1/2551work1

315 views
Skip to first unread message

นายพูนทรัพย์ บุญยวง

unread,
Aug 31, 2008, 5:35:43 AM8/31/08
to im3...@googlegroups.com

นาย พูนทรัพย์ บุญยวง
501476045
เอก การจัดการอุตสาหกรรม
หมู่ 1



Hawthorne Effect คืออะไร

The Hawthorne effect เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของกลุ่มคน ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้นบางทีเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่องหน้าสนใจใหม่ๆหรือความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็นในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร  คำว่า Hawthorne Works  เป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานทำการศึกษาในระหว่างปี  1924 และ 1932 การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์เดิมว่า จะศึกษาอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงานจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง ผู้ทำการศึกษา ได้เพิ่มเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาใหม่ในโรงงานเดิม โดยครั้งใหม่นี้ใช้กลุ่มคนงาน ๕ กลุ่มที่อายุแตกต่างกัน มีการแบ่งเพศเป็นเพศชาย กับเพศหญิง ได้ปรับเปลี่ยนการทำงานอื่น ได้แก่ การให้พักครั้งละ ๕ นาที ๒ครั้งต่อกะโดยให้เลือกเวลาเอง ต่อด้วยการให้พัก ๑๐ นาที ๒ครั้งต่อกะงานโดยหัวหน้างานกำหนดเวลา ต่อด้วยให้หยุดพักครั้งละ ๕ นาทีเมื่อเวลาที่พนักงานเบื่องานถึงที่สุดในกะงานนั้นแต่ต้องบอกหัวหน้างานก่อน และพักได้ถึง ๖ ครั้งต่อกะ การปรับเปลี่ยนให้มีอาหารว่างกินระหว่างพัก  การให้กลับบ้านก่อนเลิกกะ ๓๐ นาที ผลการวิจัย กลับพบเช่นเดิมว่า ขณะทำการวิจัย ผลงานของพนักงานเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มไม่แตกต่างกับทางสถิติ และเมื่อเลิกวิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อองค์กร อย่างมาก มากกว่าสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ เช่น แสง เสียง ความร้อน หรือแม้แต่สวัสดิการ และหลายๆอย่าง นักวิจัยจึงสรุปได้ว่า ธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ในที่ทำงานรวมหมู่กันในโรงงานหรือองค์กร ขณะทำการวิจัยนั้นน่าจะปรับตัวไปตามสิ่งแวดล้อมที่เข้ามาบีบรัด ในขณะนั้น หมายความว่าผู้ปฏิบัติงานจะทำงานหนักขึ้นเพราะว่าพวกเขาคิดว่าเขากำลังอยู่ในท่ามกลางสถานการณ์พิเศษควรจะต้องทำอะไรที่พิเศษสักหน่อย นักวิจัยยังได้ทำการทดลองต่ออีก โดยคราวนี้กำหนดให้มีคนที่มาทำงานด้วยเป็น coworkers ของแต่คนทำงานเป็นคู่ ๆ ผลลัพธ์ที่ออกมาพบว่า คนที่มาเป็นคู่ร่วมทำงานก็กลายมาเป็นตัวกระตุ้นเร้าพิเศษในระยะแรก มีผลต่อจิตวิทยาและผลงานในระยะแรกไม่ต่างจากงานวิจัยในโรงงาน  ในระยะหลัง ตั้งแต่ปี ๑๙๗๑ เป็นต้นมา "the Hawthorne effect" ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกระตุ้นเร้าเป็นช่วงๆ เพื่อให้องค์กรเกิด continuous improvement. นั่นคือสร้างให้มีปรากฏการณ์พิเศษขึ้นในองค์กรในบางช่วงเวลา พนักงานก็จะหันมาสนใจเรื่องการ learning, ซึ่งก็จะทำให้พนักงานมีความเชี่ยวชาญ expertise มากขึ้นแล้วก็ให้เขาเหล่านั้นได้มีโอกาสทบทวนภูมิปัญญาของตนเอง reflection ซึ่งก็จะกลับกลายมาเป็นการยกระดับการพัฒนาคุณภาพงาน ผลงานอย่างต่อเนื่องต่อไป การสร้างปรากฏการณ์พิเศษทางการบริหารยุคใหม่หลังยุค ๑๙๙๑ โดยทั่วไปไม่ต้องวิจัยอะไรในโรงงานหรือองค์กร แต่มักนิยมใช้เครื่องมือที่ชื่อ  "implicit social cognition" คือการสร้างปฏิทินการจัดงานขึ้นมาเองโดยฝ่ายบริหารเช่น วันสถาปนาโรงงาน วันประกวดผู้ปฏิบัติงานดีเด่น วัน ๕ ส. ดีเด่น วันครบรอบ เป็นต้น จัดกิจกรรมในพื้นที่งานหรือต่อสังคม ผลงานของพนักงานก็จะดีขึ้นเองจากการสร้างปฏิทินกิจกรรมพิเศษโดยฝ่ายบริหาร ในระยะหลังบางทีจึงเรียก " Hawthorne effect” เป็น  halo effect ก็มี

บทความโดย : นายแพทย์ชูชัย  ศรชำนิ

 

 กูเต็นเบิร์ก

          กูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัดในบรรดาผลงานของเขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดคือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น การประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นเป็นการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน และสามารถใช้งานได้จริง
           ตัวเรียงพิมพ์โลหะได้ถูกนำเข้ามาใช้ในการทำต้นฉบับคือว่างานประดิษฐ์นี้ได้ล้มล้างวิธีการพิมพ์แบบเก่าที่ยังเป็นแท่นพิมพ์แกะไม้อยู่ วิธีการพิมพ์แบบใหม่นี้ได้เป็นที่นิยมในยุโรปอย่างกว้างขวาง และถือว่ามีส่วนสำคัญต่อมาอย่างมากในงานพิมพ์สมัยเรเนอซองส์ กูเต็นเบิร์กได้ถูกจารึกชื่ออยู่ในหอคอยเกียรติยศปี 1998 รวมถึงA&E network ได้จัดอันดับให้เขาติดอันดับ 1 ใน People of the Millennium และในปี 1997 นิตยสารTime จัดให้สิ่งประดิษฐ์ของกูเต็นเบิร์กเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญที่สุดในยุคศตวรรษที่ 20
ชีวิตส่วนตัว
           กูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของเจ้าของร้านค้า บางตำรากล่าวว่าพ่อของกูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400
          ในสมัยนั้นผู้ที่มีอันจะกินในเมืองโมนซ์นิยมตั้งชื่อตามบ้านที่ครอบครอง และในช่วงปี 1411 เกิดจราจลต่อต้านผู้มีอันจะกินในเมืองโมนซ์ ผู้คนกว่า 100 หลังคาเรือนต้องอพยพไปเมืองอื่น ครอบครัวกูเต็นเบิร์กย้ายไปที่เมือง Eltville am Rhein ที่ซึ่งมารดาของเขาเป็นเจ้าของ เขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 และกูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการไม่มีการระบุแน่ชัดว่าภายในระยะ 15 ปีต่อ กูเต็นเบิร์กทำอะไร แต่ในปี 1434 มีจดหมายแสดงว่ากูเต็นเบิร์กได้มาอาศัยอยู่กับญาติของมารดา ภายในเมือง Strasbourg และมีการค้นพบอีกว่าที่เมืองนี้นั้นเขามีอาชีพเป็นนักขุดทอง ในปี 1437 พบหลักฐานว่าเขาเป็นผู้อบรมเรื่องการเจียระไนเพชรพลอย ซึ่งไม่ทราบว่าเขามีความรู้ทางด้านนี้ได้อย่างไร ในปี 1436/37 เขาได้ไปปรากฏตัวต่อหน้าศาลข้อหาละเมิดสัญญาการแต่งงานกับสาวชาวเมือง Strasbourg แต่ไม่มีการบันทึกว่าการแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อใดจนกระทั่งปี 1444 กูเต็นเบิร์กยังอาศัยอยู่ในเมือง Strasbourg แถบ St.Arbogast แถวชานเมือง ยังไม่แน่ชัดว่าที่นี้เขาทำอะไร หรือสถานที่นี้หรือว่าที่เขาสามารถคิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะขึ้นมาได้เว้นว่างไปจนกระทั่งปี 1448 เขากลับมายังเมืองโมนซ์ เขาได้เงินจากน้องเขย Arnold Gelthus สันนิษฐานว่าเพื่อใช้สิ่งพิมพ์ในปี 1450 สิ่งพิมพ์เริ่มมีบทบาท มีการพิมพ์บทกลอนของเยอรมัน เป็นไปได้มีการพิมพ์ครั้งแรกกันที่เมืองนี้ กูเต็นเบิร์กได้ทำการยืมเงิน 800 g. จาก Fust ต่อมา Peter Schoefler ได้แต่งงานกับน้องสาวของ Fust และเข้าร่วมกิจการนี้ด้วย Schoefler ทำงานเป็นผู้ช่วยอยู่ที่ปารีส และช่วยออกแบบหน้าตาของตัวเรียงพิมพ์โรงงานของกูเต็นเบิร์กตั้งอยู่ในเมือง Hof Humbrecht ซึ่งเป็นสมบัติของญาติห่างๆ ของเขาเอง ไม่ทราบแน่ชัดว่ากูเต็นเบิร์กรับงานการพิมพ์คัมภีร์มาเมื่อใด แต่เพื่องานชิ้นนี้ กูเต็นเบิร์กได้ยืมเงิน Fust เพิ่มอีก 800g. และเริ่มงานในปี 1452 ในขณะเดียวกัน มีการพิมพ์หนังสือไวยากรณ์ภาษาลาติน เชื่อกันว่ากูเต็นเบิร์กมีแท่นพิมพ์ 2 ชิ้น ชิ้นแรกจะไว้รับงานทั่วๆ ไป และอีกชิ้นจะรับงานการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล ธุรกิจของเขาได้กำไรจากการพิมพ์คัมภีร์เป็นส่วนใหญ่จากหลัฐานที่ได้พบในปี 1454-55
.ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กได้ตีมพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด ซึ่งเป็นที่รุ้จักกันในนาม คัมภีร์ไบเบิ้ลกูเต็นเบิร์กพิมพ์ออกมา 180 ชุด ลงบนกระดาษและหนังลูกวัว
การขึ้นศาล
ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กกับ Fust ทะเลาะกันและ Fust ได้เรียกร้องเงินทั้งหมดของเขาคืน และเงินนั้นได้ลงทุนไปกับการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล ทำให้เขาไม่มีเงินจะคืน Fust ได้ยื่นฟ้องกับ Archbishop’s count ผลการตัดสินได้ให้สิทธิการดูแลทั้งหมดแก่ Fust
กูเต็นเบิร์กล้มละลาย แต่มีหลักฐานปรากฏว่าเขาได้ตั้งโรงพิมพ์เล็กๆ ขึ้นมาในปี 1459 และจัดพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ลให้กับเมือง Bamberg แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการพิมพ์ไม่มีการลงชื่อและวันที่ไว้เลยในขณะเดียวกัน Fust – Schoefler ถือเป็นโรงพิมพ์แรกที่ใส่ชื่อผู้พิมพ์และวันที่ลงไป
ชีวิตต่อมา
ในปี 1462 เกิดกรณีพิพาทระหว่าง Archbishop เมือง Mainz กูเต็นเบิร์กได้ถูกเนรเทศ เข้าย้ายไปอยู่ที่เมือง Eltville ที่ซึ่งเขาได้ถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ในเรื่องการพิมพ์ให้กับน้องชาย Bechtermunzeในปี 1465 กูเต็นเบิร์กได้รับยศ Hofman จาก Archbishop Van Nasse ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าหลังจากนั้นกูเต็นเบิร์กได้ย้ายกลับ Mainz หรือไม่กูเต็นเบิร์กเสียชีวิตลงในปี 1468 ต่อมาโบสถ์และสุสานของเขาได้ถูกทำลายในปี 1504 เขาได้ถูกจารึกเป็นผู้คิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะ ซึ่งปรากฏในหนังสือของ Professor Iwo Wittig

--------------------------------------------------------------------------------------------
แหล่งที่มา: http://en.wikipedia.org/wiki/Johannes_Gutenberg

 

  ตัวอย่างกรณีการศึกษาการทำงาน

 การวิจัยเรื่อง การศึกษาการทำงานของพนักงานขับรถ ปอ. 2 กาญจนบุรี กรุงเทพฯ (สายใหม่) มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความคิดเห็นของพนักงานขับรถต่อสภาพการทำงานและสวัสดิการที่ได้รับจากบริษัทฯ ต้องการสวัสดิการอื่นใดเพิ่มเติมที่ที่ได้รับอยู่ก่อนแล้ว รวมไปถึงปัญหาและอุปสรรคในการทำงาน โดยการวิจัยในครั้งนี้ได้ใช้ประชากรที่เป็นพนักงานขับรถ ปอ. 2 กาญจนบุรี กรุงเทพฯ (สายใหม่) เป็นจำนวน 41 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม (Questionnaire) เป็นหลัก  ซึงจำแนกเป็น 2 ตอน
 ตอนที่ เป็นข้อมูลส่วนตัวของผู้ตอบแบบสอบถาม
 ตอนที่ เป็นข้อมูลด้านการทำงาน
 สรุปได้ดังนี้
 เวลาในการทำงานของวันปกติอยู่ที่ 8 – 10 ชั่วโมงต่อวัน เวลาในการทำงานของวันหยุดตามเทศกาลต่างๆ อยู่ที่ 11 – 13 ชั่วโมงต่อวัน จำนวนเที่ยวที่ขับต่ำสุดต่อวันในวันหยุดตามเทศกาลต่างๆ คือ 2 เที่ยว  จำนวนเที่ยวที่ขับสูงสุดต่อวันในวันหยุดตามเทศกาลต่างๆ คือ 3 เที่ยว รายได้เฉลี่ยคงที่ต่อเดือน อยู่ในช่วงระหว่าง 3,500 – 4,000 บาท  เบี้ยเลี้ยงที่ได้ต่อสัปดาห์ คือ 2,240 บาท  รายได้ที่เคยได้รับต่ำสุด อยู่ในช่วงระหว่าง 6,501 – 7,000 บาท  รายได้สูงสุดที่เคยได้รับต่อเดือน อยู่ในช่วงระหว่าง 10,001 – 10,500 บาท  กรณีที่รถเสียแล้ววันนั้นเป็นหน้าที่ที่เราต้องขับรถ วันนั้นพนักงานขับรถจะไม่ได้รับเบี้ยเลี้ยง  บริษัทฯ มีประกันสังคมให้กับพนักงานขับรถทุกคน โดยเรียกเก็บเดือนละ 200 บาท บริษัทฯ มีประกันภัยให้กับพนักงานขับรถ เครื่องแบบของพนักงานจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง ที่พักที่จังหวัดกาญจนบุรี ทางบริษัทฯ จัดให้  ที่พักที่กรุงเทพมหานคร ทางบริษัทฯ ไม่มีให้ แต่ให้พนักงานขับรถนอนกันบนรถ  วันหยุดปกติต่อเดือน คือ 4 วัน ใน 1 ปี พนักงานขับรถมีสิทธิที่จะลาป่วยและลากิจได้ ปีละ 15 วัน ยานพาหนะที่ใช้ที่ความสมบูรณ์ อายุการใช้งานของพาหนะคือ 15 ปี  การบริการของอู่ซ่อมและอะไหล่ที่บริษัทจัดให้ พนักงานขับรถมีความพอใจการบริการของอู่ซ่อมแอร์ที่ทางบริษัทฯ จัดให้  พนักงานขับรถมีความพึงพอใจการบริการของอู่เปลี่ยนยางที่ทางบริษัทฯ จัดให้  พนักงานขับรถมีความพอใจการดูแลเอาใจใส่ของเจ้าหน้าที่ของบริษัทฯ ที่มีต่อผู้ใต้บังคับบัญชาดีมาก พนักงานขับรถมีความต้องการสวัสดิการอื่นเพิ่มเติม สำหรับสวัสดิการที่พนักงานขับรถมีความต้องการเพิ่มเติมคือขอให้ปรับอัตราเดือนให้เพิ่มสูงขึ้นและขอวันหยุดเพิ่ม

 

 

 

 

 




แบ่งปันช่วงเวลาพิเศษของคุณด้วย Photo Gallery Windows Live Photo Gallery
Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages