Jakrapob's Code : ถอดรหัสลับทรรศนะอันเป็นอันตรายของ จักรภพ เพ็ญแข

20 views
Skip to first unread message

Pu

unread,
May 27, 2008, 1:08:31 PM5/27/08
to iThaiCyclones
โดย อนันต์ เหล่าเลิศวรกุล
คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นานนับสัปดาห์ที่ คุณจักรภพ เพ็ญแข ตกเป็นข่าวให้ผู้คนกล่าวถึง
ภายหลังจากที่บทแปลปาฐกถาที่คุณจักรภพเคยแสดงไว้ที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย
(FCCT) เมื่อเดือนกันยายน 2550 เผยแพร่สู่สาธารณะ
ก็ก่อให้เกิดประเด็นให้ผู้คนกล่าวถึงอย่างกว้างขวางว่า
ถ้อยคำและเนื้อหาที่คุณจักรภพแสดงปาฐกถาไว้นั้นเข้าข่าย
"หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" นอกจากนี้
พรรคประชาธิปัตย์ยังแสดงความเห็นด้วยว่า ทรรศนะของคุณจักรภพ
เพ็ญแขที่แสดงไว้ที่ FCCT เป็น "ทรรศนะอันเป็นอันตราย"
ผู้เขียนสนใจใคร่รู้ว่าทรรศนะของคุณจักรภพที่กล่าวกันว่าเป็นอันตรายนั้นมีลักษณะอย่างไร
จึงได้ลองวิเคราะห์ปาฐกถาของคุณจักรภพอย่างเป็นวิชาการตามแนวทางอักษรศาสตร์ดู

ข้อตกลงเบื้องต้น

เนื่องจากปาฐกถาที่ FCCT บรรยายเป็นภาษาอังกฤษ ตามที่จะยกมานี้
เมื่อต้องยกตัวอย่าง ผู้เขียนจะยกโดยใช้คำแปลภาษาไทยซึ่งผู้เขียนแปลเอง
คำแปลที่ใช้
เลือกใช้วิธีแปลแบบเอาความซึ่งมุ่งความเข้าใจในบทพากย์ภาษาไทยมากกว่าจะสนใจเก็บรักษาทุกถ้อยคำตามภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษาต้นฉบับ
การวิเคราะห์ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า
คุณจักรภพเป็นผู้รู้ภาษาอังกฤษระดับดีมากจนสามารถสื่อความคิดที่ซับซ้อน
เรียบเรียงออกมาให้เข้าใจง่ายด้วยภาษาง่ายๆ
และสามารถโต้ตอบกับผู้ฟังได้คล่องแคล่ว
ผู้เขียนไม่สนใจประเมินภาษาอังกฤษของคุณจักรภพว่า
เป็นภาษาที่สวยงามหรือไม่ ถูกไวยากรณ์มากน้อยเพียงใด
คำที่ใช้ใช้ตามแบบเจ้าของภาษาอย่างรู้จริงหรือไม่
เนื่องจากผู้เขียนต้องการวิเคราะห์ทรรศนะหรือความคิดของคุณจักรภพมากกว่าจะวิเคราะห์ตัวภาษาในฐานะที่เป็น
form หรือพาหะของความคิด

โครงสร้างเนื้อหาปาฐกถาที่ FCCT

หัวข้อปาฐกถาของคุณจักรภพที่ FCCT คือ Democracy and Patronage
System of Thailand--ประชาธิปไตยกับระบบอุปถัมภ์ของไทย
คุณจักรภพแสดงโดยเหลือบดูบทร่างเป็นระยะๆ
ปาฐกถานี้มีเนื้อหาเป็นเอกภาพอย่างยิ่ง เนื้อหาแบ่งออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ

ส่วนที่ 1
ว่าด้วยประวัติและพัฒนาการระบบอุปถัมภ์ของไทยในสมัยสุโขทัยมาจนถึงปัจจุบันอย่างย่อๆ
ส่วนนี้คุณจักรภพพยายามวิเคราะห์ให้เห็นรากเหง้าของระบบอุปถัมภ์ของไทยและผลกระทบที่มีต่อวิกฤติการเมืองของไทยในปัจจุบัน

ส่วนที่ 2 เป็นบทสรรเสริญความกล้าหาญ พ.ต.ต. ทักษิณ ชินวัตร
ที่กล้าเผชิญหน้ากับระบบอุปถัมภ์อย่างซึ่งๆ หน้า
และผลงานบริหารราชการแผ่นดินของ พ.ต.ท.ทักษิณ
ได้มีส่วนอย่างสำคัญในการทำลายระบบอุปถัมภ์ของไทย

และส่วนที่ 3
เป็นคำประกาศเจตนารมณ์อย่างชัดแจ้งและแรงกล้าของคุณจักรภพว่า
คุณจักรภพและพวกจะทำลายระบบอุปถัมภ์ของไทยให้ภินท์พังลงแบบชนิดขุดรากถอนโคน
และตั้งใจจะทำให้เกิดขึ้นในช้าไม่นานหลังจากนี้

Patronage System : คำที่มีสถิติใช้สูงสุด

คำที่เป็น key word ในปาฐกถาที่ FCCT ของคุณจักรภพคือ patronage
system ผู้เขียนมีข้อสังเกตเกี่ยวกับ key word ของคุณจักรภพดังนี้

1) คุณจักรภพใช้คำว่า patronage หรือ patronage system รวมจำนวน
24 แห่ง
(ไม่นับที่เป็นชื่อหัวข้อปาฐกถาและที่ปรากฏในส่วนคำถามคำตอบท้ายปาฐกถา)
และใช้คำว่า patronize จำนวน 7 แห่ง

2) โดยทั่วไป patronage มักแปลว่า ความอุปถัมภ์ patronage system
แปลว่า ระบบอุปถัมภ์ ส่วน patronize แปลว่า อุปถัมภ์, อุปถัมภ์ค้ำจุน,
ช่วยเหลือ, เกื้อกูล

Patronage System : คำความหมาย 2 นัยยะ

คุณจักรภพ ใช้คำว่า patronage หรือ patronage system
ในความหมายที่แตกต่างกัน 2 นัยยะ ดังนี้

นัยยะที่ 1 :

patronage system คือ
"ระบบที่ยอมรับความแตกต่างของฐานะของคนในสังคมระหว่างผู้ใหญ่กับผู้น้อย
ผู้ใหญ่และผู้น้อยมีส่วนช่วยเหลือเกื้อกูลกันและอำนวยประโยชน์แก่กัน"

ตามนัยยะนี้ ระบบอุปถัมภ์เป็นระบบ win-win
ทั้งผู้เกื้อกูลและผู้รับประโยชน์เกื้อกูล ส่วนผู้ที่ไม่ win ด้วย คือ
ผู้น้อยคนอื่นที่ไม่ได้รับประโยชน์เกื้อกูลด้วย
ดังนั้นระบบอุปถัมภ์จึงไม่ใช่ระบบที่ยืนอยู่บนความคิดเสมอภาค
แต่ก็ไม่ถึงกับขัดหรือแย้งกับอุดมการณ์ประชาธิปไตยในลักษณะที่จะอยู่ร่วมกันไม่ได้
ประการสำคัญตามนัยยะนี้ ระบบอุปถัมภ์ไม่ใช่อุดมการณ์ทางการเมือง
ไม่ใช่ระบอบการปกครอง แต่เป็นระบบความสัมพันธ์ของคนในสังคม
และไม่ใช่ระบบที่มีอยู่เฉพาะในประเทศไทย ปัจจุบัน จีน เกาหลี ญี่ปุ่น
และหลายชาติของเอเชียก็ยังมีระบบนี้อยู่

คุณจักรภพ ใช้ patronage system ตามนัยยะนี้เพียง 2 แห่ง ทั้ง 2
แห่งใช้เมื่อกล่าวถึงตนและครอบครัวซึ่งเติบโตขึ้นมาในสังคมไทยที่มีระบบช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
ดังนี้

I myself grew up in patronage system.--
ตัวผมเองเติบโตขึ้นมาภายใต้ระบบอุปถัมภ์

He grew up in patronage system too.--เขา
(หมายถึงบิดาของคุณจักรภพ) ก็เติบโตขึ้นมาในระบบอุปถัมภ์เช่นกัน

นัยยะที่ 2 :

patronage system ตามนัยยะที่ 2 เป็นความหมายเฉพาะของคุณจักรภพ
ซึ่งผู้เขียนจะวิเคราะห์ในลำดับต่อจากนี้ไปว่ามีความหมายเฉพาะว่าอย่างไร
คุณจักรภพใช้คำว่า patronage หรือ patronage system ตามนัยยะนี้มากถึง 21
แห่ง มีแห่งเดียวที่กำกวม ไม่แน่ใจว่าคุณจักรภพใช้คำว่า patronage system
ตามนัยยะที่ 1 หรือนัยยะที่ 2

ทำไม patronage system ของคุณจักรภพจึงได้มี 2 นัยยะ ?

ตามปกติคำที่เราใช้สื่อสารกัน แม้ว่ามี form เดียวกัน
แต่ผู้ใช้ภาษาอาจใช้ในความหมายแตกต่างกันได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำที่มีความหมายเชิงนามธรรม
ความหมายที่แตกต่างกัน อาจเกิดจากสาเหตุที่ผู้ใช้เข้าใจความต่างกัน
ตีความต่างกัน หรือผู้ใช้กำหนดความหมายของคำให้แตกต่างกันก็ได้ เช่นคำว่า
แม่ชี คนกลุ่มหนึ่งอาจตีความเคร่งครัดตามหลักพุทธศาสนาเถรวาทว่า
ไม่ใช่นักบวช เป็นฆราวาส มีฐานะเพียงอุบาสิกาซึ่งถืออุโบสถศีล หรือ ศีล 8
แต่คนอีกกลุ่มหนึ่งอาจตีความตามความเข้าใจของคนไทยปัจจุบันว่า
แม่ชีเป็นนักบวชหญิงในพุทธศาสนาเถรวาทแบบไทยๆ

ตามความรู้รัฐศาสตร์ที่คุณจักรภพได้ร่ำเรียนมา
คุณจักรภพย่อมรู้จัก patronage system ตามนัยยะที่ 1 อย่างดี
แต่คุณจักรภพเลือกที่จะกำหนดความหมายใหม่ ซึ่งเป็นความหมายเฉพาะแก่คำว่า
patronage system
ทำให้คำนี้มีความหมายเฉพาะแตกต่างกับความหมายตามนัยยะที่ 1 หลายประการ
ดังนี้

1)
เป็นระบบที่ผู้น้อยเป็นฝ่ายพึ่งพิงหรือคอยเฝ้ารับประโยชน์เกื้อกูลแต่ฝ่ายเดียว
ในทำนองเดียวกัน ผู้ใหญ่ก็เป็นฝ่ายเกื้อกูลเพียงลำพัง ส่งผลให้ผู้คน ask
about dependency before our own capability to do things--
ร่ำร้องหาแต่ที่จะพึ่งพาอาศัยผู้อื่นโดยไม่คิดจะพึ่งพาความรู้ความสามารถของตนเองก่อนเลย


2)
เป็นระบบที่ฝ่ายที่คอยเฝ้ารับประโยชน์หรือพึ่งพิงต้องจ่ายค่าตอบแทนความเกื้อกูลด้วย
ความจงรักภักดี และเป็นระบบที่คุณจักรภพคิดว่า มีแต่เฉพาะในประเทศไทย จึง
makes Thai people different from many peoples around the world...So
people had duty to be loyal.-- ทำให้คนไทยแตกต่างกับผู้คนอื่นใดในโลก...
ดังนั้นประชาชนจึงมีหน้าที่ต้องจงรักภักดี

3) เป็นระบบที่ฝ่ายเกื้อกูลคือพระมหากษัตริย์
ส่วนฝ่ายเฝ้ารับประโยชน์คือสามัญชน

คุณจักรภพเชื่อมโยงความคิดอย่างมีชั้นเชิงโดยเริ่มต้นกล่าวว่า ...we
have started off as a country in patronage system--
เราตั้งต้นด้วยการเป็นประเทศที่อาศัยระบบอุปถัมภ์
แล้วก็กล่าวข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในสมัยพ่อขุนรามคำแหง
ที่โปรดให้แขวงกระดิ่งร้องทุกข์ไว้หน้าวัง จักรภพมองว่า
ประชาชนที่ไปสั่นกระดิ่ง คือผู้เมื่อเดือดร้อนก็ที่ไม่ยอมพึ่งตนเอง
แต่กลับไปรับประโยชน์อุปถัมภ์จากพ่อขุนรามคำแหง คุณจักรภพแสดงทรรศนะว่า
นี่เป็นเหตุให้ผู้คน ...are led into the patronage system--
เราก็ได้ถูกชักนำเข้าไปสู่ระบบอุปถัมภ์

นั่นหมายความว่า คุณจักรภพกำหนดความหมาย
ผู้ใหญ่กับผู้น้อยให้แคบลงมากว่าความหมายของ patronage system
ตามนัยยะที่ 1 คือ ผู้ใหญ่ที่ให้ความอุปถัมภ์คือพระมหากษัตริย์
ส่วนผู้น้อยที่คอยเฝ้าแต่จะรับการอุปถัมภ์โดยไม่พึ่งพาตนเองคือประชาชนทั่วไป

4) เป็นระบบที่ทำให้คนไทยคิดว่า we don't actually need
democracy. We are led into believing that the best form of government
is guided democracy, or democracy with His Majesty greatest guidance...
which I see as a clash or the clash between democracy and patronage
system.-- คนไทยเราจึงไม่ได้ปรารถนาประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
เราถูกชักนำให้เชื่อว่า รูปแบบการปกครองที่ดีที่สุดคือ
ประชาธิปไตยแบบชี้นำ
หรือประชาธิปไตยภายใต้การชี้นำอย่างมากมายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน


5) เป็นระบบที่ is in direct conflict with democratization--
ขัดแย้งโดยตรงกับกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตย

ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่คุณจักรภพจะใช้คำว่า patronage system
เป็นคู่ตรงข้ามกับ democracy หรือ ประชาธิปไตย คุณจักรภพจึงแสดงทรรศนะว่า
ระบบอุปถัมภ์กับประชาธิปไตยไม่อาจอยู่ร่วมกันได้

คุณจักรภพวิเคราะห์ว่า Current political crisis in my opinion is
the clash between democracy and patronage system directly.--
ในทรรศนะของผมวิกฤติทางการเมืองในปัจจุบันเป็นการปะทะกันระหว่างประชาธิปไตยกับระบบอุปถัมภ์


และแสดงความชื่นชม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรว่า
เป็นผู้ทำลายระบบอุปถัมภ์ที่ฝังรากลึกมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย

...what he did was to release people from patronage system, but
when the most crucial decision comes, even him, made the decision out
of patronage system. So the deep root of the patronage system is here...--
สิ่งที่ท่านนายกฯ ทักษิณทำเป็นการปลดปล่อยประชาชนออกจากระบบอุปถัมภ์
เมื่อได้ตัดสินใจครั้งสำคัญ ท่านก็ตัดสินใจออกจากระบบอุปถัมภ์
แต่ระบบอุปถัมภ์ได้หยั่งรากลงลึกเสียแล้ว


เมื่อจบปาฐกถาผู้สื่อข่าวต่างประเทศได้ถามคำถามย้อนคุณจักรภพเกี่ยวกับ
พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตรกับระบบอุปถัมภ์ว่า

Wasn't it as much patronage under Taksin Shinawatra? Doesn't he
rely on patronage to bring people on board as well?--
ก็มีระบบอุปถัมภ์อย่างมากมายในสมัย พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร มิใช่หรือ ?
ทักษิณเองก็อาศัยระบบอุปถัมภ์ดึงประชาชนมาเป็นพวกอย่างมากเหมือนกันมิใช่หรือ ?

คำถามดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า
ผู้สื่อข่าวต่างประเทศที่ตั้งคำถามเข้าใจคำว่า patronage system
ตามนัยยะที่ 1 ซึ่งผู้ให้ความอุปถัมภ์อาจเป็นใครก็ได้ ตามนัยยะนี้
ผู้ถามจึงเข้าใจว่า พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร
จัดเป็นผู้ใหญ่คนสำคัญที่ให้ความอุปถัมภ์แก่ผู้น้อยคือประชาชน
เป็นคนละนัยยะกับของคุณจักรภพ เพราะตามนัยยะของคุณจักรภพ
ผู้ใหญ่ในระบบอุปถัมภ์จำกัดว่าเป็นพระมหากษัตริย์เท่านั้น

Patronage System = Monarchy ???!!!

คำว่า patronage มาจากต้นศัพท์ภาษาละตินว่า pater แปลว่า "พ่อ"
คำว่า pater เป็นคำร่วมเชื้อสายกับคำว่า father ในภาษาอังกฤษ

ทันทีที่คุณจักรภพเริ่มกล่าวถึงต้นพัฒนาการของ patronage system
คุณจักรภพก็กล่าวถึงพ่อขุนรามคำแหง คุณจักรภพเลือกใช้คำว่า Great father
แทนคำว่า พ่อขุน ดังนี้

In Sukhothai...we were led to know and believe that one of the
kings during Sukhothai period, King Ramkhamhaeng, at the time, to be
more precisely "Great Brother" -er I'm sorry "Great Father
Ramkhamhaeng"-- สมัยสุโขทัย...
เราถูกชักนำให้เชื่อว่ากษัตริย์องค์หนึ่งในสมัยสุโขทัยคือพระเจ้ารามคำแหง
หรือที่ถูกต้องคือ พี่ขุน อ้อ ขอโทษครับ พ่อขุนรามคำแหง

คำว่า พ่อขุน มีความหมายเหมือนคำว่า king จากคำปาฐกถาของคุณจักรภพ
คุณจักรภพก็รู้ดี เมื่อรู้ดีเช่นนั้นทำให้เกิดคำถามว่า

ทำไมคุณจักรภพไม่ใช้คำว่า King Ramkhamhaeng แต่กลับเจตนาใช้
Great father Ramkhamhaeng ?

คำตอบที่เป็นไปได้มี 2 ทาง

คำตอบทางที่ 1 :

คุณจักรภพต้องการแปลให้ตรงกับภาษาไทย พ่อขุนรามคำแหง = Great
father Ramkhamhaeng

ถ้าคำตอบเป็นคำตอบนี้ จะทำให้เกิดคำถามตามมาอีกว่า ใช้ Great
father Ramkhamhaeng สื่อความคิดดีหรือมีประสิทธิภาพกว่า King
Ramkhamhaeng อย่างไร ? คำตอบที่จะให้แก่คำถามหลังนี้
หาไม่พบจากปาฐกถาของคุณจักรภพหรือแม้แต่จากที่อื่นๆ

ถ้าเช่นนั้น ลองพิจารณาคำตอบทางที่ 2

คำตอบทางที่ 2 :

มีความเป็นไปได้สูงมากว่า คุณจักรภพรู้ว่าต้นศัพท์ของ patronage
คือ pater ซึ่งเป็นคำร่วมเชื้อสายกับ father คุณจักรภพเลือกใช้คำว่า
Great Father Ramkhamhaeng แทน king Ramkhamhaeng เพื่อที่จะบ่งเป็นนัยๆ
อย่างชาญฉลาดแก่ผู้ฟังว่า

patronage = Great Father = king


คุณจักรภพสร้างตรรกะดังกล่าวก็เพื่อวัตถุประสงค์ปลายทางคือการกำหนดความหมายเฉพาะแก่คำว่า
patronage system ซึ่งเป็น key word ในปาฐกถาว่า ไม่มีนัยยะที่ 1
แต่มีนัยยะที่ 2 คือ
"ระบบที่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้อุปถัมภ์สำคัญในสังคม
เป็นระบบที่พระมหากษัตริย์ทรงมอบความอุปถัมภ์ในรูปของความช่วยเหลือเพียงน้อยนิดแก่ประชาชนเพื่อแลกกับความจงรักภักดีและแลกกับการคงดำรงอยู่ในฐานะสูงสุดในทางการปกครอง"
ความหมายใหม่นี้เองทำให้คุณจักรภพกล่าวว่า ระบบอุปถัมภ์นั้น is in direct
conflict with democratization--
ขัดแย้งโดยตรงกับกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตย ดังได้กล่าวมาแล้ว
เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำให้วิเคราะห์ระบบคิดของคุณจักรภพได้ว่า

เมื่อ Patronage = Great Father = King
การอุปถัมภ์ = พ่อขุน = กษัตริย์

ดังนั้น Patronage System = King system = Monarchy
ระบบอุปถัมภ์ = ระบบกษัตริย์ = ระบอบกษัตริยาธิปไตย

เมื่อลองนำคำว่า monarchy ไปแทนที่คำว่า patronage หรือ patronage
system ซึ่งใช้ตามนัยยะที่ 2 และใช้จำนวนมากถึง 21 แห่ง ก็พบว่า
แทนที่กันได้และเข้ากับเนื้อความได้สนิทเป็นอย่างดี

When we have problem, turn to someone who can help you. So
before we know it, we are led into the PATRONAGE SYSTEM because we ask
about dependency before our own capability to do things.

When we have problem, turn to someone who can help you. So
before we know it, we are led into the MONARCHY because we ask about
dependency before our own capability to do things.

ดังนั้น ข้อความข้างต้นแทนที่จะแปลว่า

--ยามใดที่เราเมื่อประสบปัญหา เราก็หันไปพึ่ง
บุคคลใดบุคคลหนึ่งซึ่งสามารถช่วยเราได้ ด้วยเหตุนี้
ก่อนที่เราจะทันรู้ตัว เราก็ได้ถูกชักนำเข้าไปสู่ระบบอุปถัมภ์เสียแล้ว
เพราะเราร่ำร้องหาแต่ที่จะพึ่งพาอาศัยผู้อื่นโดยไม่คิดจะพึ่งพาความรู้ความสามารถของตนเองก่อนเลย


ที่ถูกควรแปลว่า

--ยามใดที่เราเมื่อประสบปัญหา
เราก็หันไปพึ่งพระองค์ผู้เดียวซึ่งสามารถช่วยเราได้ ด้วยเหตุนี้
ก่อนที่เราจะทันรู้ตัว
เราก็ได้ถูกชักนำเข้าไปสู่ระบอบกษัตริยาธิปไตยเสียแล้ว
เพราะเราร่ำร้องหาแต่ที่จะพึ่งพาอาศัยผู้อื่นโดยไม่คิดจะพึ่งพาความรู้ความสามารถของตนเองก่อนเลย

ที่สำคัญเมื่อแทนที่ patronage system
ทำให้เข้าใจกระจ่างกว่าด้วยซ้ำว่า
เหตุใดคุณจักรภพจึงแสดงตัวอย่างเฉพาะความอุปถัมภ์ที่พระมหากษัตริย์ทรงมอบแด่ประชาชน
โดยเว้นไม่อภิปรายถึงความอุปถัมภ์ลักษณะอื่นๆ เช่น
ความสัมพันธ์ระหว่างขุนนางผู้ใหญ่กับขุนนางผู้น้อย นายกับบ่าว ฯลฯ
ในกรณีสังคมเก่า หรือ ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้านายกับลูกน้อง
เพื่อนกับเพื่อน รุ่นพี่กับรุ่นน้อง นักการเมืองกับหัวคะแนน ฯลฯ
ในกรณีสังคมปัจจุบัน

"โอกาสที่สูญเสียไป" ในทรรศนะของจักรภพ ?


คุณจักรภพคิดว่า ระบบอุปถัมภ์ หรือให้ตรงกว่านั้น
ระบอบกษัตริยาธิปไตย มีกำเนิดและหยั่งรากฝังลึกในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน
ใน "ระยะเวลาที่ยาวนาน"
ของประวัติศาสตร์ระบบอุปถัมภ์หรือระบอบกษัตริยาธิปไตย
การครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชก็เป็นส่วนหนึ่งอยู่ด้วย
เวลาที่ยาวนานทำให้ประชาชนแยก perception หรือ การรับรู้ ไม่ออกว่า เป็น
ความจริง หรือเป็น ปะรำปะราคติ

And then, here we are in the reign of the current King, King
Bhumibhol or Rama IX. We have all of that combined. And because he
reigns for so long of a time, 60 some years now, his being in Thailand
has been promoted to the state of myth. People don't know whether or
not they're talking about realities or belief about him. Because he
reigns long enough that he could be all of those combined: the
traditional King, the scientific King, the developing King, the
working monarch, and now so, he can still be the guardian of the new
invention to Thailand, democracy.-- ขณะนี้เราอยู่ในรัชกาลปัจจุบัน
รัชกาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช หรือรัชกาลที่ 9
พระมหากษัตริย์รัชกาลนี้มีทุกประการที่ผมได้กล่าวมาแล้วรวมกัน
เนื่องจากพระองค์ทรงครองราชย์ยาวนานกว่า 60 ปีแล้ว
ประชาชนจึงยกพระองค์ขึ้นสู่เทวตำนาน โดยมิพักรู้เลยว่า
พวกเขากำลังกล่าวถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในฐานะที่เป็นบุคคลจริงหรือเป็นบุคคลในความเชื่อปะรำปะราคติ
ด้วยว่าพระองค์ทรงครองราชย์ยืนนานมาจนทรงสามารถเป็นได้ทุกอย่างรวมกัน
ทั้งกษัตริย์ที่สืบคติต่อกันมา กษัตริย์นักวิทยาศาสตร์ กษัตริย์นักพัฒนา
กษัตริย์ผู้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจ และทุกวันนี้
ยังได้ทรงดำรงฐานะผู้พิทักษ์สิ่งใหม่ของไทย คือ ประชาธิปไตย

ข้อความตอนท้ายที่ว่า ยังได้ทรงดำรงฐานะผู้พิทักษ์สิ่งใหม่ของไทย
คือ ประชาธิปไตย
เป็นเรื่องที่คุณจักรภพต้องการให้ผู้ฟังใช้วิจารณญาณตรองอีกครั้งว่าเป็น
reality หรือ belief

จากนั้นคุณจักรภพต่อความคิดทันทีว่า

We missed some opportunities in the past like when Predee
Panomyong, the civilian leader of the revolution of 1932, 2475 for
Thai people, that the system was turned from absolute monarchy into
constitutional monarchy.-- ในอดีตเราสูญเสียโอกาสอย่างในสมัยอาจารย์ปรีดี
พนมยงค์ ผู้นำพลเรือนในการปฏิวัติเมื่อ ค.ศ.1932 หรือ พ.ศ. 2475
กลายเป็นว่า
เป็นการปฏิวัติที่เปลี่ยนจากระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูไป


คุณจักรภพเจตนาใช้คำว่า civilian leader
ขยายคุณสมบัติของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์
เพื่อย้ำว่าว่าบุคคลที่คุณจักรภพเพิ่งกล่าวถึงไปก่อนหน้านี้ คือ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นกษัตริย์ผู้นำ
ซึ่งคุณจักรภพคิดว่านั่นเป็นเพียง myth หรือ belief

ดังนั้น โอกาสที่สูญเสียไปในทรรศนะของคุณจักรภพคือ ทั้งๆ ที่
อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้นำพลเรือน
แต่ก็มิได้เปลี่ยนการปกครองจากระบอบกษัตริยาธิปไตยให้กลายเป็นระบอบประชาธิปไตยที่พลเรือนเป็นทั้งผู้นำรวมถึงทั้งประมุขของรัฐ

คุณจักรภพเชื่อสนิทใจว่า ประชาธิปไตยกับระบบอุปถัมภ์
(ระบอบกษัตริยาธิปไตย) ขัดแย้งกันโดยตรง จึงได้กล่าวหนักแน่นภายหลังว่า
WE have to undo it. WE have to personalize patronage system by saying
that, well, who keeps patronizing people. And I believe that the time
is near to do that.-- พวกเราต้องแก้ไข พวกเราต้องเปลี่ยนแปลงระบบอุปถัมภ์
(ระบอบกษัตริยาธิปไตย) โดยช่วยกันตั้งคำถามว่า
ใครกันที่เฝ้าวนเวียนแต่คอยหยิบยื่นความอุปถัมภ์แก่ประชาชน ผมเชื่อว่า
เวลาที่จะทำดังว่าใกล้เข้ามาแล้ว

คำถาม 2 คำถามสุดท้ายมีว่าคำว่า we หรือ พวกเรา หมายถึงใครแน่ ?
หมายถึง คุณจักรภพในฐานผู้แสดงปาฐกถารวมทั้งผู้ฟังปาฐกถา ?
หมายถึงประชาชนคนไทยทั่วไป ? หรือหมายถึง คุณจักรภพ กับ พ.ต.ท. ทักษิณ
ชินวัตร และผู้แวดล้อมวงในทั้งหมด ??? กับคำถามว่า
เวลาที่จะทำดังว่าใกล้เข้ามาแล้ว คือ วันนี้หรือพรุ่งนี้ ?

คำตอบมิได้อยู่ในสายลม และเป็นคำตอบที่ "ฟ้ารู้ ดินรู้ เรารู้
ท่านรู้" และแน่นอน บุรุษชื่อ จักรภพ เพ็ญแข ก็รู้ และ พ.ต.ท. ทักษิณ
ชินวัตร ก็รู้ นอกจากนี้ ศาลท่านจะรู้หรือไม่ ?
และจะทำให้ประชาชนทั่วไปรู้หรือไม่ ?
และเมื่อคนไทยรู้แล้วจะคิดหรือทำอะไรเป็นประการต่อไป ???



"โดย ผู้จัดการออนไลน์ 27 พฤษภาคม 2551 08:46 น. "

Pu

unread,
May 27, 2008, 1:28:02 PM5/27/08
to iThaiCyclones

Pu

unread,
May 27, 2008, 1:28:58 PM5/27/08
to iThaiCyclones

เปรียบเทียบกันเอาเอง

วันอังคาร ที่ 27 พฤศจิกายน 2550
สุดประทับใจ อานันท์ ปันยารชุน สอนมวยนักข่าวฝรั่งเรื่องในหลวงของเรา

หมายเหตุ : คำถาม-คำตอบ ฯลฯ อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี
หลังการกล่าวแนะนำหนังสือเรื่อง The King of Thailand in World Focus
กับผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ที่โรงแรมโอเรียนเต็ล ซึ่งมีเนื้อหาที่น่าสนใจ

มาร์วัน มาคาร แห่งอินเตอร์เพรส เซอร์วิส :
ข้อจำกัดประการหนึ่งสำหรับนักข่าวต่างประเทศเมื่อรายงานเรื่องสถาบันกษัตริย์ก็คือกฎหมายว่าด้วยความผิดอาญาฐานหมิ่นพระบรมราชานุภาพ
คุณได้กล่าวถึงพระราชดำรัสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พ.ศ.2548
พระองค์รับสั่งว่าพระเจ้าแผ่นดินก็อาจพลาดได้
แต่ผู้สื่อข่าวไทยไม่ได้จับมาเป็นประเด็นและยังคงทำงานข่าวอย่างที่เคยทำมาก่อนหน้านั้น
คุณคิดว่าจะมีโอกาสไหมที่นักการเมืองชั้นนำของไทยจะนำทางโดยกล่าวว่าเรามีความเคารพในสถาบัน
แต่ไม่เห็นเหตุผลที่จะต้องมีกฎหมายแบบนี้
ซึ่งควบคุมการรายงานข่าวเกี่ยวกับสถาบันตามที่เป็นอยู่
และแผนที่รายงานเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

นายอานันท์ ปันยารชุน : นี่เป็นคำถามค่อนข้างยาก
เหมือนกับว่าคุณจะเอาแต่ประโยชน์โดยไม่ยอมเสียอะไรเลย
ด้านหนึ่งคุณจะต้องคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชน
ผมใคร่จะเรียนว่าผมไม่ทราบว่ากฎหมายมาตรานี้เกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ใน 2
วาระที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งผมมีโอกาสได้เฝ้าฯ
พระเจ้าอยู่หัวเป็นครั้งคราว
พระองค์ท่านไม่เคยรับสั่งแม้แต่ครั้งเดียวเรื่องที่มีการวิพากษ์วิจารณ์
ทั้งที่หลายเรื่องก็ไม่เป็นธรรม เรื่องเล็กๆ น้อยๆ
เหล่านี้พระองค์ท่านไม่เอามาเป็นเรื่องรบกวนพระทัย
และไม่ทรงเห็นว่าสำคัญพอที่จะหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นกับนายกรัฐมนตรีของพระองค์

อีกด้านหนึ่งคุณก็ต้องเข้าใจว่าบางเรื่อง
เฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของตะวันตก ความขลังของสถาบันกษัตริย์
ซึ่งกำลังลื่นไหลไปตามกระแสหลักด้วยคิดว่ากษัตริย์ควรทำตนให้เหมือนสามัญชน
นั่นก็อาจเป็นเรื่องดี คนไทยเราไม่ขัดข้องในกระแสดังกล่าว
แต่ผมคิดว่าพวกคุณก็ต้องเคารพแนวคิดและขนบประเพณีของผู้คนในประเทศนี้
พระเจ้าอยู่หัวไม่เคยรับสั่งเรื่องนี้กับผมเลย
แต่ในความเห็นส่วนตัวผมเองก็ไม่ค่อยชอบกฎหมายนี้
เผอิญผมได้รับการศึกษาในต่างประเทศ และใช้ชีวิตในต่างประเทศ
แต่พวกคุณต้องเข้าใจว่าในประเทศนี้
พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในสถานะที่จะล่วงละเมิดมิได้โดยเจตนารมณ์ของประชาชน
ผมเชื่อแน่ว่าพระองค์ท่านไม่เคยทรงวิตกว่ากฎหมายมาตรานี้จะมีอยู่หรือไม่
แต่คนไทยจะไม่ยอมแน่ พวกคุณอาจจะต้องคอยนานถึง 20 หรือ 50 ปี
แต่คนไทยไม่ว่าจะผิดหรือถูกจะไม่ยอมทน "คำวิพากษ์วิจารณ์"
พระเจ้าอยู่หัวของเราโดยเด็ดขาด นี่คือความรู้สึกของคนไทย

ถ้าหากคุณทำประชามติ (เรื่องนี้) ในวันพรุ่งนี้
คุณก็จะได้เห็นว่ามีการออกเสียงเห็นชอบเพิ่มมากขึ้นกว่าครั้งที่แล้ว
ผมคิดว่านี่เป็นลักษณะการคิดของคนไทย เป็นสิ่งที่ฝังรากลึกมากว่า 800 ปี
ซึ่งคงจะล้มล้างกันไม่ได้ง่ายๆ
บางครั้งผมอดที่จะอัศจรรย์ใจไม่ได้ว่าคนไทยเรานี่ดูจะเป็นคาทอลิกยิ่งเสียกว่าองค์พระสันตะปาปา
(เสียงหัวเราะ)
ผมเชื่อเสมอว่าคนไทยเป็นพวกสนับสนุนระบอบราชาธิปไตยยิ่งกว่าพระเจ้าอยู่หัวเสียอีก
(เสียงหัวเราะ)

ไม่เพียงแต่ประชาชนคนไทยเท่านั้น
รัฐบาลไทยเองก็วิตกกังวลไปด้วยทุกครั้งที่มีหนังสือ
หรือสิ่งตีพิมพ์ออกมาใหม่ วิจารณ์พระเจ้าอยู่หัว
ผู้ที่เดือดร้อนที่สุดคือรัฐบาลซึ่งจะจัดการห้ามจำหน่ายหนังสือเล่มนั้น
ภาพยนตร์เรื่องนี้สกัดนั่น สกัดนี่ ทำไมหรือ
เหตุผลก็คือรัฐบาลเกรงว่าถ้าไม่ทำอะไรเลยจะถูกประชาชนตำหนิ
ทั้งนี้ทั้งนั้น คุณจะตำหนิรัฐบาลก็ไม่ถูกนัก
เพราะที่ทำไปก็เพียงตอบสนองความรู้สึกของประชาชน

โจนาธาน เฮด จาก บีบีซี : ผมสังเกตว่าเมื่อคุณพูดถึงความสำเร็จต่างๆ
ของพระเจ้าอยู่หัว ความสำเร็จประการหนึ่งก็คือ
การแทรกแซงของพระองค์มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อความสงบ
และความกลมเกลียวกันของสังคม แต่คุณก็เคยพูดอย่างไม่เป็นทางการว่า
คุณเองไม่ค่อยมั่นใจในความกลมเกลียวนัก
ผมทราบมาว่ามีคนจำนวนไม่น้อยตำหนิสุภาพบุรุษท่านหนึ่ง
ซึ่งขณะนี้กำลังปลาบปลื้มกับการเป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอลระดับยอดของบริติชพรีเมียร์ลีก
ว่าเป็นต้นเหตุของความร้าวฉานส่วนใหญ่ในสังคม
ผมชักจะสงสัยว่าสังคมไทยได้เปลี่ยนแปลงไปมากจนเกินกว่าที่พระองค์จะมีส่วนช่วยธำรงความสามัคคีของสังคมไว้ได้ปัจจุบันสังคมได้ก้าวไปไกลมาก
และปัญหาก็ซับซ้อนเกินจะเยียวยาด้วยการแทรกแซงของพระองค์แล้ว

นายอานันท์ : คุณโจนาธาน แม้ว่าคุณกับผมจะศึกษามาในสถาบันเดียวกันก็ตาม
(เสียงหัวเราะ) ผมต้องขออนุญาตเห็นต่าง ผมไม่เคยใช้คำว่า "แทรกแซง" เลย
สำหรับผมพระองค์ท่านทรงยึดตัวบทกฎหมายตามตัวอักษรและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด
เรื่องซึ่งชาวต่างประเทศมองว่าพระองค์ท่าน "แทรกแซง" ผมขอแยกออกเป็น 2
ประเภท ประเภทแรกเป็นการแทรกแซงที่ริเริ่มด้วยบุคคลผู้นั้นเอง
ในกรณีของพระเจ้าอยู่หัว การแทรกแซงเป็นการเข้าไปโดยมีผู้ร้องขอ
จะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างกันเล็กน้อย อีกประการหนึ่ง
ตลอดระยะเวลาที่ผมทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีทั้ง 2 ครั้งนั้น
ผมได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ ถวายรายงาน ไม่เคยมีรับสั่งใดๆ
แม้แต่ครั้งเดียวที่เกี่ยวข้องกับการเมืองของประเทศ
หากจะมีครั้งใดที่ทรงรู้สึกว่าอาจจะก้าวล้ำขอบเขต
พระองค์ท่านก็ทรงยับยั้งไว้ในกรอบวินัยที่ทรงตั้งไว้ จะรับสั่งกับผมว่า
"นี่เป็นเรื่องที่นายกฯ มาขอความเห็นนะ"

ฉะนั้น เมื่อผมเขียนสุนทรพจน์ครั้งนี้ ผมได้ชี้ให้เห็นชัดว่าไม่ใช่
"ปรึกษานายกรัฐมนตรี" แต่ "ขอเข้าเฝ้าฯ ปรึกษา"
ถ้าไม่ใช่เป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีนำขึ้น
พระองค์จะไม่พระราชทานคำปรึกษาใดๆ เลย
หากจะทรงมีความเห็นก็จะให้เฉพาะเรื่องที่ทูลถามเท่านั้น
มีบางคนที่ไม่ได้มาจากประเทศที่มีกษัตริย์
หรือมาจากประเทศที่กษัตริย์ลดบทบาทลงตามกระแสความคิดของส่วนนั้นๆ ของโลก
แต่สำหรับประเทศไทย สถาบันกษัตริย์เป็นแบบกลางๆ
ยังคงรักษาพระราชพิธีและพระราชประเพณี ยังคงมีพิธีกรรมและพิธีการ
แต่กระนั้น
กษัตริย์และพระราชวงศ์จะใกล้ชิดประชาชนกว่ากษัตริย์ในประเทศอื่นๆ
แม้ว่าในบางประเทศกษัตริย์และราชวงศ์จะปฏิบัติองค์ดั่งสามัญชน
เช่นขี่จักรยาน หรือไปซื้อของตามห้างร้านเหมือนคนทั่วไปก็ตาม
ในหลวงของเรารู้จักชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรของพระองค์เป็นอย่างดี
ทรงเข้าใจความคิดจิตใจของคนธรรมดาสามัญ
จนมีคำติติงว่าทรงให้เวลากับชาวไร่ ชาวนา คนยาก คนจน
มากกว่าให้เวลากับชาวเมือง
ในหลวงทรงเชื่อว่าประเทศไทยไม่ใช่เพียงผู้คนในกรุงเทพฯ
ประเทศไทยคือดินแดนในชนบท

ถ้าคุณได้เรียนรู้พระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจต่างๆ ตลอดระยะ 60
ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าพระองค์ทรงมุ่งเป้าไปที่ชนบทและชาวบ้าน
ผู้ยากไร้ขัดสน
พระองค์เป็นกษัตริย์พระองค์เดียวที่อาจจรรโลงเกียรติแห่งสถาบันนี้ไว้ได้
แต่ก็ยังแนบสนิทกับราษฎรยิ่งกว่ากษัตริย์พระองค์ใดในโลก

จอห์น ฮาร์เกอร์ - สมาชิก FCCT มาหลายทศวรรษ (นักข่าวอิสระ) :
ผมอยากถามความเห็นของคุณในการรายงานข่าวของผู้สื่อข่าวต่างประเทศเรื่องการปฏิวัติเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว

นายอานันท์ :
ความจริงผมคิดไม่ถึงเลยว่าจะมีโอกาสได้เห็นว่านักสังเกตการณ์ชาวตะวันตกเริ่มจะคิดเรื่องประชาธิปไตยทำนองเดียวกับคุณทักษิณ
(เสียงหัวเราะและปรบมือ) ผมเป็นนักศึกษาในประเทศอังกฤษ 7 ปี
อยู่ในประเทศอเมริกา 12 ปี และเดินทางไปทั่วโลกในระยะเวลา 50 ปี
ผมมักถูกกล่าวว่าเป็นคนไทยนิสัยฝรั่ง อย่างไรก็ตาม
ผมไม่เคยคิดว่าคนตะวันตกจะคิดแบบง่ายๆ
ขนาดที่คิดว่าสามารถจะยัดเยียดประชาธิปไตยให้กับอิรักได้
ต้องการเปลี่ยนทั้งโลกให้เป็นประชาธิปไตยด้วยการปลูกฝังกระบวนการ
ผมคิดไม่ถึงเลยว่าคนตะวันตกบางคนจะถือเอาว่าการเลือกตั้งคือประชาธิปไตย

ในที่นี้บางคนอาจได้อ่านบทสัมภาษณ์ของผมที่ลงพิมพ์ในบางกอกโพสต์
เมื่อวันเสาร์ที่แล้ว เราสนใจเพียงรูปแบบ มีรัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้ง
มีฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ เท่านั้นหรือ เราไม่รู้
หรือลืมไปแล้วว่าประชาธิปไตยนั้น เป็นเรื่องของสังคมเปิด
เรื่องหลักนิติธรรม เรื่องความโปร่งใส เรื่องเสรีภาพของสื่อมวลชน
เรื่องภาระความรับผิดชอบ
เรื่องการมีส่วนร่วมเรื่องความเป็นอิสระของฝ่ายตุลาการ
เรื่องการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เรื่องการถ่วงดุลอำนาจ
ผมรู้สึกงงงวยอย่างมากกับสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลกในช่วงไม่กี่ปีมานี่
เราพากันหลงทางจนขนาดไม่รู้ว่าเรามาจากไหน เราเป็นใคร
และเรากำลังจะไปไหนแล้วหรือ เราลืมค่านิยมต่างๆ ของเราแล้วหรืออย่างไร
เราเบาปัญญาขนาดนั้นเทียวหรือ
ผมไม่กังวลหรอกว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับประเทศไทยในอนาคต
ที่ผมกังวลอย่างยิ่งก็คือ โลกของเราจะเป็นอย่างไร
นี่เป็นคำถามที่สาหัสสากรรจ์ที่คุณต้องถามตัวเอง
เรากำลังจะก้าวไปในทิศทางใด เราลืมหลักการพื้นฐานไปเสียแล้วหรือ
เราลืมหลักศีลธรรมไปเสียแล้วหรือ

ดอมินิก โฟลเดอร์ แห่งเอเชีย อิงก์ : ในคำนำของเดนิส (เกรย์)
ในหนังสือเล่มนี้
มีข้อสังเกตว่าพระเจ้าอยู่หัวได้การโฆษณาประชาสัมพันธ์มากมายชนิดที่หลายต่อหลายคนได้แต่ฝัน
และหากคุณพิจาณาจากช่วงเวลา 60 ปีมานี่
คุณลงความเห็นได้ไหมว่าสถาบันกษัตริย์ในประเทศไทย
ในกาลข้างหน้าจะอยู่ในสภาพมั่นคงดีต่อไปเช่นที่พระองค์ท่านได้ดำเนินการไว้

นายอานันท์ :
ผมพูดอยู่เสมอว่าสถานภาพของพระเจ้าอยู่หัวของเราที่สูงขึ้นถึงระดับนี้หลังจากครองราชย์มา
60 ปี เป็นผลมาจากบารมีที่พระองค์ทรงสร้างมา มิได้เป็นเรื่องการสืบทอด
เมื่อพระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ในวัยเพียง 17-18 พระชันษา
ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าพระองค์จะเป็นประมุขของชาติแบบใด
แต่ผมคิดว่าด้วยพระปรีชาสามารถ พระวิริยอุตสาหะ และมุ่งมั่น
พระองค์ทรงได้จำเริญขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ดี
เมื่อกล่าวถึงพระเจ้าอยู่หัวของเรา
พระองค์ท่านไม่เพียงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่
แต่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ดีด้วย ผมขอชี้ว่ามีความแตกต่าง
เพราะผู้ใดผู้หนึ่งอาจเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่
ทั้งที่มีข้อบกพร่องและข้อเสียหลายประการ
แต่ถ้าหากเราพูดว่าผู้นั้นเป็นคนดีสำหรับผมมีความหมายมากกว่า ฉะนั้น
เมื่อเรากล่าวถึงพระองค์ท่านว่าทรงเป็นกษัตริย์ที่ดี
จึงมีความหมายลึกซึ้งกว่าที่กล่าวว่าพระองค์ท่านเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่
การจะเป็นพระมหากษัตริย์ที่ดี เป็นคนดี
เป็นเรื่องที่จะต้องได้มาด้วยอุตสาหะของตนเอง
ไม่ใช่สืบทอดมาแต่อย่างไรก็ตาม
สถาบันพระมหากษัตริย์นั้นซึมลึกอยู่ในประเทศไทยและความเป็นไทย
ผมมั่นใจว่าสถาบันนี้จะยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์และดำเนินต่อไป

มาถึงประเด็นที่ว่าผู้ใดจะเข้ามาแทนที่
และผู้นั้นจะพยายามทำได้ดีเท่าองค์ปัจจุบันไหม
ผมว่าไม่ค่อยยุติธรรมนักที่จะคาดหวังว่าผู้สืบทอดตำแหน่งนี้
จะสามารถเดินตามรอยเท้าของบุคคลที่ยิ่งใหญ่ได้
ถ้าหากคุณดูผู้นำระดับโลกที่มีบุตรชายและหญิงเดินตามรอยเท้าพ่อ อย่างเช่น
เชิตชิลล์
ผมว่ามันไม่ยุติธรรมที่จะคาดหวังว่าบุตรธิดาเหล่านั้นจะประสบความสำเร็จอย่างพ่อ
กระนั้นก็ตาม
ผู้ที่สืบทอดราชบัลลังก์คงจะพยายามจนสุดความสามารถที่จะทำให้ได้เทียมเท่าในหลวงพระองค์นี้
จะสำเร็จหรือไม่เพียงใดนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
คำถามคือว่าผู้นั้นจะพยายามทำหรือไม่ และจะสำเร็จแค่ไหน
ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่อาจคาดเดาได้
และถึงแม้ว่าผู้นั้นจะพยายามแล้วแต่ไม่สำเร็จ
เขาผู้นั้นก็ยังคงเป็นพระเจ้าแผ่นดินได้
เป็นประมุขของสถาบันซึ่งจะคงอยู่ถาวรในประเทศไทย
ประชาชนจะยังคงรับได้ว่าเรามีพระเจ้าแผ่นดินที่ทรงสง่าราศี
แม้จะมีข้อจำกัดบางประการ
เราก็ยังคงเคารพนับถือว่าเป็นพระเจ้าแผ่นดินของเรา

นี่แหละที่ผมเห็นว่าเป็นการขัดแย้งในตัวเองของผู้สื่อข่าวและผู้สังเกตการณ์ต่างประเทศ
ทางหนึ่งพวกคุณตำหนิพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้ว่า "แทรกแซง"
อีกทางหนึ่งคุณก็คล้อยตามคนไทย
และอาจจะไม่รู้ตัวว่ายังต้องการพึ่งพระราชอำนาจของพระองค์อยู่
พวกคุณไม่อาจจะเอาแต่ประโยชน์โดยไม่ยอมเสียอะไรเลย
ถ้าหากคุณไม่ต้องการให้พระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้ "แทรกแซง"
การที่พระเจ้าอยู่หัวองค์ต่อไปไม่ทรง "แทรกแซง" จะไม่ถูกต้องได้อย่างไร
ผมไม่แน่ใจว่าคำชี้แจงของผมชัดเจนหรือไม่ ที่ผมจะอธิบายก็คือ
พระบารมีของพระมหากษัตริย์เป็นสิ่งที่สร้างสมมาด้วยพระองค์เอง
เป็นสิ่งที่สืบทอดกันไม่ได้
ผู้ที่สืบทอดตำแหน่งต่อจากพระองค์อาจจะพยายามสร้าง
แต่จะสำเร็จหรือไม่ก็ได้ ถ้าหากไม่สำเร็จก็ไม่มีเหตุผลที่เราจะไม่พอใจ
ผู้นั้นยังคงอยู่เป็นพระเจ้าแผ่นดิน เป็นสัญลักษณ์ของสถาบัน

แต่พวกคุณไม่อาจจะกล่าวว่าเราคนไทยหวังพึ่งพระเจ้าแผ่นดินพระองค์นี้อย่างมาก
จนจะเกิดสุญญากาศหากขาดพระองค์ท่านไป
คุณตัดสินใจเองก็แล้วกันว่าต้องการพระเจ้าอยู่หัวที่มีบทบาทหรือนิ่งเฉย
คุณเองก็ตกอยู่ในกับดักเช่นเดียวกันกับคนไทยทั้งหลาย
คุณเองก็เริ่มที่จะจู้จี้ช่างเลือก ผมเคารพในสถาบันกษัตริย์
แต่ความเคารพหลักของผมคืออะไร ความเคารพหลักของผมคือสถาบัน
และถ้าเรามีพระมหากษัตริย์ผู้ทรงบารมีเช่นนี้ถือว่าเป็นรางวัลพิเศษ

เดนิส เกรย์ แห่งสำนักข่าวเอพี :
คุณคงทราบว่าคนไทยเกือบทุกคนและฝรั่งที่อยู่ในประเทศนี้
มักแสดงความวิตกกังวลว่า หากประเทศไทยไม่มีในหลวงก็จะมีแต่ความวุ่นวาย
มีปัญหา บางคนก็ว่าอาจถึงขั้นจลาจล

นายอานันท์ :
ก็เป็นฝรั่งพวกเดียวกันนี่แหละที่พร่ำบ่นว่าพระเจ้าอยู่หัวทรง "แทรกแซง"
ในเรื่องนั้น เรื่องนี้ แต่เมื่อไม่มีพระองค์ท่านแล้วก็จะพร่ำหา
เลือกเอาก็แล้วกันว่าต้องการอะไรกันแน่ แต่สำหรับตัวผมนั้นบอกได้เลยว่า
อะไรก็ตามที่พวกคุณกล่าวหา ล้วนไม่เป็นความจริง
พระองค์ท่านไม่เคยแทรกแซงในเรื่องใดๆ ทั้งสิ้น
พระองค์ท่านไม่มีวาระซ่อนเร้น

เดนิส เกรย์ แห่งสำนักข่าวเอพี : ไม่เว้นแต่ละวันที่ผมและเพื่อนๆ นักข่าว
บางทีคุณ หรือคนไทยบางคนจะพูดกันว่า แย่มากเลยนะถ้าประเทศไทยไม่มีในหลวง
เพราะประเทศจะวุ่นวายโกลาหล จริงไหมครับ

นายอานันท์ : คุณต้องเข้าใจนะ ผมก็เป็นคนส่วนน้อย
ผมเบื่อพวกนักข่าวต่างประเทศเสียจริงๆ (เสียงหัวเราะ เสียงปรบมือ)
แต่ผมก็เบื่อพวกคนไทยมากกว่า
ผมพูดที่โต๊ะอาหารว่าครั้งหนึ่งพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสว่า
จะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม ตลอดเวลา 15
ปีที่ผ่านมา ผมได้พยายามที่จะชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่าง "ประโยชน์"
ซึ่งหมายถึงผลประโยชน์ทางวัตถุ และ "ความสุข"
ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณพอใจหรือไม่

ถ้าคุณวัดจีดีพีของประเทศ
ผลที่ได้จะไม่สะท้อนพัฒนาการของประชาชนอย่างแท้จริงเลย
คุณต้องดูดัชนีวัดความสุขของประชาชน แบบที่ทำกันที่ภูฏาน
ผมเคยเชื่อเสมอมาจนกระทั่ง 2-3 ปีที่แล้ว
ถ้าคุณวัดประเทศไทยตามดัชนีวัดความสุขมวลชนของประเทศ
คุณก็จะพบว่าแทนที่จะอยู่ในลำดับที่ 65 ตามจีดีพี
เราก็จะขึ้นไปอยู่ประมาณลำดับที่ 25 หรืออาจจะถึง 20 ก็ได้

แต่ผมต้องยอมรับว่าผมเลิกความคิดนี้แล้ว เพราะผมไม่สามารถเข้าใจคนไทยได้
(เสียงหัวเราะ) จะด้วยเหตุใดก็ตาม คนไทยไม่เพียงแต่จะมองสิ่งต่างๆ
ไปในแง่ร้ายเท่านั้น แต่ยังชอบลงแส้ทรมานตนอีกด้วย
เรามีการลงประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญ ทันทีที่ผลออกมา
คนพวกนี้ก็เป็นกังวลว่าผลออกมาไม่ดี
เพราะเสียงส่วนใหญ่ที่เห็นชอบนั้นมีเพียง 57% เสียงที่ไม่เห็นชอบประมาณ
41% คะแนนเสียงต่างกัน 15%
และถ้าดูจำนวนเสียงทั้งหมดจะเห็นว่าเป็นความแตกต่างระหว่างเกือบ 15
ล้านเสียง กับ 11 ล้านเสียง ซึ่งก็คือส่วนต่าง 15% ของผู้ที่ออกไปลงเสียง
4 ล้านเสียง ถ้าคุณอ่านหนังสือพิมพ์ไทย อ่านบทความ
ฟังรายการวิพากษ์วิจารณ์ข่าว ล้วนแสดงความคิดเห็นว่าเสียงต่างกันน้อยมาก
ซึ่งผมไม่เข้าใจเลยจริงๆ
อีกประการหนึ่งทันทีที่ผลการลงประชามติออกมาส่วนใหญ่รับร่างรัฐธรรมนูญ
ก็มีการพูดถึงรัฐประหารครั้งต่อไป (เสียงหัวเราะ) ผมถามว่าพลาดตรงไหน
มันเป็นเรื่องที่ไม่สามารถจะอธิบายได้
เป็นเรื่องไร้ตรรกะและเหตุผลโดยสิ้นเชิง
ผมให้คำตอบเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ผมโทษคุณทักษิณ
(เสียงหัวเราะและเสียงปรบมือ)

จอห์น แอลลัน เรย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น :
คุณอานันท์ได้ชี้แจงและพูดถึงสถาบันกษัตริย์ และพระราชอำนาจของกษัตริย์
ผมสังเกตว่าตลอดเวลาคุณอานันท์ใช้สรรพนามเพศชายในภาษาอังกฤษ
เป็นไปได้ไหมในอนาคตที่ยาวนานจะมีการใช้สรรพนามเพศหญิง

นายอานันท์ : ผมไม่เห็นมีอุปสรรคใดๆ ในอนาคต
ผมไม่ทราบว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันระบุไว้ว่าอย่างไร
ผมชื่อว่าเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้ว
ผมไม่คิดว่าคนไทยจะเห็นเป็นเรื่องขบคิดกันมาก ไม่เหมือนชาวญี่ปุ่น
ซึ่งในเรื่องนี้ถึงกับมีสงครามกลางเมือง
ดูกรณีที่เจ้าชายชาวญี่ปุ่นองค์หนึ่งโทษนิสัยโปรดปรานการดื่มน้ำเมาของพระองค์ว่าเกิดจากประเด็นที่ว่าสตรีอาจจะขึ้นครองบัลลังก์ได้
เราไม่เคร่งครัดถึงปานนั้น
ประการหนึ่งคนไทยไม่เอาจริงเอาจังกับเรื่องอย่างนั้น
ใครที่มาเมืองไทยและเอาจริงเอาจังกับคนไทยแล้วค่อนข้างจะอันตรายกับตนเองสักหน่อยนะ
(เสียงหัวเราะและปรบมือ)

บทส่งท้าย

นายอานันท์ : เรื่องหนึ่งซึ่งผมไม่ค่อยสบายใจนักคือ
มีการกล่าวถึงพระเจ้าอยู่หัวว่าไม่เคยเห็นแย้มพระสรวล
ผมคิดว่าเป็นข้อจำกัดอันเนื่องมาจากธรรมเนียมประเพณีและความเคารพในพระองค์ท่าน
มีบุคคลไม่กี่คน
บทความหรือบทสัมภาษณ์ไม่กี่ชิ้นที่สามารถถ่ายทอดให้คนทั่วไปได้เห็นด้านที่ผ่อนคลายของพระองค์
ผมจะเล่าเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ให้ฟังสัก 2-3 เรื่อง
ปกติแล้วผมจะไม่เปิดเผยเรื่องที่พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งกับผมในฐานะนายกรัฐมนตรี
แต่ผมว่าสมควรในกรณีนี้เพื่อที่เราจะได้รู้จักพระองค์ท่านดีขึ้นในฐานะมนุษย์ธรรมดา

เรื่องแรกนั้นเกิดขึ้นเมื่อผมทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ
2540 มีบางเรื่องซึ่งผมคิดว่าพระเจ้าอยู่หัวจะสนพระทัย
เมื่อฉบับร่างเสร็จสมบูรณ์แล้ว ผมได้ขอเข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายรายงาน
และยก 3-4 ประเด็นที่คิดว่าจะสนพระทัย แต่พระองค์ท่านไม่ได้สนพระทัยนัก
แน่นอนพระองค์สนพระทัยประเด็นที่ว่าจะตราพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติหรือไม่
นอกเหนือจากนั้นก็ไม่ค่อยสนพระทัยเรื่องที่ผมรายงานสักเท่าใด
ตอนสุดท้ายพระองค์รับสั่งว่า "คุณอานันท์
มันแปลกดีนะที่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้
กำหนดไว้ว่าพระมหากษัตริย์จะต้องเป็นพุทธมามกะ ต้องเป็นอัครศาสนูปถัมภก
ต้องเป็นนั่น ต้องเป็นนี่
แต่ไม่มีตรงไหนในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ระบุว่าพระมหากษัตริย์ต้องเป็นคนไทย" (เสียงหัวเราะและปรบมือ)
ผมขอท้าพวกคุณว่าในบรรดาคนไทย 62 ล้านคน
มีใครไหมที่ปราดเปรื่องคิดถึงรายละเอียดด้านเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้

อีกเรื่องหนึ่งเมื่อผมเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวาระที่ 2
โดยอุบัติเหตุอีกนั่นแหละ (เสียงหัวเราะ) ในการเข้าเฝ้าฯ ครั้งแรก
ผมถวายคำนับแล้วลงกราบพระบาท พอผมยืนขึ้น ทรงรับสั่งว่า "Shane, come
back" (เสียงหัวเราะ)
พวกคุณที่อายุไม่มากนักอาจจะไม่รู้เรื่องเชนว่าเป็นมาอย่างไร
เชนเป็นภาพยนตร์ที่พวกเราได้ชมกันเมื่อ 40 หรือ 50 ปีก่อน
เชนเป็นคนเที่ยงธรรม เป็นนายอำเภอของเมืองเมืองหนึ่งที่มีปัญหาหนักมาก
เขาทำให้เมืองสงบเรียบร้อย กวาดล้างมือปืนวายร้าย
แล้วก็วางอาวุธปลดเกษียณตัวเองไปอยู่ในชนบท
แต่ความวุ่นวายก็เกิดขึ้นในเมืองนั้นอีก เราเลยพูดกันติดปากว่า "Shane,
come back" (เสียงหัวเราะและปรบมือ)

ที่มา : บทสัมภาษณ์ ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน
"พระมหากษัตริย์ที่ดีและยิ่งใหญ่" จากหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
ฉบับวันจันทร์ที่ 24 กันยายน 2550

LiM

unread,
May 28, 2008, 5:47:51 PM5/28/08
to iThaiCyclones
กำลังอินเลยนะเนี่ย

Pu

unread,
May 30, 2008, 2:55:15 AM5/30/08
to iThaiCyclones
ข่าว update

"วันนี้ เมื่อเวลา 12.20 น.ที่ผ่านมา นายจักรภพ เพ็ญแข
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวลาออกจากตำแหน่งแล้ว
โดยอ้างว่า กรณีคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้น
เป็นส่วนหนึ่งของเกมที่วางแผนโดยคนภายนอกที่จะทำลายประชาธิปไตย
โดยเขาเป็นเพียงหมากตัวหนึ่ง เพราะฉะนั้นเขาจึงขอถอนตัวเองออกจากเกมอำนาจ
เพื่อรักษาขุนให้อยู่รอด และชัยชนะของประชาธิปไตยในบั้นปลาย
โดยจะยื่นใบลาออกในสัปดาห์นี้ และมีผลในสัปดาห์หน้า"

โดนตัดตอนแล้ว ตามคาด ไม่นานคงต้องออกนอกประเทศด้วย ไม่ใช่แค่ลาออก

LiM

unread,
May 30, 2008, 4:04:47 AM5/30/08
to iThaiCyclones
เห็นในวิกิพีเดียเหมือนกัน อัปเดตเร็วมาก

ว่าแต่ไม่มีใครใช้เว็บบอร์ดเลยเน้อ เงียบเหงา

Pu

unread,
Jun 4, 2008, 9:35:23 PM6/4/08
to iThaiCyclones
นั่นดี่

เหมือนเขียนคุยกันอยู่ 2 คน เลยเนอะ
Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages