ใครติดสมถะ เดินวิปัสสนาไม่เป็น ไม่ทราบวิธีเจริญสติที่ถูกต้อง ขอเชิญทางนี้

13 views
Skip to first unread message

Torsak Viravanichai

unread,
Mar 4, 2012, 11:20:48 PM3/4/12
to
ถ้าเข้าใจผิด ก็ประพฤติผิด(ไปคนละทิศ)

ชาวพุทธพยายามปฏิบัติเพื่อหลุดพ้น โดยมีความเชื่อว่าจะต้องทำอะไรบางอย่าง เพื่ออะไรบางอย่าง หรือจะต้องรู้อะไรเพิ่มเพื่อกำจัดอวิชชา

ทั้งนี้เป็นเพราะไปแปล อวิชชา ว่า ความไม่รู้ แต่ความจริงแล้วธรรมะขององค์พุทธะทั้งหมดสรุปลงสู่ความไม่ยึดติด เพราะทุกอย่างล้วนไม่เที่ยง(อนิจจัง) หากยึดติดกับสิ่งใด เมื่อสิ่งเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงไป ไม่ได้ดังอยาก(ตัณหา) ไม่ได้ดังยึด(อุปาทาน) ก็จะทุกข์เพราะสิ่งนั้น

ดังนั้นถ้าเพิ่มวงเล็บเข้าไปในคำแปล ดังนี้ว่า อวิชชา (ความไม่รู้ -- ว่าทุกอย่างล้วนไม่เที่ยง ไม่ใช่ของเรา ไม่ควรสนใจ) จะแจ้งในพุทธประสงค์ทันทีว่า ท่านให้ปลงรู้ ให้นอกเหนือรู้ ไม่เน้นรู้ไม่เฝ้ารู้

เช่นเดียวกับคำว่า วิปัสสนา ก็ไปแปลว่า รู้ชัดตามความเป็นจริง ซึ่งควรแก้เป็น วิปัสสนา (รู้ตามความเป็นจริง -- ว่าทุกอย่างล้วนไม่เที่ยง ไม่ใช่ของเรา ไม่ควรสนใจ) แค่นี้จะไม่มีผู้ปฏิบัติที่ไปคอยรู้ คอยดูอาการ พอทำสมาธิได้ความสงบแล้ว เมื่อถอนจากสมาธิก็จะไปคอยที่จะสังเกตอะไรสักอย่าง เพื่อจะดูการเกิดการดับของอะไรบางอย่าง ซึ่งถ้าเข้าใจพุทธประสงค์แล้วก็จะเลิกสนใจที่จะเจตนาคอยรู้เช่นนั้น

ส่วนพวกที่ติดสมถะ ติดความสงบ ก็ควรแจ้งว่าทุกอย่างล้วนไม่เที่ยง เช่นเดียวกับจิต ย่อมมีสงบบ้างมีไม่สงบบ้าง มีจิตดีบ้างมีจิตไม่ดีบ้าง ถ้าจิตต้องดีจิตต้องสงบจึงจะพอใจ และปฏิเสธ(ปฏิฆะ)จิตไม่สงบ อย่างนี้ก็คงได้แต่หลงฟูหลงแฟบตามจิตไปไม่รู้จักจบจักสิ้น ทางที่ถูกต้อง คือ จิตจะแบบไหนก็ช่าง ไม่ต้องสนใจ ไม่ต้องอยากให้จิตดีขึ้นหรือเลวลงแต่ประการใด ไม่มีหน้าที่ไปวิพากษ์วิจารณ์ ไปพอใจไม่พอใจ ไม่ต้องไปคอยผูกคอยแก้ แค่นี้ก็ไม่ต้องหลงทุกข์ไปเพราะจิตแล้ว (คลายความยึดติดในจิตแล้ว) แบบนี้มันจะไม่เน้นรู้ไม่เฝ้ารู้ไปเอง นี่แหละวิปัสสนาของจริง

ส่วนพวกที่คอยสังเกต คอยดูอาการ ดูจังหวะเท้ากระทบ ดูลมหายใจ เพราะคิดว่าเป็นการเจริญสติที่ถูกต้อง ก็ควรทราบความหมายของคำว่า สติ ว่าคือ ความระลึกได้ ซึ่งก็ควรเติมวงเล็บเข้าไปขยายความว่า สติ (ความระลึกได้ -- ว่ากาย เวทนา จิต ธรรม ล้วนแล้วแต่ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ควรสนใจ) ก็ควรเลิกคอยดู คอยรู้ อย่างที่ทำมาได้แล้ว และทั้งๆ ที่บางสำนักก็บอกอยู่ให้ “รู้แผ่วๆ” หรือ “รู้แตะๆ” ซึ่งก็คือ ไม่ให้เจตนารู้ ปล่อยให้มันรู้ของมันเอง อย่างไรก็ดี เมื่อมาถึงรุ่นหลังๆ ก็พากันเพ่งอิริยาบถกัน หรือบ้างก็ทำท่านั้นๆ แบบเหม่อลอย เพราะไม่เข้าใจว่าการปล่อยวางนั้นไม่เนื่องด้วยอิริยาบถ แต่อยู่ที่การ “วางใจ”

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้แล้ว พวกที่ยังลังเลว่ามันน่าจะต้องทำอะไร เพื่ออะไร สักอย่าง จึงจะเรียกว่า ความเพียร ก็ควรเข้าใจเสียใหม่ว่า ความเพียรที่ถูกต้อง หรือการประพฤติชอบในทางพุทธศาสนา ก็คือ การเพียรที่จะละตัณหา เพียรที่จะไม่ทำตามความอยาก(ซึ่งเป็นเหตุแห่งทุกข์) เพราะถ้ายังเจริญเหตุแห่งทุกข์อยู่ ก็ย่อมไม่พ้นทุกข์อย่างแน่นอน และจัดเป็นความประมาทอย่างยิ่ง ไม่ตรงต่อการหลุดพ้นในปัจจุบัน หากตายตอนนั้นไม่รู้ว่าจะต้องไปใช้กรรมอยู่ภูมิใด

ถ้า จะอธิบายในแง่มุมแห่งกรรม ก็ต้องบอกว่าการกระทำที่ประกอบด้วยเจตนา(หรือความพยายาม) จัดว่าเป็นกรรม ซึ่งจะต้องมีวิบาก(ผลแห่งกรรม)ให้ไปชดใช้อย่างแน่นอน เป็นการตอกย้ำกรรมอนุสัย กรรมกิเลสประจำธาตุขันธ์ (ลองอ่านสังโยชน์สิบ จะอธิบายหน้าตาของกิเลสว่าที่แท้จริงมันคืออะไรและบอกว่าเมื่อประพฤติถูกทาง กิเลสทั้งหลายจะถูกกำจัดไปได้อย่างไร) ดังนั้นจะต้องลดการใช้ธาตุขันธ์ เพราะยิ่งใช้ยิ่งกรรม ยิ่งใช้ยิ่งยึดติดเพิ่ม (อธิบายไว้ในกรรมไม่ใช่นิพพาน นิพพานไม่ใช่กรรม)

ดังนั้นจะเห็นว่าหากเข้าใจถูก ก็จะประพฤติถูก เมื่อไม่ดิ้นรนตามตัณหา ก็จะ
พ้นทุกข์ได้ในปัจจุบันเดี๋ยวนั้นเลย และจะบริบูรณ์ในนิพพานอยู่แล้วไปเอง

ธรรมะที่แนะนำ: เหตุเสื่อมแห่งศาสนา
ธรรมะที่เกี่ยวข้อง: สรุปแก่นธรรมตามพุทธวัจน
ธรรมะที่เกี่ยวข้อง: ไม่นิพพานเพราะพลัดออกนอกทางจนหลงทาง

เจริญพร
พระต่อศักดิ์ วชิรญาโณ
วัดร่มโพธิธรรม ต.หนองหิน อ.หนองหิน จ.เลย 42190
www.rombodhidharma.com
Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages