๖. ศูนย์สันติวิธีและธรรมาภิบาล, การมีส่วนร่วมของสาธารณชนและการจัดการความขัดแย้ง, กรุงเทพมหานคร: สถาบันพระปกเกล้า, (อัดสาเนา).
ศูนย์สันติวิธีและธรรมาภิบาล ได้ให้ความหมายคาว่า ความขัดแย้ง ว่าหมายถึง ความแตกต่างของจุดประสงค์ ความเชื่อและค่านิยมระหว่างบุคคล และกลุ่มบุคคล ซึ่งความขัดแย้งในสถานการณ์ใดก็ตามเป็นการแสดงออกของปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องภายใต้ความหมายน
๗.วันชัย วัฒนศัพท์, ความขัดแย้ง:หลักการและเครื่องมือแก้ปัญหา, พิมพ์ครั้งที่ , (กรุงเทพมหานคร:โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๗), หน้า ๙.
ศ.นพ.วันชัย วัฒนศัพท์ ได้สรุปว่า ๘ความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นทุกเมื่อเชื่อวันในตัวเราเองคนเดียว ในครอบครัว ในชุมชน ในองค์กร ในประเทศของเรา หรือระหว่างประเทศ ความขัดแย้งไม่ใช่เรื่องเลวร้าย หากความขัดแย้งนั้นสามารถคลี่คลายตัวเอง และเปลี่ยนไปทางสร้างสรรค์ นาไปสู่ข้อยุติได้หรือหาทางออกได้
๘. สมภาร พรมทา, พุทธปรัชญา มนุษย์สังคมและจริยธรรม, พิมพ์ครั้งที่ , (กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์ศยาม, ๒๕๔๘), หน้า ๑๑๘ .
รศ.ดร.สมภาร พรมทา ให้มุมมองในมิติปรัชญาเกี่ยวกับความขัดแย้งไว้ว่า ไม่ว่าเราจะมีทฤษฎีว่าด้วยธรรมชาติของมนุษย์ที่พยายามขจัดความขัดแย้งทางทฤษฏีออกไปได้ อย่างไรก็ตาม แต่ในทางสามัญสานึก มนุษย์ดูเหมือนจะรู้สึกตัวมาตลอดเวลาว่า ความขัดแย้งในชีวิต ในตัวตน ในความเป็นคนของเขามิได้หายไปไหน ตรงกันข้ามความขัดแย้งนั้นยังคงดารงอยู่ เงียบ ๆ อย่างมีพลังภายในความเป็นคนของเราทุกคน และดูเหมือนมันจะดารงอยู่ต่อไปอีกนานเท่านานหรือไม่ก็อาจจะชั่วนิรันดร มันอาจจะฝังแน่นจนกลายเป็นธรรมชาติของเรา เป็นเนื้อหนัง เป็นตัวตนที่หลอมละลายกลายเป็นหนึ่งเดียวที่ไม่อาจแยกออกจากความเป็นเราแล้วก็ได
๙. พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส “รูปแบบการจัดการความขัดแย้งโดยพุทธสันติวิธี:ศึกษาวิเคราะห์กรณีลุ่มน้าแม่ตาช้าง จ.เชียงใหม่”, วิทยานิพนธ์ปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๗), หน้า .๔๑.
พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส ให้ความเห็นว่าการมองความขัดแย้งในเชิงปฏิสัมพันธ์นี้ น่าจะเกิดจากการ ไหลเวียนของกระแสความคิด และการกระทาของบุคคล หรือกลุ่มบุคคลในสังคมที่เกิดความขัดแย้งกัน แต่เมื่อใดที่บุคคลเหล่านั้นได้สร้างเวทีขึ้นมาเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน ย่อมทาให้เกิดความสมานฉันท์ระหว่างกันมากยิ่งขึ้น แต่ตัวแปรสาคัญที่ทาให้เกิดภาวะไหลเวียนเป็นไปในเชิงบวก ก็คือ อานาจ ผลประโยชน์ ความต้องการ เป็นต้น อย่างไรก็ดี หากสิ่งเหล่านี้เกิดภาวะไม่สมนัย ย่อมเป็นการยากที่จะทาให้สังคมเป็นสังคมแห่งปฏิสัมพันธ
๑๐. พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส “อภัยทาน กับความจริง การอภัยโทษ และการนิรโทษกรรม” บทความวิชาการ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๕.
พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส กล่าวว่า อภัยทานในความหมายทางพระพุทธศาสนานั้นจึงมีความหมายที่กว้างและครอบคลุมมากกว่าความหมายทั่วไปที่เข้าใจกันว่า เป็นการหายโกรธหรือยกโทษให้เท่านั้น และจากความหมายของอภัยทานในเชิงรับจึงหมายถึง การรักษาศีล ๕ นั้น เราจึงสามารถที่จะให้อภัยทานได้อยู่ตลอดเวลา ส่วนอภัยทานในเชิงรุกหมายถึงการใช้อภัยทานเข้าไปช่วยเชื่อมสมานบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่เผชิญหน้ากับสถานการณ์ความขัดแย้ง และความรุนแรงในช่วงจังหวะ และเวลาที่เหมาะสม