ธรรมะจากคนพิการแขนขา

10 views
Skip to first unread message

Torsak Viravanichai

unread,
Mar 25, 2012, 11:21:19 PM3/25/12
to
เปรียบเทียบสิ่งที่ชาวพุทธปฏิบัติในปัจจุบันกับคำสอนขององค์พุทธะ

๑.
การพ้นทุกข์ ความหลุดพ้น

ชาวพุทธในปัจจุบัน พยายามคอยกระทำให้จิตว่างจิตดีจิตสงบตามความต้องการแห่งตน
อุปมาอุปมัย: คนพิการแขนขาดคนหนึ่ง มีความคิดที่อยากจะมีแขนเหมือนคนอื่น อยากทีไรก็ทุกข์ทุกครั้งไป แต่อยู่มาวันหนึ่ง เขาเกิดไปพบเคล็ดวิชาในหนังสือเล่มหนึ่ง ทำให้สามารถเสกแขนให้งอกออกมาใหม่ได้ ทีแรกเขาก็ดีใจมาก แต่เกิดฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า อาจมีเคล็ดวิชาอื่นๆ ในหนังสือเล่มนั้นหรือเล่มอื่นๆ อีก ทุกวันนี้เขาจึงคอยอ่านคอยพลิกตำราต่างๆ เผื่อว่าจะมีวิชาอื่นๆ เช่น รู้ใจคนอื่น ตาทิพย์ หูทิพย์ หรือเหาะเหินเดินอากาศได้ ซึ่งก็คงจะวิเศษไม่น้อย

คำสอนองค์พุทธะ
พระองค์ทรงสอนว่าขันธ์ห้า(กายและจิต) ไม่เป็นไปตามความต้องการของเรา เราไม่สามารถสั่งให้กายอย่าป่วย สั่งให้จิตดีตลอดวันได้ เพราะทุกอย่างล้วนไม่เที่ยง(อนิจจัง) ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะไปเอาแพ้เอาชนะกับอนิจจัง เพราะมีแต่แพ้กับแพ้ และทุกข์กับทุกข์เท่านั้น ไม่จำเป็นจะต้องให้กายและจิตดีเสียก่อนจึงจะค่อยพ้นทุกข์ เพียงปล่อยวางความยึดติด ไม่เอากายและจิตมาเป็นภาระ ไม่ส่งเสริมตัณหา ไม่ดิ้นรนตามความอยาก ก็ไม่ต้องหลงทุกข์ไปเสียเองแล้ว
อุปมาอุปมัย: คนพิการแขนขาดคนหนึ่ง มีความคิดที่จะอยากมีแขนเหมือนคนอื่น เพียงเขาละความอยากนั้น ไม่ดิ้นรนตามตัณหา ก็พ้นทุกข์เดี๋ยวนั้น ไม่ต้องรอให้แขนงอกออกมาก่อนแล้วจึงค่อยพ้นทุกข์

๒.
การคอยรู้ คอยสังเกต

ชาวพุทธในปัจจุบัน
ถูกสอนให้คอยรู้ คอยสังเกตอาการ บ้างก็ว่าเพื่อให้มีสติ บ้างก็ว่าเพื่อสังเกตการเกิดดับ เพื่อตามเห็นความไม่เที่ยง
อุปมาอุปมัย: คนพิการแขนขาดคนหนึ่ง รู้สึกทุกข์ที่เสียแขนไป ต่อมาเขาได้รับคำแนะนำให้เจริญสติ วันๆหนึ่งเขาจึงเอาแต่คอยเอาจิตจดจ่อแขนที่ขาดนั้น เมื่อเผลอก็รีบดึงจิตกลับมาจดจ่อใหม่ เขาคิดว่าเป็นการเห็นกายในกาย และยังเป็นการตามเห็นความไม่เที่ยง เพราะแขนที่ขาดไปก็แสดงความเป็นอนิจจัง และยังเป็นการเจริญอสุภะอีกด้วย

คำสอนขององค์พุทธะ
พระองค์ทรงสอนให้นอกเหนือตัวรู้ ให้ปลงตัวรู้เอง ไม่ใช่ให้เอารู้ไปปลงสิ่งที่ถูกรู้ เพราะการคอยรู้เจตนารู้ การอยากรู้ จัดเป็นตัณหา เป็นการส่งเสริมอุปาทานในตัวรู้(วิญญาณขันธ์) ซึ่งจิตที่ยังมีอุปาทานจะไม่นิพพาน นอกจากนั้นยังเป็นการเพิ่มการรับรู้ผัสสะ เพิ่มตัวเข้าไปกระทบ เป็นภาระทางจิต เมื่อรู้แล้วก็มักจะหลงตามรู้ไปทุกที ทางที่ถูกต้อง คือ ไม่เฝ้ารู้ไม่เน้นรู้ ไม่เจตนารู้ สักแต่ว่ารู้ ปล่อยให้มันรู้ของมันเอง ไม่ต้องไปคอยสนใจ
อุปมาอุปมัย: คนพิการแขนขาดคนหนึ่ง รู้สึกทุกข์ที่เสียแขนไป เขาก็ได้แต่ปลง วันๆ หนึ่งก็ทำงานตามที่เขาพอจะทำได้ ระหว่างวันบางครั้งก็เหลือบมาเห็นแขนที่ขาดนั้น เขาก็รู้สึกสะท้อนใจขึ้นมาบ้าง แต่ก็ไม่เก็บอารมณ์นั้นมาใส่ใจ ผ่านไปสักระยะหนึ่ง เขาก็ไม่ค่อยทุกข์กับแขนที่ขาดไปแล้วนั้น

๓.
การละกรรมอนุสัย กรรมกิเลส

ชาวพุทธในปัจจุบัน
บางคนที่ทำงานใช้ความคิด เมื่อเลิกจากงานแล้วก็ยังอดใช้ความคิดต่อไม่ได้ เห็นอะไรก็ชอบวิจัยวิจารณ์ งานอดิเรกก็เป็นพวกท่องเวป เล่นอินเตอร์เนต อ่านหนังสือ ติดตามข่าวสาร ดูโทรทัศน์ ต่อมาเริ่มรู้สึกว่าเป็นปัญหา จึงพยายามมานั่งสมาธิเพื่อให้จิตสงบลงเสียบ้าง
อุปมาอุปมัย: คนพิการแขนขาดคนหนึ่ง รู้สึกทุกข์ที่เสียแขนไป เขาเห็นแขนที่ขาดทีไรก็ไม่พอใจ เขาจึงหันมากินยานอนหลับ กินยาคลายเครียด เพื่อให้รู้สึกเคลิ้มๆ จะได้ลืมความทุกข์ลงเสียบ้าง

คำสอนขององค์พุทธะ
พระองค์ทรงสอนว่ากรรม คือ การกระทำที่ประกอบด้วยเจตนา ไม่ว่าจะด้วยกาย วาจาและใจ ทุกครั้งที่เจตนาใช้ธาตุขันธ์ใดก็จะเป็นกรรมแก่ขันธ์นั้น เป็นการตอกย้ำ เกิดเป็นกรรมอนุสัยขึ้น เช่น คนที่ชอบใช้สังขารขันธ์(ความคิดนึกปรุงแต่ง) ก็จะมีกรรมอนุสัย ให้อยากกลับมาใช้ขันธ์นั้น(คิด)บ่อยขึ้น มากขึ้น คล้ายๆ กับคนติดบุหรี่ ทางแก้ ก็เพียงไม่ต้องไปใช้ธาตุขันธ์ตามความอยาก ไม่ตอกย้ำกรรมอนุสัยใหม่ๆ ลงไปอีก ก็เป็นการไถ่ถอนกรรมอนุสัยนั้นๆ ลงแล้ว คนที่คิดฟุ้งซ่าน ก็ไม่ต้องไปนั่งสมาธิ เพียงลดกิจกรรมและงานอดิเรกที่ใช้ความคิดลง เพียงไม่นานก็จะพบว่าการคิดฟุ้งซ่านจะลดลงเอง
อุปมาอุปมัย: คนพิการแขนขาดคนหนึ่ง รู้สึกทุกข์ที่เสียแขนไป เห็นแขนที่ขาดทีไร ก็ไม่พอใจทุกที ต่อมาเขาได้อ่านธรรมะที่ว่าจะรู้อะไรก็สักแต่ว่ารู้ ไม่ต้องไปวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ต้องไปคอยพอใจไม่พอใจกับมัน แรกๆ เขาก็ยังไม่พอใจกับแขนที่ขาดนั้น แต่เมื่อไม่ตอกย้ำความรู้สึก ไม่ตอกย้ำว่ามันเป็นปมด้อย ตอนนี้เขาก็ไม่ค่อยยินดียินร้ายกับแขนที่ขาดไปแล้วนั้น

เจริญพร
พระต่อศักดิ์ วชิรญาโณ
วัดร่มโพธิธรรม ต.หนองหิน อ.หนองหิน จ.เลย 42190
www.rombodhidharma.com
Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages