หลวงพ่อชา สุภัทโท – ตอบปัญหาธรรม

1 view
Skip to first unread message

Torsak Viravanichai

unread,
Mar 26, 2012, 1:54:23 AM3/26/12
to
อ้างอิง: หลวงพ่อชา สุภัทโท – ตอบปัญหาธรรม
mahamakuta.inet.co.th/practice/mk722.html


วิธีฝึกปฏิบัติ (วิธีภาวนา)มีหลายวิธีจนสับสน
มันก็เหมือนกับการจะเข้าไปในเมืองบางคนอาจจะเข้าเมืองทางทิศเหนือทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ฯลฯทางถนนหลายสายโดยมากแล้วแนวทางภาวนาก็แตกต่างกันเพียงรูปแบบเท่านั้นไม่ว่าท่านจะเดินทางสายหนึ่งสายใดเดินช้าหรือเดินเร็วถ้าท่านมีสติอยู่เสมอมันก็เหมือนกันทั้งนั้นข้อสำคัญที่สุดก็คือแนวทางภาวนาที่ดีและถูกต้องจะต้องนำไปสู่การไม่ยึดมั่นถือมั่นลงท้ายแล้วก็ต้องปล่อยวาง แนวทางภาวนาทุกรูปแบบด้วยผู้ปฏิบัติต้องไม่ยึดมั่นแม้ในตัวอาจารย์แนวทางใดที่นำไปสู่การปล่อยวางสู่การไม่ยึดมั่นถือมั่นก็เป็นทางปฏิบัติที่ถูกต้อง
ท่านอาจจะอยากเดินทางไปเพื่อศึกษาอาจารย์ท่านอื่นอีกและลองปฏิบัติตามแนวทางอื่นบ้างก็ได้พวกท่านบางคนก็ทำเช่นนั้นนี่เป็นความต้องการตามธรรมชาติท่านจะรู้ว่าแม้ได้ถามคำถามนับพันคำถามก็แล้วและมีความรู้เรื่องแนวทางปฏิบัติอื่นๆก็แล้วก็ไม่อาจจะนำท่านเข้าถึงสัจจธรรมได้ในที่สุดท่านก็จะรู้สึกเบื่อหน่ายท่านจะรู้ว่าเพียงแต่หยุดและสำรวจตรวจสอบดูจิตของท่านเองเท่านั้นท่านก็จะรู้ว่าพระพุทธเจ้าตรัสสอนอะไรไม่มีประโยชน์ที่จะแสวงหาออกไปนอกตัวเองผลที่สุดท่านต้องหันกลับมาเผชิญหน้ากับสภาวะที่แท้จริงของตัวท่านเองตรงนี้แหละที่ท่านจะเข้าใจธรรมะได้

จำเป็นไหมที่จะต้องนั่งภาวนาให้นานๆ
ไม่จำเป็นต้องนั่งภาวนานานนับเป็นหลายๆชั่วโมงบางคนคิดว่ายิ่งนั่งภาวนานานเท่าใดก็จะยิ่งเกิดปัญญามากเท่านั้นผมเคยเห็นไก่กกอยู่ในรังของมันทั้งวันนับเป็นวันๆปัญญาที่แท้เกิดจากการที่เรามีสติในทุกๆ อิริยาบถ การฝึกปฏิบัติของท่านต้องเริ่มขึ้นทันทีที่ท่านตื่นนอนตอนเช้าและต้องปฏิบัติให้ต่อเนื่องไปจนกระทั่งนอนหลับไป อย่าไปห่วงว่าท่านต้องนั่งภาวนาให้นานๆสิ่งสำคัญก็คือท่านเพียงแต่เฝ้าดูไม่ว่าท่านจะเดินอยู่หรือนั่งอยู่หรือกำลังเข้าห้องน้ำอยู่
แต่ละคนต่างก็มีทางชีวิตของตนเองบางคนต้องตายเมื่อมีอายุ ๕๐ปี บางคนเมื่ออายุ ๖๕ ปีและบางคนเมื่ออายุ ๙๐ ปีฉันใดก็ฉันนั้นปฏิปทาของท่านทั้งหลายก็ไม่เหมือนกันอย่าคิดมากหรือกังวลใจในเรื่องนี้เลยจงพยายามมีสติและปล่อยทุกสิ่งให้เป็นไปตามปกติของมันแล้วจิตของท่านก็จะสงบมากขึ้นๆในสิ่งแวดล้อมทั้งปวงมันจะสงบนิ่งเหมือนหนองน้ำใสในป่าที่ซึ่งบรรดาสัตว์ป่าที่สวยงามและหายากจะมาดื่มน้ำในสระนั้นท่านจะเข้าใจถึงสภาวะธรรมของสิ่งทั้งปวง (สังขาร) ในโลกอย่างแจ่มชัดท่านจะได้เห็นความอัศจรรย์และแปลกประหลาดทั้งหลายเกิดขึ้นและดับไปแต่ท่านก็จะยังคงสงบอยู่เช่นเดิมปัญหาทั้งหลายจะบังเกิดขึ้นแต่ท่านจะรู้ทันมันได้ทันทีนี่แหละคือศานติสุขของพระพุทธเจ้า

จิตฟุ้งซ่านมากทั้งๆที่พยายามจะมีสติอยู่
อย่าวิตกในเรื่องนี้เลยพยายามรักษาจิตของท่านให้อยู่กับปัจจุบันเมื่อเกิดรู้สึกอะไรขึ้นมาภายในจิตก็ตาม จงเฝ้าดูมันและปล่อยวางอย่าแม้แต่หวังที่จะไม่ให้มีความนึกคิดเกิดขึ้นเลยแล้วจิตก็จะเข้าสภาวะปกติตามธรรมชาติของมันไม่มีการแบ่งแยกระหว่างความดีและความชั่วร้อนและหนาว เร็วหรือช้าไม่มีเรา ไม่มีเขาไม่มีตัวตนเลย อะไรๆก็เป็นของมันอยู่อย่างนั้นเมื่อท่านเดินบิณฑบาตไม่จำเป็นต้องทำอะไรพิเศษเพียงแต่เดินและเห็นตามที่เป็นอยู่อย่ายึดมั่นอยู่กับการแยกตัวไปอยู่แต่ลำพังหรือกับการเก็บตัวไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ใดจงรู้จักตัวเองด้วยการปฏิบัติตนเป็นปกติตามธรรมชาติและเฝ้าดูเมื่อเกิดสงสัยจงเฝ้าดูมันเกิดขึ้นและดับไปมันก็ง่ายๆอย่ายึดมั่นถือมั่นกับสิ่งใดทั้งสิ้น
เหมือนกับว่าท่านกำลังเดินไปตามถนนบางขณะท่านจะพบสิ่งกีดขวางทางอยู่เมื่อท่านเกิดกิเลสเครื่องเศร้าหมองจงรู้ทันมันและเอาชนะมันโดยปล่อยให้มันผ่านไปเสียอย่าไปคำนึงถึงสิ่งกีดขวางที่ท่านได้ผ่านมาแล้วอย่าวิตกกังวลกับสิ่งที่ยังไม่ได้พบจงอยู่กับปัจจุบันอย่าสนใจกับระยะทางของถนนหรือกับจุดหมายปลายทางทุกสิ่งทุกอย่างย่อมเปลี่ยนแปลงไปไม่ว่าท่านผ่านอะไรไปอย่าไปยึดมั่นไว้ในที่สุดจิตจะบรรลุถึงความสมดุลตามธรรมชาติของจิตและเมื่อนั้นการปฏิบัติก็จะเป็นไปเองโดยอัตโนมัติทุกสิ่งทุกอย่างจะเกิดขึ้นและดับไปในตัวของมันเอง
สูตรของเว่ยหล่าง (หรือฮุยเหนิง)ของพระสังฆปริณายก (นิกายเซ็น) องค์ที่หก

ท่านฮุยเหนิงมีปัญญาเฉียบแหลมมากคำสอนของท่านลึกซึ้งยิ่งนักซึ่งไม่ใช่ของง่ายที่ผู้เริ่มต้นปฏิบัติจะเข้าใจได้แต่ถ้าท่านปฏิบัติตามศีลและด้วยความอดทนและถ้าท่านฝึกที่จะไม่ยึดมั่นถือมั่นท่าน ก็จะเข้าใจได้ในที่สุดครั้งหนึ่งลูกศิษย์ผมคนหนึ่งอาศัยอยู่ในกุฏิหลังคามุงแฝกฤดูฝนนั้นฝนตกชุก และวันหนึ่งพายุก็พัดเอาหลังคาโหว่ไปครึ่งหนึ่งเขาไม่ขวนขวายที่จะมุงมันใหม่จึงปล่อยให้ฝนรั่วอยู่อย่างนั้นหลายวันผ่านไปและผมได้ถามถึงกุฏิของเขาเขาตอบว่าเขากำลังฝึกการไม่ยึดมั่นถือมั่นนี่เป็นการไม่ยึดมั่นถือมั่นโดยไม่ใช้หัวสมองมันก็เกือบจะเหมือนกับความวางเฉยของควายถ้าท่านมีความเป็นอยู่ดีและเป็นอยู่ง่ายๆถ้าท่านอดทนและไม่เห็นแก่ตัวท่านจึงจะเข้าใจซึ้งถึงปัญญาของท่านฮุยเหนิงได้

ขอให้อธิบายเพิ่มที่ว่าสมถะหรือสมาธิและวิปัสสนาหรือปัญญานี้เป็นสิ่งเดียวกัน
นี่ก็เป็นเรื่องง่ายๆ นี่เองสมาธิ (สมถะ) และปัญญา (วิปัสสนา)นี้ ต้องควบคู่กันไปเบื้องแรกจิตจะตั้งมั่นเป็นสมาธิอยู่ได้โดยอาศัยอารมณ์ภาวนาจิตจะสงบตั้งมั่นอยู่ได้เฉพาะขณะที่ท่านนั่งหลับตาเท่านั้นนี่คือสมถะและอาศัยสมาธิเป็นพื้นฐานช่วยให้เกิดปัญญาหรือวิปัสสนาได้ในที่สุดแล้วจิตก็จะสงบไม่ว่าท่านจะนั่งหลับตาอยู่หรือเดินอยู่ในเมืองวุ่นวายเปรียบเหมือนกับว่าครั้งหนึ่งท่านเคยเป็นเด็กบัดนี้ท่านเป็นผู้ใหญ่แล้วเด็กกับผู้ใหญ่นี้เป็นบุคคลคนเดียวกันหรือเปล่าท่านอาจจะพูดได้ว่าเป็นคนคนเดียวกันหรือถ้ามองอีกแง่หนึ่งท่านก็อาจจะพูดได้ว่าเป็นคนละคนกันในทำนองเดียวกันสมถะกับวิปัสสนาก็อาจจะพูดได้ว่าเป็นคนละเรื่องกันหรือเปรียบเหมือนอาหารกับอุจจาระอาจจะเรียกได้ว่าเป็นคนละสิ่งกัน
อย่าเพิ่งเชื่อสิ่งที่ผมพูดมานี้จงฝึกปฏิบัติต่อไปและเห็นจริงด้วยตัวของท่านเองไม่ต้องทำอะไรพิเศษไปกว่านี้ถ้าท่านพิจารณาว่าสมาธิและปัญญาเกิดขึ้นได้อย่างไรแล้วท่านจะรู้ความจริงได้ด้วยตัวของท่านเอง
ทุกวันนี้ผู้คนไปยึดมั่นอยู่กับชื่อเรียกผู้ที่เรียกการปฏิบัติของพวกเขาว่าวิปัสสนาสมถะก็ถูกเหยียดหยามหรือผู้ที่เรียกการปฏิบัติของพวกเขาว่าสมถะก็จะพูดว่าจำเป็นต้องฝึกสมถะก่อนวิปัสสนา เหล่านี้เป็นเรื่องไร้สาระ อย่าไปวุ่นวายคิดถึงมันเลยเพียงแต่ฝึกปฏิบัติไปแล้วท่านจะรู้ได้ด้วยตัวท่านเอง

ในการปฏิบัติของเราจำเป็นที่จะต้องเข้าถึงฌานหรือไม่
ไม่ฌานไม่ใช่เรื่องจำเป็นท่านต้องฝึกจิตให้มีความสงบและมีอารมณ์เป็นหนึ่ง (เอกัคคตา)แล้วอาศัยอันนี้สำรวจตนเองไม่ต้องทำอะไรพิเศษไปกว่านี้ถ้าท่านได้ฌานในขณะฝึกปฏิบัตินี้ก็ใช้ได้เหมือนกันแต่อย่าไปหลงติดอยู่ในฌานหลายคนชะงักติดอยู่ในฌานมันทำให้เพลิดเพลินได้มากเมื่อไปเล่นกับมันท่านต้องรู้ขอบเขตที่สมควรถ้าท่านฉลาดท่านก็จะเห็นประโยชน์และขอบเขตของฌานเช่นเดียวกับที่ท่านรู้ขั้นความสามารถของเด็กและขั้นความสามารถของผู้ใหญ่

หมายเหตุ
สัจจธรรม คือ ทุกอย่างล้วนไม่เที่ยง(อนิจจัง) ทนอยู่ในสภาพเดิมได้ยาก(ทุกขัง) และไม่ใช่ตัวตนที่เที่ยงแท้(อนัตตา)
สติ
คือ ความระลึกได้ว่ากาย เวทนา จิต ธรรม ล้วนแล้วแต่ไม่ใช่บุคคล ตัวตน เรา เขา ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น
ฝึกจิตให้มีความสงบ คือ เมื่อไม่ส่งเสริมตัณหา ไม่ดิ้นรนตามความอยาก จิตก็ไม่แส่ส่ายและสงบเป็นสมาธิไปเอง
ปล่อยวาง คือ ไม่ต้องไปยุ่งกับมัน ไม่มีตัวตนไปข้องเกี่ยว

เจริญพร
พระต่อศักดิ์ วชิรญาโณ
วัดร่มโพธิธรรม ต.หนองหิน อ.หนองหิน จ.เลย 42190
www.rombodhidharma.com
Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages