สรุปคำบรรยาย เนติภาคค่ำ ตั๋วเงิน สัปดาห์ที่ 8 ชั่วโมงที่ 8 พฤ 16/07/52

1,523 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Jul 18, 2009, 12:18:53 AM7/18/09
to LAWSIAM
หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์ ผู้บรรยาย   , คุณchetsadaphong ผู้upload file , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า

ชั่วโมงที่ 8   . w8 (16-07-09)

ขณะนี้มีนักศึกษาถามนอกเรื่องเล็กน้อย ว่าผู้ที่สอบได้เนฯ มีจำนวนบัณฑิตจากมหาลัยใดบ้าง แน่นอนจากมหาลัยรามคำแหงมากที่สุด อันดับสองมหาลัยธรรมศาสตร์ จุฬา มศธ และ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ลำดับที่ 5

ส่วนใหญ่ติดกฎหมายแพ่ง

วันนี้เราจะมาดูในเรื่องตั๋วเงินต่อ บ้างเรื่องอาจพูดไปแล้วผิวเผิน ก็จะมาพูดอีกครั้ง ข้อสอบสำนักอบรมจะหลีกเลี่ยงข้อสอบซ้ำ

          เรื่องต่อไปคือดอกเบี้ยในตั๋วเงินฯ บทบัญญัติที่เป็นหลักคือมาตรา 911 ซึ่งอยู่ในเรื่องตั๋วแลกเงิน เรานำไปใช้กับตั๋วสัญญาใช้เงินด้วยตามมาตรา 985 กล่าวโดยสรุปคือกฎหมายให้อำนาจผู้สั่งจ่ายตั๋วแลกเงิน ผู้ออกตั๋ว ในตั๋วสัญญาใช้เงิน จะเขียนว่าให้คิดดอกเบี้ยด้วยก็ได้  มาตราที่เกี่ยวข้อง 911 968 ( 1 ) + 985ในกรณีที่เป็นตั๋วสัญญาใช้เงิน

แต่ถ้าเป็นเรื่องเช็ค มาตรา 989 ไม่ได้นำ มาตรา 911 มาใช้ด้วย เพราะฉะนั้นถ้าเป็นเรื่องเช็ค ผู้สั่งจ่ายจะเขียนข้อกำหนดเรื่องการเรียกดอกเบี้ย ด้วยไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าผู้สั่งจ่ายไปออกเช็คแล้วสี่งธนาคารให้ใช้ดอกเบี้ยด้วย ก็ไม่มีผลตามมาตรา 899 เพราะไปเขียนบทบัญญัติที่กฎหมายตั๋วเงินไม่ได้อนุญาตให้เขียน

เหตุผลที่มีเฉพาะในตั๋วแลกเงินและตั๋วสัญญาใช้เงิน เหตุผลก็สืบเนื่องคือ หากเป็นตั๋วแลกเงินและตั๋วสัญญาใช้เงินแล้ว จะมีวันที่ตั๋วถึงกำหนดใช้เงินได้หลายกรณี ตามมาตรา 913 มีได้หลายกรณีซึ่งในมาตรา 913 โดยเฉพาะ ( 1 ) (2 ) ( 4 ) วันที่ถึงกำหนดนั้น บางกรณีมีช่วงเวลาให้คิดดอกเบี้ยกันได้

ตัวอย่างออกตั๋วสัญญาใช้เงินลงวันที่วันนี้ สํญญาใช้เงิน 5 ธันวาคม 2552 จะใช้ในวันพ่อ ตัวผู้ทรงก็ไม่ได้รับเงินในทันที มีช่วงเวลาให้คิดดอกเบี้ยกันได้ แต่ถ้าเป็นเช็ค เช็คมีวันถึงกำหนดใช้เงินอย่างเดียวคือเมื่อทวงถาม ออกเช็คลงวันที่วันนี้เช็คถึงกำหนดเลยมันไม่มีช่วงเวลาให้คิดดอกเบี้ยกัน

ตามมาตรา 911 นี้ การที่ผู้สั้งจ่าย หรือ ผู้ออกเช็คเขียนข้อกำหนดนี้ จำให้แม่นเลยว่ากรณีที่ผู้สั่งจ่ายหรือผู้ออกตั๋วเขียนข้อกำหนดจะต้องเขียนในตั๋วเงินเท่านั้น จะไปตกลงด้วยวาจาไม่เขียนในตั๋วหรือ ตกลงไม่เขียนในตั๋วเงิน อย่างนี้แม้จะมีบุคคลอื่นมาตกลงสืบ ว่าให้คิดดอกเบี้ยอย่างนี้ก็นำสืบไม่ได้ ( พยานบุคคลแก้ไขเปลี่ยนแปลงพยานเอกสารไม่ได้ )

335/2509

บรรยายฟ้องว่า ชั้นแรกจำเลยออกตั๋วแลกเงิน โดยจำเลยลงชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายนำมาขายให้โจทก์ ต่อมาโจทก์ทวงถามเงินที่จำเลยรับไปจากผู้จ่ายไม่ได้ จึงทวงถามจากจำเลย จำเลยกลับนำเช็คทั้ง 3 ฉบับซึ่งเป็นเช็คลงวันที่ล่วงหน้าโดยบุคคลภายนอกเป็นผู้สั่งจ่ายมาโอนขายให้โจทก์อีก เพื่อเป็นการชำระหนี้ตามตั๋วแลกเงินในการนี้จำเลยลงนามสลักหลังเป็นผู้รับอาวัลเช็คทั้ง 3 ฉบับด้วย เช็คถึงกำหนด ปรากฏว่าบุคคลภายนอกนั้นไม่มีเงินในบัญชีธนาคาร โจทก์จึงฟ้องเรียกเงินตามเช็คจากจำเลยเป็นผู้รับอาวัลดังนี้ เป็นเรื่องที่โจทก์บรรยายฟ้องให้ทราบถึงมูลหนี้เดิมว่าเป็นมาอย่างไรบัดนี้จำเลยต้องรับผิดชอบต่อโจทก์อย่างไร หาใช่เป็นเรื่องโจทก์ฟ้องเรียกร้องทั้งหนี้ตามตั๋วแลกเงินและหนี้ตามเช็คไม่ ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 แล้ว

ข้อกำหนดให้คิดดอกเบี้ยตามที่โจทก์นำสืบมิได้ระบุไว้ในตั๋วแลกเงินฉะนั้น แม้โจทก์จะมีพยานบุคคลมาสืบได้ความว่าจำเลยตกลงยอมเสียดอกเบี้ยให้โจทก์ร้อยละ 15 ต่อปี หามีผลบังคับให้จำเลยต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราตามที่โจทก์นำสืบมาไม่ กรณีต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 968(2) ที่บัญญัติให้ผู้ทรงตั๋วแลกเงินมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในอัตราเพียงร้อยละห้าต่อปีนับแต่วันที่ตั๋วแลกเงินถึงกำหนดเท่านั้น

                        ข้อกำหนดคิดดอกเบี้ยแต่ในตั๋วไม่ได้กำหนดไว้ว่าให้คิดดอกเบี้ยเมื่อใด ตามกฏหมายกำหนดว่า คิดนับแต่วันออกตั๋ว

            ตั๋วสัญญาใช้เงินกำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 21 ต่อปี ไม่ได้กำหนดว่าคิดได้ตั้งแต่เมื่อใด

193/2536

ตั๋วสัญญาใช้เงินที่ลูกหนี้ออกให้เจ้าหนี้ทั้ง 5 ฉบับกำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 21 ต่อปี โดยมิได้ระบุให้คิดดอกเบี้ยตั้งแต่เมื่อใด จึงต้องคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ลงในตั๋วสัญญาใช้เงินจนถึงวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 911 ประกอบมาตรา 985และ พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 94 มิใช่คิดตั้งแต่วันถึงกำหนดใช้เงิน ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน

 

948/2539

ตั๋วสัญญาใช้เงินระบุว่าผู้ออกตั๋วได้ออกตั๋วเมื่อวันที่17มิถุนายน2528สัญญาว่าจะจ่ายเงิน10,030,000บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ18.5ต่อปีในวันที่17มิถุนายน2529ดังนั้นโจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้นับแต่วันที่17มิถุนายน2528ซึ่งเป็นวันออกตั๋วสัญญาใช้เงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา911ประกอบมาตรา985

 

4789/2549

ตามตั๋วสัญญาใช้เงินระบุวันออกตั๋วคือวันที่ 30 กันยายน 2540 วันถึงกำหนดใช้เงินวันที่ 31 ตุลาคม 2540 กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ BBL MOR +1 ต่อปี เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินที่จำเลยออกมีข้อกำหนดให้คิดดอกเบี้ยได้ และมิได้ระบุว่าให้คิดดอกเบี้ยได้ตั้งแต่วันใด จึงต้องคิดดอกเบี้ยในอัตราที่ระบุไว้ในตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวนับแต่วันที่ลงในตั๋ว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 911, 968, 985 เมื่อถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2540 จำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน ย่อมถือว่าจำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัดทันทีตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคสอง โดยเจ้าหนี้ไม่จำต้องบอกกล่าวหรือทวงถามก่อนแต่อย่างใด เมื่อมีการโอนสิทธิเรียกร้องนี้ให้แก่โจทก์ โจทก์ผู้รับโอนมีฐานะเป็นเจ้าหนี้แทนเจ้าหนี้เดิมจึงมีสิทธิเรียกร้องตามมูลหนี้ที่มีอยู่ทั้งหมดรวมทั้งอุปกรณ์แห่งหนี้จากจำเลยทั้งสองได้

 

            ปัญหาต่อไปสมมุติ ในตั๋วฯนั้นมีข้อกำหนดเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยในตั๋วฯ ปัญหาคือเมื่อตั๋วฯถึงกำหนดชำระแล้ว ปรากฏว่าผู้จ่าย ไม่ใช้เงิน ผู้ทรงจะคิดอัตราดอกเบี้ยได้เท่าไหร่ คือเป็นข้อตกลงคิดดอกเบี้ยจำไว้ว่า ผู้ทรงมีสิทธิคิดดอกเบี้ย ตั้งแต่ออกตั๋วจนกว่าจะชำระ คือ ผิดนัดแล้วอัตราดอกเบี้ยผิดนัดก็คิดเท่ากับอัตราก่อนผิดนัดนั่นเอง คือจะไปลดลงไม่ได้ ตามมาตรา 224 เวลาเรียนกฎหมายนักศึกษาเปิดตัวบทตามด้วยนะครับ

            64/2537

            โจทก์ได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังให้ประกอบธุรกิจเงินทุน ในระหว่างที่จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์โดยออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่โจทก์ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์มีสิทธิเรียกจากลูกค้าได้ในอัตราไม่เกินร้อยละ18.5 ต่อปี ตั๋วสัญญาใช้เงินที่จำเลยออกให้แก่โจทก์สองฉบับมีข้อกำหนดให้คิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ18 และ 18.5 ต่อปีตามลำดับ และมิได้ระบุไว้ว่าให้คิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันใด จึงต้องคิดดอกเบี้ยในอัตราที่ระบุไว้ในตั๋วสัญญาใช้เงินทั้งสองฉบับดังกล่าวนับแต่วันที่ลงในตั๋วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 911,968,695เมื่อได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวและครบกำหนดใช้เงินจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาโจทก์ผู้ทรงจึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวจากต้นเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินต่อไปจนกว่าจะชำระเสร็จตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคแรก

            ประเด็นต่อมา เพิ่งมีฏีกาเมื่อไม่นานนี้เอง เกี่ยวกับเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่ระบุนั้น เคยมีปัญหาว่าอัตราดอกเบี้ยที่ระบุนั้นจะต้องไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี ตามมาตรา 654 หรือไม่ ก็คือถ้าหากว่าเป็นนิติกรรมกู้ยืมเงิน มาตรา 654 บอกไม่ให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละสิบห้าต่อปีไม่ได้ ถ้าเกินผิดพระราชบัญญัติเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา มีโทษทางอาญาดังนั้นดอกเบี้ยจึงตกเป็นโมฆะไปเสียหมดนะครับ

            อย่าลืมว่ามาตรา 654 ใช้บังคับเฉพาะสัญญากู้ยืมเงิน ดังนั้นในตั๋วเงินจะตกลงกันอย่างไรก็ได้

            2169/2538

          แม้ศาลชั้นต้นกำหนดภาระในการพิสูจน์ผิดพลาดโดยให้ตกอยู่แก่จำเลยทั้งสามทั้งที่ตามกฎหมายต้องตกแก่โจทก์ แต่เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นข้อพิพาทเหล่านั้นโดยมิได้ยกเอาหน้าที่นำสืบหรือภาระการพิสูจน์มาเป็นเหตุพิพากษาให้จำเลยทั้งสามแพ้คดี จึงไม่มีเหตุสมควรที่จะพิจารณาคดีนี้ใหม่ทั้งหมด เพราะไม่มีผลให้คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เปลี่ยนแปลงไป

ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับโจทก์ จำเลยที่ 1 มีสิทธิเบิกเงินเกินบัญชีได้ถึง 5,000,000 บาท และต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี แม้เมื่อรวมดอกเบี้ยเข้ากับเงินต้นแล้วจำนวนเงินจะเกิน 5,000,000 บาท เมื่อจำเลยที่ 2 ที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้และการปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ตลอดจนดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทนซึ่งจำเลยที่ 1 ค้างชำระและค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ จำเลยที่ 2 ที่ 3 จึงต้องรับผิดตามสัญญาโดยร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 แม้เมื่อรวมดอกเบี้ยแล้วจะเกิน 5,000,000 บาท

จำเลยที่ 1 นำตั๋วสัญญาใช้เงินไปขายให้แก่โจทก์และทำสัญญารับชำระหนี้อันเนื่องมาจากการขายตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวให้ไว้แก่โจทก์ แม้เมื่อรวมค่าส่วนลด ดอกเบี้ยและค่าปรับที่โจทก์คิดจากจำเลยที่ 1 ตามสัญญาดังกล่าวเข้าด้วยกันแล้วจะเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ข้อตกลงเรื่องค่าส่วนลดดอกเบี้ยและค่าปรับดังกล่าวก็ใช้บังคับได้หาตกเป็นโมฆะไม่ เพราะไม่ใช่เรื่องกู้ยืมเงินจึงไม่อยู่ในบังคับแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 654 และ พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ

ตามสัญญารับชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับโจทก์ จำเลยที่ 1 สัญญาว่าจะนำเงินที่ได้รับจากการขายตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่โจทก์ไปใช้เตรียมการส่งสินค้าออกไปขายต่างประเทศ หากจำเลยที่ 1 ไม่ส่งสินค้าออกหรือส่งออกไม่ได้ถึงจำนวนตามที่จำเลยที่ 1 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้ไว้แก่โจทก์โดยเป็นความผิดของจำเลยที่ 1 ยอมเสียค่าปรับให้โจทก์ในอัตราร้อยละ 11 ต่อปีเมื่อจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ส่งสินค้าออกตามจำนวนที่ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้ไว้แก่โจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์ถูกธนาคารแห่งประเทศไทยปรับตามระเบียบของธนาคารแห่งประเทศไทยจำเลยที่ 1 จึงต้องชำระค่าปรับให้แก่โจทก์ตามสัญญาจำเลยที่ 2 ที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ในค่าปรับดังกล่าวด้วย

สัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 ทำไว้กับโจทก์มีข้อตกลงว่าในการที่โจทก์ยอมปล่อยสินเชื่อให้แก่จำเลยที่ 1 ในวงเงิน 50,000,000 บาทนั้น หากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาหรือผิดเงื่อนไขแห่งสินเชื่อดังกล่าว จำเลยที่ 2 ที่ 3ยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นจำนวนไม่เกิน 50,000,000 บาท ตลอดถึงดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน ค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ ซึ่งจะพึงมีขึ้นต่อไปนั้นอีกด้วย เมื่อโจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินต้น 48,580,800บาท ซึ่งอยู่ในวงเงินที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับสินเชื่อจากโจทก์ จำเลยทั้งสามจึงต้องร่วมกันรับผิดในต้นเงินดังกล่าวต่อโจทก์ พร้อมดอกเบี้ยและค่าปรับตามจำนวนที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระให้โจทก์ แม้เมื่อรวมเงินต้น ดอกเบี้ย และค่าปรับเข้าด้วยกันแล้วจะเกิน 50,000,000 บาท ก็ตาม

            อันนี้เป็นเรื่องกำหนดอัตราดอกเบี้ย กำหนดไว้เมื่อใด เริ่มคิดเท่าใดเป็นเท่านั้น แต่ถ้าไม่เขียนว่าให้คิดเมื่อใดก็ตั้งแต่วันออกตั๋ว

            ประเด็นต่อไปคือไม่มีข้อกำหนดให้คิดดอกเบี้ย ผู้มีหน้าที่จ่ายหรือใช้เงินตามตั๋วก็ต้องจ่ายหรือใช้เฉพาะต้นเงินเท่านั้น ไม่ต้องใช้ดอกเบี้ย

            ปัญหาต่อไปคือตั๋วที่ไม่มีข้อกำหนดให้ใช้ดอกเบี้ยที่ผู้ทรงก็คิดดอกเบี้ยไม่ได้ ปัญญาหาว่าแล้วในกรณีหนี้ผิดนัดหล่ะ จะคิดได้หรือไม่และในอัตราเท่าใด จำไว้เลยว่าในเรื่องตั๋วแลกเงินและตั๋วสัญญาใช้เงินมีบัญญัติพิเศษในเรื่องดอกเบี้ย

            คืออัตราดอกเบี้ยร้อยละห้าต่อไปมีเฉพาะในเรื่องตั๋วเงิน 

                มาตรา 968  ผู้ทรงจะเรียกร้องเอาเงินใช้จากบุคคลซึ่งตนใช้สิทธิไล่เบี้ยนั้นก็ได้ คือ

             (1) จำนวนเงินในตั๋วแลกเงินซึ่งเขาไม่รับรองหรือไม่ใช้กับทั้งดอกเบี้ยด้วย หากว่ามีข้อกำหนดไว้ว่าให้คิดดอกเบี้ย

             (2) ดอกเบี้ยอัตราร้อยละห้าต่อปีนับแต่วันถึงกำหนด

             (3) ค่าใช้จ่ายในการคัดค้าน  และในการส่งคำบอกกล่าวของผู้ทรงไปยังผู้สลักหลังถัดจากตนขึ้นไปและผู้สั่งจ่าย กับทั้งค่าใช้จ่ายอื่น ๆ

             (4) ค่าชักส่วนลดซึ่งถ้าไม่มีข้อตกลงกันไว้ ท่านให้คิดร้อยละ 1/6 ในต้นเงินอันจะพึงใช้ตามตั๋วเงินและไม่ว่ากรณีจะเป็นอย่างไร ท่านมิให้คิดสูงกว่าอัตรานี้

             ถ้าใช้สิทธิไล่เบี้ยก่อนถึงกำหนด ท่านให้หักลดจำนวนเงินในตั๋วเงินลงให้ร้อยละห้า

312/2531

ตั๋วสัญญาใช้เงินซึ่งมิได้ระบุเรื่องดอกเบี้ยไว้ เมื่อถึงกำหนดชำระผู้ทรงมีสิทธิไล่เบี้ยเรียกเอาดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละห้าต่อปีนับแต่วันที่ตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกำหนดชำระจากบรรดาผู้สลักหลังผู้ออกตั๋วและบุคคลอื่น ๆ ซึ่งต้องรับผิดตามตั๋วสัญญาใช้เงินนั้นผู้ทรงก็ย่อมมีสิทธิเรียกเอาดอกเบี้ยได้ในอัตราเพียงร้อยละห้าต่อปีจากผู้รับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินซึ่งต้องร่วมกันรับผิดกับบุคคลดังกล่าว

แล้วอย่างนี้เช็คจะมีการคิดดอกเบี้ยกันได้หรือไม่ โดยหลักแล้วผู้ทรงนำเงินไปขึ้น ธนาคารก็มีหน้าที่ใช้เงินตามเช็คเท่านั้น คำถามว่าเรื่องเช็คผู้ทรงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากธนาคารเมื่อใดก็เมื่อผิดนัดเท่านั้น คือเป็นผู้ผิดนัดในวันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินนะครับ

สมมุติเช็คลงวันที่ 1 มี.ค ธนาคารปฏิเสธการใช้เงินเมื่อ 1 พ.ค ดอกเบี้ยตามเช็คจะคิดได้เมื่อวันที่ 1 พ.ค. นะครับ

ร้อยละ 7.5 ดูตามมาตรา 968 ก็ไม่นำมาใช้กับเรื่องเช็ค ผู้ทรงต้องนำมาตรา 220 มาปรับใช้

4686/2536

จำเลยสั่งจ่ายเช็คให้แก่ผู้ถือ โจทก์เป็นผู้รับโอนเช็คพิพาทจึงเป็นผู้ทรงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 904เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยย่อมตกเป็นผู้ผิดนัดต้องชำระเงินตามเช็คพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900,914,989 ประกอบ 224 การที่จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์ไม่เป็นความจริง บิดเบือนข้อเท็จจริงมาฟ้องจำเลย เพราะเช็คพิพาทจำเลยสั่งจ่ายให้แก่ผู้มีชื่อไว้เป็นประกันการกู้ยืมเงิน มิได้สั่งจ่ายเพื่อการชำระหนี้ดังที่โจทก์อ้าง ความจริงแล้วโจทก์กับผู้มีชื่อไม่มีหนี้ต่อกันโจทก์จึงไม่ใช่ผู้ทรงเช็คพิพาทโดยชอบ คำให้การของจำเลยเป็นการต่อสู้โจทก์ผู้ทรงด้วยข้อต่อสู้อันอาศัยความเกี่ยวกันเฉพาะบุคคลระหว่างจำเลยกับผู้ทรงคนก่อน ๆ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 916ประกอบมาตรา 989 คำให้การของจำเลยมิได้แสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า โจทก์รับโอนเช็คพิพาทจากผู้มีชื่อซึ่งเป็นผู้ทรงคนก่อน ๆ ด้วยคบคิดกันฉ้อฉลจำเลยอย่างไรและที่ให้การว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้ทรงเช็คพิพาทโดยชอบจำเลยก็มิได้อ้างเหตุที่โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คไม่ชอบอย่างไร คำให้การของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา177 วรรคสอง ไม่ก่อให้เกิดประเด็นพิพาทแห่งคดี

            ประเด็นสุดท้ายเรื่องเช็ค นิติกรรมอีกประเภท คือสัญญาขายลดตั๋วเงิน สมมุติตัวผู้สั่งจ่ายสั่งจ่ายเช็คลงวันที่ล่วงหน้า แล้วนำไปขายลดให้แก่ธนาคารพาณิชย์ทางธนาคารก็มีแบบฟอร์มว่าหายลดแล้วเรียกเก็บเงินไมได้ยินยอมให้คิดดอกเบี้ย อัตราอะไรก็ว่าไป อันนี้ไม่ได้ฟ้องตามสัญญาเช็ค แต่เป็นตามสัญญาขายลดเช็ค

            643/2522

            จำเลยสั่งจ่ายเช็คแล้วนำไปขายลดแก่ธนาคาร เช็คนั้นเก็บเงินไม่ได้ โจทก์ฟ้องจำเลยตามสัญญาขายลด อายุความ10 ปี ตาม มาตรา164 ดอกเบี้ยร้อยละ 14 ต่อปีตามสัญญาขายลด

            3567/2525

          โจทก์กล่าวในฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้สลักหลังเช็คที่จำเลยที่ 1 นำมาทำสัญญาขายลดรับเงินสดจากโจทก์จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ในข้อนี้จึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่าเช็คดังกล่าวจำเลยที่ 2 ได้ลงลายมือชื่อสลักหลังไว้ดังโจทก์ฟ้อง

จำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดีเพียงว่ามีเหตุไม่ต้องรับผิดเสียดอกเบี้ยแก่โจทก์ หาได้ต่อสู้ในข้อไม่ต้องรับผิดในต้นเงินด้วยไม่ ฉะนั้นปัญหาว่าจำเลยจะต้องรับผิดในต้นเงินหรือไม่ จึงไม่ใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้

จำเลยที่ 1 นำเช็คซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้สลักหลังมาทำสัญญาขายลดรับเงินสดจากโจทก์ โดยสัญญาว่าหากเช็คดังกล่าวถึงกำหนดชำระเงิน โจทก์ไม่ได้รับชำระเงินตามเช็ค จำเลยที่ 1 ยอมชำระเงินตามเช็คพร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีแก่โจทก์เมื่อได้ความว่าโจทก์ไม่ได้รับชำระหนี้ตามเช็ค จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ส่วนจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

เช็คคือหนังสือตราสารซึ่งผู้สั่งจ่ายสั่งธนาคารให้ใช้เงินจำนวนหนึ่งเมื่อทวงถามให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งหรือให้ใช้ ตามคำสั่งของบุคคลอีกคนหนึ่งอันเรียกว่าผู้รับเงิน จึงเป็นทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 99 ซึ่งอาจโอนกรรมสิทธิ์กันได้ตามมาตรา 904,917 และ 989โจทก์จึงทำสัญญาซื้อขายลดเช็คอันเป็นสัญญาต่างตอบแทนประเภทหนึ่งซึ่งมีมูลหนี้อยู่ และนำสัญญาดังกล่าวมาฟ้องบังคับได้ และปัญหาว่าโจทก์จะใช้สิทธิฟ้องบังคับตามสัญญาขายลดเช็คได้หรือไม่ เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ข้อที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ภาพถ่ายเช็คท้ายฟ้องจะมีต้นฉบับอยู่หรือไม่ โจทก์ได้รับเงินตามเช็คจากผู้สั่งจ่ายแล้วหรือไม่จำเลยไม่ทราบ และตามภาพถ่ายเช็คท้ายฟ้องไม่ปรากฏว่าจำเลยลงลายมือชื่อสลักหลังไว้ โจทก์ไม่มีพยานมาสืบ ทั้งโจทก์ไม่เคยบอกกล่าวให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์โจทก์ยังไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระเงินตามฟ้องนั้นไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยอำนาจฟ้องของโจทก์ เพราะไม่มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิเป็นคู่ความได้หรือไม่เมื่อจำเลยไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในศาลชั้นต้นจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 225

 

            อันนี้ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับดอกเบี้ยตามตั๋วเงิน จบแล้ว

            ต่อไปคือเรื่องวันถึงกำหนดใช้เงินมาตรา 913

            เป็นวันที่สำคัญ เพราะเป็นวันที่ผุ้ทรงมีสิทธิ เป็นวันที่เริ่มต้นนับอายุความในตั๋วเงินและอาจเป็นวันที่ตั๋วเงินเริ่มคิดดอกเบี้ยได้

            หรืออาจเป็นวันที่เริ่มกำหนดให้ทำคำคัดค้าน และเป็นวันที่สำคัญที่เราควรทำความเข้าใจกัน วันถึงกำหนดของตั๋วเงินของตั๋วแลกเงินกับตั๋วสัญญาใช้เงินอย่างเดียวกันคือ มาตรา 913 +985 ข้อสังเกตเบื้องต้น คือรายการที่มีในตั๋วแลกเงินมาตรา 909 ( 4 ) ก็กำหนดให้มีวันถึงกำหนดใช้เงิน พอไปดู 983 (3 ) ในเรื่องตั๋วสัญญาใช้เงิน ก็ต้องมีวันถึงกำหนดใช้เงิน แต่พอไปดูรายการที่มีในเช็คแล้ว ไม่มีกำหนดให้ต้องมีวันถึงกำหนดใช้เงิน เพราะเช็คถึงกำหนดใช้เงิน คือเมื่อทวงถาม

                มาตรา 913  อันวันถึงกำหนดของตั๋วแลกเงินนั้น  ท่านว่าย่อมเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งดั่งกล่าวต่อไปนี้คือ

             (1) ในวันใดวันหนึ่งที่กำหนดไว้ หรือ

             (2) เมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้นับแต่วันที่ลงในตั๋วนั้น หรือ

             (3) เมื่อทวงถาม หรือเมื่อได้เห็น หรือ

             (4) เมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้นับแต่ได้เห็น

            นี่แหละที่ชี้ให้เห็นว่าวันถึงกำหนดใช้เงินในตั๋วเงินประเภท ตั๋วแลกเงิน หรือ ตั๋วสัญยาใช้เงินมีได้หลายกรณี

            ก่อนอื่นต้องแยกวันที่ออกตั๋วกับวันที่ตั๋วถึงกำหนดใช้เงินออกจากกันก่อนมันคนละวันกันยะครับ

            ดูกรณีแรกก่อนเข้าใจง่ายสุดไม่ต้องอธิบายไทยเป็นไทยใหม่ เช่น วันที่ 17 กรกฏาคม 2552 อันนี้ก็เห็นได้ชัด

            กรณีที่สอง ซับซ้อนขึ้นมาเล็กน้อย แทนที่จะระบุไว้เลย ไม่ทำเช่นนั้น มีการให้ต้องคิดนิดหน่อย ยกตัวอย่างสมมุติว่านาย ก ออก ตั๋วแลกเงิน สั่ง ข ให้จ่ายเงินแก่ ค 1 ล้านบาทภายใน สามเดือนนับแต่วันนี้ โปรดจ่ายเงินให้แก่ นาย ข

            สมมุติว่าวันที่ออกตั๋ววันที่ 1 มีนาคม ก สั่งนาย ค ให้จ่ายเงินแก่ ข ภายในสามสิบวันนับแต่ลงในตั๋ว วันที่ 31 มีนาคมก็ครบกำหนด ในทางปฏิบัติก็มี บ้างครั้งเขียนยากกว่านั้นก็มี เช่น เมื่อครบกำหนดหนึ่งพันสามร้อยแปดวัน โปรดใช้เงินแก่นาย ค

            คราวนี้มีถึงอนุมาตรา 3 อันนี้แหละที่เป็นปัญหาที่สุดในเรื่องนี้คือ

            เมื่อทวงถามหรือเมื่อได้เห็น อันนี้แหละคือมันวันไหน และสองคำนี้เหมือนกันหรือไม่ คำตอบ ไม่เหมือน เขียนก็ไม่เหมือนกันแล้วประกอบกับมีคำว่าหรือขั้นกลางจะเห็นได้ว่าแสดงให้เห็นว่ามันต่างกัน

            กรณีแรกก่อน  ถ้าเป็นตั๋วทีมีวันถึงกำหนดใช้เงินเขียนว่าเมื่อได้เห็นก่อน นาย ก ออกตั๋วแลกเงินสั่ง ข ให้จ่ายเงิน 1 ล้านบาทให้แก่ นาย ค เมื่อได้เห็น ถามว่า นาย ค มีสิทธิยื่นตั๋วแลกเงิน ให้ ข จ่ายเงินได้เมื่อใด สมมุติว่า ตั๋วแลกเงินนี้ออกเมื่อวันที่ 1 มีนาคม

ตอบ ตั๋วถึงกำหนดตั้งแต่วันที่ออกตั๋วนั่นแหละ คือตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมนั้นแล้ว และวันถึงกำหนดใช้เงิน ในกรณีที่ตั๋วเขียนว่าเมื่อได้เห็นผู้ทรงตั๋วอาจนำตั๋วยื่นให้ผู้จ่ายใช้เงินได้ตั้งแต่วันที่ออกตั๋ว จนครบกำหนด 6 เดือน  928 +  944

            คือห้ามพ้นกำหนด 6 เดือน สรุปดังนี้ ตั๋วที่ให้ใช้เงินเมื่อได้เห็นผุ้ทรงอาจนำตั๋วยื่นได้ตั้งแต่วันออกตั๋ว แต่จะยื่นให้ใช้เงิน ภายหลังพ้น 6 เดือนนับแต่วันออกตั๋วไม่ได้ ( 928 + 944 )

            ทีนี้มันต่างกับตั๋วที่มีวันกำหนดใช้เงิน เมื่อทวงถามอย่างไร ก็หมายถึงวันที่ผู้ทรง ทวงถามคือวันออกตั๋วแล้วมันต่างจากวันที่ได้เห็นอย่างไร

            มันต่างตรงวันที่ทวงถามจะทวงถามเมื่อใดก็ได้ เก็บตั๋วไว้สองปีสามปีก็ได้ค่อยทวงถามกินดอกเบี้ยไปเรื่อยๆ

            ตัวอย่าง บริษัท ก ออกตั๋วสัญญาใช่เงิน ลงวันที่ 19 ธันวาคม 2529 วันถึงกำหนดใช้เงินเมื่อทวงถาม ปรากฏว่าคดีเรื่องนี้โจทก์เป็นผู้ทรงตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับนี้ส่วนจำเลยเป็นผู้รับอาวัล ต่อมาโจทก์มีหนังสือลงวันที่ 7 กันยายน 2533 ทวงถามผู้ออกตั๋วบริษัทเงินทุนพาณิชย์กำหนดให้ชำระเงินตามตั๋วภายใน  7 วัน นับแต่วันได้รับจดหมายฉบับนี้ปรากฏว่า ผู้ออกตั๋ว และ ผุ้อาวัลได้รับหนังสือ 12 กันยายน 2533 ถามว่าวันถึงกำหนดใช้เงินคือวันไหน ตั๋วสัญยาใช้เงินฉบับนี้ถึงกำหนด 19 กันยายน 2533

            พอวันที่ 19 กันยายน 2533 ผู้ออกตั๋วและผู้อาวัลไม่ใช้เงิน ผุ้ทรง ก้จะมาฟ้อง ถามว่ามักำหนดอายุความกี่ปี 3 ปี ตามมาตรา 1001 นับแต่วันที่ตั๋วถึงกำหนดใช้ เงิน วันสุดท้ายที่สามารถฟ้องได้คือ 19 กันยายน 2536 คดีนี้ฟ้อง 14 กันยายน 2536 ขาดอายุความหรือไม่ ไม่ขาด

            เรื่องนี้ที่จะมีปัญหา คือ สิทธิเรียกร้องนับแต่วันที่ ตั๋วเงินถึงกำหนด ไม่ใช่นับแต่ วันที่ออกตั๋ว หรือวันที่ได้รับจดหมายทวงถาม เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ต้องฟ้องในวันรุ่งขึ้น เรื่องนี้

            1062/2541

          ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา169ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นกำหนดให้อายุความเริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปเมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทกำหนดไว้ชัดเจนว่าผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินแก่โจทก์เมื่อทวงถามดังนั้นวันถึงกำหนดใช้เงินของตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทจึงหมายถึงวันที่โจทก์ทวงถามให้ใช้เงินตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา9013(3)หาใช่ถึงกำหนดใช้เงินในวันออกตั๋วไม่ทั้งได้มีการทวงถามให้ผู้ออกตั๋วและจำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นผู้รับอาวัลชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทแล้วอายุความจึงไม่อาจเริ่มนับจากวันที่ออกตั๋วได้ ในหนังสือบอกกล่าวทวงถามของโจทก์ได้ให้เวลาจำเลยทั้งสี่ชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินให้เสร็จสิ้นภายใน7วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือดังกล่าวหมายความว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จะเรียกให้จำเลยทั้งสี่ชำระหนี้ก่อนถึงกำหนดเวลานั้นหาได้ไม่แต่จำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นลูกหนี้จะชำระหนี้ก่อนกำหนดนั้นได้หากพ้นกำหนดดังกล่าวแล้วไม่ชำระก็ถือว่าจำเลยทั้งสี่ผิดนัดโจทก์อาจบังคับให้จำเลยทั้งสี่ชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทในฐานะผู้รับอาวัลได้นับแต่วันครบกำหนดตามหนังสือทวงถามแล้วเป็นต้นไปวันครบกำหนด7วันตามหนังสือทวงถามคือวันที่19กันยายน2533อายุความจึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่20กันยายน2533เป็นต้นไปหาใช่เริ่มนับแต่วันที่จำเลยทั้งสี่ได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามไม่เมื่อโจทก์ฟ้องคดีวันที่14กันยายน2536ยังไม่ครบกำหนด3ปีคดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1001

         

 

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages