โลกียสมาธิไม่จำเป็นต่อการบรรลุธรรม(แม้แต่นิดเดียว)

25 views
Skip to first unread message

Torsak Viravanichai

unread,
Mar 12, 2012, 4:52:50 AM3/12/12
to
โลกียสมาธิไม่จำเป็นต่อการบรรลุธรรม

พระองค์ทรงแสดงไว้ว่ารูปฌานและอรูปสมาบัติ ยังมิใช่ธรรมชั้นที่เป็นเครื่องขูดเกลา เป็นเพียงเครื่องสงบอยู่ในอริยวินัย (พุทธวัจน: รูปฌานและอรูปสมาบัติ ยังมิใช่ธรรมชั้นที่เป็นเครื่องขูดเกลา)

ทราบกันดีว่าการบรรลุธรรมนั้นจะต้องกำจัดกิเลสเครื่องร้อยรัดต่างๆ ซึ่งก็คือ สังโยชน์สิบ
โอรัมภาคิยสังโยชน์ (กิเลสเครื่องร้อยรัดสัตว์เป็นไปในภพเบื้องต่ำ) ได้แก่ สักกายทิฏฐิ(ความเห็นผิดว่ากายและจิตเป็นเรา เป็นของเรา) วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามฉันทะ(ความพอใจในกาม) ปฏิฆะ(ความไม่พอใจ)
อุทธัมภาคิยสังโยชน์ (กิเลสเครื่องร้อยรัดสัตว์เป็นไปในภพเบื้องบน)ได้แก่ รูปราคะ(ความพอใจในรูป เช่น รูปฌาณ) อรูปราคะ(ความพอใจในอรูป) มานะ(ความสำคัญมั่นหมายในตน) อุทธัจจะ(ความฟุ้ง) อวิชชา

พระโสดาบันสามารถละสังโยชน์๓ ได้ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส
พระสกทาคามีสามารถละสังโยชน์๓ ได้เหมือนพระโสดาบัน และบรรเทาราคะโทสะโมหะให้เบาบาง
พระอนาคามีสามารถละสังโยชน์เบื้องต่ำ๕ ได้
พระอรหันต์สามารถละสังโยชน์ทั้งสิบได้

สามารถจัดหมวดหมู่สังโยชน์ใหม่ในรูปกิเลสจะได้เป็น
ราคะ = กามราคะ รูปราคะ อรูปราคะ
โทสะ = ปฏิฆะ
โมหะ = มานะ อุทธัจจะ อวิชชา


ส่วนถ้าจัดตามขันธ์ห้าจะได้ดังนี้
เวทนาขันธ์ (อารมณ์ต่างๆ สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์) = กามราคะ ปฏิฆะ รูปราคะ อรูปราคะ
สัญญาขันธ์ (จำได้ หมายรู้) = มานะ
สังขารขันธ์ (คิดนึกปรุงแต่ง) = อุทธัจจะ
วิญญาณขันธ์ (ตัวรับรู้) = อวิชชา

จะเห็นได้ว่าสังโยชน์ทั้งหลายก็คือ กรรมอนุสัย กรรมกิเลส ประจำขันธ์ต่างๆ นั่นเอง

ผู้ ปฏิบัติที่คอยประคองรักษาจิต เมื่อจิตสงบก็พอใจ ปฏิเสธ(ปฏิฆะ)จิตไม่สงบ คอยกระทำจิตให้กลับมาสงบ จะตอกย้ำกรรมอนุสัย กรรมกิเลสดังต่อไปนี้
- เมื่อคอยเฝ้ารู้ จะตอกย้ำอวิชชา(ความไม่รู้ -- ว่าทุกอย่างล้วนไม่เที่ยง ไม่ใช่ของเรา ไม่ควรสนใจ)
- เมื่อรู้แล้วไปวิพากษ์วิจารณ์ ให้ความเห็น จะตอกย้ำมานะ(ความสำคัญมั่นหมายในตน)
- ให้ค่าให้ความหมายแล้วพอใจไม่พอใจ จะตอกย้ำรูปราคะ อรูปราคะ(ความพอใจ) ปฏิฆะ(ความไม่พอใจ)
- พอยินดียินร้ายแล้วคอยกระทำจิต จะตอกย้ำสักกายทิฏฐิ(ความเห็นผิดว่ากายและจิตเป็นของเรา)
จะเห็นได้ว่าการคอยประคองรักษาจิตจะมีแต่เพิ่มพูนกรรมอนุสัย กรรมกิเลสให้มากขึ้น ไม่มีโอกาสจะเป็นอริยบุคคลชั้นต้นด้วยซ้ำไป

ส่วน ผู้ปฏิบัติที่สักแต่ว่ารู้ คือ ไม่ไปเจตนารู้ ปล่อยให้มันรู้ของมันเอง ไม่มีหน้าที่ไปวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ต้องไปพอใจไม่พอใจ ไม่คอยผูกคอยแก้ ก็จะไม่ไปคอยตอกย้ำกรรมอนุสัย กรรมกิเลสต่างๆ ที่กล่าวมา ซึ่งกรรมอนุสัยบางตัวยังแรงอยู่ แรกๆ ก็อาจไหลตามไปบ้าง เป็นการชดใช้กรรมวิบาก ถ้าเกิดเองเป็นเองก็ไม่เป็นไร ไม่เป็นเจตนากรรม ไม่ตอกย้ำกรรมอนุสัย เมื่อไม่สร้างเหตุ(เจตนากรรม)เพิ่ม ผล(วิบาก)ก็จะค่อยๆ ลดลงและสามารถนอกเหนือกรรมอนุสัย กรรมกิเลสต่างๆ ไปได้เอง(อ่านเพิ่มเติมในสังโยชน์สิบ และกรรมไม่ใช่นิพพาน นิพพานไม่ใช่กรรม)

----------------------------------------------------------------------------------
ส่วนเรื่องที่ในพุทธวัจนมีการกล่าวถึงการทำสมาธิ นั้น เป็นเพราะในครั้งพุทธกาลมีฤาษีดาบสที่ทรงตบะฌาณ ติดสมาธิ ติดความสงบ พระองค์ก็ทรงสอนให้เขาออกจากสิ่งที่ติดอยู่ เวลาจะสอนจึงต้องพูดถึงสิ่งที่เขาติดอยู่นั้น แล้วสอดแทรกสหัสนัยแห่งนิพพานลงไป เช่น “ตามเห็นความไม่เที่ยงอยู่เป็นประจำ” หรือ “เห็นอนิจจสัญญา” (อ่านเพิ่มเติมในอาจสงสัยว่าทำไมในพุทธวัจน จึงมีการกล่าวถึงการทำสมาธิด้วย)

ถ้าลองอ่านพุทธวัจนสมาธิ(สมาบัติ)ทุกขั้นตอนใช้เป็นบาทฐานในการเข้าวิมุตติได้ทั้งหมด” จะทราบว่าไม่ว่าจะฌาณหนึ่งหรือสมาบัติขั้นใดก็สามารถใช้เป็นบาทฐานเข้าวิมุตติได้ทั้งหมด ซึ่งไม่ตรงกับความเชื่อของชาวพุทธในปัจจุบันว่าควรจะได้อย่างน้อยฌาณสามหรือฌาณสี่ถึงจะมีกำลังพอ ซึ่งความจริงแล้วโลกียสมาธิไม่มีความจำเป็นใดๆ ต่อการเข้าวิมุตติเลย ถ้ามีความจำเป็นแล้วฌาณระดับสูงๆ ก็น่าจะสามารถหลุดพ้นได้ง่ายกว่า องค์พุทธะเพียงชี้ว่าไม่ว่าจะติดอยู่โลกียสมาธิชั้นใด ก็ให้วางความยึดติดใดฌาณชั้นนั้น (เพราะโลกียสมาธิเป็นตัวเพิ่มความยึดติดดังที่อธิบายไว้แล้ว) กล่าวคือ ติดฌาณหนึ่งก็ให้วางฌาณหนึ่งแล้วมาเห็นอนิจจสัญญา ไม่เจริญตัณหา ไม่ทำตามความอยาก ก็จะหลุดพ้น(จากความยึดติดในจิต)เอง (อ่านเพิ่มเติมในถ้าเข้าใจผิด ก็ประพฤติผิด)

ความเชื่อที่ว่าสมาธิทำให้จิตมีกำลังเพื่อบรรลุธรรมนั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด
การปล่อยการวาง ก็คือ ไม่ต้องไปยุ่งกับมัน ไม่มีตัวตนไปข้องเกี่ยว แค่ปล่อยให้มันผ่านไปเอง
ถ้าเป็นการยึดการติด จะต้องมีเจตนากรรม มีตัวตนไปคอยติด จะต้องใช้ความพยายามที่จะยึด! เรียกว่า ฝีมือล้วนๆ (ที่ไปคอยยึดเอาไว้ ไปคอยสร้างกรรมไว้) และคงต้องบอกว่าเป็นการทำตัวเองให้ลำบากแท้ๆ เพราะต้องไปคอยรู้มัน ไปคอยวิพากษ์วิจารณ์ ไปพอใจไม่พอใจ แล้วค่อยวางมัน ไปหลง(มีตัวตน)คอยติดแล้วยังต้องหลง(มีตัวตน)คอยหลุดอีก นอกจากนั้นยังต้องลำบากไปชดใช้ผลแห่งกรรมอีกต่างหาก (เนื้อความบางส่วนจากเหตุเสื่อมแห่งศาสนา)

ส่วน ที่บอกว่าสมาธิเป็นเหมือนเรือหรือแพเพื่อพาข้ามฝั่งไปยังนิพพานนั้น ก็เป็นความเข้าใจผิดเช่นกัน พระพุทธเจ้าทรงเปรียบบุรุษหนึ่งจะข้ามลำธาร จึงได้รวบรวมกิ่งไม้เพื่อทำแพขึ้น เมื่อข้ามลำธารได้แล้วก็เกิดความคิดว่าแพนี้มีอุปการะต่อเรามาก เราน่าจะแบกมันทูนหัวไปด้วยกับเรา ซึ่งองค์พุทธะทรงชี้ว่าความจริงแล้วก็ควรทิ้งแพนั้นไว้ริมฝั่งนั้น ซึ่งแพที่องค์พุทธะกล่าวถึง คือ ธรรมที่พระองค์ทรงแสดงไว้ ก็เพื่อให้ออกจากทุกข์ ไม่ใช่ให้มายึดถือเอาไว้ (อ่านพุทธวัจน: อย่ายึดถือติดแน่นในธรรม แต่จงใช้เพียงเป็นเครื่องมือ) กล่าวง่ายๆ คือ พระองค์ทรงชี้ให้คลายความยึดติดในสรรพสิ่งทั้งปวง (ธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น) ไม่ได้มีเขียนไว้เลยว่าสมาธิเป็นเครื่องมือเพื่อข้ามฝั่ง รุ่นหลังตีความกันไปเอง

เจริญพร
พระต่อศักดิ์ วชิรญาโณ
วัดร่มโพธิธรรม ต.หนองหิน อ.หนองหิน จ.เลย 42190
www.rombodhidharma.com
Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages