เจริญพร
มีคำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องของความคิดอยู่ ๒ ข้อ คือ
๑. เรื่องอะไรที่คิดแล้วทุกข์ ก็อย่าไปคอยคิดถึงมัน (ถ้าคิดถึงเรื่องเดิมๆอีก ก็ช่างมัน ไม่ต้องไปโกรธตัวเองนะ)
๒. อย่าคิดแทนคนอื่น (คือ อย่าไปเดาว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร
มีความเห็นกับสิ่งเหล่านั้นอย่างไร)
การที่เราคอยคิดถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เป็นเพราะเราได้เคยตอกย้ำความสำคัญ ให้ค่าให้ความหมายกับมันเอาไว้มาก เพียงแค่ใช้คำแนะนำของท่านพุทธทาสใน "ยาระงับสรรพทุกข์" ที่ว่าจะรู้จะคิดอะไรก็ให้มันแล้วๆไป ช่างมัน ไม่ต้องไปสนใจ ไม่ให้ค่าให้ความหมาย
ซึ่งเมื่อไม่ให้ค่าให้ความหมายกับมัน ก็จะเลิกหลงไปพอใจหรือไม่พอใจกับมันไปเอง
และถ้าอ่าน "อย่างนี้เองมันจึงต้องทุกข์อยู่ร่ำไป" จะทราบว่า "เหตุแห่งทุกข์" ก็คือ ความอยาก(ตัณหา)
คนทั่วไปเอาแต่คอยสนองความอยากของตน คอยดิ้นรนปรับเปลี่ยนสภาพที่มีอยู่ให้ตรงกับความต้องการของตน โดยหารู้ไม่ว่าตัณหาหรือความอยากนั้น มีคุณสมบัติก็คือ
เติมไม่เต็ม ไม่มีที่สิ้นสุด ได้คืบก็จะเอาศอก การสนองความอยากก็จะกลายเป็นการเพิ่มเหตุเพิ่มเชื้อแห่งทุกข์ไปโดยไม่ได้เฉลียวกัน
ทางเดียวที่จะพ้นทุกข์ ก็เพียงแค่ยุติเหตุของมัน นั่นก็คือ เลิกดิ้นรนตามความอยาก ให้เฉย ให้ช่างกับความคิดความอยากที่มันคอยเรียกร้องให้ตอบสนองมัน ให้ยอมๆเสียบ้าง ไม่ต้องคอยหนีคอยสู้
ให้มันเป็นตัณหาใหม่ๆ
คนในสังคมปัจจุบัน ทำงานประเภทใช้ความคิดความเห็นเป็นหลัก จนติดเป็นกรรมอนุสัย ทำให้หลงวกวนกลับมาคิดทบทวน มาให้ความเห็นความหมายกับสิ่งต่างๆ และหลงพอใจไม่พอใจกับมัน จากนั้นก็หลงคอยปรับเปลี่ยนสภาพที่มีอยู่เป็นอยู่ให้ตรงกับความต้องการหรือความเคยชินแห่งตน เพียงแค่เราลดการคอย "อิน"
กับความคิดความเห็นเหล่านั้น ให้ลดการใช้ธาตุขันธ์โดยไม่จำเป็น เมื่อว่างจากการงานก็ไม่ต้องไปหาเรื่องที่จะตอกย้ำการใช้ความคิดความเห็น ให้ลดละเลิกกิจกรรมอย่างเช่น การดูละครโทรทัศน์ ดูภาพยนตร์ การเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ การแก้ปริศนา การโทรศัพท์หรือแช๊ทกับเพื่อน เป็นต้น ให้ "อยู่เฉยๆ" เป็นเสียบ้าง นั่งสบายๆ อย่างผ่อนคลาย
ไม่ต้องเจตนาจะไปคอยรู้คอยคิดถึงเรื่องอะไร ระหว่างนั้นจะมีอารมณ์ ความคิด สภาวะธรรมใดๆ ผ่านมาผ่านไป ก็ให้ช่าง ไม่ต้องไปใส่ใจ ไม่ต้องให้ค่าให้ความหมาย ไม่ต้องมีเราไปคอยพอใจไม่พอใจกับมัน อย่างนี้แหละเรียกว่า "เลิกหลง" เพราะสิ่งที่ผ่านมาในอารมณ์ความคิดโดยที่เราไม่ได้มีเจตนานั้น ก็คือ วิบาก(ผลแห่งกรรม) ที่เราเคยตอกย้ำเอาไว้
ผู้ที่ชอบคิด ก็จะมีวิบากด้านความคิดเวียนมาให้ได้ชดใช้ ก็แค่นั้น ไม่ต้องไปหลงคอยผูกคอยแก้ เพราะจะกลายเป็นกรรมใหม่ๆขึ้น และจะมีผลเป็นวิบากใหม่ๆให้เวียนกลับมาใช้อีกไม่รู้จักจบจักสิ้น
ความจริงแล้วองค์พุทธะท่านทรงสอนว่าทุกสรรพสิ่งล้วนอนิจจัง(ไม่เที่ยง) มีความแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไปเป็นปกติ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น(ว่าเป็นเรา
เป็นของเรา) ซึ่งสิ่งที่ไม่ใช่ของเรา ก็ไม่ควรอยากให้มันดีขึ้นหรือเลวลงแต่ประการใด แค่ปล่อยให้มันผ่านไป ให้เฉยให้ช่าง ปล่อยวางให้เป็น แค่นี้ก็จะไม่ต้องหลงทุกข์แล้ว