต่ยังคงมีสภาพเป็นอสังหาริมทรัพย์ดังเดิม ฉะนั้นเมื่อการยกให้ทำแต่เพียงเป็นหนังสือ มิได้จดทะเบียน จึงไม่สมบูรณ์ และตกเป็นโมฆะ
เรื่องให้โดยเสน่ห์หา ให้แบบรื้อเอาไปก็เป็นให้สังหา แต่ถ้าให้แบบรื้อเอาไปไม่รู้จะรื้อเมื่อไหร่ถือเป็นการให้อย่างอสังหาริมทรัพย์
เรื่อนจะเป็นสังหาหรืออสังหามีเรื่องในเรื่องเช่าทรัพย์มีหลักที่ว่าสัญญาเช่าไม่ระงับไปด้วยเหตุแห่งการโอนอสังหาริมทรัพย์นั้น มตรา569
ฎ.2725/2532
จำเลยซื้ออาคารพิพาทอย่างสังหาริมทรัพย์โดยต้องรื้อถอนไปเมื่ออาคารพิพาทยังอยู่ในอายุสัญญาเช่า ระหว่างโจทก์กับเจ้าของเดิมจำเลยผู้ซื้อต้องรับโอนไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของผู้โอนซึ่งมีต่อผู้เช่า จำเลยต้องปฏิบัติตามสัญญาเช่าจนกว่าสัญญาเช่าสิ้นสุดลง
อันนี้ขายแบบรื้อเอาไป ก็ยังอยู่ในบังคับมาตรา 569 แม้จะเป็นการโอนอย่างสังหาก็ตาม
มีข้อสอบอีกข้อคือ วันนี้ขายใครจะซื้อบ้าง ตกลงซื้อเอาไปในสามวันทำหลักฐานเรียบร้อย วันรุ่งขึ้นเอาไปจดทะเบียนขายให้อีกคน ทั้งที่ดินและเรือน เลย ครึ่งวัน จะมารื้อรื้อเรือน เถียงกันสองคนใครชนะศาลฎีกา ก็เอาหลักส่วนควบ
ฎ.114/2499
การซื้อขายเรือนโดยทำสัญญาซื้อขายกันที่กรมการอำเภอโดยมีข้อตกลงว่าโจทก์จะได้รื้อเอาไปภายในกำหนด 3 วันนั้นเป็นการขายสังหาริมทรัพย์ไม่เป็นโมฆะ ผู้ซื้อได้กรรมสิทธิ์ตามฎีกาที่ 923/85
โจทก์ทำสัญญาซื้อขายเรือนกับเจ้าของเดิม ณ ที่ว่าการอำเภอโดยตกลงกันว่าจะรื้อเรือนไปภายใน 3 วัน แต่แล้วโจทก์กลับไม่รื้อเรือนไปตามข้อตกลงและกลับยอมให้เจ้าของเดิมเช่าเรือนพิพาทต่อไปอีกเป็นเวลานานถึง 10 ปี ถ้าโจทก์จะมีสิทธิเหนือพื้นดินของเจ้าของเดิมก็ต้องจดทะเบียนสิทธิต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1299 จึงจะใช้ยันจำเลยผู้ซื้อซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้แต่คดีนี้ปรากฏว่าไม่มีนิติกรรมจดทะเบียนสิทธิเหนือพื้นดินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
เมื่อจำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ซื้อที่พิพาทโดยสุจริตและโดยเสียค่าตอบแทนทั้งได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นหลักฐานอีกด้วยเรือนซึ่งเป็นส่วนควบย่อมติดไปกับที่ดินจำเลยจึงได้กรรมสิทธิ์ในเรือนนี้ด้วย (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 3/2499)
ฎ.698/2511 – ค้นไม่พบ
การขายสังหาริมทรัพย์จริงๆ แต่ต้องจดทะเบียน ถ้าไม่ทำเป็นโมฆะตาม 456 วรรคหนึ่งแต่ศาลฏีกาก็บอกว่าคนซื้อก็ได้สิทธิต่างๆ
ฎ.3420/2526 ก็ออกข้อสอบในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา 4 – 5 หนแล้วนะเนี่ยเผลอๆออกๆ
การซื้อขายที่พิพาทซึ่งเป็นที่มีโฉนดนี้เป็นที่ทราบกันว่า ฝ่ายจำเลยซื้อไปเพื่อใช้ประโยชน์ในราชการทหาร ซึ่งเป็นผลให้ที่พิพาทกลายเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304(3) การที่ พ.ตกลงขายที่พิพาทให้แก่จำเลย จึงเป็นการแสดงเจตนาสละที่พิพาทให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตั้งแต่วันทำสัญญา โดยไม่จำเป็นต้องมีการแก้โฉนดหรือจดทะเบียนการซื้อขายแต่อย่างใด โจทก์ซึ่งเข้าครอบครองที่พิพาทในภายหลังมิอาจยกเอาอายุความแห่งการได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองขึ้นต่อสู้แผ่นดินได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1306
ศาลฎีกาก็บอกว่าก็เป็นการสละให้เป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดินโดยทันที ก็มีออกผู้ช่วยอีกคราวนี้เป็นเรื่องให้โดยเสน่ห์หา
ฎ.9/2538
การอุทิศที่ดินให้ใช้เป็นทางสาธารณะเป็นการสละที่ดินให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1304ไม่จำต้องจดทะเบียนการให้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา525ก็มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย
ข้อสอบผู้ช่วยก็ถามต่อว่าถ้าเกิดมีการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลขึ้นมา แล้วมีนายดำมาซื้อโดยสุจริตตามคำสั่งศาลก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ไม่ได้รับครอบครอง คนรับโอนต่อมาก็ไม่มีสิทธิเช่นกัน
ฎ.2622/2522
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330 ที่บัญญัติถึงสิทธิของบุคคลผู้ซื้อทรัพย์สินโดยสุจริตในการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลหรือคำสั่งเจ้าพนักงานรักษาทรัพย์ในคดีล้มละลายนั้น ใช้บังคับเฉพาะทรัพย์สินที่มิใช่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน
โจทก์ซื้อส่วนหนึ่งของที่ดินของนิคมสร้างตนเองอันเป็น สาธารณสมบัติของแผ่นดินจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล ซึ่งโจทก์นำยึดโดยอ้างว่าเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาแม้โจทก์จะซื้อมาโดยสุจริต โจทก์ผู้รับโอนมาก็ไม่มีสิทธิในที่ดินนั้นเพราะ การโอนมิได้อาศัยอำนาจแห่งบทกฎหมายหรือพระราชกฤษฎีกา ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1305 จำเลย ครอบครองที่ดินดังกล่าวอยู่ก่อน ย่อมมีสิทธิดีกว่าโจทก์ โจทก์ ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย
ฎ.112/2539
จำเลยที่1ทำหนังสืออุทิศถนนให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ทั้งหมดถนนดังกล่าวตลอดสายจึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินโดยสมบูรณ์ตามกฎหมายทันทีที่จำเลยที่1ได้แสดงเจตนาอุทิศให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ด้วยไม่ต้องจดทะเบียนโอนสิทธิการให้ทางโฉนดต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา525แม้ข้อความในตอนท้ายของหนังสืออุทิศระบุว่าจำเลยที่1จะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวณสำนักงานที่ดินให้ต่อไปก็หามีผลทำให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินที่อุทิศยังไม่โอนไปไม่ การออกโฉนดที่ดินถนนที่อุทิศซึ่งเป็นที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่1เป็นการออกภายหลังจากที่ดินพิพาทได้ตกเป็นทางสาธารณประโยชน์แล้วการออกโฉนดที่ดินพิพาทจึงเป็นการออกโดยมิชอบและศาลย่อมมีอำนาจเพิกถอนได้ตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา61วรรคท้าย จำเลยที่2ซื้อที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินที่ออกโดยมิชอบเพราะออกโฉนดภายหลังจากที่ดินพิพาทได้ตกเป็นทางสาธารณประโยชน์แม้จะได้ซื้อจากการขายทอดตลาดของศาลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา330ก็ตามจำเลยที่2ก็ไม่ได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติดังกล่าว จำเลยที่2ไม่ได้กรรมสิทธิ์และไม่มีอำนาจโอนที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่3จำเลยที่3ไม่ได้กรรมสิทธิ์ด้วยจำเลยที่3ไม่มีสิทธิเข้าไปครอบครองที่ดินพิพาท
เรื่องยกเว้นเรื่องที่สองคือ ซื้อแต่ที่ดินไม่ซื้อเรือน แล้วต่อมามาซื้อแต่เรือนไม่จดทะเบียน ก็ไม่จำเป้นต้องจดทะเบียนอีกแล้วเพราะถือว่าเรือนนั้นก็เป็นส่วนควบของเจ้าของที่ดิน
ฎ.2105/2511
ผู้ร้องซื้อที่ดินซึ่งเรือนพิพาทปลูกอยู่เมื่อวันที่ 25มกราคม 2508 โดยทำนิติกรรมซื้อขายต่อพนักงานเจ้าหน้าที่. ในครั้งนั้นจำเลยตั้งใจจะรื้อเรือนพิพาทไปปลูกที่อื่น. จึงไม่ได้ขายเรือนพิพาทให้ผู้ร้องด้วย. ครั้นต่อมาจำเลยไม่มีเงินจะรื้อถอน. จึงได้ขายให้ผู้ร้องเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2508. ดังนี้ เรือนพิพาทตกเป็นส่วนควบของที่ดินของผู้ร้อง. และตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องไปในตัวในทันทีที่ได้ทำสัญญาซื้อขายเรือนพิพาทกันหาจำต้องไปทำการโอนจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 ไม่.(อ้างฎีกาที่ 561/2488,1124/2502).
ฎ.5557/2545
การซื้อขายอาคารอันเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่คู่สัญญามีความประสงค์จะทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 นั้น ถ้าตราบใดที่ยังมิได้มีการจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าทีให้เสร็จเรียบร้อย การได้มาโดยนิติกรรมซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้นย่อมไม่บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง เว้นแต่จะปรากฏว่าอาคารได้ตกเป็นส่วนควบของที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 144 วรรคสอง เมื่อจำเลยมีสิทธิที่จะปลูกสร้างในที่ดินได้ อาคารที่จำเลยปลูกสร้างจึงมิได้ตกเป็นส่วนควบของที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 146 ดังนั้น นิติกรรมการซื้อขายระหว่างผู้ร้องและจำเลยคงมีฐานะเป็นเพียงสัญญาจะซื้อขายซึ่งสามารถใช้บังคับกันต่อไปได้เท่านั้น กรรมสิทธิ์ในอาคารพิพาทจึงยังไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดิน ดังเช่นกรณีการซื้อขายเสร็จเด็ดขาดที่คู่สัญญามิได้มีความประสงค์ที่จะทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ และแม้จำเลยจะมอบอาคาให้ผู้ร้องครอบครองก็ถือว่าเป็นการครอบครองแทนจำเลยกรรมสิทธิ์ในอาคารยังคงเป็นของจำเลยอยู่ยังถือไม่ได้ว่าผู้ร้องอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 เพราะยังชำระราคากันไม่ครบผู้ร้องจึงยังไม่ได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 287 ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธินำยึดอาคารขายทอดตลาดชำระหนี้ได้ ผู้ร้องไม่มีสิทธิร้องขัดทรัพย์
ขายที่ดินไปแล้วต่อมาเปลี่ยนใจจะขายเรือนด้วยแต่ทำสัญญาจะซื้อจะขาย เขียนสัญญาไว้ชัดกรรมสิทธิ์ในเรือนนั้นก็ยังไม่ตกไปตามหลักส่วนควบ
อีกเรื่องหนึ่งเรื่องที่สาม ขายทอดตลาดตาม 1330
ฎ.5137/2537
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินและตึกแถวพิพาทโดยอ้างว่าอาจให้เช่าได้เดือนละ 20,000 บาท ศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้เดือนละ 3,000 บาท โจทก์มิได้อุทธรณ์ จึงฟังได้ว่าที่ดินและตึกแถวพิพาทอาจให้เช่าได้เดือนละ 3,000 บาท แม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายที่โจทก์ถูกผู้ซื้อที่ดินและตึกแถวพิพาทปรับอีก 100,000 บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทในส่วนนี้ก็ไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ที่จำเลยฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330 กำหนดเรื่องการขายทอดตลาดทรัพย์สินตามคำสั่งศาลหรือคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไว้เป็นกรณีพิเศษไม่อยู่ในข่ายของการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ทั่วไปที่บัญญัติเรื่องแบบนิติกรรมไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 ดังนั้น แม้จำเลยซื้อที่ดินและตึกแถวพิพาทมาจากลูกหนี้เมื่อลูกหนี้ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดก่อนจดทะเบียนการโอนที่ดินและตึกแถวพิพาทให้แก่จำเลยกรรมสิทธิ์ในที่ดินและตึกแถวพิพาทยังเป็นของลูกหนี้อยู่ โจทก์ซื้อที่ดินและตึกแถวพิพาทจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ โจทก์จึงมีสิทธิในที่ดินและตึกแถวพิพาทดีกว่าจำเลย
ตาม ฎ.694/2513
ว. เป็นผู้ซื้อที่พิพาทซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่าจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยสุจริต สิทธิของ ว. ย่อมเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330 จำเลยจะกล่าวอ้างว่าที่พิพาทเป็นของจำเลยมิใช่ของ ท. ลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ได้ที่พิพาทต้องตกเป็นของ ว. โจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อที่พิพาทจาก ว. อีกต่อหนึ่งแม้การซื้อขายระหว่างโจทก์กับ ว. ไม่ได้ทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดไว้โจทก์ย่อมฟ้องขับไล่จำเลยได้ ถือว่าโจทก์ได้สืบสิทธิของ ว. ซึ่งมีอยู่ตามมาตรา 1330 (เกี่ยวกับอำนาจฟ้องวินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 16/2513)
บอกว่าการซื้อขายทรัพย์ตามคำสั่งศาลไม่อยู่ในบังคับตาม 456 ไม่จำต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนและใครซื้อต่อไปก็ได้กรรมสิทธิ์โดยไม่จำต้องจดทะเบียน ถือว่ามีการสืบสิทธิไปเรื่อยๆ ท่านอาจารย์บัญญัติก็หมายเหตุไว้ว่าไม่เห็นด้วยเพราะมาตรา 1330 ไม่ได้มีบัญญัติ
ฎ.4596/2539
ผู้ร้องทั้งสามเป็นผู้ซื้อที่ดินของจำเลยจากการขายทอดตลาดจำเลยยื่นคำร้องให้ยกเลิกการขายทอดตลาดระหว่างพิจารณาคำร้องผู้คัดค้านมีคำสั่งให้สำนักงานบังคับคดีฯจัดเก็บผลประโยชน์ต่างๆในที่ดินดังกล่าวเมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ยกคำร้องของจำเลยผู้ร้องทั้งสามจึงได้ชำระเงินครบถ้วนภายหลังจากนั้นการขายทอดตลาดจึงเสร็จสมบูรณ์ในวันดังกล่าวเมื่อการขายทอดตลาดยังไม่เสร็จสมบูรณ์ในวันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ขายให้แก่ผู้ร้องทั้งสามกรรมสิทธิ์ในที่ดินยังคงเป็นของจำเลยผู้คัดค้านจึงมีอำนาจเก็บรวบรวมไว้ในกองทรัพย์สินของจำเลยในคดีล้มละลายได้ผู้ร้องทั้งสามไม่มีสิทธิได้รับเงินผลประโยชน์ในที่ดินนั้น
เรื่องนี้เกี่ยวพันคดีล้มละลาย เสร็จสมบูรณ์ตามคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นการขายทอดตลาดโดยชอบด้วยกฎหมาย ก็เลยมีออกมาสองแนว อย่างนี้
อีกเรื่องหนึ่งการขายที่ดินซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินที่เช่า ต้องจดทะเบียนหรือไม่
ฎ.108/2516
1. การที่จะวินิจฉัยว่าทรัพย์ใดเป็นอสังหาริมทรัพย์หรือไม่นั้น ย่อมอยู่ที่ลักษณะสภาพของตัวทรัพย์นั้นเองว่าเป็นทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดิน.ตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 100 หรือไม่ ส่วนทรัพย์นั้นจะเป็นส่วนควบของที่ดินหรือไม่เป็นคนละเรื่องกัน ดังเช่นปลูกตึกลงในที่ดินที่เช่าผู้อื่นเป็นการชั่วคราวตึกนั้นย่อมไม่เป็นส่วนควบของที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 109 แต่ลักษณะสภาพของตึกเป็นทรัพย์ติดอยู่กับที่ดินเป็นการถาวรตึกนั้นจึงเป็นอสังหาริมทรัพย์ การซื้อขายตึกเช่นว่านี้จึงต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
2. แม้ข้อความในสัญญาจะมีเงื่อนไขว่า ผู้ขายมีสิทธิซื้อโรงเรือนคืนได้ภายในกำหนด 5 เดือนก็ดี แต่ในสัญญานั้นเองก็มีข้อความว่า ยอมให้ผู้ซื้อยึดถือครอบครองเป็นเจ้าของตั้งแต่วันทำสัญญา โดยที่ผู้ขายซึ่งยังคงอาศัยอยู่ในโรงเรือนต้องเสียค่าตอบแทน ซึ่งในสัญญาเรียกว่าดอกเบี้ยให้แก่ผู้ซื้อเป็นรายเดือน และผู้ขายก็ได้รับเงินค่าโรงเรือนไปครบถ้วนแล้ว ดังนี้ สัญญาพิพาทจึงมิใช่สัญญาจะซื้อจะขาย หากแต่เป็นสัญญาซื้อขายเด็ดขาดในลักษณะของสัญญาขายฝากอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งถ้ามิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ย่อมตกเป็นโมฆะ
3. จำเลยที่ 3 ต้องการเงิน 30,000 บาทเพื่อนำไปชำระหนี้ผู้อื่น จึงขอให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ซึ่งเป็นน้อง ทำสัญญาขายโรงเรือนให้โจทก์ ในสัญญาพิพาทมีเงื่อนไขว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 จะซื้อคืนได้ภายใน 5 เดือนเท่าราคาขายพร้อมด้วยดอกเบี้ย และโจทก์ผู้ซื้อยอมให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ยังคงอาศัยอยู่ในโรงเรือนได้ นอกจากนี้จำเลยที่ 3 ยังได้ทำสัญญาค้ำประกันกับโจทก์อีกฉบับหนึ่งว่า เมื่อครบกำหนด 5 เดือน ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ยอมออกจากโรงเรือน และไม่สามารถใช้เงิน 30,000 บาทกับดอกเบี้ยคืนให้โจทก์แล้ว จำเลยที่ 3 ยอมใช้เงิน30,000 บาทกับดอกเบี้ยแทน ดังนี้ สัญญาพิพาทเข้าแบบเป็นนิติกรรมกู้ยืมเงินอีกอย่างหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 136 โจทก์ย่อมฟ้องเรียกเงินคืนพร้อมดอกเบี้ยได้ แม้ในคำบรรยายฟ้องโจทก์จะไม่ได้กล่าวไว้โดยชัดแจ้งว่า หากสัญญาพิพาทเป็นโมฆะแล้ว โจทก์จำเลยตั้งใจให้สมบูรณ์ในแบบสัญญากู้เงินก็ดี เมื่อตามฟ้องของโจทก์คำให้การจำเลยประกอบกับข้อนำสืบของทั้งสองฝ่ายรับฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างใดแล้ว ก็เป็นเรื่องของศาลที่จะยกบทกฎหมายขึ้นปรับคดีเองได้ ทั้งโจทก์มีคำขอให้จำเลยใช้เงินคืนให้โจทก์ด้วย จึงไม่ใช่นอกฟ้องนอกประเด็นแต่อย่างใด
(ข้อ 3 วินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 38/2515
ก็ต้องถือว่าเป็นการขายอย่างอสังหาริมทรัพย์ การซื้อขายตึกต้องจดทะเบียน ต่อไปมี
ฎ.9138/2538 – ค้นไม่พบ ไม่จดแต่ทำเป็นหนังสือ และ ผู้ขายตึกโอนให้ผู้ซื้อไปแล้ว เป้นการโอน 1337+1338 ไม่มีแบบคนซื้อได้สิทธิตามข้อเท็จจริงได้กรรมสิทธิ์ โดยการโอนการครอบครองโดยข้อเท็จจริง
ฎ.402/2548
หนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินและบ้านระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ เมื่อไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคหนึ่ง แต่บ้านดังกล่าวปลูกสร้างอยู่บนที่ดินราชพัสดุซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของกระทรวงการคลัง ฉะนั้น จำเลยจึงเป็นเพียงผู้ครอบครองที่ดินและบ้านที่ปลูกสร้างอยู่เท่านั้น เมื่อจำเลยทำสัญญาขายที่ดินและบ้านดังกล่าวให้แก่โจทก์ และส่งมอบการครอบครองที่ดินและบ้านให้แก่โจทก์โดยรับค่าตอบแทนจากโจทก์ไป จึงฟังได้ว่าจำเลยสละการครอบครองที่ดินและบ้านดังกล่าวโดยโอนการครอบครองให้แก่โจทก์ไปแล้วตามมาตรา 1377 และมาตรา 1378 ทั้งจำเลยยังยอมรับสิทธิของโจทก์โดยทำสัญญาเช่ากับโจทก์ไว้ เป็นการแสดงให้เห็นว่าจำเลยยึดถือครอบครองที่ดินและบ้านแทนโจทก์ เมื่อจำเลยผิดสัญญาเช่าและโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยอยู่ในที่ดินและบ้านอีกต่อไป โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย
คนขายก็เหมือนกันก็สละการครอบครองที่ดินถือเป็นการโอนตาม มาตรา 1377 + 1378
เรื่องที่ซื้อแบบไม่จดทะเบียนแต่มีสิทธิครอบครองนี่มีเยอะเหมือนกันนะครับ
เช่นการซื้อช้างโดยไม่จดทะเบียน เป็นโมฆะแต่ก็มีการครอบครองใครมาทำละเมิดก็เป็นการละเมิดผู้ครอบครองได้
ฎ.1294/2526 – ค้นไม่พบ
ฎ.303/2503
จำเลยได้ขายกระบือของกลางให้แก่ผู้เสียหายไปแล้วแต่ตั๋วรูปพรรณยังมิจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ตาม พระราชบัญญัติสัตว์พาหนะ พ.ศ.2482 มาตรา 14 การซื้อขายจึงตกเป็นโมฆะตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 แม้การชำระราคายังโต้เถียงกัน จำเลยยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อยู่ส่วนผู้เสียหายคงมีสิทธิครอบครองเท่านั้น เมื่อจำเลยไปเอากระบือจากผู้เสียหายมาดังนี้ จำเลยยังไม่มีผิดฐานลักทรัพย์
เรื่องสุดท้ายแม้โมฆะแต่เข้าครอบครองโดยสงบเปิดเผยแสดงเจตนาเป็นเจ้าของถือว่าครอบครองปรปักษ์ตาม 1382 แล้ว
ฎ.6536/2544
กรณีที่จะเสนอคดีต่อศาลเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทโดยทำเป็นคำร้องขอได้นั้น หมายถึงกรณีที่ไม่มีบุคคลใดโต้แย้งสิทธิ แต่มีเหตุที่ผู้เสนอคดีจำต้องใช้สิทธิทางศาล
โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยการครอบครองปรปักษ์ จำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์โดยขอออกโฉนดที่ดินพิพาทเป็นชื่อของจำเลย ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้อง และให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นชื่อโจทก์ โจทก์มิได้ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าโจทก์ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์เพียงประการเดียวอันจะเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทซึ่งโจทก์ต้องเสนอคดีของตนต่อศาลโดยทำเป็นคำร้องขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 188(1) จึงเป็นคดีมีข้อพิพาทซึ่งโจทก์ชอบที่จะเสนอคดีต่อศาลโดยทำเป็นคำฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบกับมาตรา 172 วรรคแรก
เอกสารการซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยระบุชื่อว่า"หนังสือสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำ" แต่ไม่ได้ระบุข้อตกลงที่เป็นการแน่นอนว่าจะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กันหรือไม่เมื่อใด ประกอบกับโจทก์ได้ชำระค่าที่ดินให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญาและจำเลยได้ส่งมอบที่ดินให้โจทก์เข้าครอบครองนับแต่วันดังกล่าว เป็นพฤติการณ์ที่เห็นได้ว่าโจทก์กับจำเลยไม่มีเจตนาจะจดทะเบียนโอนที่ดินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด แม้จะตกเป็นโมฆะเนื่องจากมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคแรก แต่โจทก์เข้าครอบครองโดยสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเกินกว่า 10 ปี โจทก์จึงได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองตามมาตรา 1382
แต่ถ้าเป็นขายฝากนะครับเป็นการครอบครองแทนเจ้าของที่แท้จริงจะอ้างอายุความเว้นแต่ในข้อสัญญามีตกลงว่าถ้าไม่ไถ่คืนจะเป็นการสละสิทธิครอบครองแล้ว ก็กลับมาหลักเดิมคือหากผู้รับซื้อฝากครอบครองเกิน 10 ปีแล้วก็ได้สิทธิโดยการครอบครองปรปักษ์แล้ว
ฎ.630/2496
ทำสัญญาขายฝากที่นามือเปล่ากันเอง มีข้อความว่า มีกำหนด6 เดือนขาดนั้นแม้สัญญาจะเป็นโมฆะเพราะไม่ทำตามแบบก็ดีแต่ตามสัญญาที่ปรากฏว่าได้มีกำหนดไว้ชัดว่า 6 เดือนขาดซึ่งหมายความว่า ผู้ขายฝากยอมสละสิทธิในที่พิพาทให้เป็นของผู้รับซื้อฝากเมื่อครบ 6 เดือนแล้วฉะนั้น เมื่อที่นาพิพาทเป็นที่นามือเปล่าและฝ่ายผู้รับซื้อฝากก็ได้ครอบครองอย่างเป็นที่ของตนนานเกินกว่า6 ปีแล้ว ผู้ซื้อฝากก็ย่อมได้สิทธิในที่พิพาท เพราะการครอบครองตามนัยแห่งคำพิพากษาฎีกาที่ 405/2493
ฎ.920/2515 – ค้นไม่พบ
ครั้งที่ 4 . (แบบหรือหลักฐานการโอนกรรมสิทธิ์ส่วนที่เหลือ และสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข )
ถ้าพวกเราช่วยกันจดเล็คเชอร์ดีๆก็จะช่วยได้เยอะที่มาพูดก็มาพูดเกี่ยวกับข้อสอบเก่า เมื่อคราวที่แล้วพูดถึง และ การที่ไม่ได้จดทะเบียนก็สมบูรณ์อย่างการโอนการครอบครอง
ฎ.378/2535
โจทก์เป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาในคดีอื่นที่พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยอื่นชำระหนี้เป็นเงินจำนวนหนึ่งให้โจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 โดยจำเลยที่ 2 ที่ 3 รู้ว่าจำเลยที่ 1เป็นหนี้โจทก์ขณะทำการรับโอนที่ดินพิพาทและจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นพอชำระหนี้ให้โจทก์ เมื่อโจทก์เป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิบังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1ได้โดยสิ้นเชิง แม้จำเลยที่ 1 จะมีลูกหนี้ร่วมคนอื่นก็ตาม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 291 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นที่จะบังคับชำระหนี้ได้นอกจากที่ดินพิพาท การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ไว้ จึงทำให้กองทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ลดน้อยลงไม่พอที่จะใช้หนี้แก่โจทก์ อันเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ โจทก์ขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมอันเป็นการฉ้อฉลได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 237
ที่พูดเพราะมีการ ฎ.2512/2549
ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่า เพราะหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1989 มิใช่หนังสือสำคัญแสดงการกรรมสิทธิ์บุคคลจะพึงมีสิทธิเหนือที่ดินพิพาทคงมีแต่สิทธิครอบครอง แม้โจทก์จะได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทแต่การได้มาของโจทก์เป็นการได้มาซึ่งทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากทางนิติกรรมซึ่งถ้ายังมิได้จดทะเบียน โจทก์จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้มีสิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วหาได้ไม่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้สิทธิในที่ดินพิพาท
บอกการขายและส่งมอบการครอบครองอย่างนี้เป็รนการได้มาทางอื่นนอกจากนิติกรรม
ฏีกานี้ก็ลองไปสอบถามท่านอาจารย์ที่สอนทรัพย์แล้วกันว่าหมายความว่าอย่างไร
ทีนี้ ต่อไปเราจะพูดถึงสังหารริมทรัพย์พิเศษ 456วรรค1 เมื่อก่อนมีงงเรือห้าตันหกตันเดี๊ยวนี้ไม่มีแล้ว
ประมูลเรือจากพม่า ขายสิทธิที่ประมูล ตกลงทำสัญญาซื้อขายและลงชื่อในสัญญามีข้อความว่าจะไปโอนเรือ เข้าใจว่ามีการเปลี่ยนใจไม่ขาย ก ก็อ้างว่าเป็นการซื้อขายเรือเมทื่อไม่ทำเป็นหนังสือจดทะเยียนเป็นโมฆะ ศาลฏีกาบอกเป็นการขายสิทธิ เมื่อไม่ใช่สิทธิ7+1 ก็ไม่ใช่สิทธิในอสังหาริมทรัพย์ จึงไม่ต้องทำเป้นหนังสือและจดทะเบียน เรื่องนี้ศาลฎีกาใช้วรรค 3
เป็นเรื่องซื้อขายเรือที่จะกลับไทย แพหมายถึงเรือนแพเท่านั้น สัตว์พาหนะก็มีคาหกชนิด ช้างม้าวัวควายลาล่อ เท่าที่ออกมาก็ผู้ช่วยซื้อช้างอายุสิบปีเพราะเป็นสัตว์พาหนะที่จดทะเบียนต้องย่างเข้าปีที่แปด ม้าวัวควายลาล่อต้องหกปี
แต่พวกนี้ถ้าใช้สัตว์พาหนะก็ถือเป็นนับแต่บัดนนั้นแล้วแต่ข้อสอบคงไม่ลงลึกอย่างนั้นหรอกครับ
เมื่อสัญญาเป็นโมฆะแล้วก็ต้องคืนอย่างลาภมิควรได้
เมื่อเป็นโมฆะต้องคืนอย่างลาภมิควรได้ผู้ซื้อก็ต้อง คืนเท่าที่สุจริต แต่จะไปเรียกในฐานผิดสัญญาไม่ได้เลย
ข้อสอบเนมีอยู่ปีหนึ่ง เป็นโมฆะแล้วแต่ครอบครองปรปักษ์ได้ก็เข้าข้อยกเว้นข้อที่ห้าที่เคยได้พูดถึงแล้ว
456วรรคสองใช้กับนิติกรรมซื้อขายสี่ประเภท ตามวรรคหนึ่งคือ
สัญญาจะซื้อจะขาย คำมั่น สี่ประเภทนี้ต้องการหลักฐานเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อ หรือวางมัดจำ
วรรคสามคือนิติกรรมซื้อขายสังหาตั้งแต่สองหมื่นบาท
หลักฐานเป้นหนังสือใครลงคนนั้นซวย
มีหลักฐานเมื่อไหร่ก็ได้แต่ต้องก่อนฟ้องคดี ฎ.551/2498
ฎ.950/2517
ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีหลักฐานการซื้อขายที่ดินเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญ ทั้งโจทก์มิได้วางมัดจำหรือชำระหนี้บางส่วน จึงฟ้องให้บังคับคดีไม่ได้ พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ว่าเอกสารเรื่องราวขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมและการสอบสวนสิทธิในที่ดิน เป็นหลักฐานฟ้องบังคับคดีได้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ จำเลยฎีกาว่าเรื่องราวขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมและการสอบสวนสิทธิในที่ดินมิใช่สัญญาจะซื้อขายที่ดิน ขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาเพียง 50 บาท
แต่ก่อนเรามีฎีกาเรื่องเช่าทรัพยืว่าเช็คไม่ใช่หลักฐานการเช่าและไม่ใช่หลักฐานการซื้อขายเช่นกัน
เพราะจะไปรู้ได้ไงว่าเป็นเช็คมูลหนี้อะไร
สุดท้ายก็มีฎ.1795/2544
การออกเช็คของจำเลยจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 4หรือไม่ โจทก์จะต้องนำสืบข้อเท็จจริงให้ได้ความสองประการคือมีหนี้ที่จะต้องชำระ และหนี้นั้นจะต้องบังคับได้ตามกฎหมายคดีนี้ ธ. อ้างว่าจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทชำระหนี้ค่าขายสินค้ายางรถยนต์และล้อแม็กแก่โจทก์ร่วม เป็นการซื้อขายสังหาริมทรัพย์ที่มีราคากว่า 500 บาทขึ้นไป แต่หลักฐานที่แสดงว่าจำเลยได้ซื้อและรับสินค้าไปจากโจทก์ร่วมแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 456 วรรคสองและวรรคสาม โจทก์ร่วมหาได้มีมาแสดงหรือนำสืบถึงเหตุที่ไม่อาจนำมาแสดงได้ไม่ จึงไม่พอฟังได้ว่า มูลหนี้ที่จำเลยออกเช็คพิพาทมาจากการชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายสินค้าดังกล่าวมูลหนี้ที่ออกเช็คพิพาทจึงไม่มีอยู่จริง การกระทำของจำเลยจึงขาดองค์ประกอบความผิด
เว้นแต่ในเช็คนั้นจะเขียนข้อความชัดไปเลยว่าเป็นการชำระหนี้ค่านี้เท่านั้น
การวางมัดจำก็จะมากน้อยเท่าไหร่ก็ได้ หรือ ใครจะวางก็ได้หมายถึงฝ่ายใดจะวางประจำก็ได้ ไม่เหมือนหลักฐานลงลายมือชื่อที่ใครลงลายมือชื่อคนนั้นซวย
มีข้อสอบเนฯขายรถยนต์ จ่ายเช็ค เลยส่งมอบรถยนต์ ถามว่าก็เข้าวรรคสาม พอสังหาปุ๊ปก็ไปเล็งบวรรคสามทันที การส่งมอบทรัพย์สินที่ซื้อขายเป้นการชำระหนี้บางส่วนหรือไม่ ขนาดการชำระหนี้แค่บางส่วนยังฟ้องได้เลยแล้วทำไมส่งมอบทั้งส่วนจะไม่ได้
และเช่นเดียวกันการชำระหนี้บางส่วนนั้นฝ่ายใดชำระก็ฟ้องได้ทั้งสองฝ่ายแล้ว
ฎ.4796/2537
การชำระราคาครบถ้วนตามสัญญาจะซื้อจะขายย่อมมีน้ำหนักดีกว่าการชำระราคาบางส่วน จึงถือได้ว่าการชำระหนี้ครบถ้วนเป็นการชำระหนี้บางส่วนได้โดยอนุโลมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 456 วรรคสอง
เคยมีข้อสอบผู้ช่วยบอกขายแจกันสองใบ ใบที่หนึ่งสองพันใบที่สองสองหมื่น ถามว่าจะบังคัยให้ชำระได้หรือไม่ จะฟ้องบังคับคดีได้หรือไม่ก็ต้องเพ่งไปวรรคสามแล้วหล่ะ บอกต้องมีราคาสองหมื่นเป้นต้นไป ก็ฟ้องใบใหญ่ได้ถ้ามีหลักฐานการฟ้อง ส่วนใบเล็กก็ฟ้องได้ตามปกติอยู่แล้ว ไม่ต้องการหลักฐานก็มีสิทิฟเอง
ฎ.3046/2537
การที่โจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลมีภูมิลำเนาอยู่ในต่างประเทศตกลงซื้อขายข้าวนึ่งกับจำเลยที่ 1 ซึ่งภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยโดยทางโทรพิมพ์ และโจทก์ได้เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตมายังเครดิตธนาคาร ก. เพื่อชำระเงินค่าข้าวนึ่งตามที่มีการติดต่อกันไว้ทางโทรพิมพ์แล้วก็ตาม เมื่อการตกลงซื้อขายข้าวนึ่งดังกล่าวไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยทั้งสองผู้ต้องรับผิดหรือได้วางประจำหรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคสอง โจทก์จึงไม่สามารถฟ้องร้องบังคับแก่จำเลยทั้งสองได้
ถ้าไม่เคยเห็นฏีกานี้ก้ลองดุ ซื้อขายข้าวเหนียวคือโทรพิมพ์ ก็เป็นการสื่อสารได้เฉพาะหน้า ทางผู้ขายก็บอกว่าให้ส่งเงินทางธนาคารเพื่อชำระค่าสินค้าให้กับผู้ขาย ธนาคารจะเป็นผู้ชำระในนามของผู้ซื้อ ผู้ซื้อก็ส่งเงินไปในนามธนาคาร จะมีการฟ้องบังคัยคดีได้หรือไม่มีหลักฐานหรือไม่
การที่เงื่อนไข นี้มีการชำระหนี้บางส่วนแล้วหรือยัง
ถ้าไม่อ่านฏีกาก็ต้องมั่วนิ่มถ้ามีแต่หลักกฏหมายก็อยากจะตอบได้ถูก
เฉลย ศาลฏีกาวินิจฉัยว่าการส่งเงินให้ธนาคารไม่ใช่การชำระหนี้บางส่วน ผิดกันเยอะเพราะไม่ได้อ่านฏีกา
ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นเข้าใจว่าก็เหมือนธนาคารเป้นตัวแทนแล้วตัวแทนยังไม่ได้กระทำการตามที่ตัวการมอบหมาย ยังอยู่ที่ธนาคารอยู่จึงยังไม่เป้นการชำนะ
ฎ.1937/2517 – ค้นไม่พบ
ซื้อขายโคและเกวียน ก็ชำระค่าโคค่าเกวียน ก็ส่งมอบแล้วก็ไม่ได้ทำเป็นหนังสือจดทะเบียนก็เป้นเสร็จเด็ดขาด ก็เป็นโมฆะส่วนเกวียนก็เป้นสังหา ชำระหนี้บางส่วนแล้วก็ ฟ้องร้องบังคับคดีได้
ทีนี้ ดู เรื่องการโอนกรรมสิทธิ์ 458
เราพูดกันหลายหนแล้วว่ากรรมสิทธิไปไวกว่าแสงกว่าเสียง ยังไม่ได้ส่งมอบหรือชำระราคาก็ไปโดยผลกฏหมาย เจ้าของกรรมสิทธิรับภัย
458 ใช้กับสังหาริมทรัพย์ธรรมดา เท่านั้น
รถยนต์ก็เป็นสังหาริมทรัพย์ ทะเบียนรถยนต์ไม่ใช่แบบในการโอนกรรมสิทธิทะเบียนรถยนต์มีไว้เพื่อคุมทางทะเบียนรถเท่านั้น
ก ตกลงขายม้าดาวเทียมให้แก่ ข ที่อยู่เชียงใหม่ จดทะเบียนเรียบร้อย ระหว่างทางมีรถบรรทุก มาชนขาเป๋ก็ถามวว่าคนซื้อจะเรียกค่าเสียหาย
กรรมสิทธิตกไปแล้วตั้งแต่จดทะเบียนกัน
มาดู 459 สัญญามีเงื่อนไข เงื่อนเวลากรรมสิทธิ์ยังไม่ไปจนกว่าจะได้พ้นไปซึ่ง เงื่อนไขหรือเงื่อนเวลานั้น
ถ้าประวิงในการโอนกรรมสิทธิ์ ในสังหา ก็ทำในรูป สัญญามัเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลา
ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ก็ทำในแบบ สัญญาจะซื้อจะขาย
ฎ.127/2471 – ค้นไม่พบ
ฎ.1236/2497
ข้อตกลงในวิธีการชำระราคาและข้อตกลงให้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ซื้อขายให้โอนไปเมื่อใดนั้น ไม่ใช่ข้อตกลงพิเศษนอกเหนือสัญญาและไม่มีข้อกฎหมายบังคับว่า ข้อตกลงเช่นนี้จะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ ข้อตกลงเช่นว่านั้นมีผลใช้บังคับได้ ดังนั้นเมื่อบุคคลอื่นได้ทรัพย์นี้ไปและทรัพย์นั้นได้มาระหว่างกันเป็นทอดๆ ไม่ใช่ในท้องตลาดแม้จะได้มาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนก็ตาม ก็หาได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 1329 และ 1332 ไม่
โจทก์จำเลยตกลงกัน ให้โจทก์กู้เงินจากคนภายนอกมาซื้อโต๊ะบิลเลียดและเครื่องอุปกรณ์มอบให้จำเลยไปแล้ว ให้จำเลยรับชำระหนี้เงินกู้แก่บุคคลภายนอกแทนโจทก์ จำเลยชำระหนี้เสร็จและได้รับสัญญากู้คืนมาเมื่อใดให้โต๊ะบิลเลียดตกเป็นกรรมสิทธิแก่จำเลย เมื่อจำเลยผ่อนส่งต้นเงินแทนโจทก์ไปบ้างแล้วคงค้างอีก 6,000 บาท จำเลยจะอ้างว่าราคาโต๊ะอีก 6,000 บาทที่ค้างนี้ได้แปลงเป็นหนี้เงินกู้แล้วไม่ได้ เพราะหนี้เงินกู้นั้นเป็นหนี้ที่โจทก์กู้มาแต่แรกซึ่งจำเลยเพียงแต่รับปากว่าจะชำระแทนโจทก์เท่านั้น หาใช่ว่าได้แปลงหนี้ค่าโต๊ะบิลเลียดกับเครื่องอุปกรณ์มาเป็นสัญญากู้ยืมเงินให้จำเลยต้องรับผิดต้องชำระเงินกู้นั้นไม่ กรรมสิทธิ์ในโต๊ะยังอยู่กับโจทก์ โจทก์มีสิทธิติดตามเอาคืนมาได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336
ฎ.472/2526
จำเลยได้รับมอบลิฟท์พร้อมด้วยเครื่องอุปกรณ์ไว้ในความครอบครองตามเงื่อนไขแห่งสัญญาจะซื้อขายอันเป็นการครอบครองแทนโจทก์ แม้จะครอบครองเป็นเวลาช้านานเพียงใด จำเลยก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์
การที่โจทก์ใช้สิทธิเลิกสัญญาจะซื้อขายที่ทำไว้แก่จำเลยและเรียกให้จำเลยส่งมอบลิฟท์พร้อมด้วยเครื่องอุปกรณ์อันเป็นทรัพย์สินที่ซื้อขายคืนหากส่งคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นกรณีที่เจ้าของกรรมสิทธิ์ติดตามเอาทรัพย์สินคืนจึงไม่มีอายุความ
เมื่อโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยแล้ว การแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาจะถอนเสียมิได้ ดังนั้นการที่โจทก์มีหนังสือติดต่อขอส่งมอบลิฟท์ให้แก่จำเลยและขอเก็บเงินงวดสุดท้ายในเวลาต่อมา จึงเป็นเพียงคำเสนอขึ้นใหม่เมื่อไม่มีการสนองตอบจึงไม่ก่อให้เกิดผลแต่อย่างใดโจทก์ไม่จำต้องบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยอีก
วันนี้เป็นเรื่องสัญญาซื้อขายรถยนต์เดี๋ยวให้หลักสี่หลัก
ซื้อขายรถยนต์โอนไปทันทีที่ตกลงทำการซื้อขายเสร็จการโอนทางทะเบียนไม่ใช่การประวิงกรรมสิทธิ
หลักสอง ฎ.3728/2535
สัญญาซื้อขายรถยนต์ซึ่งระบุว่า กรรมสิทธิ์ของยานยนต์ที่ซื้อขายจะยังไม่โอนเป็นของผู้ซื้อจนกว่าผู้ซื้อจะได้ชำระราคาซื้อขายด้วยเงินสดครบถ้วนตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญาเสียก่อนนั้น เป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข ย่อมบังคับกันได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 459 เมื่อคู่สัญญาตกลงซื้อขายกำหนดราคากันไว้เป็นจำนวนแน่นอนและโจทก์ผู้ขายให้จำเลยที่ 1 ผู้ซื้อชำระราคาในวันทำสัญญาจำนวนหนึ่งแล้วให้ผ่อนชำระราคาส่วนที่เหลือเป็นงวด และมีข้อตกลงว่าหากผู้ซื้อผิดนัดชำระราคางวดใด ยอมให้ผู้ขายเรียกให้ผู้ซื้อชำระราคาที่เหลือพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ทั้งหมดได้ทันทีดังนี้ จำเลยที่ 1 ต้องผูกพันตามสัญญาซื้อขาย เมื่อจำเลยที่ 1มิได้ปฏิบัติตามสัญญาโดยผิดนัดชำระราคาตามงวดที่ได้ตกลงกันไว้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระให้โจทก์พร้อมทั้งดอกเบี้ยตามข้อตกลงและจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันก็ต้องร่วมรับผิดด้วย แม้จะปรากฏต่อมาว่าก่อนถึงกำหนดชำระราคางวดที่ 14 รถยนต์ที่ซื้อขายถูกคนร้ายลักไปโดยไม่ปรากฏว่า เป็นความผิดของโจทก์หรือจำเลยที่ 1ก็ตาม แต่ตามสัญญาซื้อขายระบุไว้ชัดว่า หน้าที่ความรับผิดของผู้ซื้อย่อมไม่หมดสิ้นไปเนื่องจากการสูญหายของยานยนต์ดังกล่าวจำเลยที่ 1 จึงยังคงต้องรับผิดชำระราคารถยนต์แก่โจทก์จนครบถ้วนเพราะข้อสัญญาดังกล่าวเป็นการยกเว้นบทบัญญัติมาตรา 372 วรรคแรกแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมิใช่กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน คู่สัญญาย่อมตกลงกันเป็นอย่างอื่นได้ ไม่เป็นโมฆะตามมาตรา 114 เบี้ยประกันภัยที่โจทก์ได้ชำระแทนไป จำเลยที่ 1 ก็ต้องรับผิดชำระให้โจทก์เต็มจำนวนตามสัญญา แต่ในส่วนอัตราดอกเบี้ยของเงินค่าเบี้ยประกันภัยมิได้กำหนดกันไว้ในสัญญาเหมือนเช่นเงินราคาค่ารถโจทก์จึงเรียกได้เพียงในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224
ตั้งเงื่อนไขไว้ว่ากรรมสิทธิยังไม่ไปจนกว่าจะชำระเงินครบถ้วน
ถ้าบอกว่าจะชำระเงินครบจึงจะโอนทะเบียนให้ ก็เป็นการโอนกรรมสิทธิ์ให้อาจารย์คิดว่าคนซื้อขายก็ไม่ใช่นักกฏหมายก็ตัดสินตามความเข้าใจของสามัญชน
ฎ.884/2515
การฟ้องนายจ้างให้ร่วมรับผิดในผลแห่งการละเมิดที่ลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้าง ไม่จำต้องบอกกล่าวนายจ้างก่อนเพราะถือได้ว่าผิดนัดมาตั้งแต่วันละเมิดแล้ว
ผู้ซื้อรถจักรยานยนต์จากผู้ขายโดยชำระราคาเพียงครึ่งหนึ่งที่เหลือจะชำระเมื่อไรก็ได้ และผู้ขายจะโอนทะเบียนเป็นชื่อผู้ซื้อเมื่อชำระราคาให้ครบแล้ว ดังนี้ กรรมสิทธิ์ในรถได้โอนเป็นของผู้ซื้อแล้ว เมื่อมีผู้ทำละเมิดให้รถจักรยานยนต์เสียหาย ผู้ซื้อมีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายได้
ข้าราชการผู้มีสิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลจากทางราชการ และเบิกไปแล้ว จะฟ้องเรียกค่ารักษาพยาบาลจากผู้กระทำละเมิดอีกไม่ได้
ซื้อขายมอไซ ส่วนที่เหลือจะชำระเมื่อใดก็ได้ ข้อเท็จจริงนี้สำคัญทำให้กลายเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด
เข้าใจว่า เศรษฐฐีมีรถสิบคันคนสนิทกันมาขอซื้อรถ ผลก็เลยบอกว่า สี่แสน บอกว่าตอนนี้มีสองพัน ก็ได้ ชำระเงินครบเมื่อไหร่ จะโอนทะเบียนให้ ก็ดูเหมือนว่าผู้ขายไม่ได้ตั้งใจจะดึงกรรมสิทธิไว้แล้ว
ฎ.5591/2543
สัญญามีข้อความระบุว่าหนังสือสัญญาขายมีเงื่อนไข โดยตกลงในข้อ 1 ว่า ผู้จะขายตกลงจะขายและผู้จะซื้อตกลงจะซื้อรถยนต์พิพาทในราคา 1,235,680 บาท ในวันทำสัญญานี้ผู้จะซื้อได้ชำระเงินค่าสินค้าให้แก่ผู้จะขายแล้ว 70,000 บาท ส่วนที่ยังค้างอยู่อีก 1,165,680 บาทผู้จะซื้อสัญญาว่าจะชำระให้แก่ผู้จะขายเป็นงวดทุก ๆ เดือน งวดละ48,570 บาท ณ สำนักงานของผู้จะขายให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 24 เดือนและข้อ 5 ระบุว่าสัญญาซื้อขายนี้ตามข้อความแห่งสัญญาจะมีผลสมบูรณ์ให้กรรมสิทธิ์ตกเป็นของผู้จะซื้อต่อเมื่อผู้จะซื้อปฏิบัติตามข้อความในสัญญานี้ทั้งหมดแล้ว และผู้จะขายมีสิทธิจะบอกเลิกสัญญาและเรียกทรัพย์สินได้เมื่อผู้จะซื้อไม่ปฏิบัติตามสัญญานี้ไม่ว่าข้อหนึ่งข้อใดก็ตาม เห็นว่า สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข ไม่มีข้อความแสดงให้เห็นว่าเป็นสัญญาเช่าซื้อที่เจ้าของทรัพย์เอาทรัพย์สินออกให้เช่าและให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินหรือจะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่า โดยเงื่อนไขที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้คราว ส่วนสัญญาข้อ 9 ที่ระบุว่าหากผู้จะซื้อผิดนัดไม่ชำระราคาสินค้าตามงวดหนึ่งงวดใด ฯลฯ ผู้จะซื้อยอมให้ถือว่าสัญญานี้เป็นอันเลิกกันทันทีตั้งแต่วาระนั้นโดยไม่จำต้องบอกกล่าวและมีสิทธิเอารถยนต์ที่จะซื้อคืนโดยไม่ต้องคืนเงินที่ผู้จะซื้อชำระแล้วนั้น เป็นข้อตกลงโดยความสมัครใจของคู่สัญญาและเป็นการรักษาผลประโยชน์ของผู้ขายมิให้เสียหายเกินกว่าความจำเป็นเมื่อผู้ซื้อผิดสัญญาเท่านั้น หาทำให้สัญญาซื้อขายโดยมีเงื่อนไขกลับกลายเป็นสัญญาเช่าซื้อไม่
ฎ.1007/2543
ผู้ร้องทำสัญญาซื้อรถจักรยานยนต์ของกลางจากผู้ขายตามสัญญาซื้อขายรถแบบเงินผ่อน โดยในสัญญาได้กำหนดให้ผู้ร้องชำระราคารถจักรยานยนต์ของกลางบางส่วนในวันทำสัญญา ส่วนที่เหลือผ่อนชำระรวม 24 งวด เมื่อชำระราคารถจักรยานยนต์ครบแล้วผู้ขายจึงจะโอนกรรมสิทธิ์ให้ สัญญาซื้อขายรถจักรยานยนต์ของกลางจึงเป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข เมื่อปรากฏว่าก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางนั้น ผู้ร้องยังมิได้ชำระเงินงวดสุดท้ายให้แก่ผู้ขาย กรรมสิทธิ์ในรถจักรยานยนต์ของกลางจึงยังอยู่ที่ผู้ขายแม้ว่าต่อมาศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางก็ตาม แต่รถจักรยานยนต์ของกลางที่ศาลมีคำพิพากษาให้ริบนั้นจะตกเป็นของแผ่นดินก็ต่อเมื่อคำพิพากษาทีให้ริบของกลางดังกล่าวเป็นที่สุด แต่ระหว่างที่คำพิพากษาที่ให้ริบของกลางดังกล่าวยังไม่เป็นที่สุดเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ของกลางยังคงมีอำนาจที่จะจำหน่าย จ่าย โอน ทรัพย์ของตนได้ เมื่อปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางดังกล่าว โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา คำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวนั้นจะเป็นที่สุดก็ต่อเมื่อระยะเวลาในการอุทธรณ์ฎีกาได้สิ้นสุดลงดังที่ได้บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 15 ดังนั้น ก่อนหน้าที่คำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวจะเป็นที่สุด ผู้ขายซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถจักรยานยนต์ของกลางยังสามารถที่จะโอนกรรมสิทธิ์ในรถจักรยานยนต์ของกลางให้แก่ผู้ร้องได้ เมื่อผู้ร้องได้ชำระราคางวดสุดท้ายก่อนวันที่คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางจะเป็นที่สุด ผู้ขายจึงสามารถโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ร้อง และถือได้ว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลางที่แท้จริงอันมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอคืนของกลางได้ เมื่อผู้ร้องและผู้ขายซึ่งเป็นเจ้าของเดิมของรถจักรยานยนต์ของกลางขณะที่ถูกนำไปใช้กระทำความผิดมิได้มีส่วนรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด จึงสมควรคืนรถจักรยานยนต์ของกลางให้แก่ผู้ร้อง
ฎ.149/2506
โจทก์ขายรถยนต์เฟี้ยตให้จำเลยราคา 55,000 บาท โดยให้จำเลยชำระราคาด้วยเงินสด 20,000 บาท กับรถยนต์ออสตินของจำเลยตีราคา 35,000 บาท โจทก์จำเลยส่งมอบรถยนต์และเงินสดให้แก่กันแล้ว และตกลงจะไปโอนทะเบียนรถยนต์ให้กันเมื่อโจทก์ผ่อนชำระราคาครบและรับโอนทะเบียนมาจากกรมสวัสดิการฯ แล้ว ดังนี้ แสดงว่าทั้งสองฝ่ายยังไม่มีเจตนาโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้กันจนกว่าการจะได้เป็นไปตามเงื่อนไขแล้ว
ระหว่างที่เงื่อนไขยังไม่สำเร็จ รถยนต์เฟี้ยตซึ่งอยู่ในครอบครองของจำเลยถูกเพลิงไหม้ใช้การไม่ได้โดยไม่ใช่ความผิดของฝ่ายใด เป็นการพ้นวิสัยที่โจทก์จะโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์เฟี้ยตให้จำเลยได้ ดังนี้ โจทก์ก็ไม่มีสิทธิจะเรียกร้องให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ออสตินให้โจทก์ได้เพราะเป็นสัญญาต่างตอบแทนกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 372 วรรคแรก และเมื่อกรรมสิทธิ์ยังไม่โอนมายังโจทก์ ก็ไม่เรียกว่าเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการก่อให้เกิดหรือโอนทรัพยสิทธิในทรัพย์นั้น ตามมาตรา 370และมาตรา 371 ก็บัญญัติว่า สัญญาต่างตอบแทนถ้ามีเงื่อนไขบังคับก่อน และทรัพย์อันเป็นวัตถุแห่งสัญญานั้นสูญหรือทำลายลงในระหว่างที่เงื่อนไขยังไม่สำเร็จ จะนำมาตรา 370 มาใช้บังคับไม่ได้อีกด้วย
ฎ.7531/2543
สัญญาเช่าซื้อรถยนต์ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ทำขึ้นเพื่ออำพรางสัญญาซื้อขายต้องนำบทบัญญัติกฎหมายซื้อขายมาใช้บังคับจำเลยที่ 1 เพียงแต่ส่งมอบรถยนต์คันพิพาทโดยยังไม่ส่งมอบเอกสารที่ใช้ในการจดทะเบียนแก่จำเลยที่ 2 แสดงว่าจำเลยที่ 1 ยังไม่มีเจตนาโอนกรรมสิทธิ์ให้จนกว่าจำเลยที่ 2 จะชำระราคาครบถ้วน เมื่อจำเลยที่ 2ชำระราคายังไม่ครบถ้วน กรรมสิทธิ์ยังไม่ตกเป็นของจำเลยที่ 2 โจทก์ซื้อรถยนต์คันพิพาทจากจำเลยที่ 2 จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ และไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1
ส่งมอบรถยนต์แต่ไม่ส่งมอบเอกสารการจดทะเบียนแสดงว่ายังไม่ต้องการโอนกรรมสิทธิ์ในการจดทะเบียน
พอนักศึกาได้หลักพวกนี้ก็ดู
ฎ.1780/2543
สัญญาซื้อขายรถยนต์มีข้อความว่า "หากผู้ซื้อไม่นำเงินมาชำระตามกำหนด ผู้ซื้อยินยอมให้ผู้ขายริบเงินมัดจำและคืนรถทันทีในสภาพเรียบร้อยทุกประการ" เป็นเพียงการกำหนดวิธีการบังคับเมื่อเกิดกรณีผิดสัญญาขึ้นเท่านั้นหาใช่เงื่อนไขการโอนกรรมสิทธิ์ไม่ ถือว่าสัญญาซื้อขายระหว่าง พ. กับ ป. เป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด กรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทย่อมตกเป็นของ ป. ตั้งแต่ขณะที่การซื้อขายสำเร็จแล้ว
โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาท จำเลยซึ่งไม่ใช่เจ้าของไม่มีสิทธิที่จะยึดถือใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์พิพาทไว้ ต้องโอนทะเบียนและมอบใบคู่มือจดทะเบียนรถให้แก่โจทก์
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบใบคู่มือจดทะเบียนรถพร้อมเอกสารเกี่ยวกับการจดทะเบียนแก่โจทก์ หรือขอให้จำเลยออกเอกสารเกี่ยวกับการขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการชื่อจำเลยเป็นชื่อโจทก์ จำเลยให้การต่อสู้ว่าโจทก์จำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกันไม่จำต้องคืนเอกสารแก่โจทก์ เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์
ตกลงซื้อขายรถยนต์กันว่าหากไม่ชำระเงินภายในกำหนดให้ริบเงินมัดจำและคืนรถทันที เป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขหรือไม่ ไม่ใช่ เรื่องจะโอนทะเบียนหรืออะไรเลย การคืนรถไม่เกี่ยวกับทะเบียนรถ ไม่เกี่ยวกับทะเบียนเลย
ฎ.802/2546
จำเลยที่ 1 ซื้อรถยนต์พิพาทมาจากจำเลยที่ 2 โดยชำระราคาด้วยเช็คหลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้ขายรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ โดยโจทก์ชำระราคาครบถ้วนและได้รับมอบรถยนต์พิพาทจากจำเลยที่ 1 แล้ว แม้เช็คที่จำเลยที่ 1 ชำระราคารถยนต์พิพาทถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน การซื้อขายรถยนต์พิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็เป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาด กรรมสิทธิ์โอนไปยังจำเลยที่ 1 ผู้ซื้อตั้งแต่ขณะที่เมื่อได้ทำสัญญาซื้อขายกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 458 ส่วนการชำระราคาไม่ใช่เงื่อนไขในการโอนกรรมสิทธิ์
รถยนต์เป็นยานพาหนะที่มีกฎหมายควบคุม การนำไปใช้ต้องจดทะเบียนรถยนต์และเสียภาษีรถยนต์ให้ถูกต้องก่อนตามพระราชบัญญัติรถยนต์ฯ มาตรา 6 ดังนั้นนอกจากผู้ขายจะมีหน้าส่งมอบรถยนต์ตามสัญญาซื้อขายแล้ว ยังมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้ผู้ซื้อได้จดทะเบียนและเสียภาษีรถยนต์เพื่อใช้ประโยชน์ตามความประสงค์อันแท้จริงของมูลหนี้ จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ขายมีหน้าที่ต้องส่งมอบเอกสารชุดจดทะเบียนให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ขายรถยนต์พิพาทมีหน้าที่ส่งมอบเอกสารดังกล่าวให้แก่โจทก์ผู้ซื้อ
แม้โจทก์ไม่มีนิติสัมพันธ์กับจำเลยที่ 2 โดยตรง แต่เมื่อได้ความว่าโจทก์ได้ทวงถามจำเลยทั้งสองให้ส่งมอบเอกสารชุดจดทะเบียนรถยนต์พิพาทแล้ว จำเลยที่ 2 ปฏิเสธส่วนจำเลยที่ 1 เพิกเฉย ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้องเป็นเหตุให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ต้องเสียประโยชน์ไม่สามารถจดทะเบียนและเสียภาษีรถยนต์ได้ การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 จึงเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อจำเลยที่ 2 ในนามของตนเองเพื่อให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ด้วยการส่งมอบเอกสารชุดจดทะเบียนรถยนต์พิพาทได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 233 และมาตรา 234 ให้เจ้าหนี้ผู้ใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้จะต้องขอหมายเรียกลูกหนี้เข้ามาในคดีด้วยเพื่อให้ลูกหนี้ได้มีโอกาสรักษาสิทธิของตน โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 2เข้ามาในคดีนี้แทนการขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยที่ 2 เข้ามาในคดีพร้อมกับจำเลยที่ 1 ได้
ก ขายรถยนต์ ให้ ข ข ก็ขายต่อให้ ค จ่ายเงินสดให้ ข ระหว่างที่ค ได้รับมอบใช้รถเช็คถูกปฏิเสะ ก ก็ไปขอรถคืนจาก ค การซื้อขายระหว่างก กับ ข เป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดกรรมสิทธิ์โอนแล้ว
ครั้งที่ 5 . (การโอนกรรมสิทธิ์ การส่งมอบทรัพย์ )
คราวที่แล้วพูดถึงซิ้อขายรถยนต์มีเงื่อนไข ให้หลักไปสี้หลักนั่นก็คือ
รถยนต์กรรมสิทิโอนทันทีที่ตกลงกัน ทะเบียนรถยนต์ไม่เกี่ยว
ฎ.1687/2506
การทำสัญญาซื้อขายรถยนต์กันเองนั้น กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ย่อมโอนไปยังผู้ซื้อทันทีแล้ว หาจำต้องจดทะเบียนโอนกันเสียก่อนไม่ เพราะกฎหมายเกี่ยวกับทะเบียนรถยนต์เป็นเรื่องเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่จะควบคุมยานพาหนะและภาษีรถยนต์ ไม่ใช่เป็นแบบของนิติกรรมแต่อย่างใด
เมื่อจำเลยทำสัญญาซื้อขายรถยนต์กับเจ้าของ พร้อมชำระราคาและรับมอบการครอบครองไว้โดยสุจริตแล้วก่อนโจทก์ จำเลยก็ย่อมมีสิทธิในรถยนต์ยิ่งกว่าโจทก์
ถ้าต้องการประวิงไว้ต้องทำอย่างสัญญามีเงื่อนไข
ฎ.3728/2535
สัญญาซื้อขายรถยนต์ซึ่งระบุว่า กรรมสิทธิ์ของยานยนต์ที่ซื้อขายจะยังไม่โอนเป็นของผู้ซื้อจนกว่าผู้ซื้อจะได้ชำระราคาซื้อขายด้วยเงินสดครบถ้วนตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญาเสียก่อนนั้น เป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข ย่อมบังคับกันได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 459 เมื่อคู่สัญญาตกลงซื้อขายกำหนดราคากันไว้เป็นจำนวนแน่นอนและโจทก์ผู้ขายให้จำเลยที่ 1 ผู้ซื้อชำระราคาในวันทำสัญญาจำนวนหนึ่งแล้วให้ผ่อนชำระราคาส่วนที่เหลือเป็นงวด และมีข้อตกลงว่าหากผู้ซื้อผิดนัดชำระราคางวดใด ยอมให้ผู้ขายเรียกให้ผู้ซื้อชำระราคาที่เหลือพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ทั้งหมดได้ทันทีดังนี้ จำเลยที่ 1 ต้องผูกพันตามสัญญาซื้อขาย เมื่อจำเลยที่ 1มิได้ปฏิบัติตามสัญญาโดยผิดนัดชำระราคาตามงวดที่ได้ตกลงกันไว้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระให้โจทก์พร้อมทั้งดอกเบี้ยตามข้อตกลงและจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันก็ต้องร่วมรับผิดด้วย แม้จะปรากฏต่อมาว่าก่อนถึงกำหนดชำระราคางวดที่ 14 รถยนต์ที่ซื้อขายถูกคนร้ายลักไปโดยไม่ปรากฏว่า เป็นความผิดของโจทก์หรือจำเลยที่ 1ก็ตาม แต่ตามสัญญาซื้อขายระบุไว้ชัดว่า หน้าที่ความรับผิดของผู้ซื้อย่อมไม่หมดสิ้นไปเนื่องจากการสูญหายของยานยนต์ดังกล่าวจำเลยที่ 1 จึงยังคงต้องรับผิดชำระราคารถยนต์แก่โจทก์จนครบถ้วนเพราะข้อสัญญาดังกล่าวเป็นการยกเว้นบทบัญญัติมาตรา 372 วรรคแรกแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมิใช่กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน คู่สัญญาย่อมตกลงกันเป็นอย่างอื่นได้ ไม่เป็นโมฆะตามมาตรา 114 เบี้ยประกันภัยที่โจทก์ได้ชำระแทนไป จำเลยที่ 1 ก็ต้องรับผิดชำระให้โจทก์เต็มจำนวนตามสัญญา แต่ในส่วนอัตราดอกเบี้ยของเงินค่าเบี้ยประกันภัยมิได้กำหนดกันไว้ในสัญญาเหมือนเช่นเงินราคาค่ารถโจทก์จึงเรียกได้เพียงในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224
ต้องจำเป็นพิเศษว่าทะเบียนไม่เกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธิ์ก็จริงแต่ถ้ามีเงื่อนไขว่าจะโอนกรรมสิทธิเมื่อชำระราคาครบอันนี้ก็จะเป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข
มีข้อเท็จจริงว่าได้โอนลอยให้กับผู้ซื้อแล้ว ศาลบอกว่าการส่งมอบคู่มือแบบโอนลอยเป็นเพื่อการสะดวกแห่งผู้ซื้อเมื่อชำระเงินครบถ้วนเท่านั้น ก็ยังเป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขเท่านั้น
ฎ.7558/2549
ตามสัญญาซื้อขายรถยนต์ของกลางระหว่างจำเลยกับผู้ร้องตกลงจะโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่ซื้อขายเมื่อผู้ร้องชำระราคาส่วนที่เหลือแล้ว เป็นสัญญามีเงื่อนไขตาม ป.พ.พ. มาตรา 459 การที่จำเลยส่งมอบคู่มือการจดทะเบียนรถยนต์และลงลายมือชื่อในแบบคำขอโอนและรับโอน พร้อมมอบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนไว้ให้ผู้ร้อง เป็นเพียงเพื่อความสะดวกแก่ผู้ร้องในการไปจดทะเบียนรับโอนเมื่อได้มีการปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายครบถ้วนแล้วเท่านั้น มิได้ทำให้สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด เมื่อผู้ร้องยังคงค้างชำระราคารถยนต์อยู่ 50,000 บาท กรรมสิทธิ์ในรถยนต์จึงยังไม่ได้โอนไปเป็นของผู้ร้อง ผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนของกลางตาม ป.อ. มาตรา 36
ต่อมาตรา 460 การประวิงการโอนกรรมสิทธิอีกแบบหนึ่ง เช่นการซื้อแตงโมกองอยุ่ตกลงซื้อกันเรียบร้อย พอตกลงซื้อปั๊ปเทศกิจก็มาวิ่งวุ่นวายแตงโมเล่ะ กองอยู่สองลูกแม่ค้าบอกของแกอยู่บนถนนไปเอาสิ ก็ดูจะไม่เป็นธรรม ก็เอาทรัพย์เสียหายมายัดในมือผู้ซื้อ ยังไม่มีการชั่งตวงวัดหมายนับไว้เลย
เมื่อไม่เป็นธรรมก็เลยมี 460 เพื่อรู้ราคาทรัพย์แล้วแต่ยังไม่รู้ตัวทรัพย์ ก็ต้องมีกรรมวิธีบ่งตัวทรัพย์เพื่อให้ทราบว่าเป็นทรัพย์ชิ้นใดกรรมสิทธิจึงจะโอน
ตรงกับมาตรา 370 371 372 ยังเถียงกันอยู่เป็นเรื่องที่ทำความเข้าใจต่อไปแต่ก็เช็คหลักได้จากกรรมสิทธิ์โอนไปหรือยัง
นอกจาก460 วรรคหนึ่งยังมี 460 วรรคสอง รู้ตัวทรัพยืเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งอย่างเดียวกรรมสิทธิก็ยังไม่โอนจนกว่าจะรู้ราคาทรัพย์
ตัวอย่างเย็นนี้จะแกงไก่เลี้ยงเพื่อน ไปตลาดบางแค เห็นแม่ค้ากำลังถือไก่ตัวอ้วนก็ไปถามแม่ค้าก็บอกหกสิบบาท ตกลงซื้อ เกิดสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด กรรมสิทธิโอนทันทีตาม 458 แต่ พอมาเป็นอีกข้อเท็จจริง ไก่วางไว้หลายตัว แม่ค้าบอกตัวล่ะหกสิบ บอกผมซื้อตัวหนึ่ง เกิดสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดแล้ว แต่กรรมสิทธิ์ยังไม่โอนเพราะยังไม่ได้ทำการอย่างไรเพื่อบ่งตัวทรัพย์ ตามมมาตรา 460 วรรค 1
ต่อมาตัวอย่าง 460 วรรค 2 แม่ค้าบอกกิโลหกสิบ ก็บอกเอาตัวอ้วนนั้นแหละก็มีหมาตัวเดิมมาคาบไปทันที ยังไม่ได้รู้ราคาทรัพย์เลยแม้จะได้รู้ราคาทรัพย์แล้ว
ฎ.339/2506
จำเลยตกลงขายไม้ในโรงเลื่อยให้โจทก์ โดยเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้วัดไม้ตีตรากรรมสิทธิ์ ได้ไม่ครบตามสัญญาและชำระราคาแล้วนั้นต้องถือว่ากรรมสิทธิ์ในไม้ได้โอนเป็นของโจทก์แล้ว หากไฟไหม้ไม้นั้นเสียหายไปเพราะเหตุอันจะโทษจำเลยมิได้แล้ว การสูญหรือเสียหายก็ย่อมตกเป็นพับแก่โจทก์
หากมีเงื่อนไขระบุไว้ในสัญญาว่าจำเลยยังต้องรับผิดชอบในไม้ที่ซื้อขายอยู่จนกว่าจะได้ส่งมอบแก่โจทก์ถึงที่ตามที่ได้ตกลงกันไว้อันเป็นการยกเว้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 370 และ 460 แล้วโจทก์ก็ต้องยกข้อความในสัญญาข้อนี้ขึ้นกล่าวเป็นประเด็นในฟ้องให้ชัดแจ้ง
ยังไม่แยกเฮโรอีก ยังไม่เสร็จเด็ดขาด แต่มีหมายเหตุว่า จริงๆแล้วเสร็จเด็ดขาดเสมอแต่เพียง กรรมสิทธิ์จะโอนแล้วหรือไม่เท่านั้น
คราวนี้มาดูข้อสอบเนฯ อาตี๋พายเรือมามีมะพร้าวเต็มลำเลย แสงบอกเอาร้อยผล เดี๊ยวไปเอาเงินมาจ่าย ระหว่างเดินไปเอาเงิน พายุเข้าเรือล่มมะพร้าว ออกนอกทะเลหมดเลย จะเห้นได้ว่าเมื่อพายเรือมามีมะพร้าวเป็นพันๆลูก อันนี้รู้ราคาแต่ไม่รุ้ลูก พอนายแสงเลือกแล้วกองไว้ ดังนั้นกรรมสิทธิ์โอนแล้ว เจ้าของกรรมสิทธิ์ย่อมต้องรับภัยไป
ทีนี้มาดู ข้อสอบ460 วรรคสอง มีข้าวเปลือกในยุ้งกว่าร้อยเกวียนบอกเกวียนล่ะร้อยบาท อันนี้รู้ราคาแล้ว ก บอกซื้อเหมาเลย อันนี้เกิดสัญญาซื้อขายแน่นอน รู้ตัวทรัพย์แน่นอน แต่ที่เป้นประเด็นคะแนนหลักก็คือ อันนี้ รู้ราคาทรัพย์หรือยัง กรรมสิทธิ์ก็ยังไม่โอนนะเพราะว่าต้องเอาทรัพย์ทั้งยุ้งมาตวงวัดเพื่อให้ทราบราคาแน่นอนกรรมสิทธิ์ก็ยังไม่โอน
แต่ถ้าเป็นสัญญาซื้อขายเหมา คือซื้อทรัพย์จำนวนมากโดย ไม่ต้องนับจำนวนทรัพย์ทั้งหมดนั้น แต่ละกองไม่เท่ากัน กรรมสิทธิ์โอนทันทีเพราะกองหนึ่งก็คือทรัพย์สิ่งหนึ่งทราบแล้วว่าทรัพย์อันไหน และตัวทรัพย์ก็คือกองๆนั้น ไม่ใช่ซื้อยุ้งข้าวแบบเมื่อกี้อันนั้นคือเหมาซื้อ
ข้อสอบเนฯก็เคยออกสอบ เรื่องซืออิฐจากเตาเผา สองเตา เจ็ดพันบาท
ฎ.1223/2496
ทำสัญญาขายเหมาอิฐ 2 เตา อิฐประมาณสองแสนสองหมื่นแผ่นซึ่งอยู่ที่ลานเป็นเงิน 7,000 บาท ดังนี้เป็นการขายอิฐเป็นเตาซึ่งมีจำนวนแน่นอน คือ สองเตา ราคาก็แน่นอนคือ 7,000 บาท แม้จะได้กล่าวถึงจำนวนอิฐไว้ด้วย ก็เป็นการกล่าวไว้โดยประมาณพอให้เข้าใจว่าอิฐที่ขายมีปริมาณสักเท่าใด กรรมสิทธิ์ในอิฐย่อมผ่านจากผู้ขายไปยังผู้ซื้อตั้งแต่ขณะทำสัญญากันแล้ว กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 460
ซื้อขายเงินเชื่อ ซื้อขายเงินผ่อนก็เหมือนการซื้อขายปกติแต่เพียงผู้ซื้อสามารถชำระราคาหลายงวดได้การชำระราคาไม่ใช่เงื่อนไขเกี่ยวด้วยการโอนกรรมสิทธิ์
ฎ.2603/2520
ซื้อขายโคที่อายุยังไม่ถึงทำตั๋วพิมพ์รูปพรรณ ซึ่งมีข้อสัญญาว่าจะไปจดทะเบียนโอน เป็นสัญญาจะซื้อขาย กรรมสิทธิ์ยังไม่โอน แต่ได้มอบโคให้ผู้ซื้อไปแล้ว โคถูกลักไปไม่ปรากฏว่าโทษผู้ซื้อได้ ผู้ขายเรียกราคาโคไม่ได้
กำหนดวันจะโอนตั๋ว เป็นสัญญาจะซื้อจะขาย ไม่อาจโทษฝ่ายใดได้ก้คือ เจ้ากรรมสิทธิรับภัย
จบ 460
ข้ามไป 465 การซื้อขายถ้ามีการส่งมอบทรัพย์สิน มาน้อย ก็ปฏิเสธได้แต่ถ้ารับก้ต้องใช้ราคาตามส่วน
ส่งมอบมาก ก็ปัดหมดเลยก็ได้เพราะถือว่าผิดสัญญาหรือจะรับไว้ตามที่จำนวนที่ตกลง ก็ต้องใช้ราคา
ส่งมอบระคนกับทรัพย์ชนิดอื่น จะรับไว้ตามสัญญาก็ได้ หรือจะปัดเสียทั้งหมดก็ได้
ดู466 ซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ขาดไปเกินไป เกินกว่าร้อยล่ะ ห้า สามารถปัดได้
แต่ถ้าไม่เกินกว่าร้อยละห้าก็ต้องรับเอาและใช้ราคาตามส่วน เว้นแต่ จะเปิดที่ดินตั้งมหาวิทยาลัย แต่ ตามระเบียบ ต้องมีที่ดินอย่างน้อยหกไร่ พอไปรังวัดขาดไปร้อยวา
กฎหมายบอกต้องซื้อก็ซวย ดิ กฏหมายก็เปิดช่องไว้ ว่า จะเลิกสัญยาได้เมื่อ การขาดตกบกพร่องนั้นจะไม่ซื้อหากทราบเสียก่อน
ฎ.975/2543
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 466 วรรคสอง มิใช่กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน คู่กรณีจึงอาจกำหนดไว้ในสัญญาเป็นการแตกต่างกับบทบัญญัตินี้ได้
โจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาซื้อขายอาคารชุดที่พักอาศัยในราคา 2,865,000บาท สัญญาดังกล่าว ได้กำหนดไว้ว่า "ห้องชุดผู้ซื้อจะมีพื้นที่ประมาณ 94.5 ตารางเมตรทั้งนี้โดยขึ้นอยู่กับการปรับขนาดพื้นที่ตามการก่อสร้างที่เป็นจริงและการจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดิน ถ้าพื้นที่จริงของห้องชุดผู้ซื้อมีมากกว่าหรือน้อยกว่าที่ระบุข้างต้นคู่สัญญายังคงต้องผูกพันตนตามสัญญานี้ แต่ถ้าแตกต่างตั้งแต่ร้อยละห้า (5%)หรือมากกว่านั้น ราคาที่ต้องชำระตามสัญญานี้จะต้องปรับเพิ่มหรือลดลงตามส่วนโดยการปรับราคาจะกระทำในการชำระเงินงวดสุดท้ายของราคา" แม้ข้อสัญญาดังกล่าวไม่ขัดต่อกฎหมาย และใช้บังคับได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 151 แต่ศาลก็ต้องตีความสัญญาให้เป็นไปตามความประสงค์ของคู่สัญญาในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณี กล่าวคือ เจตนาของคู่สัญญาที่กระทำโดยสุจริตซึ่งพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีประกอบแล้ว คงมิได้หมายความถึงขนาดที่ว่าไม่ว่าเนื้อที่ของอาคารชุดจะแตกต่างมากกว่าร้อยละห้าสักเพียงใดก็ตาม โจทก์ก็ต้องรับโอนกรรมสิทธิ์ในอาคารชุดโดยไม่อาจปฏิเสธได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาคารชุดพิพาทมีเนื้อที่ล้ำจำนวนถึง 29.98 ตารางเมตร คิดเป็นร้อยละ 31.7 ซึ่งโจทก์จะต้องชำระเงินเพิ่มอีกประมาณ 900,000 บาท รวมทั้งจำเลยได้บังคับให้โจทก์รับมอบซอกมุมห้องที่ติดกันซึ่งมีเนื้อที่อีก 30 ตารางเมตร โดยมีฝากั้นห้อง ระหว่างเนื้อที่ 95.5 ตารางเมตรกับ 30 ตารางเมตร เป็นฝากั้นซึ่งเป็นคานรับน้ำหนักของตัวอาคาร โดยจำเลยได้ทำช่องให้เข้าไปได้ทางด้านหลังเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนที่ล้ำจำนวนเป็นส่วนของเนื้อที่ซอกมุมห้องที่ติดกัน ซึ่งหากพิจารณาถึงความประสงค์ในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีแล้ว ก็หาควรบังคับให้โจทก์ต้องจ่ายเงินเพิ่มเป็นจำนวนมากเพื่อรับเอาเนื้อที่ล้ำจำนวนที่ไร้ประโยชน์ดังกล่าวนั้นหรือไม่ เพราะหากโจทก์ได้ทราบก่อนแล้วคงจะมิได้เข้าทำสัญญานั้นอย่างแน่นอน อีกประการหนึ่งเมื่อคำนึงถึงมาตรา 11แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ด้วยแล้วในกรณีเช่นว่านี้เมื่อสัญญามีข้อสงสัยว่าโจทก์ต้องผูกพันตามสัญญาดังกล่าวนี้หรือไม่ศาลย่อมต้องตีความให้เป็นคุณแก่โจทก์ผู้ต้องเสียในมูลหนี้ โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญานี้ได้ในเมื่อล้ำจำนวนถึงขนาด ซึ่งหากโจทก์ได้ทราบก่อนแล้วคงมิได้ทำสัญญานั้นตามมาตรา 466 วรรคสอง อันเป็นผลให้คู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามมาตรา 391
ซื้อคอนโดเกินกว่าร้อยละห้าก็เข้าวรรคหนึ่ง แต่พอดีไปเขียนข้อสัญญาไว้ว่าขาดไปเท่าไหร่ซื้อหมด ศาลฎีกาบอกตกลงได้ ไม่ขัดต่อความสงบ
แต่ต้องตีความเจตนาในทางสุจริต
ข้อสอบเนฯก็เคยออกเกี่ยวกับซื้อที่ดิน เช็คความจำ 460 วรรคหนึ่งวรรคสอง กัน เท่านั้น
มาตรา นี้ให้สิทธิผู้ซื้อไม่ได้ให้สิทธิผู้ขายนะ
มาตรา466ไม่ใช้กับกรณีที่มีเจตนาจะซื้อขายกันทั้งแปลง
ฎ. 2233/2533
โจทก์ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1318 เฉพาะส่วนที่ติดทางหลวงสายพัฒนาการ - บางนา ด้านทิศตะวันออก ระบุจำนวนเนื้อที่ดินประมาณ 4 ไร่เศษ ราคาตารางวาละ 7,500 บาท จากจำเลยทั้งหก ก่อนทำสัญญาโจทก์ได้ไปดูที่ดินก่อนแล้ว และที่ท้ายสัญญาก็มีแผนที่สังเขปที่ดินพิพาทซึ่งจำลองจากแผนที่หลังโฉนดระบุมาตราส่วนแนบไว้ด้วยดังนี้ โจทก์ย่อมจะประมาณเนื้อที่ได้ และแสดงว่าโจทก์กับจำเลยทั้งหกมีเจตนาจะซื้อขายที่ดินกันทั้งแปลง มิได้ถือเป็นสาระว่าที่ดินที่จะซื้อขายกันนั้นจะต้องมีเนื้อที่เพียงประมาณ 4 ไร่เศษเท่านั้นฉะนั้น แม้ภายหลังจะปรากฏจากการรังวัดว่าที่ดินทั้งแปลงนี้มีเนื้อที่ 5 ไร่ 157 ตารางวา ก็ยังอยู่ในจำนวนเนื้อที่ที่คู่กรณีมีเจตนาจะซื้อขายกันมาแต่เดิมนั่นเอง โจทก์จำเลยจึงต้องผูกพันซื้อขายกันตามเนื้อที่ที่รังวัดได้นี้ในราคาตารางวาละ 7,500 บาทตามสัญญา เมื่อโจทก์ไม่ยอมรับโอนและชำระราคาที่ดินตามเนื้อที่ดังกล่าว จำเลยจึงมีสิทธิริบเงินมัดจำ โจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและเรียกเงินมัดจำคืน.
ฎ.3910/2533
จำเลยขายฝากที่ดินตาม น.ส.3 ทั้งแปลงมีเนื้อที่ 12 ไร่ 3 งาน 25 ตารางวา ให้แก่โจทก์ โดยฟังไม่ได้ว่าเป็นสัญญาขายฝากอำพรางสัญญากู้ยืมหรือสัญญาจำนอง และไม่เป็นสัญญาขายฝากโดยสำคัญผิดในสาระสำคัญประการใด เมื่อครบกำหนดแล้วจำเลยไม่ไถ่ถอนการขายฝาก โจทก์ขอออกโฉนดที่ดิน เจ้าพนักงานที่ดินคำนวณเนื้อที่ตามหลักวิชาได้เนื้อที่ 22 ไร่ 2 งาน 91 4/10 ตารางวา โจทก์จึงได้สิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าว แม้เนื้อที่ดินจะเพิ่มขึ้นมากถึง 9 ไร่เศษ แต่ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องจำเลยผู้ขายฝากส่งมอบทรัพย์สินมากไปกว่าสัญญาเพราะเป็นการขายฝากที่ดินทั้งแปลง จำนวนเนื้อที่ดินที่ระบุไว้เป็นเพียงการประมาณเท่านั้น หาทำให้ผลของสัญญาขายฝากที่ดินทั้งแปลงเปลี่ยนแปลงไปไม่ และไม่อาจเพิกถอนคืนที่ดินส่วนที่เกินไปให้จำเลย
จำเลยเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินมา และที่ดินสวน โดยได้ใช้ปลูกบ้านอยู่อาศัยด้วย จำเลยจึงมิใช่ผู้เช่าหรือผู้ให้เช่าตามความหมายของพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 จำเลยชายฝากที่ดินนาและที่ดินสวนแก่โจทก์มีกำหนดระยะเวลาไถ่ถอนเพียง 6 เดือน เมื่อครบกำหนดแล้วจำเลยไม่ไถ่ถอนโจทก์ย่อมฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่พิพาทได้
เรื่อง 466 ก็ดุไว้แล้วกัน ส่วน465 คงไม่นำมาออกสอบ
เฉลย
ตอบข้อ1. การให้คำมั่นว่าจะขายโดยมิได้กำหนดระยะเวลาไว้ จึงเป็นคำมั่นไม่มีกำหนดเวลา การบอกเลิกคำมั่นที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา จะต้องบอกกล่าวกำหนดเวลาสมควรแก่ผู้รับคำมั่น ว่าจะตกลงหรือไม่ หากไม่ตอบภายในกำหนดคำมั่นนั้นจึงจะเป็นอันไร้ผล
ตอบข้อ2. คำมั่นจะขายสังหาริมทรัพย์นั้นไม่มีบทกฎหมายบังคับว่าหากจะฟ้องร้อง ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือต้องทำเป็นคำมั่นเป็นหนังสือแต่อย่างใดไม่ ฉะนั้นเพียงแค่ตกลงด้วยวาจาก็สามารถบังคับกันได้ ไม่เหมือนการให้คำมั่นที่จะขายอสังหาริมทรัพย์ ที่ต้องอยู่ในบังคับ มาตรา 456 วรรค 2
ตอบข้อ3. เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ต้องรับผิดแล้ว จึงสามารถฟ้องร้องบังคับได้ตามกฎหมาย มิใช่สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดที่ต้องทำหลักฐานเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
ตอบข้อ4. สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดซึ่งตกลงราคาเป็นราคา สองหมื่นบาทหรือกว่านั้น ถ้ามิได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือ หรือได้วางประจำไว้หรือได้ชำระหนี้บางส่วนจะฟ้องร้องบังคับคดีหาได้ไม่ การที่ผู้ซื้อได้ส่งเงินให้แก่ธนาคาร เพื่อให้นำไปชำระค่าสินค้าให้แก่ผู้ขาย ยังไม่ถือว่าเป็นการชำระหนี้บางส่วน
…………………………………………………………………………………………