พระพุทธศาสนากับศิลปะ : จิตรกรรมฝาผนังเชิงพุทธในสังคมไทย
บทที่ ๑
บทนำ
๑.๑ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
มนุษย์เกี่ยวข้องกับศิลปะซึ่งเป็นสิ่งแวดล้อมที่จำเป็นในสังคมมนุษย์ทั้งในด้านผู้ชื่นชมศิลปะและจิตรกรผู้สร้างสรรค์ผลงาน เมื่อศิลปะมีความจำเป็นเกี่ยวข้องกับชีวิตของมนุษย์ ดังนั้นคำถามเกี่ยวกับศิลปะจึงเป็นหน้าที่ของมนุษย์ที่จะเป็นผู้หาคำตอบ เพื่อแสดงทัศนะต่อคำถามที่เกี่ยวกับศิลปะในประเด็นต่าง ๆ พระพุทธศาสนาก็มีอิทธิพลต่อศิลปะและวัฒนธรรมในสังคมไทย การสืบทอดประสบการณ์ทางศิลปะก่อให้เกิดทัศนะทางคุณค่าหรือสุนทรียะ ศิลปะในสังคมไทยมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับความศรัทธาทางพระพุทธศาสนา ศิลปะในพระพุทธศาสนาไม่ได้เน้นถึงเรื่องความงามเป็นการเฉพาะ แต่มีบางแง่มุมที่สัมพันธ์อยู่กับความจริง (reality) และความดี (goodness) พระพุทธศาสนากล่าวถึงธรรมะเป็นเรื่องหลัก ซึ่งก็คือความจริงที่เป็นจริงและกฎเกณฑ์ธรรมชาติ (nature law) กล่าวคือ ความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย การอิงอาศัยเกื้อกูลเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกันในธรรมชาติที่เป็นปรากฏการณ์ อาการต่าง ๆ นั้นมีความเป็นปกติธรรมดาของมันเอง และมีความงามอยู่ในตัวเองแล้ว เป็นความงามทางภววิสัย เป็นสุนทรียภาพในลักษณะหนึ่ง[1]
จิตรกรรมเป็นศิลปะที่สะท้อนให้เห็นภูมิปัญญาของจิตรกรผู้สร้างสรรค์จินตนาการและแรงบันดาลใจ พร้อมทั้งรวบรวมความรู้สาขาอื่น ๆ มาใช้แล้วถ่ายทอดความคิดความรู้สึกออกมาเป็นภาพเขียน[2] บอกเล่าเรื่องราวทางพระพุทธศาสนา วิถีชีวิตชุมชน วัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีในยุคนั้น ๆ โดยเฉพาะจิตรกรรมฝาผนังซึ่งเป็นจิตรกรรมเนื่องในพระพุทธศาสนาที่มีแบบแผนสืบทอดกันมาเป็นประเพณีอันยาวนาน[3] เกิดจากความพากเพียรและพลังศรัทธาในพระพุทธศาสนาของจิตรกรเอง เพื่อชักชวนให้ผู้ชมที่ได้ฟังพระธรรมเทศนาแล้ว เห็นภาพเขียนแสดงเรื่องตามที่ได้รับฟังมา คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าจะติดหูติดตาและติดอยู่ในใจ ทำให้เกิดศรัทธาเลื่อมใสยิ่งขึ้น
ในคัมภีร์พระไตรปิฎกได้กล่าวถึงศิลปะในสาลิตตกชาดก (อำมาตย์โพธิสัตว์เข้าไปเฝ้าพระราชากราบทูลลาไปเรียนศิลปะ)ว่า “ขึ้นชื่อว่าศิลปะแม้ชนิดใดชนิดหนึ่ง ก็สามารถให้สำเร็จประโยชน์ได้โดยแท้ ขอพระองค์ทรงทอดพระเนตรหมู่บ้านในทิศทั้ง ๔ ที่คนง่อยได้แล้วเพราะการดีดมูลแพะ” [4] และในพาหิยชาดก (พระโพธิสัตว์กราบทูลคุณค่าแห่งศิลปะที่ควรศึกษา)ว่า “บุคคลควรศึกษาศิลปะทั้งหลายที่ควรศึกษา ชนทั้งหลายที่พอใจในศิลปะเหล่านั้นยังมีอยู่ เพราะหญิงสาวบ้านนอกก็ยังทำพระราชาให้พอพระทัยด้วยความเอียงอายของเธอ” [5] และในมงคลสูตรข้อที่ ๘ พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า “ความเป็นผู้มีศิลปะนี้เป็นมงคลอันสูงสุด” [6]
ในคัมภีร์พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ได้กล่าวถึงจิตรกรรมฝาผนังว่า พระพุทธเจ้าได้ตรัสกับภิกษุทั้งหลาย “... เปรียบเหมือนเมื่อมีน้ำย้อม ครั่ง ขมิ้น สีเขียวหรือแดงอ่อน ช่างย้อมหรือจิตรกรพึงเขียนรูปภาพสตรีหรือรูปภาพบุรุษ ให้ได้สัดส่วนครบถ้วนลงบนแผ่นกระดานที่ขัดดีแล้ว ฝาผนังหรือแผ่นผ้า... ” [7] ในขันธวารวรรค พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย แม้ภาพจิตรกรรมที่เขาเขียนไว้นั้น จิตรกรก็คิดด้วยจิตนั่นเอง จิตนั่นเองวิจิตรกว่าภาพจิตรกรรมที่เขาเขียนไว้นั้น” [8] ส่วนในขุททกนิกาย เถรีคาถา พระสุภาชีวกัมพวนิกาเถรีได้กล่าวว่า “... เหมือนบุคคลได้เห็นภาพจิตรกรรมที่จิตรกรระบายด้วยหรดาลทำไว้ที่ฝาผนังในจิตรกรรมนั้น” [9]
ดังนั้นงานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์จิตรกรรมฝาผนังเชิงพุทธในสังคมไทย เรื่องราวที่เขียนสะท้อนแนวคิดที่กำหนดวิถีชีวิตและพฤติกรรมของคนในสังคมยุคนั้น ๆ นอกจากนี้การเกิดขึ้นของจิตรกรรมชิ้นนั้น ๆ เกิดเพราะสาเหตุใด ตลอดจนเกณฑ์ที่ใช้ในการตัดสินตีความตามความเหมาะสมหรือถูกผิด ซึ่งมีผลต่อเยาวชนและผู้ที่สนใจในพระพุทธศาสนา
๑.๒ วัตถุประสงค์ของการวิจัย
๑.๒.๑ เพื่อศึกษาจิตรกรรมฝาผนังเชิงพุทธ
๑.๒.๒ เพื่อศึกษาวิเคราะห์จิตรกรรมฝาผนังเชิงพุทธในสังคมไทย
๑.๒.๓ เพื่อหาเกณฑ์ตัดสินความถูกต้องตามหลักสุนทรียศาสตร์และจริยศาสตร์
๑.๓ ขอบเขตของการวิจัย
การศึกษาวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยค้นคว้าแนวความคิดเกี่ยวกับการสร้างงานจิตรกรรมฝาผนังของจิตรกรเชิงวิเคราะห์ในด้านความหมายของศิลปะ คุณค่าของศิลปะ และเกณฑ์การตัดสินทางสุนทรียศาสตร์และจริยศาสตร์
๑.๔ ปัญหาที่ต้องการทราบ
๑.๔.๑ ประวัติความเป็นมาของจิตรกรรมฝาผนังเชิงพุทธเป็นอย่างไร
๑.๔.๒ จิตรกรรมฝาผนังเชิงพุทธในสังคมไทยเป็นอย่างไร
๑.๔.๓ เกณฑ์ตัดสินความถูกต้องตามหลักสุนทรียศาสตร์และจริยศาสตร์เป็นอย่างไร
๑.๕ คำจำกัดความของศัพท์ที่ใช้ในการวิจัย
ศิลปะ หมายถึง งานช่างฝีมือ เป็นงานที่มนุษย์ใช้สติปัญญาสร้างสรรค์ขึ้นด้วยความประณีตวิจิตรบรรจง
คุณค่าของศิลปะ หมายถึง ลักษณะที่ควรจะเป็นหรือควรจะมีของศิลปะ
จิตรกรรม หมายถึง ภาพวาดระบายสีบนพื้นแผ่นราบ มีเส้นและสีเป็นหลักสำคัญประกอบอยู่ด้วยกันเป็นภาพ โดยมีจิตรกรเป็นผู้กำหนดให้ทุกสิ่งทุกอย่างในภาพเป็นไปตามที่ต้องการ
จิตรกรรมฝาผนัง หมายถึง ภาพที่เขียนขึ้นบนฝาผนังปูนหรือไม้ ซึ่งอาจรวมถึงเพดาน เสา บานประตูหน้าต่าง และตัวไม้โครงสร้างอาคารอื่น ๆ
จิตรกรรมฝาผนังเชิงพุทธ หมายถึง ภาพเขียนสีลงบนฝาผนังปูนหรือไม้ เล่าเรื่องราวทางพระพุทธศาสนา เพื่อเป็นการเชิดชูและจรรโรงพระพุทธศาสนา
๑.๖ ทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
๑.๖.๑ พุทธทาสภิกขุ ได้นำเสนอหนังสือเรื่อง “ศิลปะแห่งการใช้สติในทุกกรณี” โดยกล่าวว่า ศิลปะมีความหมายสำคัญอยู่ที่ความเป็นสิ่งที่ต้องใช้ฝีมือและความเพียรพยายามและความตั้งใจที่จะทำให้สำเร็จ คือ ศิลปะนอกจากจะทำยากแล้ว ยังจะต้องทำให้สำเร็จประโยชน์จนถึงที่สุดในความมุ่งหมายแห่งเรื่องนั้น ๆ ศิลปะยังผสมผสานกับหลักธรรมคำสั่งสอนตามหลักของพระพุทธศาสนาได้อย่างกลมกลืน สามารถนำมาพัฒนาตนเองและสังคมให้มีความเป็นอยู่อย่างสงบได้ [10]
๑.๖.๒ สมชาติ มณีโชติ ได้นำเสนอหนังสือเรื่อง “จิตรกรรมไทย” โดยกล่าวว่า จิตรกรรมฝาผนังเป็นศิลปะประจำชาติอีกแบบที่สามารถใช้เป็นประจักษ์พยานแสดงอายุ กาลเวลา และวัฒนธรรมของชาติ ทำให้ทราบถึงวิวัฒนาการความเจริญของชาติไทยในยุคสมัยต่าง ๆ ที่ถูกบรรจงถ่ายทอดเป็นเรื่องราวในจิตรกรรมฝาผนังที่เต็มไปด้วยความประสานกลมกลืนได้ดีเยี่ยม ทำให้เกิดความยอดเยี่ยมในด้านสุนทรียรส[11]
๑.๖.๓ สุชาติ เถาทอง ได้นำเสนอหนังสือเรื่อง “ศิลปะกับมนุษย์” โดยกล่าวว่า จิตรกรรมฝาผนังไทยมีจุดมุ่งหมายเพื่อการตกแต่งภายในโบสถ์วิหารให้เกิดความสวยงามแล้ว คุณค่าอีกอย่างที่ได้รับ คือ เรื่องราวหลักพุทธธรรมบางประการที่พระสงฆ์เทศนา สั่งสอนให้พุทธศาสนิกชนยึดถือนำไปปฏิบัติ คำเทศนาเหล่านั้นยังปรากฏเป็นภาพเล่าเรื่องบนผนังภายในโบสถ์วิหารนั้นด้วย เมื่อพระสงฆ์เทศนาให้ฟัง หูย่อมได้ยิน ตาก็มองเห็น และหลังจากฟังเทศน์จบแล้ว ความอันใดที่ได้จากพระเทศน์ยังขัดข้องใจ ก็สามารถทบทวนกับภาพเขียนจนเข้าใจซาบซึ้งได้ [12]
๑.๖.๔ มโน พิสุทธิรัตนานนท์ ได้นำเสนอหนังสือเรื่อง “สุนทรียวิจักษณ์ในจิตรกรรมไทย” โดยกล่าวว่า พุทธศาสนิกชนในสังคมไทย เมื่อพูดถึงความดีก็จะพูดถึงความงามซึ่งให้ความรู้สึกสอดคล้องประสานกลมกลืนกัน ส่วนความงามในแง่ที่เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กับความจริงนั้น ทางพระพุทธศาสนาจะพูดถึงธรรมะเป็นเรื่องหลัก ธรรมะเป็นคำที่มีความหมายกว้าง คือ นอกจากจะหมายถึงความจริงและความดีแล้วยังรวมไปถึงความงามด้วย ในครั้งพุทธกาลเมื่อพระพุทธเจ้าจะให้พระภิกษุสาวกไปประกาศพระศาสนา พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า จงประกาศ พระธรรมอันงดงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง และงามในที่สุดตามที่พระองค์เองได้ทรงปฏิบัติ[13]
๑.๖.๕ วิบูลย์ ลี้สุวรรณ ได้นำเสนอหนังสือเรื่อง “จิตรกรรมไทย” โดยกล่าวว่า จิตรกรรมไทยเป็นภาพเขียนระบายสีที่ส่วนใหญ่สืบเนื่องมาจากความบันดาลใจ ความศรัทธาในพระพุทธศาสนา เมื่อจิตรกรเกิดความซาบซึ้งในเรื่องทางพระพุทธศาสนา พระพุทธประวัติ วรรณคดี นิทานชาดก และจากคัมภีร์ต่าง ๆ จนเกิดมโนภาพขึ้น จึงได้คิดประดิษฐ์รูปแบบ และวิธีที่จะถ่ายทอดเป็นงานจิตรกรรมไว้ตามผนังโบสถ์วิหาร เพื่อช่วยเสริมสร้างบรรยากาศตกแต่งพุทธสถานให้เกิดความงดงาม และช่วยสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาโดยภาพไปด้วย ดังนั้นจิตรกรรมไทยจึงเป็นศิลปะที่มีคุณค่าและคุณประโยชน์หลายด้าน ก่อให้เกิดแง่คิดและความรู้สึกสร้างสรรค์ที่งดงามแก่จิตใจของประชาชน และพุทธศาสนิกชนที่มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนา[14]
๑.๖.๖ ศิลป พีระศรี ได้นำเสนอหนังสือเรื่อง “มรดกทางจิตรกรรม” โดยกล่าวว่า นักศึกษาและผู้สนใจควรจะได้ไปชมภาพจิตรกรรมเพื่อประดับความรู้และเจริญศรัทธา ซึ่งจะทำให้ได้ตระหนักถึงคุณค่าของศิลปะอันเป็นมรดกดั้งเดิมของตนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการได้พบเห็นบรรดาพระภิกษุสงฆ์ ซึ่งนอกจากท่านจะเป็นผู้รับผิดชอบในการบำรุงรักษาศิลปอันเป็นมรดกดั้งเดิมดังกล่าวนั้นยิ่งกว่าใคร ๆ แล้ว ท่านจะต้องได้รับการอบรมศึกษาความรู้ด้านศิลปะในมหาวิทยาลัยของท่านด้วย เพราะท่านเป็นผู้มีส่วนช่วยเหลืออย่างเต็มที่ในการบำรุงรักษาโบราณวัตถุ โบราณสถาน และศิลปวัตถุของชาติให้ธำรงอยู่ถาวรสืบไป[15]
๑.๕.๗ พระมหาอำพล บุดดาสาร ได้กล่าวถึงจิตรกรรมฝาผนังไว้ในวิทยานิพนธ์เรื่อง “การศึกษาวิเคราะห์พุทธปรัชญาและพุทธศิลป์จากภาพจิตกรรมฝาผนังเล่าเรื่องบาลีชาดก วัด เครือวัลย์วรวิหาร” ผลการวิจัยพบว่า จิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่องบาลีชาดกวัดเครือวัลย์วรวิหารนั้นแฝงไว้ด้วยหลักธรรมพุทธปรัชญาทั้งในส่วนสัจธรรม คือ กฎว่าด้วยธรรมชาติของโลกและชีวิต และกฎแห่งกรรม จริยธรรมระดับต้น ระดับกลาง และระดับสูงสุด ส่วนแนวคิดทางพุทธศิลป์นั้น จิตรกรเขียนภาพขึ้นเพื่อเป็นสื่อในการสอนธรรมที่อาจใช้แทนหนังสือที่หายากในสมัยนั้น ซึ่งอาจเรียกได้ว่าห้องสมุดภาพชาดก[16]
๑.๕.๘ พระมหาคชินท์ สุมงฺคโล (อินทร์มนตรี) ได้กล่าวถึงจิตรกรรมฝาผนังไว้ในวิทยานิพนธ์เรื่อง “การศึกษาเชิงวิเคราะห์เรื่องพุทธสุนทรียศาสตร์บนจิตรกรรมฝาผนังใน วัดสุทัศนเทพวราราม” ผลการวิจัยพบว่า จิตรกรรมฝาผนังในพระวิหารหลวงวัดสุทัศนเทพวรารามมีคุณค่าทางเรื่องราวและหลักธรรมเกี่ยวกับไตรสิกขา ชักจูงในเรื่องเว้นชั่ว ทำดี ตามหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา เพื่อพัฒนาและยกระดับจิตสำนึกของผู้รับรู้ให้เป็นอิสระจากความทุกข์ และจูงใจให้ดำเนินไปสู่วิถีทางที่สงบสุข ส่วนเรื่องสุนทรียศาสตร์นั้น จิตรกรรม คือ การสร้างสรรค์กิจกรรมของมนุษย์ที่เกิดจากการขีดเขียนเส้นหรือระบายสีลงบนแผ่นผ้า ฝาผนัง เป็นต้น โดยอาศัยเทคนิคทางการวาดภาพและฝีมือความชำนาญของจิตรกร ทำให้เกิดเป็นรูปภาพตามจินตนาการ ซึ่งมีคุณค่าและสัมผัสคุณธรรม ความดีงามได้พร้อมกับให้พุทธธรรมปัญญาด้วย[17]
๑.๕.๙ ชาญวิทย์ สุขพร ได้กล่าวถึงจิตรกรรมฝาผนังไว้ในวิทยานิพนธ์เรื่อง “พิพิธภัณฑ์ภาพจิตรกรรมฝาผนังไทย” ผลการวิจัยพบว่า จิตรกรรมเป็นศิลปกรรมอย่างหนึ่งซึ่งเกิดจากความเพียรและพลังแห่งแรงบันดาลใจ จิตรกรต้องมีสมาธิและจินตนการในการสร้างสรรค์ ถ่ายทอดความคิดนี้ปรากฏออกมาเป็นภาพเขียนที่เต็มไปด้วยสุนทรียภาพ สำหรับเรื่องราวต่าง ๆ ที่ปรากฏในภาพจิตรกรรมไทยจะมีทั้งภาพที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา เรื่องราวเกี่ยวกับประเพณีและวัฒนธรรมของท้องถิ่น โครงการพิพิธภัณฑ์ภาพจิตรกรรมฝาผนังไทยที่ได้ทำการศึกษานี้ มุ่งเน้นให้ผู้ชมภาพจิตรกรรมฝาผนังในปัจจุบันได้มีการรับรู้เรี่องราวเนื้อหา และคตินิยมทางพระพุทธศาสนาที่มีอยู่ในภาพได้ง่ายขึ้น โดยนำเสนอในรูปแบบใหม่ที่เป็นสื่อสมัยใหม่ เช่น ภาพลาย ภาพถ่าย เลเซอร์ ทำให้ผู้ชมเสมออยู่ในเหตุการณ์และสถานที่ ๆ เกิดขึ้นจริง[18]
๑.๕.๑๐ ปรีย์ญาณี ประสพเนตร ได้กล่าวถึงจิตรกรรมฝาผนังไว้ในสารนิพนธ์เรื่อง “จิตรกรรมฝาผนัง : มรดกสะท้อนความคิดทางวัฒนธรรม กรณีศึกษาภาพจิตรกรรมฝาผนังใน พระอุโบสถวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม” ผลการวิจัยพบว่า จิตรกรรมฝาผนังเป็นผลงานทางวัฒนธรรมในบริบทสังคมไทย ส่วนเนื้อเรื่องของจิตรกรรมนั้นเป็นการแสดงเรื่องราวของ พุทธประวัติหรือประวัติของพระโพธิ์สัตว์ ๑๐ องค์ในชาติก่อนที่จะมาเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ จิตรกรรมไทยนี้ถือเป็นสื่อที่มีเอกลักษณเฉพาะตัว และลักษณะดังกล่าวทำให้เกิดเนื้อหาหรือความหมายที่สะท้อนให้เห็นถึงความคิด ความเชื่อ และโลกทรรศน์ต่าง ๆ ในสังคมที่ผลงานจิตรกรรมเหล่านั้นได้ถูกสร้างสรรค์ขึ้น สำหรับในบริบทสังคมในสมัยรัตนโกสินทร์นั้น จิตรกรรมถือเป็นสื่อทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่งที่เอื้อและสนับสนุนความคิดในการจัดระเบียบทางสังคมที่มีพื้นฐานอยู่บนความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกันของกลุ่มคนในสังคม ซึ่งความคิดดังกล่าวนี้จะถูกให้เหตุผลด้วยคำอธิบายทางศาสนาโดยมีภาพจิตรกรรมเป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดความคิดอันเป็นนามธรรมนี้ให้กลายเป็นรูปธรรมขึ้นมา[19]
ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีความสำคัญในการศึกษาวิเคราะห์จิตรกรรมฝาผนังเชิงพุทธในสังคมไทย เพื่อตรวจสอบประเภทของเรื่องราวที่เขียนว่าเหมาะสมกับสภาพสังคมนั้น ๆ และหาเกณฑ์ตัดสินความถูกต้องตามหลักจริยศาสตร์
๑.๗ วิธีดำเนินการวิจัย
การศึกษาวิจัยครั้งนี้ เป็นการศึกษาวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) โดยมีขั้นตอนดังต่อไปนี้
๑.๗.๑ รวบรวมจากเอกสารชั้นปฐมภูมิ (Primary Sources) ได้แก่ คัมภีร์พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๓๙.
๑.๗.๒ รวบรวมจากเอกสารชั้นทุติยภูมิ (Secondary Sources) ได้แก่ อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา และปกรณ์วิเสสต่าง ๆ บทความ ตำราวิชาการ งานวิจัย เอกสาร ข้อมูลอิเลคทรอนิค ตลอดจนหนังสือ สิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษที่เกี่ยวข้องกับจิตรกรรมฝาผนัง ๑.๗.๓ เก็บรวบรวมภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เกี่ยวข้องจากสถานที่จริง และบันทึกเก็บไว้เป็นหลักฐาน
๑.๗.๔ สัมภาษณ์ (Indept interview) นักวิชาการทางด้านศิลปะและโบราณคดี ๓ ท่าน และจิตรกรด้านทัศนศิลป ๓ ท่าน
๑.๗.๕ รวบรวมเรียบเรียง วิเคราะห์จากเอกสาร และข้อมูลจากการสัมภาษณ์
๑.๗.๖ สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ
๑.๘ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
๑.๘.๑ ทำให้ทราบความเป็นมาของจิตรกรรมฝาผนังเชิงพุทธ
๑.๘.๒ ทำให้ทราบจิตรกรรมฝาผนังเชิงพุทธในสังคมไทย
๑.๘.๓ ทำให้ทราบเกณฑ์ตัดสินความถูกต้องตามหลักสุนทรียศาสตร์และจริยศาสตร์[1] มโน พิสุทธิรัตนานนท์, สุนทรียวิจักษณ์ในจิตรกรรมไทย, (กรุงเทพมหานคร: โอเดียนสโตร์,
๒๕๔๗), หน้า ๑๐๑.
[2] กรมศิลปากร, การดูแลรักษาศิลปโบราณวัตถุ, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์, ๒๕๓๙), หน้า ๑๔๓.
[3] สันติ เล็กสุขุม, จิตรกรรมแบบประเพณีและแบบสากล, (กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัย สุโขทัยธรรมาธิราช), หน้า ๑๖๑.
[13] มโน พิสุทธิรัตนานนท์, สุนทรียวิจักษณ์ในจิตรกรรมไทย, (กรุงเทพมหานคร : โอเดียนสโตร์,
๒๕๔๗), หน้า ๖๕.
[15] ศิลป พีระศรี, มรดกทางจิตรกรรม, (กรุงเทพมหานคร : กรมศิลปากรจัดพิมพ์ถวายพระภิกษุและสามเณรซึ่งมาชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในเทศกาลเข้าพรรษา, ๒๕๐๑), หน้า ๙, ๑๕.
[16] พระมหาอำพล บุดดาสาร, “การศึกษาวิเคราะห์พุทธปรัชญาและพุทธศิลป์จากภาพจิตรกรรม ฝาผนังเล่าเรื่องบาลีชาดก วัดเครือวัลย์วรวิหาร”, วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, (คณะศิลปศาสตร์, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๖), บทคัดย่อ.
[17] พระมหาคชินท์ สุมงฺคโล (อินทร์มนตรี), “การศึกษาเชิงวิเคราะห์เรื่องพุทธสุนทรียศาสตร์บนจิตรกรรมฝาผนังในวัดสุทัศนเทพวราราม, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๒), บทคัดย่อ.