The Hawthorne effect
The Hawthorne effect เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น (บางทีเรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ) ในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น
ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร คำว่า Hawthorne Works,[1] เป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี 1924 และ 1932.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่ ....... ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีของแสงในโรงงานอย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพผลผลิตของพนักงาน ก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการศึกษา ได้เพิ่มเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาใหม่ในโรงงานเดิม โดยครั้งใหม่นี้
ชีวิตส่วนตัว
- กูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม “คัมภีร์ไบเบิ้ล
- เขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดตือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้ นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต
- วิธีการพิมพ์แบบใหม่นี้ได้เป็นที่นิยมในยุโรปอย่างกว้างขวาง และถือว่ามีส่วนสำคัญต่อมาอย่างมากในงานพิมพ์สมัยเรเนอซองส์ กูเต็นเบิร์กได้ถูกจารึกชื่ออยู่ในหอคอยเกียรติยศปี 1998 รวมถึงA&E network ได้จัดอันดับให้เขาติดอันดับ 1 ใน People of the Millennium และในปี 1997 นิตยสารTime จัดให้สิ่งประดิษฐ์ของกูเต็นเบิร์กเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญที่สุดในยุคศตวรรษที่
- กูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400
- ครอบครัวกูเต็นเบิร์กย้ายไปที่เมือง Eltville am Rhein ที่ซึ่งมารดาของเขาเป็นเจ้าของ เขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 และกูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการ
- ระบุแน่ชัดว่าภายในระยะ 15 ปีต่อ กูเต็นเบิร์กทำอะไร แต่ในปี 1434 มีจดหมายแสดงว่ากูเต็นเบิร์กได้มา อาศัยอยู่กับญาติของมารดา ภายในเมือง Strasbourg และมีการค้นพบอีกว่าที่เมืองนี้นั้นเขามีอาชีพเป็น นักขุดทอง ในปี 1437 พบหลักฐานว่าเขาเป็นผู้อบรมเรื่องการเจียระไนเพชรพลอย
- จนกระทั่งปี 1444 กูเต็นเบิร์กยังอาศัยอยู่ในเมือง Strasbourg แถบ St.Arbogast แถวชานเมือง ยังไม่แน่ชัดว่าที่นี้เขาทำอะไร หรือสถานที่นี้หรือว่าที่เขาสามารถคิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะขึ้นมาได้
- ในปี 1450 สิ่งพิมพ์เริ่มมีบ
The Hawthorne effect
The Hawthorne effect เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น (บางทีเรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ) ในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น
ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร คำว่า Hawthorne Works,[1] เป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี 1924 และ 1932.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่ ....... ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีของแสงในโรงงานอย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพผลผลิตของพนักงาน ก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการศึกษา ได้เพิ่มเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาใหม่ในโรงงานเดิม โดยครั้งใหม่นี้
ชีวิตส่วนตัว
- กูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม “คัมภีร์ไบเบิ้ล
- เขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดตือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้ นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต
- วิธีการพิมพ์แบบใหม่นี้ได้เป็นที่นิยมในยุโรปอย่างกว้างขวาง และถือว่ามีส่วนสำคัญต่อมาอย่างมากในงานพิมพ์สมัยเรเนอซองส์ กูเต็นเบิร์กได้ถูกจารึกชื่ออยู่ในหอคอยเกียรติยศปี 1998 รวมถึงA&E network ได้จัดอันดับให้เขาติดอันดับ 1 ใน People of the Millennium และในปี 1997 นิตยสารTime จัดให้สิ่งประดิษฐ์ของกูเต็นเบิร์กเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญที่สุดในยุคศตวรรษที่
- กูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400
- ครอบครัวกูเต็นเบิร์กย้ายไปที่เมือง Eltville am Rhein ที่ซึ่งมารดาของเขาเป็นเจ้าของ เขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 และกูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการ
- ระบุแน่ชัดว่าภายในระยะ 15 ปีต่อ กูเต็นเบิร์กทำอะไร แต่ในปี 1434 มีจดหมายแสดงว่ากูเต็นเบิร์กได้มา อาศัยอยู่กับญาติของมารดา ภายในเมือง Strasbourg และมีการค้นพบอีกว่าที่เมืองนี้นั้นเขามีอาชีพเป็น นักขุดทอง ในปี 1437 พบหลักฐานว่าเขาเป็นผู้อบรมเรื่องการเจียระไนเพชรพลอย
- จนกระทั่งปี 1444 กูเต็นเบิร์กยังอาศัยอยู่ในเมือง Strasbourg แถบ St.Arbogast แถวชานเมือง ยังไม่แน่ชัดว่าที่นี้เขาทำอะไร หรือสถานที่นี้หรือว่าที่เขาสามารถคิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะขึ้นมาได้
- ในปี 1450 สิ่งพิมพ์เริ่มมีบทบาท มีการพิมพ์บทกลอนของเยอรมัน เป็นไปได้มีการพิมพ์ครั้งแรกกันที่เมืองนี้ กูเต็นเบิร์กได้ทำการยืมเงิน 800 g. จาก Fust ต่อมา Peter Schoefler ได้แต่งงานกับน้องสาวของ Fust
- โรงงานของกูเต็นเบิร์กตั้งอยู่ในเมือง Hof Humbrecht ซึ่งเป็นสมบัติของญาติห่างๆ ของเขาเอง ไม่ทราบแน่ชัดว่ากูเต็นเบิร์กรับงานการพิมพ์คัมภีร์มาเมื่อใด แต่เพื่องานชิ้นนี้ กูเต็นเบิร์กได้ยืมเงิน Fust เพิ่มอีก 800g. และเริ่มงานในปี 1452 ในขณะเดียวกัน มีการพิมพ์หนังสือไวยากรณ์ภาษาลาติน เชื่อกันว่ากูเต็นเบิร์กมีแท่นพิมพ์ 2 ชิ้น ชิ้นแรกจะไว้รับงานทั่วๆ ไป
- ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กได้ตีมพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด ซึ่งเป็นที่รุ้จักกันในนาม “คัมภีร์ไบเบิ้ลกูเต็นเบิร์ก” พิมพ์ออกมา 180 ชุด ลงบนกระดาษและหนังลูกวัว
การขึ้นศาล- ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กกับ Fust ทะเลาะกันและ Fust
- กูเต็นเบิร์กล้มละลาย แต่มีหลักฐานปรากฏว่าเขาได้ตั้งโรงพิมพ์เล็กๆ ขึ้นมาในปี 1459
ชีวิตต่อมา
- ในปี 1462 ทบาท มีการพิมพ์บทกลอนของเยอรมัน เป็นไปได้มีการพิมพ์ครั้งแรกกันที่เมืองนี้ กูเต็นเบิร์กได้ทำการยืมเงิน 800 g. จาก Fust ต่อมา Peter Schoefler ได้แต่งงานกับน้องสาวของ Fust
- โรงงานของกูเต็นเบิร์กตั้งอยู่ในเมือง Hof Humbrecht ซึ่งเป็นสมบัติของญาติห่างๆ ของเขาเอง ไม่ทราบแน่ชัดว่ากูเต็นเบิร์กรับงานการพิมพ์คัมภีร์มาเมื่อใด แต่เพื่องานชิ้นนี้ กูเต็นเบิร์กได้ยืมเงิน Fust เพิ่มอีก 800g. และเริ่มงานในปี 1452 ในขณะเดียวกัน มีการพิมพ์หนังสือไวยากรณ์ภาษาลาติน เชื่อกันว่ากูเต็นเบิร์กมีแท่นพิมพ์ 2 ชิ้น ชิ้นแรกจะไว้รับงานทั่วๆ ไป
- ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กได้ตีมพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด ซึ่งเป็นที่รุ้จักกันในนาม “คัมภีร์ไบเบิ้ลกูเต็นเบิร์ก” พิมพ์ออกมา 180 ชุด ลงบนกระดาษและหนังลูกวัว
การขึ้นศาล- ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กกับ Fust ทะเลาะกันและ Fust
- กูเต็นเบิร์กล้มละลาย แต่มีหลักฐานปรากฏว่าเขาได้ตั้งโรงพิมพ์เล็กๆ ขึ้นมาในปี 1459
ชีวิตต่อมา
- ในปี 1462
ตัวอย่างการปรับปรุงการทำงาน
เครื่องนวดข้าว เดิมมีบทบาทในการนวดข้าว นวดถั่วเหลือง ถั่วเขียว และในขณะนี้ก็นวดข้าวโพดได้ด้วย มีส่วนในระบบของการนวดมายาวนานประโยชน์หลักของเครื่องนวดข้าว คือ ทำให้กระบวนการนวดข้าวรวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่ายลงเมื่อเทียบกับการใช้แรงงานคน หรือใช้เครื่องมือล้าสมัยแบบดั้งเดิม คือจะทำให้ต้นทุนในการนวดต่ำลง ทำให้ขั้นตอนในกระบวนการสุดท้ายของการเก็บเกี่ยวข้าวเร็วขึ้น แต่ปัจจุบันมีการพัฒนาเครื่องนวดข้าวมาเป็น
เครื่องเกี่ยวนวดข้าว ขึ้นมาทดแทน เพราะเครื่องเกี่ยวนวดข้าวมีบทบาทมากกว่าเครื่องนวดข้าว หมายถึง การเกี่ยวนวดข้าวสามารถสำเร็จได้ในกระบวนการเดียว เมื่อข้าวสามารถเก็บเกี่ยวได้ สามารถขับเครื่องเกี่ยวนวดข้าวลงไปเก็บเกี่ยวเอาเฉพาะเมล็ดข้าวขึ้นมาได้เลย จึงทำให้ระบบการทำนาสั้นลง เพราะ ใช้แรงงานน้อยลง ใช้เวลาน้อยลงในการเก็บเกี่ยวและนวด ซึ่งทั้ง 2 กระบวนการเข้าไปอยู่ ในกระบวนการเดียวกันด้วย
ที่มา http://get.live.com/photogallery/overview
_________________________________________________________________
ตกแต่งรูปภาพของคุณอย่างมืออาชีพด้วย Photo Gallery