Groups
Groups
Sign in
Groups
Groups
KUS16
Conversations
About
Send feedback
Help
ใครติดสมถะ เดินวิปัสสนาไม่เป็น ไม่ทราบวิธีเจริญสติที่ถูกต้อง ขอเชิญทางนี้
13 views
Skip to first unread message
Torsak Viravanichai
unread,
Mar 4, 2012, 11:20:48 PM
3/4/12
Reply to author
Sign in to reply to author
Forward
Sign in to forward
Delete
You do not have permission to delete messages in this group
Copy link
Report message
Show original message
Either email addresses are anonymous for this group or you need the view member email addresses permission to view the original message
to
ถ้าเข้าใจผิด ก็ประพฤติผิด(ไปคนละทิศ)
ชาวพุทธพยายามปฏิบัติเพื่อหลุดพ้น โดยมีความเชื่อว่าจะต้องทำอะไรบางอย่าง เพื่ออะไรบางอย่าง หรือจะต้องรู้อะไรเพิ่มเพื่อกำจัดอวิชชา
ทั้งนี้เป็นเพราะไปแปล อวิชชา ว่า ความไม่รู้
แต่ความจริงแล้วธรรมะขององค์พุทธะทั้งหมดสรุปลงสู่ความไม่ยึดติด เพราะทุกอย่างล้วนไม่เที่ยง(อนิจจัง) หากยึดติดกับสิ่งใด เมื่อสิ่งเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงไป ไม่ได้ดังอยาก(ตัณหา) ไม่ได้ดังยึด(อุปาทาน) ก็จะทุกข์เพราะสิ่งนั้น
ดังนั้นถ้าเพิ่มวงเล็บเข้าไปในคำแปล ดังนี้ว่า
อวิชชา
(ความไม่รู้
-- ว่าทุกอย่างล้วนไม่เที่ยง ไม่ใช่ของเรา ไม่ควรสนใจ) จะแจ้งในพุทธประสงค์ทันทีว่า ท่านให้ปลงรู้ ให้นอกเหนือรู้ ไม่เน้นรู้ไม่เฝ้ารู้
เช่นเดียวกับคำว่า วิปัสสนา ก็ไปแปลว่า รู้
ชัด
ตามความเป็นจริง ซึ่งควรแก้เป็น
วิปัสสนา
(รู้ตามความเป็นจริง
-- ว่าทุกอย่างล้วนไม่เที่ยง ไม่ใช่ของเรา ไม่ควรสนใจ) แค่นี้จะไม่มีผู้ปฏิบัติที่ไปคอยรู้ คอยดูอาการ พอทำสมาธิได้ความสงบแล้ว เมื่อถอนจากสมาธิก็จะไปคอยที่จะสังเกตอะไรสักอย่าง เพื่อจะดูการเกิดการดับของอะไรบางอย่าง ซึ่งถ้าเข้าใจพุทธประสงค์แล้วก็จะเลิกสนใจที่จะเจตนาคอยรู้เช่นนั้น
ส่วนพวกที่ติดสมถะ ติดความสงบ ก็ควรแจ้งว่าทุกอย่างล้วนไม่เที่ยง เช่นเดียวกับจิต ย่อมมีสงบบ้างมีไม่สงบบ้าง มีจิตดีบ้างมีจิตไม่ดีบ้าง ถ้าจิตต้องดีจิตต้องสงบจึงจะพอใจ และปฏิเสธ(ปฏิฆะ)จิตไม่สงบ อย่างนี้ก็คงได้แต่หลงฟูหลงแฟบตามจิตไปไม่รู้จักจบจักสิ้น ทางที่ถูกต้อง คือ จิตจะแบบไหนก็ช่าง ไม่ต้องสนใจ ไม่ต้องอยากให้จิตดีขึ้นหรือเลวลงแต่ประการใด ไม่มีหน้าที่ไปวิพากษ์วิจารณ์ ไปพอใจไม่พอใจ ไม่ต้องไปคอยผูกคอยแก้ แค่นี้ก็ไม่ต้องหลงทุกข์ไปเพราะจิตแล้ว (คลายความยึดติดในจิตแล้ว) แบบนี้มันจะไม่เน้นรู้ไม่เฝ้ารู้ไปเอง นี่แหละ
วิปัสสนา
ของจริง
ส่วนพวกที่คอยสังเกต คอยดูอาการ ดูจังหวะเท้ากระทบ ดูลมหายใจ เพราะคิดว่าเป็นการเจริญสติที่ถูกต้อง ก็ควรทราบความหมายของคำว่า สติ ว่าคือ ความระลึกได้ ซึ่งก็ควรเติมวงเล็บเข้าไปขยายความว่า
สติ
(ความระลึกได้
-- ว่ากาย เวทนา จิต ธรรม ล้วนแล้วแต่ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ควรสนใจ) ก็ควรเลิกคอยดู คอยรู้ อย่างที่ทำมาได้แล้ว และทั้งๆ ที่บางสำนักก็บอกอยู่ให้ “รู้แผ่วๆ” หรือ “รู้แตะๆ” ซึ่งก็คือ ไม่ให้เจตนารู้ ปล่อยให้มันรู้ของมันเอง อย่างไรก็ดี เมื่อมาถึงรุ่นหลังๆ ก็พากันเพ่งอิริยาบถกัน หรือบ้างก็ทำท่านั้นๆ แบบเหม่อลอย เพราะไม่เข้าใจว่าการปล่อยวางนั้นไม่เนื่องด้วยอิริยาบถ แต่อยู่ที่การ “วางใจ”
เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้แล้ว พวกที่ยังลังเลว่ามันน่าจะต้อง
ทำ
อะไร
เพื่อ
อะไร สักอย่าง จึงจะเรียกว่า ความเพียร ก็ควรเข้าใจเสียใหม่ว่า ความเพียรที่ถูกต้อง หรือการประพฤติชอบในทางพุทธศาสนา ก็คือ การเพียรที่จะละตัณหา เพียรที่จะ
ไม่ทำ
ตามความอยาก(ซึ่งเป็นเหตุแห่งทุกข์) เพราะ
ถ้ายังเจริญเหตุแห่งทุกข์อยู่ ก็ย่อมไม่พ้นทุกข์อย่างแน่นอน
และ
จัดเป็นความประมาทอย่างยิ่ง
ไม่ตรงต่อการหลุดพ้นในปัจจุบัน หากตายตอนนั้นไม่รู้ว่าจะต้องไปใช้กรรมอยู่ภูมิใด
ถ้า จะอธิบายในแง่มุมแห่งกรรม ก็ต้องบอกว่าการกระทำที่ประกอบด้วยเจตนา(หรือความพยายาม) จัดว่าเป็นกรรม ซึ่งจะต้องมีวิบาก(ผลแห่งกรรม)ให้ไปชดใช้อย่างแน่นอน เป็นการตอกย้ำกรรมอนุสัย กรรมกิเลสประจำธาตุขันธ์ (ลองอ่าน
สังโยชน์สิบ
จะอธิบายหน้าตาของกิเลสว่าที่แท้จริงมันคืออะไรและบอกว่าเมื่อประพฤติถูกทาง กิเลสทั้งหลายจะถูกกำจัดไปได้อย่างไร) ดังนั้นจะต้องลดการใช้ธาตุขันธ์ เพราะยิ่งใช้ยิ่งกรรม ยิ่งใช้ยิ่งยึดติดเพิ่ม (อธิบายไว้ใน
กรรมไม่ใช่นิพพาน นิพพานไม่ใช่กรรม
)
ดังนั้นจะเห็นว่าหากเข้าใจถูก ก็จะประพฤติถูก เมื่อไม่ดิ้นรนตามตัณหา ก็จะ
พ้นทุกข์ได้ในปัจจุบัน
เดี๋ยวนั้นเลย และจะบริบูรณ์ใน
นิพพานอยู่แล้ว
ไปเอง
ธรรมะที่แนะนำ
:
เหตุเสื่อมแห่งศาสนา
ธรรมะที่เกี่ยวข้อง
:
สรุปแก่นธรรมตามพุทธวัจน
ธรรมะที่เกี่ยวข้อง
:
ไม่นิพพานเพราะพลัดออกนอกทางจนหลงทาง
เจริญพร
พระต่อศักดิ์ วชิรญาโณ
วัดร่มโพธิธรรม ต.หนองหิน อ.หนองหิน จ.เลย 42190
www.rombodhidharma.com
Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages