แฟนเก่า

2 views
Skip to first unread message

Torsak Viravanichai

unread,
Apr 6, 2012, 2:04:42 AM4/6/12
to
แฟนเก่า(๑)

สมมติว่าเรามีแฟนอยู่คนหนึ่ง คบกันมานาน เราเห็นว่าแฟนคนนี้หน้าตาดี เป็นคนคุยเก่ง ชอบเอาอกเอาใจ แถมยังฉลาดอีกด้วย เรารู้สึกพอใจ(ราคะ) แฟนคนนี้มาก ยิ่งอยู่ด้วยกันก็ยิ่งเพลิน(นันทิ) ว่าง่ายๆ ยิ่งคบก็ยิ่งหลง

ต่อมาวันหนึ่งเกิดทราบความจริงว่าแฟนของเรานี้แท้จริงแล้ว เป็นคนหลอกลวง คบกันเพราะหวังผลประโยชน์ หวังหลอกใช้ เมื่อเราทราบความจริง เห็นโทษ(อาทีนวะ) ดังนั้นแล้ว จึงคิดที่จะเลิกคบจากเธอ แต่ด้วยความที่ว่าหลงมานานแล้ว จึงค่อยๆ หาทางตัดใจ

ขั้นแรก ต้องลดการที่ไปเพลิน(นันทิ) อยู่ด้วยกัน เพื่อจะได้ไม่ตอกย้ำความพอใจ(ราคะ) ดังนั้นพอแฟนชวนไปเที่ยว ก็เริ่มบ่ายเบี่ยง หรือยอมไปแต่ใช้เวลาสั้นลง

ขั้นที่สอง ต้องลดความพอใจ(ราคะ) จะได้ไม่ไปเพลินด้วย(นันทิ) แฟนของเราคุยเก่ง เราเองก็ชอบฟัง เมื่อก่อนเวลาอยาก(ตัณหา) ทีไร ก็โทรศัพท์ไปคุยทุกที ตอนนี้พอจะยกโทรศัพท์ขึ้น ก็มี”สติ” ไม่ยอมทำตามความอยาก เลยไม่โทรไป พอไม่ได้คุยกันบ่อยๆ ก็เริ่มคลายความอยากที่จะโทรไปแล้ว
ถ้าเป็นอย่างนี้ อีกไม่นานก็คงจะสามารถตัดใจบอกเลิกเธอได้แน่

พุทธวัจน: ลักษณะของสัมมาทิฏฐิ
ภิกษุ ท. ! ภิกษุเห็นจักษุ อันไม่เที่ยงนั่นแล ว่าไม่เที่ยง ความเห็นเช่นนั้น เป็นสัมมาทิฏฐิ ของภิกษุนั้น.
เมื่อเห็นอยู่โดยชอบ ย่อมเบื่อหน่าย;
เพราะความสิ้นไปแห่งนันทิ จึงมีความสิ้นไปแห่งราคะ;
เพราะความสิ้นไปแห่งราคะ จึงมีความสิ้นไปแห่งนันทิ;
เพราะความสิ้นไปแห่งนันทิและราคะ กล่าวได้ว่า "จิตหลุดพ้น แล้วด้วยดี" ดังนี้.

--------------------------------------------------
แฟนเก่า(๒)

เมื่อเริ่มเหินห่างจากแฟน ก็ได้ข่าวจากเพื่อนว่าเห็นแฟนของเราไปเดินคู่อยู่กับคนอื่น เราจึงได้บอกเลิกกับแฟนไป จึงกลายเป็น”แฟนเก่า”

อย่างไรก็ตาม เรากับแฟนเก่าอาศัยอยู่ใกล้ๆ กัน เดี๋ยวนี้เธอพาคนอื่นมาเดินควงอยู่หน้าบ้านให้เห็นบ่อยๆ เวลาเธอเดินผ่านมา เราก็แอบชำเลืองมอง แรกๆ ก็มองเฉยๆ พอมองบ่อยๆ จึงสังเกตว่าเธอสวยขึ้น บอกกับตัวเองว่าทำไมจึงดูสวยขึ้นทุกวัน ไม่น่าเลิกคบกันเลย เห็นเธอคุยกับคนอื่นแล้วก็นึกถึงเรื่
องในอดีต ยิ่งคิดก็ยิ่งเศร้า คิดแล้วก็ยิ่งเสียดาย ก็เล่นยังมีเยื่อใยอยู่แบบนี้ เดี๋ยวก็คงจะหาโอกาสกลับไปขอคืนดีอีก

ถ้าจะเลิกอย่างเด็ดขาดอมันต้องเดินสวนกันได้ แบบใจไม่อะไรกับอะไร ไม่มีเหลียวหันกลับไปมองอีก อย่างนี้สิถึงจะเรียกว่า ไม่เหลือเยื่อใย ส่วนแบบที่เอาแต่หลบอยู่ในบ้านหรือย้ายไปอยู่ที่อื่นเลย ก็คงไม่ใช่ทางแก้ที่ถูกต้อง มันต้องแก้ที่ใจเราเอง ต้องปล่อยวางความพอใจ ความยึดติด ไม่ใช่เอาแต่หลบ

การจะเลิกยึดติดกับขันธ์ห้า(กายและจิต) ก็เช่นกัน จะมัวไปคอยรู้เฝ้ารู้มันอยู่ไม่ได้ เพราะรู้แล้วก็อดไปปรุงต่อไม่ได้ แรกๆ ก็อาจจะรู้เฉยๆ แต่พอรู้บ่อยๆ ก็กลายเป็นไปวิพากษ์วิจารณ์ ไปพอใจไม่พอใจ และหลงไปคอยผูกคอยแก้ในที่สุด เป็นการหลงแบบ ขันธ์ต่อขันธ์ ขันธ์ชนขันธ์ เพราะมีรู้เป็นตัวก่อเกิดเป็นตัวกำเนิด ที่ถูกคือควรรู้แล้วๆ ไป ผ่านแล้วผ่านเลย ไม่ต้องไปใส่ใจสิ่งที่รู้ ไม่ต้องไปยึดรู้ เมื่อตัดที่ต้นขั้วต้นกำเนิดแล้ว ส่วนที่เป็นปลายเหตุจะหมดไปเอง

นอกจากนั้นการไปคอยรู้ การเจตนารู้ การอยากรู้ ก็คือ การไปคอยขลุกอยู่กับตัวรู้(วิญญาณขันธ์) ก่อเกิดกรรมอนุสัย หลงใช้ตัวรู้จนติดลม(เพลิน) ตอกย้ำความพอใจ(ราคะ) ความยึดติด และเช่นเดียวกันกับขันธ์อื่นๆ ได้แก่ ตัวคิดนึกปรุงแต่ง(สังขารขันธ์) ตัวจำได้หมายรู้(สัญญาขันธ์) ตัวอารมณ์ความรู้สึก(เวทนาขันธ์) ก็จะต้องใช้แต่พอดี ต้องพักการใช้กายและจิตบ้าง อย่ามัวเพลิน เพราะจะเพิ่มการยึดติด

พุทธวัจน: การถูกตราหน้าเพราะตายตามเบญจขันธ์

เจริญพร
พระต่อศักดิ์ วชิรญาโณ
วัดร่มโพธิธรรม ต.หนองหิน อ.หนองหิน จ.เลย 42190
www.rombodhidharma.com
Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages