การศึกษาเรื่องกรรมและภพภูมิอย่างถูกต้อง

0 views
Skip to first unread message

Torsak Viravanichai

unread,
Feb 25, 2012, 12:53:53 AM2/25/12
to
การศึกษาเรื่องกรรมและภพภูมิอย่างถูกต้อง

พุทธวัจน: รายละเอียดที่ควรเข้าใจให้ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องกรรม
พุทธวัจน: ทรงอธิบายถึงลัทธิกรรมต่างๆ

พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่าการกระทำที่ประกอบด้วยเจตนาไม่ว่าจะด้วยทาง กาย วาจาและใจ จัดว่าเป็นกรรมทั้งสิ้น ซึ่งก็จะมีผลแห่งกรรม(วิบาก)ติดตามมาเสมอ ซึ่งพระอรหันต์และแม้แต่องค์พุทธะเองก็ไม่สามารถพ้นจากกฎแห่งกรรมนี้ไปได้ (พระโมคคัลลาต้องถูกทุบตีจนมรณภาพเพราะเคยทำอนันตริยกรรมไว้ ส่วนพระพุทธเจ้าสมณโคดมต้องปรินิพพานเมื่อมีพระชนม์เพียง ๘๐ พรรษา ก็เพราะเคยฆ่ายักษ์ตนหนึ่งเอาไว้ แล้วยักษ์ตนนั้นได้มาเกิดเป็นพญามารมาทูลให้เสด็จปรินิพพาน)

เมื่อเจตนาใช้ขันธ์ห้า (กายและจิต) ก็จะเป็นกรรมประจำขันธ์นั้นๆ เป็นการตอกย้ำอนุสัยหรือความคุ้นเคยในการใช้ขันธ์นั้น เกิดเป็นความยึดติดในขันธ์นั้น และทำให้มีวิบากให้กลับมาหลงวกวน อยากใช้ขันธ์นั้นอีก เป็นวงจรเป็นวัฏฏะไม่รู้จักจบจักสิ้น (เมื่อติดจึงอยาก -> เมื่ออยากจึงเสพ -> เมื่อเสพจึงติดเพิ่มขึ้น)

องค์พุทธะจึงสอนให้สาวกรู้จักนอกเหนือกรรม เพื่อจะได้ไม่เป็นไปตามกรรม โดยกรรมใหม่ไม่ให้กระทำเพิ่ม ส่วนกรรมเก่าก็ไม่ต้องเก็บมาใส่ใจ ถ้ามีวิบากเวียนมาให้ผลก็ให้ช่างมัน ไม่ต้องไปทำตามความอยาก (ตัณหา) ที่จะคอยผูกคอยแก้ คอยหนีคอยสู้ ให้พ้นจากวิบากนั้นๆ เพราะจะเกิดเป็นกรรมใหม่ๆ เพิ่มอีก และต้องไปใช้ผลของกรรมที่เกิดขึ้นใหม่นี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อีกประการหนึ่งทุกครั้งที่กระทำตามตัณหา จะเกิดเป็นภพชาติภายใน (ทางจิต) ขึ้น ซึ่งถ้าตายไปแล้วมายึดจิตดังกล่าว หรือที่เรียกว่า จิตสุดท้าย ก็จะไปเกิดตามจิตนั้นๆ เป็นภพชาติภายนอกขึ้นจริงๆ ตัวอย่างเช่น คนชอบทำบุญ แล้วยึดติดการทำบุญ ก็จะไปเกิดเป็นเทวดา คนละโมบโลภมากเป็นประจำ ถ้าตอนตายยึดจิตนั้นก็จะไปเป็นเปรต คนชอบเบียดเบียน ชอบฆ่าสัตว์ รังแกสัตว์ ก็มีโอกาสจะไปนรกได้มาก

อย่างไรก็ตาม ถ้าทำตามที่องค์พุทธะสอนที่ให้นอกเหนือกรรม นอกเหนือจิต คือ เมื่อว่างจากการงานก็ให้พักการใช้จิต ไม่ต้องเจตนาใช้จิตให้เป็นมโนกรรมใหม่ๆ ให้ปล่อยสบายๆ อย่างผ่อนคลาย ไม่ต้องไปคอยกำหนดรู้ อยากรู้อะไร ระหว่างนั้นจิตจะเป็นอย่างไรก็ช่าง เป็นแค่เพียงวิบากทางจิตที่เคยตอกย้ำไว้แล้วเวียนมาให้ผล ไม่ต้องไปสนใจ ไม่มีหน้าที่ไปวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ต้องไปพอใจไม่พอใจ ไม่ต้องไปคอยผูกคอยแก้ ปล่อยให้มันผ่านไปของมันเอง แค่นี้ก็คือการปล่อยวางจิตแล้ว ไม่ไปยึดจิตนั้นๆ ลดโอกาสลดความคุ้นเคยที่จะไปยึดจิตใดๆ ซึ่งถ้าไม่ยึดจิตใดๆ เลย ก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ ซึ่งท่านไม่ยึดจิตใดๆ จึงไม่ต้องเป็นไปตามกรรม(มโนกรรม) ไม่ต้องเกิดอีกนั่นเอง

ธรรมะที่เกี่ยวข้อง: เมื่อประพฤติถูกทาง กิริยาไปนิพพาน เบาสบายเหมือนไม้ลอยตามน้ำ
ธรรมะที่เกี่ยวข้อง: สังโยชน์สิบ (อธิบายว่ากิเลสทั้งหลายถูกกำจัดไปได้อย่างไร)

เจริญพร
พระต่อศักดิ์ วชิรญาโณ
วัดร่มโพธิธรรม ต.หนองหิน อ.หนองหิน จ.เลย 42190
www.rombodhidharma.com
Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages