เชียงคาน อำเภอเล็ก อารยธรรมแห่งลุ่มน้ำโขง จากอาณาจักรล้านช้างในอดีต
จากภูมิประเทศที่ติดชายแดนลาว ผู้คนที่นี่ทำการค้าขายกับคนลาวฝั่งตรงข้ามอยู่สม่ำเสมอตั้งแต่อดีตกาล

หนุ่มสาวสมัยก่อนนั่งเรือล่องแก่งลงอาบน้ำแก่งคุดคู้ ในสมัยก่อนผู้หญิงนิยมใส่ผ้าซี่นกระโจม
สมัยก่อนถือว่าสุภาพที่สุดของกุลสตรีอก สังเกตที่คอผู้หญิงจะสวมสร้อยทองคำแทบทุกคนนั้น
เป็นหมายถึงการบอกถึงสถานะความมั่งคั่งของตนและครอบครัว ผู้ชายที่เห็นในภาพคืออดีตนายอำเภอเชียงคาน

การเดินทางโดยรถยนต์เข้าเมืองเลย นานๆ วันสองวันหรือเป็นอาทิตย์จะมีรถยนต์วิ่งไปกลับเชียงคาน-เลยสักครั้ง
ผู้โดยสารรถยนต์ส่วนใหญ่มีธุระที่จำเป็นจริงๆ ถ้าไม่เจ็บไข้ได้ป่วย(หนัก) หรือพ่อแม่ส่งไปเรียนหนังสือ
ให้พักอยู่กับบ้านญาติหรือผู้ใหญ่ที่เคารพกันหรือไม่ก็อาศัยวัด คนจีนที่นี่นิยมส่งลูกหลานไปเรียนต่างประเทศลาว จีน ใต้หวั่น
นอกจากเหตุผลข้างต้นก็จะไม่ค่อยเดินไปไหนมาไหนกัน ที่เชียงคานอดีตเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์น้ำโขงมีปลาทุ่งนามีข้าว
ไม่ต้องชื้อกินเช่นในปัจจุบัน ถนนสายเชียงคานเลยลำบากมากๆ มีสภาพเป็นถนนดินเป็นหลุมเป็นบ่อถนนแคบๆ ขี้ฝุ่นเต็มไปหมด
ในฤดูฝนไม่ต้องมีม๊อบปิดถนนอย่างเช่นปัจจุบัน การเดินทางโดยรถยนต์เส้น
ขอขอบพระคุณเจ้าของภาพเก่าเล่าเรื่องเชียงคาน ร้าน เฮือน ๑๐๐ เชียงคาน
| โดย : ปิ่น บุตรี | ||||
มนุษย์แม้มิอาจเอาชนะวันเวลาได้ แต่ในบางครั้งบางครา ใครและใครหลายคน กลับอยากหยุดวันเวลาไว้หรืออยากให้วันเวลาเดินช้ากว่าปกติ เนื่องมาจากความประทับใจในบรรยากาศและมนต์เสน่ห์ของบางสถานที่ ซึ่งครั้งหนึ่ง (เมื่อไม่นานมานี้) เมืองเล็กๆ ริมฝั่งโขงอย่าง “เชียงคาน” จ.เลย เคยเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ใครและใครบางคนไปเยือนแล้วบอกว่า วันเวลาที่นี่เดินช้ากว่าปกติ เป็นเมืองเชียงคานอันสงบงามที่ดำเนินไปบนบนวิถีเนิบช้า ค่อยๆคลานต้วมเตี้ยมไปบนพลวัตรการขับเคลื่อนอันเร็วจี๋ของโลก | ||||
“กูว่ามันคล้ายปายนะ นี่ตั้งใจว่าจะมาหาอะไรทำชิลล์ ชิลล์ ที่นี่สักหน่อย ว่างๆไม่มีอะไรทำพอดี กะว่าจะเปิดร้านเหล้าแหละ” เสียงจากหนุ่ม(ท่าทาง) ไฮโซคนหนึ่งคุยโทรศัพท์เสียงดังได้ยินมาถึงโต๊ะผมที่นั่งอยู่ข้างๆ ณ ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ริมโขง เมืองเชียงคาน อันที่จริงผมจำนายคนนี้ไม่ได้หรอก เพราะหน้าตาเขาไม่น่าจดจำแต่อย่างใด แต่จำสาวหน้าตาจิ้มลิ้มที่นั่งข้างๆเขาได้ เนื่องจากก่อนหน้านั้นผมไปเดินเล่น แถววัดศรีคุนเมือง แล้วไปเจอคุณลุงคุณป้าซ้อมดนตรีไทยกันอย่างอบอุ่น น่าชื่นใจ แต่จู่ๆ ระหว่างที่วงดนตรีเล่นเพลินๆ นั้น สาวเจ้าคนนี้เดินโผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ พร้อมกับพูดดังๆ ว่า หนูจะมาขอคุยกับลุงเจ้าของบ้านที่กำลังเล่นดนตรีอยู่เพลินๆ จนวงดนตรีต้องหยุดเล่นกลางคัน จากนั้นคุณลุงไปคุยกับสาวคนนั้นสักพัก ก่อนเดินกลับเข้ามา พูดแบบยิ้มๆ ให้ผมฟังว่า เขามาติดต่อขอซื้อบ้านริมน้ำอีกหลังของลุงนะ แต่ลุงบอกปัดไป บอกกำลังซ้อมดนตรีอยู่ ในขณะคุณป้าที่นั่งข้างๆ พูดเสริมขึ้นมาว่า “ช่วงนี้มีคนมาติดต่อหาเช่าบ้าน หาซื้อบ้าน หาซื้อที่กันเยอะ ส่วนใหญ่เขาจะเอาไปทำโรงแรม ที่พัก หรือไม่ก็เปิดร้านขายของนักท่องเที่ยว” นั่นเป็นเหตุให้ผมจำสาวเจ้าคนนั้นได้ดี ก่อนจะได้ยินชายหนุ่มที่นั่งข้างเขาพูดประโยคนั้นออกมา และด้วยความที่เชียงคานเป็นเมืองเล็ก แป็บเดียวหลังจากนั้นผมก็ได้รับรู้ว่า นายคนนี้เป็นญาติกับผู้กำกับคนดัง กำลังมาตระเวนหาบ้านหาที่เพื่อลงทุนทำธุรกิจที่นี่ “พวกนี้เขามีตังค์นะ แต่ไม่เข้าใจเชียงคาน นึกอยากจะมาทำอะไรก็ทำ ยิ่งจะมาเปิดร้านเหล้าที่นี่ คงโดนต่อต้านแน่” เพื่อนในเชียงคานที่มักจะให้ข้อมูลน่าสนใจในเมืองนี้ดีเล่าให้ฟัง พร้อมกับบอกว่า บางคนเขาชัดเจนมากว่า ต้องการมาเปิดร้านในเชียงคานเพื่อกอบโกย เพราะชีวิตปกติทำงานอยู่กรุงเทพฯ แต่พอถึงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ก็มาเปิดร้านขายของที่นี่ แล้วกลับไปทำงานต่อวันรุ่งขึ้น นอกจากเพื่อนผมคนนี้แล้ว เจ้าของร้านขายของที่ระลึกร้านหนึ่งที่อยู่เชียงคานในยุคบุกเบิก ด้วย หลงใหลในเสน่ห์อันสงบงาม วิถีอันเนิบช้าของเชียงคานเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว จนกระทั่งตัดสินใจ เปิดร้านขายของที่ระลึกเล็กๆที่นี่ เขาคนนี้ก็เม้าท์พวกที่ทำธุรกิจประเภทเดียวกันนะหว่างที่ผมไปเดินดูสินค้าในร้านของเขาให้ฟังว่า “เดี๋ยวนี้มันกลายเป็นแฟชั่นไป พวกคนมีตังค์และไม่รู้จะทำอะไร หรือพวกที่มันคิดว่าตัวเองติสต์ ตัวเองอาร์ต เขาก็จะแห่กันมาเปิดร้านขายของแนวนี้ คุณไปดูสิ ทั้งปาย อัมพวา แล้วก็มาที่เชียงคาน ร้านมันออกมาแนวเดียวกันทั้งนั้น ก็ไม่รู้ว่าอาร์ตตรงไหน แถมบางคนเป็นพวกไม่แคร์สื่อ ไม่แคร์ใคร กูจะมาเอาตังค์อย่างเดียว” เขาคนนั้นบ่นให้ฟัง ก่อนบ่นต่อว่า เดี๋ยวนี้เชียงคานมันไม่เหมือนกับยุคที่เขามาอยู่ใหม่ๆ คนต่างถิ่นเข้ามาอยู่เยอะขึ้น มีการแข่งขันสูงมาก แทงข้างหลังกันก็เยอะ หลายคนมาเพราะต้องการกอบโกยจากเชียงคานที่กำลังบูม ไม่ได้มาเพราะหลงในมนต์เสน่ห์อันสงบงามของเชียงคานอย่างแท้จริง อย่างไรก็ดีในเรื่องของทุนต่างถิ่นนี้ หากเป็นพวกที่คิดดีเจตนาดี มาด้วยองค์ความรู้และความเป็นมืออาชีพที่มีอยู่ และร่วมมือร่วมแรงกับชาวบ้านพัฒนาเชียงคานไปในทิศทางที่เหมาะสมดีงาม พวกเขาถือเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ช่วยเสริมแต่งให้เชียงคานน่าเที่ยวมากขึ้น ขณะเดียวกันหากเป็นพวกที่คิดตรงกันข้ามเน้นเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ กอบโกย เป็นพวกทำไร่เลื่อนลอยจากธุรกิจท่องเที่ยว เข้ามาเก็บเกี่ยวชำเราเชียงคานอย่างเต็มที่ พอเชียงคานหมดคุณค่าแล้วก็สลัดก้นทิ้งไป กับกลุ่มทุนต่างถิ่นพวกนี้ถือว่าเป็นตัวอันตรายต่อเชียงคานไม่น้อยเลย | ||||
ด้วยความต้องการของทุนต่างถิ่นที่เพิ่มขึ้นสูงมาก ทำให้ราคาที่ ราคาบ้าน พุ่งขึ้นสูงปรี๊ดแบบก้าวกระโดด จากหลักแสนไปหลักล้านหรือถึงหลักสิบล้านแบบไม่ง้อคนซื้อ ในขณะที่ราคาค่าเช่าบ้าน จากหลังละ 2 พัน ก็เพิ่มเป็น 2 -3 เท่าตัว และต้องวางมัดจำกันยาวถึง 5-6 ปี หากมองมุมกลับข้อดีของราคาที่ดิน ราคาบ้านที่แพงหูฉี่นั้น ถือเป็นตัวบล็อกชั้นดีในการรุกคืบเข้ามาของทุนต่างถิ่น(แต่ก็มีพวกทุนหนาจริงๆที่จ่ายและหวังผลในระยะยาว) พร้อมกับเป็นแรงส่งให้ชาวบ้านในพื้นที่หันมาทำธุรกิจท่องเที่ยวกันเอง ซึ่งหากมองในเรื่องของเม็ดเงินที่ตกสู่คนในเชียงคานโดยตรงนั้น ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ปัญหามันมีอยู่ว่า ชาวบ้านบางคนทำธุรกิจท่องเที่ยวแบบขาดองค์ความรู้นี่สิ มันก็เลยเกิดเป็นปัญหาปลีกย่อยตามมา สำหรับเรื่องนี้คงต้องฟังคนเชียงคานเม้าท์คนเชียงคานด้วยกันเองเป็นดีที่สุด ซึ่งคนที่เม้าท์ตำหนิคนเชียงคานบางคน บางกลุ่ม ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน หากแต่เป็น“คุณป้าปากจัด” ที่ผมเชื่อว่าหลายๆคนที่เคยไปเชียงคานมาคงเคยได้ยินได้ฟังคุณป้าบ่นให้ฟังผ่านหูมาบ้าง คุณป้าแม้ยังไม่เคยไปปาย แต่เมื่อแกได้ยินกิตติศัพท์ด้านลบของปาย แกจึงตัดบทความไม่อยากให้เชียงคานเป็นเหมือนปายติดโชว์หราไว้ในร้าน พร้อมตั้งกลุ่มเพื่อทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อเชียงคานขึ้นมา แรกเริ่มเดิมทีที่ชาวบ้านในเชียงคานยังไม่ได้ลงทุนลงแรงทำธุรกิจท่องเที่ยวนั้น คุณป้าปากจัดกับกลุ่มของแกก็จะคอยสังเกต สังกา พวกทุนต่างถิ่น ว่ามาทำอะไรน่าเกลียดที่เชียงคานบ้างหรือเปล่า หากเห็นอะไรไม่เข้าทีก็ตักเตือน พูดคุยกันไป นอกจากนี้แกยังคอยตักเตือนนักท่องเที่ยวสาวๆ ที่แต่งกายไม่เหมาะสม นุ่งสั้นจู๋ ใส่สายเดี่ยว มาตักบาตรในตอนเช้าอยู่เสมอว่า “แต่งตัวแบบนี้มาทำบุญ มีแต่จะได้บาปกลับไป” ครั้นเมื่อมาถึงยุคคนเชียงคานลงมือทำธุรกิจท่องเที่ยวเอง ใครที่ทำออกมาดูดีโอเคคุณป้าแกก็ชื่นชม แต่ใครที่ทำออกมาไม่ดี ด้วยความเป็นห่วงเชียงคานกลัวเชียงคานจะเละ แกจึงมักวิพากษ์วิจารณ์แบบตรงไปตรงมาจนถูกมองว่าเป็นคนปากจัดไป “เดี๋ยวนี้คนในเชียงคานเองก็มีส่วนทำให้เชียงคานไม่น่าดูเหมือนกัน บางคนเห็นเขาทำแล้วรวย อยากทำตามบ้าง แต่ขาดความรู้ความเข้าใจ ขาดความเป็นมืออาชีพ ทำแบบมีความโลภเป็นที่ตั้ง ทำแบบเห็นคนอื่นทำแล้วรวยก็ทำบ้าง ถึงขนาดต้องไปกู้หนียืมสินมาลงทุนกันเป็นหลายล้าน แบบยังมองไม่เห็นอนาคตเท่าไหร่ เพราะนักท่องเที่ยวไม่สนใจในร้านที่หรือในที่พักที่เขาทำเนื่องจากมันขาดเสน่ห์ดึงดูด” คุณป้าเล่าให้ผมฟังอย่างเมามัน ก่อนเม้าท์ต่ออีกว่า บางบ้านขายขนมอยู่ดีๆ แต่อยากรวยเร็วขึ้นเลยเปลี่ยนมามาโฮมสเตย์ แต่ปรากฏว่าทำไม่เป็น ทำออกมาไม่ดี นักท่องเที่ยวมาพักแล้วไม่ประทับใจ พอเขากลับไปเขาก็มาด่าเหมารวมว่าเชียงคานไม่ดี ไม่น่าเที่ยว หรือบางคนมีบ้านไม้สวยๆอยู่แท้ แต่ดันไปเปลี่ยนเป็นบ้านตึก เพื่อจะทำที่พัก เขาหารู้ไม่ว่าไอ้บ้านไม้สวยๆนั่นแหละเป็นเสน่ห์ของเชียงคาน นักท่องเที่ยวเขาต้องการแบบนั้น “แล้วพวกลูกหลานบางคน มันไปเรียนที่กรุงเทพฯมา พอกลับบ้านไม่มีอะไรทำ เอะอะก็จะทำร้านเหล้าท่าเดียว เรื่องแบบนี้เราทำได้เพียงห้ามปราม เพราะมันไม่มีกฎห้ามอะไร แต่ถ้าคนในกันเองบางคนมีพฤติกรรมแบบนี้ แล้วเราจะไปว่าคนนอกเขาได้อย่างไร” คุณป้าระบายให้ผมฟัง ซึ่งนับได้ว่าความเปลี่ยนแปลงภายนอกได้ส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงภายในด้วย |