Groups
Groups
Sign in
Groups
Groups
KUS16
Conversations
About
Send feedback
Help
รูปฌานและอรูปสมาบัติ ยังมิใช่ธรรมชั้นที่เป็นเครื่องขูดเกลา เป็นเพียงเครื่องสงบอยู่ในอริยวินัย
11 views
Skip to first unread message
Torsak Viravanichai
unread,
Mar 8, 2012, 6:05:45 AM
3/8/12
Reply to author
Sign in to reply to author
Forward
Sign in to forward
Delete
You do not have permission to delete messages in this group
Copy link
Report message
Show original message
Either email addresses are anonymous for this group or you need the view member email addresses permission to view the original message
to
อาจสงสัยว่าทำไมในพุทธวัจน จึงมีการกล่าวถึงการทำสมาธิด้วย
ก่อนที่พระสมณโคดมจะมาตรัสรู้นั้น คนในครั้งพุทธกาลมีการบำเพ็ญเพื่อความพ้นทุกข์อยู่แล้ว มีทั้งฤาษีดาบสนักพรตชีไพร และสำนักเรียนต่างๆ มีการทำสมาธิ สมาบัติ อานาปานสติ และการศึกษาศาสตร์แขนงต่างๆ กันมากมาย มีอิทธิฤทธิ์เหาะเหินเดินอากาศได้ กระนั้นเองก็ยังไม่พ้นทุกข์อย่างแท้จริง
ทั้งนี้เพราะไม่ทราบ
สหัสนัย
(ระหัส)เพื่อความหลุดพ้น ซึ่งพระพุทธเจ้า(ทุกๆ พระองค์) ได้ทรงตรัสรู้พระสัจธรรมว่าทุกอย่างล้วนไม่เที่ยง(อนิจจัง) ทนอยู่ในสภาพเดิมได้ยาก(ทุกขัง) และไม่ใช่อัตตาตัวตนของเรา(อนัตตา) ดังนั้นหากยึดติดกับสิ่งใด(ว่าเป็นเรา เป็นของเรา) เมื่อสิ่งเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงไป ไม่ได้ดังอยาก(ตัณหา) ไม่ได้ดังยึด(อุปาทาน) ก็จะทุกข์เพราะสิ่งนั้น
พระองค์จึงทรงแสดงอริยสัจ๔ ว่าความยึดติดในกายและจิตเป็นทุกข์ ส่วนเหตุแห่งทุกข์ คือ ความอยาก(ตัณหา) การจะดับทุกข์ได้นั้น จะต้องดับที่เหตุ เมื่อเหตุลดผลก็ลด เมื่อเหตุดับ ผลก็ดับ(นิโรธหรือนิพพาน)
หลังจากทรงตรัสรู้แล้ว การจะไปโปรดคนนั้น หากเป็นสายสำนักเรียน สายปัญญา ก็ทรงแสดงพระสัจธรรมให้ฟังตรงๆ เช่น ทรงโปรดปัญจวัคคีย์ทั้งห้า ท่านโกณฑัญญะเมื่อฟังธรรมเพียงครั้งเดียวก็ได้ดวงตาเห็นธรรม บรรลุเป็นพระโสดาบันต่อหน้าพระพักตร์ แจ้งว่า “สิ่งใดเกิดมีขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมดับลงไปเป็นธรรมดา”
แต่ถ้าเป็นสายฤาษีดาบสที่ทรงตบะฌาณ ติดสมาธิ ติดความสงบ พระองค์ก็ทรงสอนให้เขาออกจากสิ่งที่ติดอยู่ เวลาจะสอนจึงต้องพูดถึงสิ่งที่เขาติดอยู่นั้น แล้วสอดแทรกสหัสนัยแห่งนิพพานลงไป ลองสังเกตพระสูตรเกือบทั้งหมดจะมีคำต่อไปนี้
“
ตามเห็นความไม่เที่ยงอยู่เป็นประจำ
” นั่นคือ ทรงตรัสถึงพระสัจธรรมว่าทุกอย่างล้วนอนิจจัง ไม่ควรยึดติด
“
มีความเพียรเผากิเลส
” ก็คือ เพียรไม่สร้างเหตุแห่งทุกข์(ตัณหา) ไม่ตอกย้ำกรรมอนุสัย กรรมกิเลสนั่นเอง
พระองค์ทรงแสดงไว้ว่า
รูปฌานและอรูปสมาบัติ ยังมิใช่ธรรมชั้นที่เป็นเครื่องขูดเกลา เป็นเพียงเครื่องสงบอยู่ในอริยวินัย (พุทธวัจน
:
รูปฌานและอรูปสมาบัติ ยังมิใช่ธรรมชั้นที่เป็นเครื่องขูดเกลา
)
แต่พระองค์ก็ทรงชี้ว่ามี
สมาธิที่มีผลเป็นความไม่มีอหังการะมมังการะมานานุสัย(ว่าเป็นเรา ว่าของเรา)และธรรมเป็นเครื่องถอนอัส๎มิมานะในปัจจุบัน
นั่นคือ อนิจจสัญญาและอนัตตสัญญา (
พุทธวัจน
:
ธรรมเป็นเครื่องถอนอัส๎มิมานะในปัจจุบัน
)
เมื่อมีผู้ถามว่าการบำเพ็ญเดิมของเขามีอานิสงส์อย่างไร พระพุทธเจ้าก็ทรงกล่าวถึงอานิสงส์ของการบำเพ็ญนั้นๆ แต่อย่างไรก็ตาม ก็จะทรงชี้ว่า การจะหลุดพ้นได้นั้น จะต้องเห็น “ความเป็นอนัตตาในเบญจขันธ์” หรือแจ้งว่ากายและจิตไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา
ถ้าลองค้นในพระสูตรดูจะพบว่า มรรควิธีที่พระพุทธเจ้าแสดงบ่อยสอนบ่อยที่สุด ก็คือ การละนันทิ หรือ ละความเพลิดเพลินยินดีในอุปาทานขันธ์ห้านั่นเอง เพราะสรรพสัตว์ใช้ธาตุขันธ์กันจนติดลม(เพลิน) จนติดเป็นกรรมอนุสัย ทางแก้ก็คือ ไม่เจริญตัณหา ไม่ตอกย้ำกรรมอนุสัยนั้นๆ ลงไปอีก ก็จะคลายจากกรรมอนุสัยนั้นไปได้เอง
อย่างไรก็ดีมาในยุคปัจจุบัน คำสอนขององค์พุทธะกลับถูกลืมเลือน แก่นแท้ของพระพุทธศาสนา ซึ่งก็คือ ความไม่ยึดติด ได้ถูกมองข้าม การศึกษาพระไตรปิฎกก็กลายเป็นเพื่อประดับความรู้ เพื่อสนองตัณหาในปัญญาไปเสียแล้ว
ทั้งๆ ที่ในอริยสัจ๔ (พุทธวัจน
:
อริยสัจ ๔
)
ก็บอกไว้ชัดอยู่แล้วว่า ตัณหา คือ เหตุแห่งทุกข์ และนิโรธ คือการดับไปแห่งตัณหา แต่ชาวพุทธในปัจจุบันกลับสั่งสอนกันให้เจริญตัณหา พากันทำความสงบแต่ไม่ได้สอนสหัสนัยแห่งนิพพานตามที่องค์พุทธะได้ทรงสั่งสอนไว้ การปฏิบัติก็เป็นการทำต่อๆ กันมา มีความผิดเพี้ยนไปมากโดยเฉพาะรุ่นหลังๆ มีคำบอกสอนจำพวกให้ทำสมถะไปก่อน แล้วจะหลุดพ้นไปเอง ไม่ต่างอะไรกับฤาษีดาบสในครั้งพุทธกาลเลย ต่อให้ทำจนเหาะได้ก็ยังไม่พ้นทุกข์นะ
เจริญพร
พระต่อศักดิ์ วชิรญาโณ
วัดร่มโพธิธรรม ต.หนองหิน อ.หนองหิน จ.เลย 42190
www.rombodhidharma.com
Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages