หัวข้อ บทบาทพระสงฆ์กับการสร้างสันติภาพในกัมพูชา : กรณีศึกษาพระที่เป็นผู้นำคณะสงฆ์ (สังฆราช สังฆมนตรี)
วัตถุประสงค์
1) เพื่อศึกษาถึงพัฒนาการด้านการศึกษาของคณะสงฆ์ในกัมพูชา
2) เพื่อศึกษารูปแบบปกครองและบริหารคณะสงฆ์แบบสังฆาธิปไตย(ระบบเลือกตั้งคณะสงฆ์โดยตัวแทนประชาชน)
3) เพื่อศึกษางานพระสงฆ์ด้านการเป็นผู้นำสู่การปฏิรูปสังคม
เอกสารข้อมูล
1. ประวัติศาสตร์กัมพูชาA history of Cambodia (เดวิด แชนด์เลอร์ David Chandler)
2.ประวัติศาสตร์และศิลปะแห่ง อาณาจักรขอมโบราณ เล่ม ๑ สรศักดิ์ จันทร์วัฒนกุล
3. ส่องเขมร ตระเวน กัมพูเจีย ลังภูมิ ละออ
4. ประวัติศาสตร์กัมพูชา(ชา อวม และคณะ) แปละโดย สันติ ภักดีคำ
5. วพ.การศึกษาของคณะสงฆ์ในราชอาณาจักรกัมพูชา (พระสุเธีย สุวณฺณเถโร ) ปริญญาโท สาขาวิชาพระพุทธศาสนา
6. วพ.ศึกษาเปรียบเทียบการศึกษาของคณะสงฆ์ในประเทศไทยกับคณะสงฆ์ในประเทศกัมพูชา(พระสุวรรณฐา อินฺทฺริยสํวโร) ปริญญาโท สาขาวิชาพระพุทธศาสนา
7. คุยเฟื่องเรื่องเขมร โดย ดร.วีระ ธีรภัทรานนท์ และ รศ.ดร.สุเนตร ชุตินทรานนท์ (จัดรายการวิทยุ ประวัติศาสตร์กัมพูชาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไฟล์ mp3)
8. Buddhism and politics in Laos, Cambodia, Myanmar and Thailand.
Presented at the cambodia, Laos, Myanmar and Thailand Summer School, Asia Pacific Week 2006on the 30th January 2006. (Martin Stuart-Fox)
9. Buddhism,Power and Political Order. (Edited by lan Harris)
10. Southeast Asian Religions : A Perspective on Historical Buddhism within the Developing States of Southeast Asia. (Paul Rutledge)
พระสงฆ์มีส่วนเกี่ยวข้อทางการเมืองในประเทศกัมพูชามาแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จากเอกสารเหล่านี้พอสรุปให้ทราบบทบาทของพระสงฆ์ซึ่งแตกต่างกันตามยุคสมัยบ้านเมืองที่มีความเปลี่ยนแปลง พอสรุปออกเป็นยุคๆ เพื่อให้เห็นภาพความเปลี่ยนแปลงและการเข้าไปมีส่วนปฏิวัติสังคม ดังนี้
๑) ยุคฟูนัน และเจนละ(ค.ศ.๖๘-๘๐๒)
พระสงฆ์มีบทบาทสำคัญมากที่สุดเป็นทั้งราชทูตและเป็นผู้เผยแผ่ศาสนาศิลปวัฒนธรรมไปสู่ประเทศอื่น จากหลักฐานเป็นศิลาจารึกที่เขียนเป็นภาษาสันสกฤตและจดหมายเหตุของหลวงจีน, เสร็ยเมียเรียะ(ศรีมาระ) กษัตริย์ที่นับถือพระพุทธศาสนา มีชื่อเสียงเลื่องลือมาก ทรงยกทับไปตีประเทศใกล้เคียงชนะทุกทิศ อิทธิพลของคำสอนทางพระพุทธศาสนาที่มีต่อกษัตริย์ในทางการเมืองการปกครองเห็นได้จากพระองค์ให้เขียนพระราชโองการในศิลาจารึกเหมือนพระเจ้าอโศกมหาราชแห่งอินเดีย มีความว่า "พระราชวงศ์ศรีมาระ ได้ให้จารึกไว้เพื่อเป็นอนุสาวรีย์จำเพาะพระเจ้าศรีมาระว่า ราชกุล คือประถมวงศ์เลื่อมใสต่อพระพุทธศาสนาโดยทรงเห็นแจ้งซึ่งสัจจธรรมที่สำคัญคือไตรลักษณ์ ทรงประกอบด้วยพระเมตตากรุณาแห่งสรรพสัตว์ และให้บริจาคพระราชทรัพย์ของพระองค์เพื่อเป็นทานไว้เป็นสาธารณประโยชน์ที่สุดทรงสั่งกำชับไว้ว่าขอให้พระราชาผู้เสวยราชย์ต่อไปในอนาคตปฏิบัติตามประกาศนี้ เพื่อเป็นประโยชน์อันใหญ่หลวงของสัตว์โลก"
พระเจ้าเกาฑินยะชัยวรมัน ได้เปลี่ยนมานับถือพระพุทธศาสนา มีความเลื่อมใสในพระนาคเสน ซึ่งเป็นชาวอินเดีย ผู้มีความรู้แตกฉานในพระธรรมวินัย และได้แต่งตั้งให้เป็นศาสนทูตเดินทางไปกระชับความสัมพันธ์ไมตรีกับราชวงศ์จีน เพื่อทูลว่า ประเทศฟูนันนับถือศาสนาฮินดูนิกายไศวะ แต่พระพุทธศานามีความเจริญรุ่งเรืองมีพระภิกษุสงฆ์จำนวนมาก ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก และได้นำเครื่องบรรณาการต่างๆ เป็นพระพุทธรูปทำด้วยหินทะเล ไปถวายพระสังฆปาละแห่งฟูนัน ที่จีนเรียกว่า เสงโปโล(ค.ศ.๔๖๐-๕๒๔) ได้มีความเชี่ยวชาญแตกฉานในอภิธรรมและภาษาต่างๆ เดินทางไปกวางตุ้ง พระเจ้าจักรพรรติบู่ตี้ ทรงเลือมใส สร้างศาสนาสถานถวายให้เป็นที่พำนักถึง ๕ แห่ง สำหรับศึกษาและแปลพระไตรปิฎก และคัมภีร์อื่นๆมาเป็นภาษาจีน เช่น คัมภีร์วิมุตติมรรค แต่งโดยพระอุปตติสสเถระ
พระเจ้ารุทรวรมัน เป็นกษัตริย์องค์สุดท้าย ของยุคอาณาจักรฟูนัน มีพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า ประกาศตนเป็นอุบาสก และทรงมีพระเกศาธาตุไว้ให้ทำเป็นสถูปบูชาเหมือนพระเจ้าจักรพรรดิ์ในพระไตรปิฎก
๒) พระพุทธศาสนา ยุค พระนคร( ค.ศ ๘๐๒-๑๔๓๑)
หลังอาณาจักรฟูนันและเจนละเสื่อมลง ตกอยู่ภายใต้ของอาณาชักรชวา และพระเจ้าชัยรมันที่ ๒ ได้รวมรวมกอบกู้อิสรภาพรวมอาณาจักรเข้าเป็นปึกแผ่นเดียวกัน สร้างเมืองหลวงราชธานีชื่อว่า มเหนทรบรรพต ได้ประกอบพิธีศักดิ์สิทธิ์ชื่อ "เทวราช"ประกาศตนเป็นจักรพรรดิธิราชคนแรกในประวัติศาสตร์กัมพูชา นับถือศาสนาฮินดู พระหริหระ(พระนารายณ์กับพระอิศวรรวมกัน)แต่พระพุทธศาสนาทั้งเถรวาทและมหายาน ก็ยังมีประชาชนเคารพในรัชสมัยของพระองค์ ถ้าพระราชานับถือศาสนาพราหมณ์ ปุโรหิตจะนับถือศาสนาพุทธ ถ้าพระราชานับถือพุทธ ปุโรหิตจะนับถือศาสนาพรหมณ์
พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ (ค.ศ.๑๐๐๒)เป็นปฐมกษัตริย์ในยุคมหานคร ที่นับถือพระพุทธศาสนาอย่างเป็ฯทางการ อุปัฏถัมถ์นิกายมหายานเป็นอย่างดี ทรงแผ่ขยายอาณาเขตจากจันทบุรีออกไปทางทิศตะวันตกตลอดลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาจนถึงประเทศพม่า ทำให้อาณาจักรทวาราวดี ซึ่งเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท เสื่อมลง ทางใต้แผ่ไปถึงอาณาจักรตามพรลิงค์ ทางเหนือแผ่ไปถึงเมืองเชียงแสน นักประวัติศาสตร์บางท่านว่าถึงหลวงพระบาง พระองค์นับถือนิกายมหายานแต่ก็ทรงให้ความอุปัฏถัมภ์เถรวาทและศาสนาพราหมณ์อีกด้วย
๓) พระพุทธศาสนายุคหลังพระนคร(ค.ศ.๑๔๓๑-๑๘๖๓)
หลังยุคพระนครเสื่อมลง นับเป็นยุคมืดของประวัติศาสตร์ของกัมพูชา ๓ ศตวรรษ ไม่มีข้อมูลใดๆกล่าวถึง มีเพียงราชพงศาวดารอย่างเดียวกล่าวถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น ระบุว่าอาณาจักรอยุธยาเป็นอาณาจักรที่เรืองอำนาจมาก ได้ยกทัพมาตีกรุงพระนครเสมอ จนทาให้พระราชารุ่นหลัง เช่น สมเด็จพระโพเญียญาตต้องย้ายเมืองหลวงจากพระนครมาที่บา
สาน และสุดท้ายมาที่พนมเปญ การย้ายเมืองแต่ละครั้ง พระราชาต้องมาปรึกษาหารือกับสมเด็จพระสังฆราช พระราชาคณะและคณะราชปุโรหิต ซึ่งเห็นได้ชัดว่า พระพุทธศาสนามีความสำคัญต่อราชสำนัก และประชาชนทั่วไป ทั้งเป็นที่พึ่งและขวัญกำลังใจให้พุทธศาสนิกชนเสมอพระพุทธศาสนามีความเจริญและอยู่คู่กับสังคม เนื่องจากพระราชาทรงเป็นศาสนูปถัมถกเป็นอย่างดี ไม่เพียงแต่ศรัทธาเลื่อมใส บางครั้งยังปฏิบัติธรรมและให้โอวาทข้าราชการให้รู้จักการทำบุญ ให้ทาน ทำความดี พร้อมสร้างวัดวาอารามเป็นจำนวนมาก และให้ราชบุตรบวชเรียนในพระพุทธศาสนา
ในยุคนี้มีพระมหาเถระหลายรูปมีความรู้ทางพระพุทธศาสนา เช่น สมเด็จพระสุคนธมหาสังฆราชา วัดเนียะตาสึก เป็นผู้เชี่ยวชาญพระไตรปิฎก แก้ปริศนาธรรมเป็นกาพย์และบาลี เป็นที่เลื่อมใสของเชื้อพระวงศ์ บางครั้งทรงสนทนาธรรมเป็นกาพย์กับพระราชาเสมอ จนประชาชนและข้าราชบริพารชื่นชมพระปัญญาบารมีของพระองค์แม้ว่ามีภัยสงครามทางการเมือง(การแย่งราชสมบัติ)และภัยภายนอก(ไทยและเวียดนาม)แต่พระพุทธศาสนาก็ยังทำหน้าที่เป็นที่พึ่งทางใจของราชสำนักและประชาชนเสมอเนื่องจากพระราชาที่ได้ขึ้นครองราชย์สมบัติล้วนแต่ได้บวชเรียนมาก่อน เช่น สมเด็จพระบาทองค์เอง (ค.ศ.๑๗๗๙-๑๗๙๖) เคยบวชเรียนที่วัดมหาธาตุ กรุงเทพฯ เข้าใจหลักพระพุทธศาสนาเป็นอย่างดี และทรงให้ข้าราชการเรียนหลักธรรมด้วย ในยุคต่อมาเกิดพระเถระที่มีความรู้แตกฉานในพระไตรปิฎกมากมาย จึงให้มีการสังคายนาแปลพระไตรปิฎกที่พระวิหารบนเขาพระราชทรัพย์(กรุงอุดงค์)
หลังยุคสมัยนี้ กัมพูชาได้อยู่ภายใต้การปกครองของเวียดนาม ก่อให้เกิดการปฏิรูปโครงสร้างทางสังคมมากมาย สมัยพระองค์มี ถูกบังคับให้แต่งตัวเป็นเวียดนาม และเปลี่ยนชื่อเป็นเวียดนาม และได้ทำลายวัดทางพระพุทธศาสนา รื้อโบสถ์ที่สร้างด้วยไม้มาทำสำนักงานเวียดนาม เผาโบสถวิหาร ฆ่าพระสงฆ์ เผาพระพุทธรูปเอาทอง หรือสำริด เงินมาใช้ บังคับให้ชาวพุทธกัมพูชาเปลี่ยนไปนับถือพุทธแบบเวียดนาม สถานภาพพระพุทธศาสนาไม่ค่อยดีนัก และได้รับการฟื้นฟูในยุคต่อมาสมัยรัชกาลที่ ๓ ของไทย ได้รับการสนับสนุนให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง เพราะการติดต่อทางคณะสงฆ์ พระราชาให้ราชโอรสออกผนวช ได้ศึกษาธรรมะเมื่อไปบริหารบ้านเมืองจึงได้ใช้หลักทศพิธราชธรรม และได้มีสังฆราช สองนิกาย คือ สังฆราชนิลเตียง(มหานิกาย) และสังฆราชป้าน(ธรรมยุติ) เกิดขึ้น ให้การพัฒนาจัดตั้งโรงเรียน และพริวิหารในพระราชวัง ให้พระราชาเสด็จมาสอนธรรมวินัย บาลีแก่พระภิกษุสามเณร ทรงเป็นกษัติย์องค์แรกที่ทำการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารคณะสงฆ์ แต่งตั้งคณะสงฆ์ตามลำดับสายการปกครองแบบทางโลก
๔) พระพุทธศาสนายุคอาณานิคม(ค.ศ. ๑๘๖๓-๑๙๕๓)
กัมพูชาในยุคล่าอาณานิคมของตะวันตก ถูกแทรกแซงการเมืองระหว่างประเทศ ทำให้ต้องประสบปัญหามากมาย ทั้งความเป็นอยู่ของประชาชน บางส่วนถูกจับเป็นเชลยศึกสงคราม เหมือนคนตายทั้งเป็น ทรัพย์สินถูกยึด ถูกเผาทำลาย ทำให้กษัตริย์ตัดสินใจยอมรับข้อเสนอของนักเผยแผ่ศาสนาชาวฝรั่งเศสเพื่อสร้างสัมพันธไมตรีกับข้าหลวงฝรั่งเศส พระเจ้านรดมสีหนุ ได้สานสัมพันธ์ต่อจนบรรลุความสำเร็จ ยอมรับให้กัมพูชาตกเป็นอาณานิคม เมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๑๘๖๓ และทำสนธิสัญญาเพื่อให้ฝรั่งเศสปกป้องจากการรุกรานของประเทศอื่น และค่อยๆสูญเสียอำนาจการบริหารการจัดการ ปกครอง การทหาร การเงิน
พระพุทธศาสนานับตั้งแต่กัมพูชาตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส คณะสงฆ์นำโดยอาจารย์สวา และอาจารย์ โปกำโบร์ ได้ทำการเคลื่อนไหวต่อต้านฝรั่งเศส พร้อมกับพระสงฆ์ชาวกัมพูชาที่กลับมาจากประเทศไทย ได้ปลุกระดมให้เกิดชาตินิยมขึ้นโดยเจ้านโรดมยุคันโธร์
การเคลื่อนไหวนี้ ทำให้เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสจับตาพระพุทธศาสนาเป็นพิเศษ ถูกกดขี่ข่มเหงทั้งบทบาทหน้าที่ มิให้ปฏิบัติศาสนพิธี กระทั่งฝรั่งเศสได้เข้ามามีส่วนปฏิรูประบบการปกครองคณะสงฆ์ เพื่อมีอำนาจปกครองคณะสงฆ์ทั้งสองนิกาย ลดความน่าเชื่อถือของพระสงฆ์ที่มีต่อประชาชน และลดอิทธิพลของไทย และเก็บภาษีจากพระสงฆ์
การเคลื่อนไหวของพระสงฆ์นำโดย อาจารย์แฮมเจียว (Preah Ajar Ham Chiev) ผู้เป็นศาสตราจารย์บาลีชั้นสูง มีประชาชนแล้วพระสงฆ์เข้าร่วมมากกว่าพันคนเดินขบวน เพื่อเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ และปกป้องอักษรศาสตร์จากข้าหลวงฝรั่งเศส ที่จะเปลี่ยนพยัญชนะกัมพูชาทั้ง ๔๕ ตัว ให้เป็นอักษรโรมัน โดยจอร์จ เซเดส์ เป็นผู้ดำเนินการ โดยหลอกว่าจะทำให้การปฏิรูปนำไปสู่ความทันสมัย และมองว่าทัศนคติของชาวกัมพูชาเป็นสิ่งล้าสมัย เปรียบเทียบภาษาของกัมพูชาว่าเหมือนเสื้อที่ตัดเย็บอย่างไม่ประณีต
ฝรั่งเศสพยายามเปลี่ยนแปลงปฏิทินที่ถือตามจันทรคติ แบบเดิมที่มีมาช้านาน วันขึ้นปีใหม่ตรงกับเดือนแจ๊ด(เดือน ๕) ให้มาเป็น เดือนมกราคมแบบฝรั่งเศสแทน ได้รับการคัดค้านอย่างมาก ทั้งจากพระสงฆ์และพระราชมารดาของสมเด็จพระนโรดมสีหนุ ถึงขนาดขู่ว่าจะสละราชสมบัติ
๕) พระพุทธศาสนาในสมัยสมเด็จพระนโรดมสีหนุ (ค.ศ.๑๙๕๓-๑๙๗๐)
กว่าเก้าสิบปีที่กัมพูชาตกอยู่ภายใต้การปกครองอาณานิคมฝรั่งเศส ทำให้สูญเสียสิทธิเสรีภาพในการปกครองตนเอง ปัญหาทางการเมืองก็ไม่สงบ สมเด็จพระนโรดมสีหนุ จึงดำริที่จะไม่เป็นกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ เป็นเครื่องมือฝรั่งเศส จะปกครองประเทศด้วยพระองค์เอง จึงยึดอำนาจรัฐบาลและประกาศยุบสภาเพื่อเรียกร้องเอกราชให้ได้ เพราะความวุ่นวายในรัฐสภาที่หาทางยุติไม่ได้ และทำการเคลื่อนไหวทางการเมืองรวมทั้งเจรจาตัดความสัมพันธไมตรียกเลิกสนธิสัญญาทุกฉบับที่ทำกับฝรั่งเศส ประจวบเหมาะกับฝรั่งเศสมีปัญหาทางสงคราม จึงยินยอมให้กัมพูชามีอำนาจในการควบคุมกองทัพ ด้านการคลังและต่างประเทศ และจำกัดอำนาจบางประการไว้ แต่พระนโรดมสีหนุ ทรงใช้ยุทธศาสตร์ ให้ข้าราชการที่อยู่ระหว่างจังหวัดเสียมเรียบ กับพนมเปญเดินขบวนประท้วง ทำให้ชาวกัมพูชาที่เป็นฆราวาสและพระสงฆ์ออกมาเดินขบวนประท้วงเรียกร้องเอกราชอย่างอิสรเสรี ทั้งนักศึกษาประชาชนทั่วไปก็เข้าร่วม จนท้ายสุดฝรั่งเศสต้องมอบเอกราช อย่างสมบูรณ์ให้กัมพูชา ในวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๑๙๕๓
หลังได้รับเอกราชอย่างสมบูรณ์ สมเด็จพระนโรดมสีหนุได้เป็นประมุขของรัฐ ทรงกำหนดนโยบายแบบไม่เข้าเป็นฝักฝ่ายทางการเมืองในฝ่ายใด แต่ใช้นโยบาย"สังคมนิยมพระพุทธศาสนา" ซึ่งเป็นทางสายกลางที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา เป็นแนวทางการบริหารประเทศ เพราะพระองค์เคยบวชเรียนมา ทรงดำริว่า"การจะสร้างประเทศให้พัฒนามาได้ พระสงฆ์ควรมีบทบาทอย่างยิ่งในสังคม"
สังคมนิยมพระพุทธศาสนา เป็นหลักการบิรหารประเทศที่ทรงคิดค้นมาโดยพระองค์เอง นำมาซึ่งความเท่าเทียมกัน ไม่เอารัดเอาเปรียบ ซื่อสัตย์ต่อกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน รักษาธรรมเนียมจารีตนิยม ล้วนแต่เป็นพื้นฐานในวิถีชีวิตของประชาชน และยังมีส่วนช่วยส่งเสริม ยกระดับพระพุทธศาสนา โดยให้ศาสนาต้องอยู่ควบคู่ไปกับสังคม ประเทศชาติประกอบด้วยสองอาณาจักร คือ อาณาจักรสำหรับขับเคลื่อนประเทศชาติ และพุทธจักรขับเคลื่อนศีลธรรมความสามัคคีของคนในสังคม ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้
ทรงให้ความสำคัญกับศาสนามาก ให้ความสำคัญกับพระสงฆ์เป็นพิเศษ แต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชทั้งสองนิกาย ให้ใช้ราชาศัพท์กับสังฆราชทั้งสอง ทรงให้บุตรหลานข้าราชบริพารบวชในพระพุทธศาสนา พัฒนาคณะสงฆ์ทั้งความเป็นอยู่ การศึกษา ความอุปัฏถัมถ์ทุกกรณี มอบหมายให้พระสังฆราช ฮวด ตาด ลงพื้นที่พบปะกับพระสงฆ์และประชาชนทุกภูมิภาค เพื่อรับฟังเรื่องร้องทุกข์ และแนวคิดการบริหารขององค์พระประมุขของรัฐ ทำให้ประชาชนเกิดความพึงพอใจมากที่สุดในหลักการบริหารประเทศ ยุคนี้ถือว่าพระพุทธศาสนาเข้าไปมีส่วนทางการเมืองพัฒนาประเทศในทุกๆด้าน
พระองค์ได้แรงบันดาลใจ และดำเนินรอยตามพระเจ้าอโศกมหาราช ดังที่ตรัสไว้ว่า "พระพุทธเจ้าฝากพระศาสนาไว้กับพระมหากษัตริย์"
๖) พระพุทธศาสนายุคลอน นอล (ค.ศ.๑๙๗๐-๑๙๗๕)
กัมพูชาประสบปัญหาทางการเมืองภายในประเทศ ปัญหาสังคม เศรษฐกิจ รัฐบาลที่รู้จักในนามพุทธสังคมนิยม ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ สุดท้ายทำให้เจ้าสีสุวัตถิ์สิรีมะตะ กับทหารอีกลุ่มหนึ่งที่ได้รับการกดดันให้นายพลลอน นอล โค่นนำอาจของสมเด็จพระนโรดมสีหนุลง ขณะเสด็จเยือนต่างประเทศ และสถาปนารัฐใหม่ว่า สาธารณรัฐเขมร นายพลลอน นอล เป็นประธานาธิบดีคนแรกของกัมพูชา และยอมรับเอาวิธีการบริหารประเทศแบบพุทธจากสมัยสมเด็จพระนโรดมสีหนุมาใช้ โดยบัญญัติพระพุทธศาสนาไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตราที่ ๒ ว่า"เป็นศาสนาของรัฐ" และเปิดเสรีภาพการนับถือศาสนาทุกศาสนา การบริหารประเทศเปลี่ยนไปหลายด้าน ก่อให้เกิดความไม่พอใจของประชาชน และพระสงฆ์ได้เดินขบวนประท้วงในพนมเปญ นำไปสู่การฆาตกรรมข้าราชการประจำกระทรวงกิจการศาสนาและวัฒนธรรม และเกิดการประท้วงของพระสงฆ์และประชาชนจากจังหวัดกำปงจาม เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลคืนอำนาจให้แก่อดีตพระมหากษัตริย์สมเด็จพระนโรดมสีหนุ การประท้วงลุกลามจนถึงฆาตกรรมสมาชิกสภาผูแทนราษฏรจังหวัดกำปงจามสองคน รัฐบาลได้ใช้กำลังทหารเข้าสลายกลุ่มผู้ประท้วง ทำให้พระสงฆ์และประชาชนถูกสังหารเสียชีวิต กระทั่งพระสงฆ์ในกรุงพนมเปญถูกทางการประกาศห้ามแสดงความคิดเห็นใดๆทางการเมือง เกี่ยวกับการทำรัฐประหาร และได้มีกองกำลังเวียดนามใต้ ๕๐๐๐๐ คน เข้าคุกคามอธิปไตย เกิดความปั่นป่วนทางการเมือง ประชาชนและพระสงฆ์ นักศึกษา พุทธศาสนิกชน เดินขบวนเรียกร้องให้รัฐบาลขับไล่เวียดนามออกจากอธิปไตยของกัมพูชา เวียดนามได้โฆษณาชวนเชื่อให้ประชาชนและพระสงฆ์เชื่อว่า จะช่วยขับไล่รัฐบาลและจะคืนอำนาจให้แก่ประชาชน แต่ทำตรงกันข้าม กองกำลังเวียดนามได้ทำลายพระพุทธศาสนา ฆ่าพระสงฆ์ ทำลายวัดวาอาราม ศาสนสถาน บังคับให้พระสงฆ์สึกไปเป็นทหารของตน ยึดทรัพย์สิน และทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง สงครามเวียดนามได้ลุกลามเข้ามาปลุกระดมแนวคิดแบบสังคมนิยม ทำให้ประชาชนและพระสงฆ์ถูกจับเป็นเชลย หรือฆ่าถ้าไม่ยอมเข้าร่วมอุดมการณ์ เขมรแดงได้ยึดอำนาจจนสำเร็จปกครองประเทศได้หลายจังหวัด พระสงฆ์ได้ถูกปลุกระดมให้เกิดความเชื่อรวมทั้งให้อาวุธเพื่อต่อสู้กับผู้ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ พระสงฆ์จึงเข้าร่วมการปฏิวัติครั้งนี้ด้วย
๗) พระพุทธศาสนายุคเขมรแดง (ค.ศ. ๑๙๗๕-๑๙๗๙)
เขมรแดงปกครองประเทศได้ใช้อำนาจบีบบังคับมิให้ประชาชนนับถือศาสนา แม้แต่พระพุทธศาสนา ใช้กลวิธีหลอกลวงต่างๆ ว่าจะช่วยเหลือพระพุทธศาสนาให้พระสงฆ์เข้าร่วม หากไม่เข้าร่วมก็จะฆ่า จนกระทั่งเขมรแดงบุกยึดพนมเปญได้สำเร็จ ประชาชนหวังว่าจะเกิดความสงบสุข สันติภาพขึ้น หลังยุติการรบกันระหว่าง รัฐบาลสาธารณะเขมร นำโดยนายพล ลอน นอล กับเขมรแดง นำโดย นาย ซาลุด ซอ หรือ พลอพต แต่กลับไม่เป็นดังนั้น ได้มีการประกาศให้ประชาชนอพยบออกจากกรุงพนมเปญภายใน ๒๔ ชม.พระสงฆ์และประชาชนบางส่วนอพยบออกโดยดี บางส่วนไม่เชื่อ ถึงถูกสังหาร แม้กระทั่งพระสมเด็จพระสังฆราชและมนตรีสงฆ์ถูกนำตัวไปทรมานและสังหาร พระสงฆ์หลายรูปหายตัวไป และพระสงฆ์ที่ประชาชนเลื่อมใส ศรัทธา ถูกใส่ร้ายว่ามีลูก เมียเพื่อให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา พระสงฆ์ที่เป็นผู้นำ ทั้งนักวิชาการที่เคยพาประชาชนเดินขบวนเพื่อเรียกร้องเอกราชจากฝรั่งเศส ก็ถูกหลอกมาสังหาร ไล่ล่าจนสิ้นชีวิต เขมรแดงได้สังหารหรือไม่ก็บังคับให้สึกจนหมดสิ้น และส่งตัวไปสหกรณ์ ใช้แรงงานทำเขื่อนทำถนน ถ้าไม่สึกก็ถูกบังคับให้แต่งงาน บังคับให้ทำงานหนักจนสิ้นชีวิต ถ้าไม่ยอมสึกก็จะถูกจับผิดและลงโทษอย่างหนักจนทนไม่ได้ ห้ามทำกิจกรรมทางศาสนาทุกอย่างแม้แต่กราบไหว้พระพุทธรูป พรสงฆ์มรณภาพไปประมาณ ๒๕๐๐๐-๓๐๐๐๐ รูป และถูกใช้แรงงานหนัก ถูกลงโทษถึงแก่ชีวิต จนต้องมรณภาพมีประมาณ ๓๔๐๐๐ -๓๕๐๐๐ รูป โดยเฉลี่ยร้อยล่ะ ๙๓ พระสงฆ์ในกัมพูชามรณภาพจากการปกครองเขมรแดง
๘) เฮง สำริน กับการฟื้นฟูพระพุทธศาสนา (ค.ศ.๑๙๗๙-๑๙๙๓)
รัฐบาลเขมรแดงถูกโค่นล้มไปภายใต้การหนุนหลังของเวียดนาม โดยมีนายเฮง สัมริน เป็นผู้บริหารประเทศ ได้ชื่อใหม่ว่า "สาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา" และเปลี่ยนชื่อประเทศเป็น "รัฐกัมพูชา"อีก โดยมี ฮุน เซน เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ทำการบริหารปกครองประเทศ ในด้านพระพุทธศาสนา ได้มีการฟื้นฟูใน ๓ ทางคือ
๑)การฟื้นฟูพระพุทธศาสนา
หลังการปกครองของนายพลพต กัมพูชาได้รับความทุกข์แสนสาหัส เมื่อกเฮงสัมรินได้รับชัยชนะ เขมรแดงแล้ว ประชาชนที่อยู่หนีภัยสงครามอยู่จังหวัดต่างๆ กลับเข้าสู่พนมเปญและตัวจังหวัดเพื่อฟื้นฟู พระพุทธศาสนาก็ได้รับการฟื้นฟู โบสถวิหาร ศาลา ต่างๆที่เคยถูกเผาทำลาย ประชาชนก็ช่วยกันซ่อมสร้างใหม่ พระสงฆ์ที่ยังรอดชีวิตอยู่ไม่ถึงร้อยรูปสามารถครองผ้าเหลือง และการบรรพชาอุปสมบทผู้ประสงค์จะบวชต่อไป บางคนก็ห่มผ้าเองโดยเปลี่ยนเพียงเสื้อผ้าเป็นจีวรในโบสถ์ เพราะปฏิญาณตนว่ายังคงเป็นพระแต่ถูกบังคับให้สึก และมิได้กระทำผิดพระวินัยจนปาราชิก มีพระสงฆ์จำนวน ๙ รูป จากกัมปูเจียกรอม เวียดนามตอนใต้ อดีตเคยเป็นดินแดนของกัมพูชา ถูกนิมนต์มาให้เป็นพระอุปัชฌาย์ บวชอย่างเป็นทางการ จัดโดย เฮงสัมริน เจียซิม และฮุนเซน และคณะรัฐบาลได้คัดเลือกเอาอดีตพระสงฆ์ที่เคยบวชมา ๒๐-๔๐ ปี เคยเป็นอาจารย์ผู้มีความรู้ ความสามารถ เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ ไม่แปดเปื้อนทางโลก คือไม่เคยแต่งงานในยุคเขมรแดงเข้าพิธีอุปสมบท และพระเทพวงษ์ จังหวัดเสียมเรียบ อายุ ๔๗ ปี ได้เป็นสังฆราชของมหานิกาย ตั้งแต่นั้นมาทำให้ประชาชนคลายความสงสัยว่าคณะสงฆ์บริสุทธิ์หรือไม่ พระสงฆ์ได้มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
๒) การรื้อฟื้นระบบปกครองสงฆ์
การปกครองสงฆ์ก่อนปี ๑๙๗๕ จะมีการปกครองตามลำดับชั้น ถูกยกเลิกไปในสมัยเขมรแดง พอมารื้อฟื้นใหม่ในสมัยรัฐบาลเฮงสัมริน จึงเกิดรูปแบบใหม่ขึ้น พระภิกษุทั้ง ๗ รูปที่บวชใหม่มีส่วนสำคัญในการปกครอง การให้อุปสมบท มอบหมายกิจการต่างๆ พระเทพวงษ์ ได้รับการคัดเลือกจากรัฐบาลเฮง สัมริน ให้เป็นประธานสงฆ์ แต่ยังไม่มีตำแหน่งสังฆราช มีการร่างกฏหมายรัฐธรรมนูญให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ และในนาม เจีย ซิม ว่าด้วยการจัดระบบการปกครองทางพระพุทธศาสนา คือพระสงฆ์ที่เป็นผู้บริหารจะต้องมีการเลือกตั้งในรูปแบบสังฆาธิปไตย นับแต่ในตำแหน่งสังฆนายกจนถึงระดับคณะสังฆ์ท้องถิน จัดการเลือกตั้งสังฆนายก เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบล เจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส ต้องมีเสียงข้างมาก และต้องมีความรู้ความสามารถในการบริหารปกครอง มีความประพฤติที่งดงาม เป็นที่นับถือของผู้คน และสามรถนำพระพุทธศาสนาไปสู่ความเจริญได้ คณะสงฆ์ เจ้าหน้าที่ภาครัฐ และเจ้าหน้าที่รณะเซทุกระดับชั้นเป็นคณะกรรมการเลือกตั้ง หลังจากได้รับผลการเลือกตั้งแล้วจะต้องทำหนังสือเสนอระณะเซชั้นสูงเพื่อแต่งตั้งตามพระราชกฤษฏีกาที่ผ่านความเห็นชอบจากกระทรวงธรรมการและพระสงฆนายก
คณะสงฆ์ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นทางการจะมีหน้าที่บริหารไปตามสายบังคับบัญชา คณะสงฆนายกเป็นผู้บริหารคณะสงฆ์ทั่วประเทศ มีตำแหน่งสมณศักดิ์เป็นพระมหาสุเมธาธิบดี อธิบดีสงฆ์รองที่ ๑ เป็นพระโพธิวงษ์ อธิบดีรองที่ ๒ เป็นพระมงคลเทพาจารย์และมีสมาชิกอีก ๕ รูป นอกจากนี้ยังมีเลขาธิการที่มีสมาชิก ๘ รูป
ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์บ้านเมือง กษัตริย์ทรงเป็นประมุขของรัฐ เป็นพุทธศาสนูปถัมภ์โดยมอบถวายตำแหน่งต่างๆ ตามพระราชประเพณี เช่น สงฆนายกคณะมหานิกายมีตำแหน่งสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระมหาสุเมธาธิบดี หรือพระสังฆราชคณะมหานิกาย
พระสงฆนายกคณะธรรมยุตินิกายมีตำแหน่งสมณะศักดิ์ในนามสมเด็จพระสุคันธาธิบดีหรือพระสังฆราชคณะธรรมยุตินิกาย
๙) พระพุทธศาสนาภายหลังการเลือกตั้งจนถึงปัจจุบัน (ค.ศ.๑๙๙๓- ๒๐๑๒)
การจัดตั้งรัฐบาลผสมกัมพูชาประชาธิปไตยของอดีตนักการเมืองสำคัญ ๓ ฝ่าย ไม่สามารถทำให้ประเทศมีความสงบสุขได้ เกิดความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง จนนำไปสู่การสู้รบด้วยกองกำลัง จนหาข้อยุติไม่ได้ องค์การสหประชาชาติได้เข้ามาทำหน้าที่เป็นคนกลาง ให้เจรจากันด้วยสันติวิธีและได้ร่วมมือกันบริหารชั่วคราวและได้นำสู่การเลือกตั้งทั่วไปในปี ๑๙๙๓ มีพรรคการเมืองสำคัญ เช่น พรรคประชาชนกัมพูชา ของเฮง สัมริน ฮุนเซน และเจีย ซิม, พรรคเสรีประชาธิปไตยแนวพุทธ ของซอนซาน, พรรค ฟุนเซินเปก ของเจ้านโรดมรณฤทธิ์ และอีกหลายพรรค พรรคเหล่านี้ได้เอาพระพุทธศาสนามาโฆษณาหาเสียง การเลือกตั้งได้มีประชาชนและพระสงฆ์เป็นจำนวนมากออกมาใช้สิทธิ์เกินกว่าเป้าหมายผลการเลือกตั้งพรรคฟุนซินเปกได้คะแนนร้อยล่ะ ๔๕ และพรรคอื่นๆได้ในสัดส่วนใกล้เคียงกัน และไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากในสภา สมเด็จพระนโรดมสีหนุ ได้ตระหนักถึงความขัดแย้งอันจะนำภัยสงครามมาอีกครั้ง จึงขอร้องให้เจ้านโรดมรณฤทธิ์ และนายฮุนเซน ร่วมกันเป็นผูนำรัฐบาลแห่งชาติชั่วคราว ในฐานะรัฐมนตรีคนที่ ๑ และรัฐมนตรีคนที่ ๒ เป็นประวัติศาสตร์โลกที่มีนายกรัฐมนตรีพร้อมกันสองคน
จากการเลือกตั้งและภายใต้รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๑๐ กัมพูชาได้กำหนดคำขวัญของประเทศว่า"ชาติ ศาสนา(หมายถึงพุทธศาสนา) และพระมหากษัตริย์"ชาวกัมพูชาทั้งสองเพศมีสิทธิ์ในการนับถือศาสนาเสรีภาพการนับถือศาสนาและการปฏิบัติศาสนา รัฐให้ความป้องกันในกรณีการเคารพความเชื่อและการนับถือศาสนา ไม่ส่งผลกระทบต่อกฏระเบียบหรือความสันติสุขของสาธารณชน พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาของรัฐ
หลังการเลือกตั้ง พระพุทธศาสนาได้ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน และได้ทำหน้าที่ในด้านสร้างสันติภาพ และพัฒนาสังคม ผู้ที่เป็นตัวแทนพระพุทธศาสนาในช่วงนั้นคือสมเด็จพระมหาโฆษนนท์ ได้ช่วยเหลือประชาชนชาวกัมพูชาทุกฝ่าย เป็นเครื่องหมายในการเสริมสร้างสันติภาพในกัมพูชาทุกๆส่วน ในมุมมองเห็นว่า "สันติภาพสามารถทำได้ (Peace is possible)สันติภาพทุกย่างก้าว (Step by step) สันติภาพอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก การเคลื่อนไหวด้วยธรรมยาตราเพื่อสันติภาพหกครั้งของท่าน (ค.ศ.๑๙๙๒-๑๙๙๗) อยู่บนพื้นฐานหลักปรัชญา"ออกจากวัดเข้าสู่วัดแห่งประสบการณ์ของมนุษย์ชาติที่เต็มไปด้วยความทุกข์"ท่านต่อสู้แม้ท่ามกลางสงคราม กระสุนปืนและระเบิดในยุคสงครามเขมรแดง ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับการเรียกร้องทางการเมือง จนสมเด็จพระมหาโฆษนนท์ได้รับการขนานนามพระเกียรติว่า พระพุทธเจ้าในสนามรบ "Maha Ghosananda The Buddha of the Battlefield" คานธีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา "The Gandi of the Kingdom of Cambodia" และได้รับรางวัลสันติภาพเป็นจำนวนมาก
การเคลื่อนไหวของสมเด็จพระมหาโฆษนนท์เป็นตัวอย่างที่ดีของพระสงฆ์รุ่นหลัง กล้ามีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมเป็นอย่างมาก