หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า kankokub ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ สมชัย ฑีฆาอุตมากร ผู้บรรยาย , ผู้ก่อตั้ง lawsiamgooglegroups และ คุณแบ่งปัน ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า
ครั้งหน้าวันที่ 30 อาจเลิกเร็วเพราะคนจะกลับต่างจังหวัด คราวที่แล้ว เรื่องคำพิพากษาไม่ชอบคู่ความ ยังไม่สามารถอุทธรณ์ได้ก่อน ประเด็นนี้ยังมีการเถียงว่าถ้าศาลชั้นต้นยอมให้ถอนฟ้องจะเป็นการลบล้างกระบวนพิจารณา เท่ากับเป็นการตัดรอนอำนาจศาลฎีกาที่จะพิจารณา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3715/2546
ตามคำฟ้องของโจทก์ได้ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดในมูลละเมิดที่ ป. กระทำต่อโจทก์ในฐานะที่จำเลยเป็นนายจ้างของ ป. โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 425 ว่า ป. เป็นลูกจ้างของจำเลยกระทำไปในทางการที่จ้างหรือตามคำสั่งของจำเลย
จำเลยฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามรูปคดีและศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยดังกล่าวแล้ว คดีย่อมอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกา ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิพากษาคดีนี้ใหม่ การที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาใหม่เป็นการไม่ชอบ จำเลยจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นดังกล่าว
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 889,061 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 827,034 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า นายประสิทธิ์ไม่ได้เป็นลูกจ้างของจำเลยและไม่ได้กระทำในทางการที่จ้างของจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะนายจ้าง เมื่อจำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์แล้ว ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นอีก พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ขณะเกิดเหตุนายประสิทธิ์เป็นลูกจ้างปฏิบัติหน้าที่ขับรถในทางการที่จ้างของจำเลยจนเกิดเหตุชนกับรถของโจทก์ แต่เนื่องจากศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยในปัญหาที่ว่า เหตุละเมิดเกิดจากฝ่ายจำเลยหรือไม่ และโจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่เพียงใด อันเกี่ยวพันกับทุนทรัพย์ในการใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อไป จึงเห็นสมควรส่งสำนวนให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2544
ต่อมาวันที่ 17 สิงหาคม 2544 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาใหม่โดยพิพากษาให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์จำเลย แต่ก่อนส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ภาค 3 ศาลชั้นต้นได้ส่งสำนวนไปศาลฎีกาเพื่อพิจารณาฎีกาจำเลยฉบับลงวันที่ 10 สิงหาคม 2544
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ได้ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดในมูลละเมิดมีนายประสิทธิ์กระทำต่อโจทก์ในฐานะที่จำเลยเป็นนายจ้างของนายประสิทธิ์ โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 425 ว่า นายประสิทธิ์เป็นลูกจ้างของจำเลย กระทำไปในทางการที่จ้างหรือตามคำสั่งของจำเลย เมื่อจำเลยก็ให้การและนำสืบปฏิเสธความสัมพันธ์ดังกล่าวเช่นนี้ การที่พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่านายประสิทธิ์เป็นลูกจ้างและได้กระทำการในทางการที่จ้างของจำเลย จำเลยย่อมไม่ต้องรับผิดในผลแห่งการละเมิดของนายประสิทธิ์ต่อโจทก์ตามฟ้อง กรณีจึงไม่จำต้องให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยปัญหาอื่นตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามาไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น
อนึ่ง ข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏว่า จำเลยฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามรูปคดีและศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยดังกล่าวแล้ว คดีย่อมอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกา ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิพากษาคดีนี้ใหม่ การที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาใหม่ฉบับลงวันที่ 17 สิงหาคม 2544 เป็นการไม่ชอบ จำเลยจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นดังกล่าว
พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ และให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 17 สิงหาคม 2544 ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้รับอุทธรณ์จำเลยฉบับลงวันที่ 13 กันยายน 2544 คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งหมด ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
( โนรี จันทร์ทร - พินิจ เพชรรุ่ง - ทวีวัฒน์ แดงทองดี )
ศาลจังหวัดสีคิ้ว - นายปริญญา อิทธิวิกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายชาติชาย อัครวิบูลย์
ก็คือผลของคำพิพากษาที่ไม่มีต้องห้ามฎีกา แต่ตามแนวคำพิพากษาห้ามอุทธรณ์ ฎีกา 4ประเภท
สำหรับการอุทธรณ์ค่าฤชาธรรมเนียม 168 ตัวอย่างยกข้ออ้างว่าเสียไม่ถูกต้องครบถ้วน เพื่อให้กระบวนพิจารณาเสื่อมเสียไม่ได้
ต้องจำว่าปัญหาเรียกค่าขึ้นศาลเป็นหน้าที่สาลชั้นต้นตามมาตรา 18 เป็นเรื่องระหว่างศาลกับผุ้พิจารณาเมื่อศาลไม่เรียกก็ถือว่าเป็นกระบวนที่ชอบด้วยกฎหมาย ม.18ไม่ได้กำหนดผลของการไม่เรียกไว้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 582/2551 ค้นไม่พบ ดูตาม lecture ไปลงพิมพ์ของเน อ่านดูผ่านๆไม่เห็นมีอะไรหากจับมานั่งคิด ก็ต้องไปเทียบฉบับเริ่มต้นหลักนี้ ท่านลองอ่านดูมาตรา 224 ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เว้นแต่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลชั้นต้นได้ทำความเห็นแย้งไว้หรือได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ หรือถ้าไม่มีความเห็นแย้งหรือคำรับรองเช่นว่านี้ต้องได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาชั้นต้นหรืออธิบดีผู้พิพากษาภาคผู้มีอำนาจแล้วแต่กรณี
บทบัญญัติในวรรคหนึ่งมิได้ให้บังคับในคดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคลหรือสิทธิในครอบครัวและคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เว้นแต่ในคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา
การขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาในคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ ให้ผู้อุทธรณ์ยื่นคำร้องถึงผู้พิพากษานั้น พร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้น เมื่อศาลได้รับคำร้องเช่นว่านั้น ให้ศาลส่งคำร้องพร้อมด้วยสำนวนความไปยังผู้พิพากษาดังกล่าวเพื่อพิจารณารับรอง
วรรค 1 คดีมีทุนทรัพย์ ขอจำกัดสิทธิ์ในการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง
วรรค 2 คดีไม่มีทุนทรัพย์
การมองมาตรา 224 นี้ ให้แยกพิจารณาเป็นวรรคๆ ไปเลยไม่จำต้อง ไปมองหลักวรรคอื่นอีกและไม่ต้องไปดูคำขอท้ายฟ้องด้วย คราวที่แล้วมีข้อสอบผู้ช่วยที่อ้างแนวฎีกา 33 โจทก์ฟ้องขับไล่ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ แต่มีผู้ร้องสอดมาว่าเป็นทรัพย์สิน ของผู้ร้องสอด
คดีของโจทก์เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ แต่พอมีผู้ร้องสอดเค้ามาโต้แย้งกรรมสิทธิทำให้กลายเป็นคดีมีทุนทรัพย์แล้วทำให้ทั้งคดีกลายเป็นคดีทุนทรัพย์
ฉะนั้นคดีบางประเภทเริ่มต้นไม่มีแต่มีการต่อสู้เรื่องกรรมสิทธิ์ขึ้นมา กลายเป็นคดีมีทุนทรัพย์ทันที กล่าวแก้ข้ออ้างเรื่องกรรมสิทธิ์คืออ้างว่าเป็นของจำเลยทันที
สำหรับวรรค 2 คดีไม่มีทุนทรัพย์ 3 ประเภทโดยเฉพาะในคดีฟ้องขับไล่ บุคคลใดๆ หมายถึงฟ้องบุคคลใดๆออกจากอสังหาริมทรัพย์ หมายถึง ผู้เช่า ผู้อาศัย หรือ อาศัยความยึดยอม หรือผุ้ละเมิด ออกจากทรัพย์สิน อันมีค่าเช่าใช้กรณีฟ้องขับไล่ผู้เช่าเท่านั้น หมายถึงค่าเช่าที่ยังมีผลอยู่ในขณะฟ้องขับไล่ ดูค่าเช่าที่มีผลบังคับตามสัญญาเช่าครั้งสุดท้ายเป็นเกณฑ์ เราไม่เอาอัตราที่อาจให้เช่า สำหรับอาจให้เช่า ก้ดูจากคำพิพากษาศาลชั้นต้นกำหนดไว้ใช้กับผู้ละเมิด ผู้อาศัย และอื่นๆ
ดูมาตรา 248 วรรค 3 คดีเกี่ยวกับการบังคับวงศ์ญาติทั้งหลายและบริวารของผู้ถูกฟ้องขับไล่ ซึ่งอยู่บนอสังหาริมทรัพย์ซึ่งคู่ความในคดีฟ้องขับไล่นั้นต้องห้ามฎีกาข้อเท็จจริงตามวรรคสอง ถ้าศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลชั้นต้น หรือเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อย ไม่ว่าศาลจะฟังว่าบุคคลดังกล่าวสามารถแสดงอำนาจพิเศษให้ศาลเห็นได้หรือไม่ห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง เว้นแต่จะได้มีความเห็นแย้งหรือคำรับรอง หรือหนังสืออนุญาตให้ฎีกาตามที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่ง
ใช้เฉพาะแก่วงศ์ญาติหรือบริวารเท่านั้น หมายถึงสาขาของคดีของคู่ความเดิมต้องอยู่ในบังคับ 224 248 ด้วย ในชั้นของการบังคับแก่คู่ความในชั้นบังคับคดีก็เช่นเดียวกัน คดีหลักต้องห้ามคดีสาขาก็ต้องห้าม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1886/2505
คดีฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสองพันบาท ซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง หากมีกรณีพิพาทในชั้นบังคับคดีแก่บริวารของผู้เช่า โดยผู้ที่ถูกอ้างว่าเป็นบริวารตั้งประเด็นพิพาทโต้แย้งขึ้นมาใหม่ ไม่เกี่ยวกับประเด็นพิพาทเดิม ทั้งตามรูปเรื่องไม่เป็นคดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงแล้ว ย่อมอุทธรณ์ข้อเท็จจริงได้ (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 33/ 2505)
กรณีเรื่องนี้สืบเนื่องมาจากคดีที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลย ให้จำเลยรื้อถอนห้องแถว ๒๒ ห้องของจำเลยที่ปลูกบนที่ดินที่จำเลยเช่าจากโจทก์ในอัตราค่าเช่าเดือนละ ๒๐๐ บาท ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดิน โจทก์จำเลยทำยอมในศาล โดยจำเลยและบริวารยอมออกจากที่ดินตามฟ้อง และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปด้วย ต่อมาโจทก์ร้องต่อศาลชั้นต้นว่า ผู้ร้องทั้ง ๑๘ คน ซึ่งเป็นบริวารของจำเลยไม่ยอมออกจากที่ดินโจทก์ ศาลชั้นต้นเรียกผู้ร้องมาสอบถาม ผู้ร้องยื่นคำร้องว่ามิใช่บริวารของจำเลย ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเดิมเป็นของนางประเสริฐ ๆ ยกให้นายพูลผล ๆ ได้เชิดนางประเสริฐกับนางสาวเจียร เป็นตัวแทนในการให้ผู้ร้องเช่าเพื่ออยู่อาศัย แล้วโจทก์ซื้อที่ดินกับสิ่งปลูกสร้างจากนายพูลผล โดยโจทก์รู้ถึงสิทธิการเช่าของผู้ร้องอยู่ก่อนแล้ว แล้วโจทก์ให้จำเลยมาเรียกเงินกินเปล่าและขึ้นค่าเช่าจากผู้ร้อง นายพูลผลกับโจทก์ได้เชิดนางสาวเจียรและจำเลยเป็นตัวแทนตลอดมา การกระทำของโจทก์กับจำเลยเป็นการสมยอมกัน เพื่อมิให้ผู้ร้องได้ใช้หรือรับประโยชน์ในทรัพย์สินที่เช่า เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต และขัดต่อพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน ๆ และว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะขณะยื่นฟ้องกรรมสิทธิ์ที่ดินตกเป็นของหม่อมเจ้าหญิงอัจฉราฉวี เทวกุล ผู้รับซื้อฝากที่ดินนี้จากโจทก์แล้ว
ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า เดิมนางสาวเจียรเช่าที่ดินของนางประเสริฐเพื่อปลูกห้องแถวและผู้ร้องทุกคนได้เช่าห้องจากนางสาวเจียรเพื่ออยู่อาศัย ภายหลังโจทก์ซื้อที่ดินแลปงนี้ ส่วนจำเลยซื้อห้องแถวจากนางสาวเจียรแล้วให้ผู้ร้องเช่าต่อมา ที่ผู้ร้องอ้างว่าที่ดินกับสิ่งปลูกสร้างเป็นของนางประเสริฐและนายพูลผลได้เชิดนางประเสริฐ นางสาวเจียร เป็นตัวแทนให้เช่าที่ดินและห้องแถวนั้นฟังไม่ขึ้น ผู้ร้องจึงไม่มีนิติสัมพันธ์อะไรกับนางประเสริฐและโจทก์ ทั้งผู้ร้องสืบไม่ได้ว่าโจทก์ได้เชิดจำเลยเป็นตัวแทนให้เช่าที่ดิน ส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่าโจทก์ขายฝากที่ดินแก่หม่อม เจ้าหญิงอัจฉราฉวีนั้น เห็นว่า โจทก์ยังมีสิทธิไถ่คืนอยู่ และมีอำนาจที่จะบังคับเอาแก่จำเลยโดยไม่มีอะไรหักล้าง อำนาจนี้ย่อมบังคับถึงบรรดาผู้ร้องซึ่งเป็นบริวารของจำเลยด้วย จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้อง คงให้คำบังคับใช้บังคับแก่ผู้ร้องตามเดิม
ผู้ร้องทั้ง ๑๘ คนอุทธรณ์ทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย
ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของผู้ร้องเป็นอุทธรณ์ในชั้นบังคับคดี นับเป็นสาขาคดี คดีเดิมของเรื่องนี้เป็นเรื่องโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าในขณะยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละ ๒,๐๐๐ บาท จำเลยมิได้กล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ หรือมิได้ยกข้อโต้เถียงในเรื่องแปลความหมายแพ่งข้อความในสัญญาเช่า คดีของผู้ร้องจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๒๔ ศาลอุทธรณ์คงวินิจฉัยอุทธรณ์ผู้ร้องเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย แล้วพิพากษายืน
ผู้ร้องทั้ง ๑๘ คนฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายที่ว่า คดีชนิดนี้จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้หรือไม่
ศาลฎีกาเห็นว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าผู้ร้องไม่ใช่บริวารของจำเลย เมื่อโจทก์ซื้อที่ดินกับสิ่งปลูกสร้าง โจทก์รู้ถึงสิทธิการเช่าของผู้ร้องกับเจ้าของเดิมอยู่ก่อนแล้ว การกระทำของโจทก์จำเลยเป็นการสมยอมเพื่อให้ผู้ร้องไม่ได้ใช้หรือรับประโยชน์ในทรัพย์สินที่เช่าอันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและขัดต่อพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน ฯ ซึ่งหากพิจารณาได้ความจริงตามคำร้อง ก็จะใช้คำพิพากษาที่บังคับขับไล่จำเลยมาบังคับขับไล่ผู้ร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๔๒ (๑) ด้วยมิได้
ศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ผู้ร้องมิใช่คู่ความเดิมในคดีและตามคำร้องของผู้ร้องดังกล่าวข้างต้นเป็นเรื่องผู้ร้องอ้างว่ามีอำนาจพิเศษในการที่จะอยู่ในห้องพิพาทได้โดยไม่ต้องอาศัยอำนาจของจำเลย เท่ากับผู้ร้องตั้งประเด็นพิพาทโต้แย้งขึ้นมาใหม่ ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นพิพาทเดิม ในการวินิจฉัยประเด็นแห่งคดีก็ฟ้องถือตามเรื่องราวที่ได้ความใหม่ ซึ่งตามรูปเรื่องคดีของผู้ร้องไม่ใช่คดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ ผู้ร้องย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้
พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่
( ยง เหลืองรังษี - - ประมูล สุวรรณศร )
ศาลแพ่ง - นายกิ่ง ศาลิคุปต์
ศาลอุทธรณ์ - นายจินดา บุณยอาคม
เมื่อคดีเดิมต้องห้ามอุทธรร์ในข้อเท็จจริง เมื่อมาพิพาทกันในชั้นบังคับคอีก คดีหลักต้องห้าม สาขาคดีก็ต้องห้ามเช่นกัน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 467/2503
คดีเดิมต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง แม้จะเกิดกรณีพิพาทในชั้นบังคับคดี แม้จะเกิดกรณีพิพาทในชั้นบังคับคดี โดยมีทุนทรัพย์เกิดขึ้นใหม่ เกิน 2,000 บาท ซึ่งถ้าเป็นคดีพิพาทกันในเบื้องต้นจะอุทธรณ์ข้อเท็จจริงได้ก็ตาม การดำเนินคดีในชั้นบังคับคดีเดิม จะอุทธรณ์ในข้อ เท็จจริงไม่ได้ (คำสั่งคำร้องที่ 68/2499)
แนวเดียวกัน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5302/2548
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยเช่าออกจากที่ดินพิพาทของโจทก์ จำเลยมิได้ให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ และส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยกับให้จำเลยชำระเงิน 170,000 บาทแก่โจทก์ พร้อมค่าเสียหายเดือนละ 3,500 บาท จึงเป็นคดีที่ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง และเมื่อคดีเดิมต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ในชั้นบังคับคดีซึ่งเป็นคดีสาขาก็ย่อมต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงด้วยเช่นกัน ที่จำเลยฎีกาในชั้นบังคับคดีว่าที่ดินจำเลยครอบครองในปัจจุบันเป็นที่สาธารณะและอยู่นอกเขตที่ดินของโจทก์ การขับไล่จำเลยให้ออกไปจากที่ดินดังกล่าวจึงเป็นการบังคับคดีนอกเหนือคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นเป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลที่รับฟังว่าจำเลยยังมิได้ขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ อันเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว
ถ้าไม่ใช่คู่ความพิพาท แต่บุคคลภายนอกพิพาทกัน เช่นคดีขับไล่ ดูมาตรา 248 วรรค 3 ที่ว่าคดีที่ยื่นคำร้องตาม 296 จัตวา (3 ) ประกอบกับมาตรา 142 (1 )
296 จัตวา (3 ) ปิดประกาศกำหนดเวลาให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนดเวลาแปดวันนับแต่วันปิดประกาศ ถ้าไม่ยื่นภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นบริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษา
มาตรา 142 (1 )ในคดีฟ้องเรียกอสังหาริมทรัพย์ ให้พึงเข้าใจว่าเป็นประเภทเดียวกับฟ้องขอให้ขับไล่จำเลย ถ้าศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี เมื่อศาลเห็นสมควรศาลจะมีคำสั่งให้ขับไล่จำเลยก็ได้ คำสั่งเช่นว่านี้ให้ใช้บังคับตลอดถึงวงศ์ญาติทั้งหลายและบริวารของจำเลยที่อยู่บนอสังหาริมทรัพย์นั้น ซึ่งไม่สามารถแสดงอำนาจพิเศษให้ศาลเห็นได้
ฎ.582/2551 ก็ใช้หลักเดิมว่าเมื่อคดีหลักต้องห้ามคดีของบริวารก็ต้องห้าม