1/2551 work1

133 views
Skip to first unread message

ศรัณญู พลศิริ

unread,
Jul 2, 2008, 11:58:30 PM7/2/08
to im3...@googlegroups.com

491799057      สิทธิชัย    ก๋าอินแก้ว  โปรแกรม..การจัดการอุตสาหกรรม

รายงานการศึกษา-การทำงานและปรับปรุงการศึกษาการทำงาน

 

 

กูเต็นเบิร์ก
ตัวเรียงพิมพ์โลหะได้ถูกนำเข้ามาใช้ในการทำต้นฉบับคือว่างานประดิษฐ์นี้ได้ล้มล้างวิธีการพิมพ์แบบเก่าสมัยที่ยังเป็นแท่นพิมพ์แกะไม้อยู่ วิธีการพิมพ์แบบใหม่นี้ได้เป็นที่นิยมในยุโรปอย่างกว้างขวาง และถือว่ามีส่วนสำคัญต่อมาอย่างมากในงานพิมพ์สมัยเรเนอซองส์ กูเต็นเบิร์กได้ถูกจารึกชื่ออยู่ในหอคอยเกียรติยศปี 1998 รวมถึงA&E network ได้จัดอันดับให้เขาติดอันดับ 1 ใน People of the Millennium และในปี 1997 นิตยสารTime จัดให้สิ่งประดิษฐ์ของกูเต็นเบิร์กเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญที่สุดในยุคศตวรรษที่ 20
ชีวิตส่วนตัว
กูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของเจ้าของร้านค้า บางตำรากล่าวว่าพ่อของกูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400
ในสมัยนั้นผู้ที่มีอันจะกินในเมืองโมนซ์นิยมตั้งชื่อตามบ้านที่ครอบครอง และในช่วงปี 1411 เกิดจราจลต่อต้านผู้มีอันจะกินในเมืองโมนซ์ ผู้คนกว่า 100 หลังคาเรือนต้องอพยพไปเมืองอื่น ครอบครัวกูเต็นเบิร์กย้ายไปที่เมือง Eltville am Rhein ที่ซึ่งมารดาของเขาเป็นเจ้าของ เขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 และกูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการ
ไม่มีการระบุแน่ชัดว่าภายในระยะ 15 ปีต่อ กูเต็นเบิร์กทำอะไร แต่ในปี 1434 มีจดหมายแสดงว่ากูเต็นเบิร์กได้มาอาศัยอยู่กับญาติของมารดา ภายในเมือง Strasbourg และมีการค้นพบอีกว่าที่เมืองนี้นั้นเขามีอาชีพเป็นนักขุดทอง ในปี 1437 พบหลักฐานว่าเขาเป็นผู้อบรมเรื่องการเจียระไนเพชรพลอย ซึ่งไม่ทราบว่าเขามีความรู้ทางด้านนี้ได้อย่างไร ในปี 1436/37 เขาได้ไปปรากฏตัวต่อหน้าศาลข้อหาละเมิดสัญญาการแต่งงานกับสาวชาวเมือง Strasbourg แต่ไม่มีการบันทึกว่าการแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อใด
จนกระทั่งปี 1444 กูเต็นเบิร์กยังอาศัยอยู่ในเมือง Strasbourg แถบ St.Arbogast แถวชานเมือง ยังไม่แน่ชัดว่าที่นี้เขา
เว้นว่างไปจนกระทั่งปี 1448 เขากลับมายังเมืองโมนซ์ เขาได้เงินจากน้องเขย Arnold Gelthus สันนิษฐานว่าเพื่อใช้สิ่งพิมพ์
ในปี 1450 สิ่งพิมพ์เริ่มมีบทบาท มีการพิมพ์บทกลอนของเยอรมัน เป็นไปได้มีการพิมพ์ครั้งแรกกันที่เมืองนี้ กูเต็นเบิร์กได้ทำการยืมเงิน 800 g. จาก Fust ต่อมา Peter Schoefler ได้แต่งงานกับน้องสาวของ Fust และเข้าร่วมกิจการนี้ด้วย Schoefler ทำงานเป็นผู้ช่วยอยู่ที่ปารีส และช่วยออกแบบหน้าตาของตัวเรียงพิมพ์
.ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กได้ตีมพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด ซึ่งเป็นที่รุ้จักกันในนาม คัมภีร์ไบเบิ้ลกูเต็นเบิร์กพิมพ์ออกมา 180 ชุด ลงบนกระดาษและหนังลูกวั
กูเต็นเบิร์กล้มละลาย แต่มีหลักฐานปรากฏว่าเขาได้ตั้งโรงพิมพ์เล็กๆ ขึ้นมาในปี 1459 และจัดพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ลให้กับเมือง Bamberg แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการพิมพ์ไม่มีการลงชื่อและวันที่ไว้เลย
ในขณะเดียวกัน Fust – Schoefler ถือเป็นโรงพิมพ์แรกที่ใส่ชื่อผู้พิมพ์และวันที่ลงไป
ชีวิตต่อมา
ในปี 1462 เกิดกรณีพิพาทระหว่าง Archbishop เมือง Mainz กูเต็นเบิร์กได้ถูกเนรเทศ เข้าย้ายไปอยู่ที่เมือง Eltville ที่ซึ่งเขาได้ถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ในเรื่องการพิมพ์ให้กับน้องชาย Bechtermunze
ในปี 1465 กูเต็นเบิร์กได้รับยศ Hofman จาก Archbishop Van Nasse ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าหลังจากนั้นกูเต็นเบิร์กได้ย้ายกลับ Mainz หรือไม่


                 Hawthorne Effect

The Hawthorne effect เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น (บางทีเรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ) ในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร  คำว่า เป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี  1924 และ 1932.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่  ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีของแสงในโรงงานอย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพผลผลิตของพนักงาน ก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการศึกษา ทุกกลุ่มไม่แตกต่างกันทางสถิติ และเมื่อเลิกวิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อองค์กรและพฤติกรรมองค์กร อย่างมาก มากกว่าสิ่งแวดล้อมทางกายภาพเช่น แสง เสียง ความร้อน หรือแม้แต่สวัสดิการ ฯลฯ  นักวิจัยจึงสรุปว่า ธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ในที่ทำงานรวมหมู่กันในโรงงานหรือองค์กร ณ ขณะทำการวิจัยนั้นน่าจะปรับตัวไปตามสิ่งแวดล้อมที่เข้ามาบีบรัด ณ ขณะนั้น หมายความตัวกระตุ้นเร้าพิเศษในระยะแรก มีผลต่อจิตวิทยาและผลงานในระยะแรกไม่ต่างจากการตั้งชื่อว่าจะมีงานวิจัยในโรงงาน  ในระยะหลัง ตั้งแต่ปี ๑๙๗๑ เป็นต้นมา "the Hawthorne effect" ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกระตุ้นเร้าเป็นช่วงๆ เพื่อให้องค์กรเกิด นั่นคือสร้างให้มีปรากฏการณ์พิเศษขึ้นในองค์กรในบางช่วงเวลา พนักงานก็จะหันมาสนใจเรื่องการ learning, ซึ่งก็จะทำให้พนักงานมีความเชี่ยวชาญ expertise มาก ผลงานอย่างต่อเนื่อง การสร้างปรากฏการณ์พิเศษทางการบริหารยุคใหม่หลังยุค ๑๙๙๑ โดยทั่วไปไม่ทำว่าจะต้องวิจัยอะไรในโรงงานหรือองค์กร แต่มักนิยมใช้เครื่องมือที่ชื่อ  "implicit social cognition" คือการสร้างปฏิทินการจัดงานขึ้นมาเองโดยฝ่ายบริหาร

 

กรณีตัวอย่างในการทำงาน

เช่น การทำงานสามาปรับปรุงและรับการอบรมได้สามารถปฎิบัตได้ตามความเหมาะสมของหน้าที่ที่ได้รับ

1 การใช้เวลาในการทำงานอย่างเหมาะสมกับงานที่รับผิดชอบ

2 อุปกรณ์หรือเครื่องมือในการทำงานสามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ



บอกตัวตนของคุณด้วย Window Live Messengerเวอร์ชั่นล่าสุดได้แล้ววันนี้ ฟรี!!! วินโดว์ไลฟ์ แมสเซ็นเจอร์

ศรัณญู พลศิริ

unread,
Jul 3, 2008, 12:52:50 AM7/3/08
to im3...@googlegroups.com

รหัส 501476058  ชื่อ นายใหญ่ ยืนยงแสน  เอก  การจัดการอุตสาหกรรม

รายงานการศึกษา-การศึกษางานและปรับปรุงการทำงาน

 

กูเต็นเบิร์กเ

กูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด
ในบรรดาผลงานของเขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดตือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน

ตัวเรียงพิมพ์โลหะได้ถูกนำเข้ามาใช้ในการทำต้นฉบับคือว่างานประดิษฐ์นี้ได้ล้มล้างวิธีการพิมพ์แบบเก่าสมัยที่ยังเป็นแท่นพิมพ์แกะไม้อยู่ และถือว่ามีส่วนสำคัญต่อมาอย่างมากในงานพิมพ์สมัยเรเนอซองส์ กูเต็นเบิร์กได้ถูกจารึกชื่ออยู่ในหอคอยเกียรติยศปี 1998

ชีวิตส่วนตัว
กูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน

ในสมัยนั้นผู้ที่มีอันจะกินในเมืองโมนซ์นิยมตั้งชื่อตามบ้านที่ครอบครอง และในช่วงปี 1411 เกิดจราจลต่อต้านผู้มีอันจะกินในเมืองโมนซ์ ผู้คนกว่า 100 หลังคาเรือนต้องอพยพไปเมืองอื่น ครอบครัวกูเต็นเบิร์กย้ายไปที่เมือง Eltville am Rhein ที่ซึ่งมารดาของเขาเป็นเจ้าของ เขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 และกูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการ
ไม่มีการระบุแน่ชัดว่าภายในระยะ 15 ปีต่อ กูเต็นเบิร์กทำอะไร แต่ในปี 1434 มีจดหมายแสดงว่ากูเต็นเบิร์กได้มาอาศัยอยู่กับญาติของมารดา ภายในเมือง Strasbourg และมีการค้นพบอีกว่าที่เมืองนี้นั้นเขามีอาชีพเป็นนักขุดทอง ในปี 1437 พบหลักฐานว่าเขาเป็นผู้อบรมเรื่องการเจียระไนเพชรพลอย ซึ่งไม่ทราบว่าเขามีความรู้ทางด้านนี้ได้อย่างไร ในปี 1436/37 เขาได้ไปปรากฏตัวต่อหน้าศาลข้อหาละเมิดสัญญาการแต่งงานกับสาวชาวเมือง Strasbourg แต่ไม่มีการบันทึกว่าการแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อใด

จนกระทั่งปี 1444 กูเต็นเบิร์กยังอาศัยอยู่ในเมือง Strasbourg แถบ St.Arbogast แถวชานเมือง ยังไม่แน่ชัดว่าที่นี้เขาทำอะไร หรือสถานที่นี้หรือว่าที่เขาสามารถคิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะขึ้นมาได้


เว้นว่างไปจนกระทั่งปี 1448 เขากลับมายังเมืองโมนซ์ เขาได้เงินจากน้องเขย Arnold Gelthus สันนิษฐานว่าเพื่อใช้สิ่งพิมพ์
ในปี 1450 สิ่งพิมพ์เริ่มมีบทบาท มีการพิมพ์บทกลอนของเยอรมัน เป็นไปได้มีการพิมพ์ครั้งแรกกันที่เมืองนี้ กูเต็นเบิร์กได้ทำการยืมเงิน 800 g. จาก Fust ต่อมา Peter Schoefler ได้แต่งงานกับน้องสาวของ Fust และเข้าร่วมกิจการนี้ด้วย Schoefler ทำงานเป็นผู้ช่วยอยู่ที่ปารีส และช่วยออกแบบหน้าตาของตัวเรียงพิมพ์

โรงงานของกูเต็นเบิร์กตั้งอยู่ในเมือง Hof Humbrecht ซึ่งเป็นสมบัติของญาติห่างๆ ของเขาเอง ไม่ทราบแน่ชัดว่ากูเต็นเบิร์กรับงานการพิมพ์คัมภีร์มาเมื่อใด แต่เพื่องานชิ้นนี้ กูเต็นเบิร์กได้ยืมเงิน Fust เพิ่มอีก 800g. และเริ่มงานในปี 1452 ในขณะเดียวกัน มีการพิมพ์หนังสือไวยากรณ์ภาษาลาติน เชื่อกันว่ากูเต็นเบิร์กมีแท่นพิมพ์ 2 ชิ้น ชิ้นแรกจะไว้รับงานทั่วๆ ไป และอีกชิ้นจะรับงานการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล ธุรกิจของเขาได้กำไรจากการพิมพ์คัมภีร์เป็นส่วนใหญ่จากหลัฐานที่ได้พบในปี 1454-55
.ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กได้ตีมพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด ซึ่งเป็นที่รุ้จักกันในนาม คัมภีร์ไบเบิ้ลกูเต็นเบิร์กพิมพ์ออกมา 180 ชุด ลงบนกระดาษและหนังลูกวัว


ชีวิตต่อมา
ในปี 1462 เกิดกรณีพิพาทระหว่าง Archbishop เมือง Mainz กูเต็นเบิร์กได้ถูกเนรเทศ เข้าย้ายไปอยู่ที่เมือง Eltville ที่ซึ่งเขาได้ถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ในเรื่องการพิมพ์ให้กับน้องชาย Bechtermunze

ในปี 1465 กูเต็นเบิร์กได้รับยศ Hofman จาก Archbishop Van Nasse ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าหลังจากนั้นกูเต็นเบิร์กได้ย้ายกลับ Mainz หรือไม่

กูเต็นเบิร์กเสียชีวิตลงในปี 1468 ต่อมาโบสถ์และสุสานของเขาได้ถูกทำลาย
ในปี 1504 เขาได้ถูกจารึกเป็นผู้คิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะ ซึ่งปรากฏในหนังสือของ Professor Iwo Wittig

                 Hawthorne Effect คืออะไร

The Hawthorne effect เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น (บางทีเรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ) ในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร  คำว่า เป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี  1924 และ 1932.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่  ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีของแสงในโรงงานอย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพผลผลิตของพนักงาน ก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการศึกษา ได้เพิ่มเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาใหม่ในโรงงานเดิม โดยครั้งใหม่นี้ใช้กลุ่มคนงาน ๕ กลุ่มที่อายุแตกต่างกัน แบ่งเพศเป็นเพศชาย กับเพศหญิง ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมการทำงานอื่นด้วย (ได้แก่ วิธีการจ่ายเงิน การให้พักครั้งละ ๕ นาที ๒ครั้งต่อกะโดยให้เลือกเวลาเอง ต่อด้วยการให้พัก ๑๐ นาที ๒ครั้งต่อกะงานโดยหัวหน้างานกำหนดเวลา ต่อด้วยให้หยุดพักครั้งละ ๕ นาทีเมื่อเวลาที่พนักงานเบื่องานถึงที่สุดในกะงานนั้นแต่ต้องบอกหัวหน้างานก่อน และพักได้ถึง ๖ ครั้งต่อกะ การปรับเปลี่ยนให้มีอาหารว่างกินระหว่างพัก  การให้กลับบ้านก่อนเลิกกะ ๓๐ นาทีถ้าผลงานดี ผลการวิจัย กลับพบเช่นเดิมว่า ขณะทำการวิจัย ผลงานของพนักงานเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มไม่แตกต่างกันทางสถิติ และเมื่อเลิกวิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อองค์กรและพฤติกรรมองค์กร อย่างมาก มากกว่าสิ่งแวดล้อมทางกายภาพเช่น แสง เสียง ความร้อน หรือแม้แต่สวัสดิการ ฯลฯ  นักวิจัยจึงสรุปว่า ธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ในที่ทำงานรวมหมู่กันในโรงงานหรือองค์กร ณ ขณะทำการวิจัยนั้นน่าจะปรับตัวไปตามสิ่งแวดล้อมที่เข้ามาบีบรัด ณ ขณะนั้น หมายความว่าผู้ปฏิบัติงานจะทำงานหนักขึ้นเพราะว่าพวกเขาคิดว่าเขากำลังอยู่ในท่ามกลางสถานการณ์พิเศษ (กำลังวิจัยอยู่) ควรจะต้องทำอะไรที่พิเศษสักหน่อย นักวิจัยยังได้ทำการทดลองต่ออีก โดยคราวนี้กำหนดให้มีคนที่มาทำงานด้วยเป็น coworkers ของแต่คน ทำงานเป็นคู่ ๆ ผลลัพธ์ที่ออกมาพบว่า คนที่มาเป็นคู่ร่วมทำงานก็กลายมาเป็นตัวกระตุ้นเร้าพิเศษในระยะแรก มีผลต่อจิตวิทยาและผลงานในระยะแรกไม่ต่างจากการตั้งชื่อว่าจะมีงานวิจัยในโรงงาน  ในระยะหลัง ตั้งแต่ปี ๑๙๗๑ เป็นต้นมา "the Hawthorne effect" ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกระตุ้นเร้าเป็นช่วงๆ เพื่อให้องค์กรเกิด นั่นคือสร้างให้มีปรากฏการณ์พิเศษขึ้นในองค์กรในบางช่วงเวลา พนักงานก็จะหันมาสนใจเรื่องการ learning, ซึ่งก็จะทำให้พนักงานมีความเชี่ยวชาญ expertise มากขึ้น แล้วก็ให้เขาเหล่านั้นได้มีโอกาสทบทวนภูมิปัญญาของตนเอง reflection ซึ่งก็จะกลับกลายมาเป็นการยกระดับการพัฒนาคุณภาพงาน ผลงานอย่างต่อเนื่องต่อไป การสร้างปรากฏการณ์พิเศษทางการบริหารยุคใหม่หลังยุค ๑๙๙๑ โดยทั่วไปไม่ทำว่าจะต้องวิจัยอะไรในโรงงานหรือองค์กร แต่มักนิยมใช้เครื่องมือที่ชื่อ  "implicit social cognition" คือการสร้างปฏิทินการจัดงานขึ้นมาเองโดยฝ่ายบริหาร” (เช่น วันสถาปนาโรงงาน วันประกวดผู้ปฏิบัติงานดีเด่น วัน ๕ ส. ดีเด่น วันครบรอบ ...... ฯลฯ) จัดกิจกรรมในพื้นที่งานหรือในพื้นที่สาธารณะหรือต่อสังคม ผลงานของพนักงานก็จะดีขึ้นเองจากการสร้างปฏิทินกิจกรรมพิเศษโดยฝ่ายบริหาร ในระยะหลังบางทีจึงเรียก " Hawthorne effect”

 

กรณียกตัวอย่าง  

1.กรณีการศึกษาการผลิตพัดลม แต่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นการการผลิตแอร์ชึ่งทำให้สะดวกสบายขึ้น

 

นาย ณรงค์ศักดิ์ เขื่อนเพ็ชร์

unread,
Jul 3, 2008, 3:27:24 AM7/3/08
to im3...@googlegroups.com


สนุกกับการแต่งบล็อกให้ Space ของคุณด้วย Live Writer Live Writer
นาย กฤษดา สิงห์คำหน่อแก้ว.doc

niwet chinabunrueang

unread,
Jul 4, 2008, 2:02:51 AM7/4/08
to im3...@googlegroups.com
501476058  ชื่อ นายใหญ่ ยืนยงแสน 

---------- Forwarded message ----------
From: ศรัณญู พลศิริ <saruny...@hotmail.com>
Date: ก.ค. 3, 2008 11:52 ก่อนเที่ยง
Subject: 1/2551 work1
To: im3...@googlegroups.com

รหัส เอก  การจัดการอุตสาหกรรม

ศรัณญู พลศิริ

unread,
Jul 8, 2008, 5:12:40 AM7/8/08
to im3...@googlegroups.com





From: saruny...@hotmail.com
To: im3...@googlegroups.com
Subject: 1/2551 work1
Date: Mon, 30 Jun 2008 20:51:36 +0700

501476057   นายศรัณยู     พลศิริ    โปรแกรม..เทคโนโลยีการจัดการอุตสาหกรรม

รายงานการศึกษา- การศึกษางานและปรับปรุงการทำงาน

 

Hawthorne Effect

The Hawthorne effect เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น (บางทีเรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ) ในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร  คำว่า เป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี  1924 และ 1932.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่  ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีของแสงในโรงงานอย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพผลผลิตของพนักงาน ก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการศึกษา ได้เพิ่มเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาใหม่ในโรงงานเดิม โดยครั้งใหม่นี้ใช้กลุ่มคนงาน ๕ กลุ่มที่อายุแตกต่างกัน แบ่งเพศเป็นเพศชาย กับเพศหญิง ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมการทำงานอื่นด้วย (ได้แก่ วิธีการจ่ายเงิน การให้พักครั้งละ ๕ นาที ๒ครั้งต่อกะโดยให้เลือกเวลาเอง ต่อด้วยการให้พัก ๑๐ นาที ๒ครั้งต่อกะงานโดยหัวหน้างานกำหนดเวลา ต่อด้วยให้หยุดพักครั้งละ ๕ นาทีเมื่อเวลาที่พนักงานเบื่องานถึงที่สุดในกะงานนั้นแต่ต้องบอกหัวหน้างานก่อน และพักได้ถึง ๖ ครั้งต่อกะ การปรับเปลี่ยนให้มีอาหารว่างกินระหว่างพัก  การให้กลับบ้านก่อนเลิกกะ ๓๐ นาทีถ้าผลงานดี ผลการวิจัย กลับพบเช่นเดิมว่า ขณะทำการวิจัย ผลงานของพนักงานเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มไม่แตกต่างกันทางสถิติ และเมื่อเลิกวิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อองค์กรและพฤติกรรมองค์กร อย่างมาก มากกว่าสิ่งแวดล้อมทางกายภาพเช่น แสง เสียง ความร้อน หรือแม้แต่สวัสดิการ ฯลฯ  นักวิจัยจึงสรุปว่า ธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ในที่ทำงานรวมหมู่กันในโรงงานหรือองค์กร ณ ขณะทำการวิจัยนั้นน่าจะปรับตัวไปตามสิ่งแวดล้อมที่เข้ามาบีบรัด ณ ขณะนั้น หมายความว่าผู้ปฏิบัติงานจะทำงานหนักขึ้นเพราะว่าพวกเขาคิดว่าเขากำลังอยู่ในท่ามกลางสถานการณ์พิเศษ (กำลังวิจัยอยู่) ควรจะต้องทำอะไรที่พิเศษสักหน่อย นักวิจัยยังได้ทำการทดลองต่ออีก โดยคราวนี้กำหนดให้มีคนที่มาทำงานด้วยเป็น coworkers ของแต่คน ทำงานเป็นคู่ ๆ ผลลัพธ์ที่ออกมาพบว่า คนที่มาเป็นคู่ร่วมทำงานก็กลายมาเป็นตัวกระตุ้นเร้าพิเศษในระยะแรก มีผลต่อจิตวิทยาและผลงานในระยะแรกไม่ต่างจากการตั้งชื่อว่าจะมีงานวิจัยในโรงงาน  ในระยะหลัง ตั้งแต่ปี ๑๙๗๑ เป็นต้นมา "the Hawthorne effect" ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกระตุ้นเร้าเป็นช่วงๆ เพื่อให้องค์กรเกิด นั่นคือสร้างให้มีปรากฏการณ์พิเศษขึ้นในองค์กรในบางช่วงเวลา พนักงานก็จะหันมาสนใจเรื่องการ learning, ซึ่งก็จะทำให้พนักงานมีความเชี่ยวชาญ expertise มากขึ้น แล้วก็ให้เขาเหล่านั้นได้มีโอกาสทบทวนภูมิปัญญาของตนเอง reflection ซึ่งก็จะกลับกลายมาเป็นการยกระดับการพัฒนาคุณภาพงาน ผลงานอย่างต่อเนื่องต่อไป การสร้างปรากฏการณ์พิเศษทางการบริหารยุคใหม่หลังยุค ๑๙๙๑ โดยทั่วไปไม่ทำว่าจะต้องวิจัยอะไรในโรงงานหรือองค์กร แต่มักนิยมใช้เครื่องมือที่ชื่อ  "implicit social cognition" คือการ สร้างปฏิทินการจัดงานขึ้นมาเองโดยฝ่ายบริหาร” (เช่น วันสถาปนาโรงงาน วันประกวดผู้ปฏิบัติงานดีเด่น วัน ๕ ส. ดีเด่น วันครบรอบ ...... ฯลฯ) จัดกิจกรรมในพื้นที่งานหรือในพื้นที่สาธารณะหรือต่อสังคม ผลงานของพนักงานก็จะดีขึ้นเองจากการสร้างปฏิทินกิจกรรมพิเศษโดยฝ่ายบริหาร ในระยะหลังบางทีจึงเรียก " Hawthorne effect”

 

 

กูเต็นเบิร์ก

กูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของเจ้าของร้านค้า บางตำรากล่าวว่าพ่อของกูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400

ในบรรดาผลงานกูเต็นเบิร์ก  ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุด คือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น การประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นเป็นการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน และสามารถใช้งานได้จริง และมีการค้นพบอีกว่าที่เมืองนี้นั้นเขามีอาชีพเป็นนักขุดทอง ในปี 1437 พบหลักฐานว่าเขาเป็นผู้อบรมเรื่องการเจียระไนเพชรพลอย ซึ่งไม่ทราบว่าเขามีความรู้ทางด้านนี้ได้อย่างไร ในปี 1436/37 เขาได้ไปปรากฏตัวต่อหน้าศาลข้อหาละเมิดสัญญาการแต่งงานกับสาวชาวเมือง Strasbourg แต่ไม่มีการบันทึกว่าการแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อใด


ในปี 1450 สิ่งพิมพ์เริ่มมีบทบาท มีการพิมพ์บทกลอนของเยอรมัน เป็นไปได้มีการพิมพ์ครั้งแรกกันที่เมืองนี้ กูเต็นเบิร์กได้ทำการยืมเงิน 800 g. จาก Fust ต่อมา Peter Schoefler ได้แต่งงานกับน้องสาวของ Fust และเข้าร่วมกิจการนี้ด้วย Schoefler ทำงานเป็นผู้ช่วยอยู่ที่ปารีส และช่วยออกแบบหน้าตาของตัวเรียงพิมพ์

ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กได้ตีมพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด ซึ่งเป็นที่รุ้จักกันในนาม คัมภีร์ไบเบิ้ลกูเต็นเบิร์กพิมพ์ออกมา 180 ชุด ลงบนกระดาษและหนังลูกวัว

ในปี 1462 เกิดกรณีพิพาทระหว่าง Archbishop เมือง Mainz กูเต็นเบิร์กได้ถูกเนรเทศ เข้าย้ายไปอยู่ที่เมือง Eltville ที่ซึ่งเขาได้ถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ในเรื่องการพิมพ์ให้กับน้องชาย Bechtermunze
ในปี 1465 กูเต็นเบิร์กได้รับยศ Hofman จาก Archbishop Van Nasse ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าหลังจากนั้นกูเต็นเบิร์กได้ย้ายกลับ Mainz หรือไม่
กูเต็นเบิร์กเสียชีวิตลงในปี 1468 ต่อมาโบสถ์และสุสานของเขาได้ถูกทำลาย
ในปี 1504 เขาได้ถูกจารึกเป็นผู้คิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะ ซึ่งปรากฏในหนังสือของ Professor Iwo Wittig

 

ตัวอย่างกรณีศึกษาที่ปรับปรุงการทำงาน

1. เมื่อก่อนจะใช้เครื่องพิมพ์ดีดทำให้เกิดความล้าช้าเสียเวลาและปวดนิ้วมือแต่ตอนนี้ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่า เช่น ใช้คอมพิวเตอร์แทนเครื่องพิมพ์ดีด

2. เนื้อสัตว์แต่ก่อนจะใช้วิธีการสับด้วยมีด มีผลทำให้เสียเวลาในการสับเนื้อสัตว์แต่ตอนนี้ผู้คนส่วนใหญ่หันมาใช้เครื่องบด เพราะไม่ต้องเสียเวลาและยุ้งยาก



แบ่งปันช่วงเวลาพิเศษของคุณด้วย Photo Gallery Windows Live Photo Gallery

แชตออนไลน์ทันใจกับเพื่อนและครอบครัวของคุณ! Windows Live Messenger

เพียรทิพย์ ขอคำ

unread,
Jul 8, 2008, 10:02:23 AM7/8/08
to im3...@googlegroups.com
น.ส เพียรทิพย์  ขอคำ
501476018
เอก  การจัดการอุตสหกรรม
section      AA
  
 
Johannes Gutenberg
กูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม “คัมภีร์ไบเบิ้ล เขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดตือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ­้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต วิธีการพิมพ์แบบใหม่นี้ได้เป็นที่นิยมในยุโรปอย่างกว้างขวาง และถือว่ามีส่วนสำคัญต่อมาอย่างมากในงานพิมพ์สมัยเรเนอซองส์ กูเต็นเบิร์กได้ถูกจารึกชื่ออยู่ในหอคอยเกียรติยศปี 1998 รวมถึงA&E network ได้จัดอันดับให้เขาติดอันดับ 1 ใน People of the Millennium และในปี 1997 นิตยสารTime จัดให้สิ่งประดิษฐ์ของกูเต็นเบิร์กเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญที่สุดกูเต็นเบิร์ก­เป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400 ครอบครัวกูเต็นเบิร์กย้ายไปที่เมือง Eltville am Rhein ที่ซึ่งมารดาของเขาเป็นเจ้าของ เขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 และกูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการ
ระบุแน่ชัดว่าภายในระยะ 15 ปีต่อ กูเต็นเบิร์กทำอะไร แต่ในปี 1434 มีจดหมายแสดงว่ากูเต็นเบิร์กได้มา          อาศัยอยู่กับญาติของมารดา ภายในเมือง Strasbourg และมีการค้นพบอีกว่าที่เมืองนี้นั้นเขามีอาชีพเป็น            นักขุดทอง ในปี 1437 พบหลักฐานว่าเขาเป็นผู้อบรมเรื่องการเจียระไนเพชรพลอย จนกระทั่งปี 1444 กูเต็นเบิร์กยังอาศัยอยู่ในเมือง Strasbourg แถบ St.Arbogast แถวชานเมือง ยังไม่แน่ชัดว่าที่นี้เขาทำอะไร หรือสถานที่นี้หรือว่าที่เขาสามารถคิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะขึ้นมาได้ ในปี 1450 สิ่งพิมพ์เริ่มมีบทบาท มีการพิมพ์บทกลอนของเยอรมัน เป็นไปได้มีการพิมพ์ครั้งแรกกันที่เมืองนี้ กูเต็นเบิร์กได้ทำการยืมเงิน 800 g. จาก Fust ต่อมา Peter Schoefler ได้แต่งงานกับน้องสาวของ Fust โรงงานของกูเต็นเบิร์กตั้งอยู่ในเมือง Hof Humbrecht ซึ่งเป็นสมบัติของญาติห่างๆ ของเขาเอง ไม่ทราบแน่ชัดว่ากูเต็นเบิร์กรับงานการพิมพ์คัมภีร์มาเมื่อใด แต่เพื่องานชิ้นนี้ กูเต็นเบิร์กได้ยืมเงิน Fust เพิ่มอีก 800g. และเริ่มงานในปี 1452 ในขณะเดียวกัน มีการพิมพ์หนังสือไวยากรณ์ภาษาลาติน เชื่อกันว่ากูเต็นเบิร์กมีแท่นพิมพ์ 2 ชิ้น ชิ้นแรกจะไว้รับงานทั่วๆ ไป ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กได้ตีมพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด ซึ่งเป็นที่รุ้จักกันในนาม “คัมภีร์ไบเบิ้ลกูเต็นเบิร์ก” พิมพ์ออกมา 180 ชุด ลงบนกระดาษและหนังลูกวัว
การขึ้นศาล-      ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กกับ Fust ทะเลาะกันและ Fust กูเต็นเบิร์กล้มละลาย แต่มีหลักฐานปรากฏว่าเขาได้ตั้งโรงพิมพ์เล็กๆ ขึ้นมาในปี 1459ในปี 1462 เกิดกรณีพิพาทระหว่าง Archbishop เมือง Mainz กูเต็นเบิร์กได้ถูกเนรเทศ เข้าย้ายไปอยู่ที่เมือง Eltville ในปี 1465 กูเต็นเบิร์กได้รับยศ Hofman จาก Archbishop Van Nasse ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าหลังจากนั้นกูเต็นเบิร์กได้ย้ายกลับ Mainz กูเต็นเบิร์กเสียชีวิตลงในปี 1468 ต่อมาโบสถ์และสุสานของเขาได้ถูกทำลาย ในปี 1504 เขาได้ถูกจารึกเป็นผู้คิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะ ซึ่งปรากฏในหนังสือของ Professor Iwo Wittig
 
 

 
Hawthorne Effect

The Hawthorne effect เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคนเปลี่ยน­¬¬แปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น (บางที เรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ) ในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่­¬¬องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร  คำว่า เป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี  1924 และ 1932.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่  ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีของแสงในโรงงานอย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพผลผลิตของพนักงาน ก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการศึกษา ได้เพิ่มเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาใหม่ในโรงงานเดิม โดยครั้งใหม่นี้ใช้กลุ่มคนงาน ๕ กลุ่มที่อายุแตกต่างกัน แบ่งเพศเป็นเพศชาย กับเพศหญิง ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมการทำงานอื่นด้วย (ได้แก่ วิธีการจ่ายเงิน การให้พักครั้งละ ๕ นาที ๒ครั้งต่อกะโดยให้เลือกเวลาเอง ต่อด้วยการให้พัก ๑๐ นาที ๒ครั้งต่อกะงานโดยหัวหน้างานกำหนดเวลา ต่อด้วยให้หยุดพักครั้งละ ๕ นาทีเมื่อเวลาที่พนักงานเบื่องานถึงที่สุดในกะงานนั้นแต่ต้องบอกหัวหน้างานก่อน และพักได้ถึง ๖ ครั้งต่อกะ การปรับเปลี่ยนให้มีอาหารว่างกินระหว่างพัก  การให้กลับบ้านก่อนเลิกกะ ๓๐ นาทีถ้าผลงานดี ผลการวิจัย กลับพบเช่นเดิมว่า ขณะทำการวิจัย ผลงานของพนักงานเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มไม่แตกต่างกันทางสถิติ และเมื่อเลิกวิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อประสิทธิภาพของคนงาน วิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อองค์กรและพฤติกรรมองค์กร อย่างมาก มากกว่าสิ่งแวดล้อมทางกายภาพเช่น แสง เสียง ความร้อน หรือแม้แต่สวัสดิการ ฯลฯ  นักวิจัยจึงสรุปว่า ธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ในที่ทำงานรวมหมู่กันในโรงงานหรือองค์กร ณ ขณะทำการวิจัยนั้นน่าจะปรับตัวไปตามสิ่งแวดล้อมที่เข้ามาบีบรัด ณ ขณะนั้น หมายความว่าผู้ปฏิบัติงานจะทำงานหนักขึ้นเพราะว่าพวกเขาคิดว่าเขากำลังอยู่ในท่­¬¬ามกลางสถานการณ์พิเศษ (กำลังวิจัยอยู่) ควรจะต้องทำอะไรที่พิเศษสักหน่อย นักวิจัยยังได้ทำการทดลองต่ออีก โดยคราวนี้กำหนดให้มีคนที่มาทำงานด้วยเป็น coworkers ของแต่คน ทำงานเป็นคู่ ๆ ผลลัพธ์ที่ออกมาพบว่า คนที่มาเป็นคู่ร่วมทำงานก็กลายมาเป็นตัวกระตุ้นเร้าพิเศษในระยะแรก มีผลต่อจิตวิทยาและผลงานในระยะแรกไม่ต่างจากการตั้งชื่อว่าจะมีงานวิจัยในโรงงา­¬¬น  ในระยะหลัง ตั้งแต่ปี ๑๙๗๑ เป็นต้นมา "the Hawthorne effect" ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกระตุ้นเร้าเป็นช่วงๆ เพื่อให้องค์กรเกิด นั่นคือสร้างให้มีปรากฏการณ์พิเศษขึ้นในองค์กรในบางช่วงเวลา
โยฮาน กูเต็นเบิร์ก
นักประดิษฐ์ชาวเยอรมัน ในศตวรรษที่ 15 เขาเป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์ด้วยโลหะและเป็นคนแรกที่นำการพิมพ์หนังสือเข้า­¬¬สู่ยูโรป หนังสือเล่มแรกของเขาคือหนังสือพระคัมภีร์ภาษาลาติน พิมพ์ในราวปี ค.ศ.1455กูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม “คัมภีร์ไบเบิ้ล 42     ในบรรดาผลงานของเขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดตือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ­¬¬้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น การประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นเป็นการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน

                  

                        

                    วันนี้เทคโนโลยีเพิ่มความสะดวกสบายให้กับเราอย่างมากมาย  ตั้งแต่เช้าถึงค่ำก็ว่าได้ที่ล้วนแล้วแต่พึ่งพาเทคโนโลยีทั้งสิ้น  ออกจากบ้านรถที่ใช้ ถึงที่ทำงานบางแห่งเปิดประตูก็ใช้การ์ดประจำตังกันแล้ว  โทรศัพท์มือถือก็ถ่ายรูปได้   นั่งโต๊ะทำงานเดี๋ยวนี้ก็หลายท่านก็เริ่มต้นเปิดคอมพิวเตอร์กันเป็นปกติ  พอออกจากที่ทำงานเพื่อไปหาลูกค้าก็เริ่มพกโน้ตบุ๊ค ,PDA หรือบางท่านก็พกแฟลชไดรว์ง่ายและเบากว่าที่บรรจุข้อมูลไปด้วย

                     ตกเย็นกินข้าวเดี๋ยวนี้บริการหลายแห่งก็พก,PDA  จดรายการสั่งอาหารตรงไปยังห้องครัวกันเลยก็มีกินข้าวเสร็จก้จ่ายตังค์ด้วยบัตรพลาสติกกันแล้ว

            ยกตัวอย่างสินค้า  เช่นเมื่อก่อนเราถ่ายรูปกว่าจะได้ภาพถ่ายมาดูเฮฮากันก็ต้องหลายวันต้องนำฟรีมมาฝากไว้ที่ร้านเป็นระยะเวลาหลายกว่าจะได้รูปมาแต่ตอนนี้เราสามารถใช้เครื่องโพโต้พริ้นเตอร์ทำให้หลายต่อหลายท่านสามารถที่จะพริ้นรูปได้ทันที  เครื่องพริ้นเตอร์สมัยก่อนจะเป็นที่ว่าใช้พริ้นงานได้อย่างเดียวแต่เครื่องพริ้นเตอร์เดวนี้สามารถใช้งานได้หลายๆอย่างเช่น พริ้นงาน  ถ่ายเอกสาร ส่งแฟลกซ์  พริ้นรูปสีได้   เครื่องพริ้นเตอร์รุ่นใหม่สุดจากค่าย  H P  ที่พกพาแสนสะดวก  ด้วยขนาดเพียง   13.4*.45*3.17  นิ้ว และมีน้ำหนักเพียง 2.04กิโลกรัม  พร้อมแบตเตอร์รี่ที่ชาร์ตไฟให้เติมสามารถพาพาติดตัวไปได้สะดวก

 

อ้างอิงจาก

จากหนังสือ   camerart

www. Camerartihai.com

 

 


โหลดฟรี! โปรแกรม Windows Live ครบชุด Windows Live Services

นาย สมชาย พิมลพรเพิ่มชัย

unread,
Jul 8, 2008, 12:56:37 AM7/8/08
to im3...@googlegroups.com, somcha...@hotmail.com
นาย สมชาย พิมลพรเพิ่มชัย 
การจัดการอุตสาหกรรม   501476100
 

        Hawthorne Effect

     เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น   (บางทีเรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ) 

   ในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร  คำว่า เป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี  1924 และ 1932.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่  ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีของแสงในโรงงานอย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพผลผลิตของพนักงาน ก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการศึกษา ได้เพิ่มเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาใหม่ในโรงงานเดิม โดยครั้งใหม่นี้ใช้กลุ่มคนงาน ๕ กลุ่มที่อายุแตกต่างกัน แบ่งเพศเป็นเพศชาย กับเพศหญิง ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมการทำงานอื่นด้วย (ได้แก่ วิธีการจ่ายเงิน การให้พักครั้งละ ๕ นาที ๒ครั้งต่อกะโดยให้เลือกเวลาเอง ต่อด้วยการให้พัก ๑๐ นาที ๒ครั้งต่อกะงานโดยหัวหน้างานกำหนดเวลา ต่อด้วยให้หยุดพักครั้งละ ๕ นาทีเมื่อเวลาที่พนักงานเบื่องานถึงที่สุดในกะงานนั้นแต่ต้องบอกหัวหน้างานก่อน และพักได้ถึง ๖ ครั้งต่อกะ การปรับเปลี่ยนให้มีอาหารว่างกินระหว่างพัก  การให้กลับบ้านก่อนเลิกกะ ๓๐ นาทีถ้าผลงานดี ผลการวิจัย กลับพบเช่นเดิมว่า ขณะทำการวิจัย ผลงานของพนักงานเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มไม่แตกต่างกันทางสถิติ และเมื่อเลิกวิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อองค์กรและพฤติกรรมองค์กร อย่างมาก มากกว่าสิ่งแวดล้อมทางกายภาพเช่น แสง เสียง ความร้อน หรือแม้แต่สวัสดิการ ฯลฯ  นักวิจัยจึงสรุปว่า ธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ในที่ทำงานรวมหมู่กันในโรงงานหรือองค์กร ณ ขณะทำการวิจัยนั้นน่าจะปรับตัวไปตามสิ่งแวดล้อมที่เข้ามาบีบรัด ณ ขณะนั้น หมายความว่าผู้ปฏิบัติงานจะทำงานหนักขึ้นเพราะว่าพวกเขาคิดว่าเขากำลังอยู่ในท่ามกลางสถานการณ์พิเศษ (กำลังวิจัยอยู่) ควรจะต้องทำอะไรที่พิเศษสักหน่อย นักวิจัยยังได้ทำการทดลองต่ออีก โดยคราวนี้กำหนดให้มีคนที่มาทำงานด้วยเป็น coworkers ของแต่คน ทำงานเป็นคู่ ๆ ผลลัพธ์ที่ออกมาพบว่า คนที่มาเป็นคู่ร่วมทำงานก็กลายมาเป็นตัวกระตุ้นเร้าพิเศษในระยะแรก มีผลต่อจิตวิทยาและผลงานในระยะแรกไม่ต่างจากการตั้งชื่อว่าจะมีงานวิจัยในโรงงาน  ในระยะหลัง ตั้งแต่ปี ๑๙๗๑ เป็นต้นมา "the Hawthorne effect" ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกระตุ้นเร้าเป็นช่วงๆ เพื่อให้องค์กรเกิด นั่นคือสร้างให้มีปรากฏการณ์พิเศษขึ้นในองค์กรในบางช่วงเวลา พนักงานก็จะหันมาสนใจเรื่องการ learning, ซึ่งก็จะทำให้พนักงานมีความเชี่ยวชาญ expertise มากขึ้น แล้วก็ให้เขาเหล่านั้นได้มีโอกาสทบทวนภูมิปัญญาของตนเอง reflection ซึ่งก็จะกลับกลายมาเป็นการยกระดับการพัฒนาคุณภาพงาน ผลงานอย่างต่อเนื่องต่อไป การสร้างปรากฏการณ์พิเศษทางการบริหารยุคใหม่หลังยุค ๑๙๙๑ โดยทั่วไปไม่ทำว่าจะต้องวิจัยอะไรในโรงงานหรือองค์กร แต่มักนิยมใช้เครื่องมือที่ชื่อ  "implicit social cognition" คือการสร้างปฏิทินการจัดงานขึ้นมาเองโดยฝ่ายบริหาร” (เช่น วันสถาปนาโรงงาน วันประกวดผู้ปฏิบัติงานดีเด่น วัน ๕ ส. ดีเด่น วันครบรอบ ...... ฯลฯ) จัดกิจกรรมในพื้นที่งานหรือในพื้นที่สาธารณะหรือต่อสังคม ผลงานของพนักงานก็จะดีขึ้นเองจากการสร้างปฏิทินกิจกรรมพิเศษโดยฝ่ายบริหาร ในระยะหลังบางทีจึงเรียก " Hawthorne effect

กูเต็นเบิร์ก

เป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด
ในบรรดาผลงานของเขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดตือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น การประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นเป็นการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน และสามารถใช้งานได้จริง
ตัวเรียงพิมพ์โลหะได้ถูกนำเข้ามาใช้ในการทำต้นฉบับคือว่างานประดิษฐ์นี้ได้ล้มล้างวิธีการพิมพ์แบบเก่าสมัยที่ยังเป็นแท่นพิมพ์แกะไม้อยู่ วิธีการพิมพ์แบบใหม่นี้ได้เป็นที่นิยมในยุโรปอย่างกว้างขวาง และถือว่ามีส่วนสำคัญต่อมาอย่างมากในงานพิมพ์สมัยเรเนอซองส์ กูเต็นเบิร์กได้ถูกจารึกชื่ออยู่ในหอคอยเกียรติยศปี 1998 รวมถึงA&E network ได้จัดอันดับให้เขาติดอันดับ 1 ใน People of the Millennium และในปี 1997 นิตยสารTime จัดให้สิ่งประดิษฐ์ของกูเต็นเบิร์กเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญที่สุดในยุคศตวรรษที่ 20

ชีวิตส่วนตัว

กูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของเจ้าของร้านค้า บางตำรากล่าวว่าพ่อของกูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400
  ในสมัยนั้นผู้ที่มีอันจะกินในเมืองโมนซ์นิยมตั้งชื่อตามบ้านที่ครอบครอง และในช่วงปี 1411 เกิดจราจลต่อต้านผู้มีอันจะกินในเมืองโมนซ์ ผู้คนกว่า 100 หลังคาเรือนต้องอพยพไปเมืองอื่น ครอบครัวกูเต็นเบิร์กย้ายไปที่เมือง Eltville am Rhein ที่ซึ่งมารดาของเขาเป็นเจ้าของ เขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 และกูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการ
   ไม่มีการระบุแน่ชัดว่าภายในระยะ 15 ปีต่อ กูเต็นเบิร์กทำอะไร แต่ในปี 1434 มีจดหมายแสดงว่ากูเต็นเบิร์กได้มาอาศัยอยู่กับญาติของมารดา ภายในเมือง Strasbourg และมีการค้นพบอีกว่าที่เมืองนี้นั้นเขามีอาชีพเป็นนักขุดทอง ในปี 1437 พบหลักฐานว่าเขาเป็นผู้อบรมเรื่องการเจียระไนเพชรพลอย ซึ่งไม่ทราบว่าเขามีความรู้ทางด้านนี้ได้อย่างไร ในปี 1436/37 เขาได้ไปปรากฏตัวต่อหน้าศาลข้อหาละเมิดสัญญาการแต่งงานกับสาวชาวเมือง Strasbourg แต่ไม่มีการบันทึกว่าการแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อใด


จนกระทั่งปี 1444 กูเต็นเบิร์กยังอาศัยอยู่ในเมือง Strasbourg แถบ St.Arbogast แถวชานเมือง ยังไม่แน่ชัดว่าที่นี้เขาทำอะไร หรือสถานที่นี้หรือว่าที่เขาสามารถคิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะขึ้นมาได้

   เว้นว่างไปจนกระทั่งปี 1448 เขากลับมายังเมืองโมนซ์ เขาได้เงินจากน้องเขย Arnold Gelthus สันนิษฐานว่าเพื่อใช้สิ่งพิมพ์

ในปี 1450 สิ่งพิมพ์เริ่มมีบทบาท มีการพิมพ์บทกลอนของเยอรมัน เป็นไปได้มีการพิมพ์ครั้งแรกกันที่เมืองนี้ กูเต็นเบิร์กได้ทำการยืมเงิน 800 g. จาก Fust ต่อมา Peter Schoefler ได้แต่งงานกับน้องสาวของ Fust และเข้าร่วมกิจการนี้ด้วย Schoefler ทำงานเป็นผู้ช่วยอยู่ที่ปารีส และช่วยออกแบบหน้าตาของตัวเรียงพิมพ์

    โรงงานของกูเต็นเบิร์กตั้งอยู่ในเมือง Hof Humbrecht ซึ่งเป็นสมบัติของญาติห่างๆ ของเขาเอง ไม่ทราบแน่ชัดว่ากูเต็นเบิร์กรับงานการพิมพ์คัมภีร์มาเมื่อใด แต่เพื่องานชิ้นนี้ กูเต็นเบิร์กได้ยืมเงิน Fust เพิ่มอีก 800g. และเริ่มงานในปี 1452 ในขณะเดียวกัน มีการพิมพ์หนังสือไวยากรณ์ภาษาลาติน เชื่อกันว่ากูเต็นเบิร์กมีแท่นพิมพ์ 2 ชิ้น ชิ้นแรกจะไว้รับงานทั่วๆ ไป และอีกชิ้นจะรับงานการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล ธุรกิจของเขาได้กำไรจากการพิมพ์คัมภีร์เป็นส่วนใหญ่จากหลัฐานที่ได้พบในปี 1454-55


  ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กได้ตีมพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด ซึ่งเป็นที่รุ้จักกันในนาม คัมภีร์ไบเบิ้ลกูเต็นเบิร์กพิมพ์ออกมา 180 ชุด ลงบนกระดาษและหนังลูกวัว
การขึ้นศาล
  ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กกับ Fust ทะเลาะกันและ Fust ได้เรียกร้องเงินทั้งหมดของเขาคืน และเงินนั้นได้ลงทุนไปกับการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล ทำให้เขาไม่มีเงินจะคืน Fust ได้ยื่นฟ้องกับ Archbishop’s count ผลการตัดสินได้ให้สิทธิการดูแลทั้งหมดแก่ Fust


  กูเต็นเบิร์กล้มละลาย แต่มีหลักฐานปรากฏว่าเขาได้ตั้งโรงพิมพ์เล็กๆ ขึ้นมาในปี 1459 และจัดพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ลให้กับเมือง Bamberg แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการพิมพ์ไม่มีการลงชื่อและวันที่ไว้เลย
  ในขณะเดียวกัน Fust – Schoefler ถือเป็นโรงพิมพ์แรกที่ใส่ชื่อผู้พิมพ์และวันที่ลงไป

ชีวิตต่อมา


  ในปี 1462 เกิดกรณีพิพาทระหว่าง Archbishop เมือง Mainz กูเต็นเบิร์กได้ถูกเนรเทศ เข้าย้ายไปอยู่ที่เมือง Eltville ที่ซึ่งเขาได้ถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ในเรื่องการพิมพ์ให้กับน้องชาย Bechtermunze

  ในปี 1465 กูเต็นเบิร์กได้รับยศ Hofman จาก Archbishop Van Nasse ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าหลังจากนั้นกูเต็นเบิร์กได้ย้ายกลับ Mainz หรือไม่


กูเต็นเบิร์กเสียชีวิตลงในปี 1468 ต่อมาโบสถ์และสุสานของเขาได้ถูกทำลาย
ในปี 1504 เขาได้ถูกจารึกเป็นผู้คิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะ ซึ่งปรากฏในหนังสือของ Professor Iwo Wittig

 



ติดตามข่าวสาร สาระบันเทิง กีฬา และอื่นๆ ที่ MSN Thailand Homepage MSN Thailand Homepage

นาย วีระพงา ลื่อชา

unread,
Jul 7, 2008, 11:20:35 AM7/7/08
to im3...@googlegroups.com
501476101  นายวีระพงษ์  ลือชา
การจัดการอุตสาหกรรม

ประวัติ กูเต็นเบิร์ก

         กูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด ในบรรดาผลงานของเขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดคือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น และตัวเรียงพิมพ์โลหะนี้ได้นำมาเป็นต้นฉบับคือว่างานประดิษฐ์นี้ได้ล้มล้างวิธีการพิมพ์แบบเก่ากูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของเจ้าของร้านค้า  ส่วนปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400 ในสมัยนั้นผู้ที่มีอันจะกินในเมืองโมนซ์นิยมตั้งชื่อตามบ้านที่ครอบครอง และในช่วงปี 1411 เกิดจลาจลมีการอบพยพ และ ครอบครัวกูเต็นเบิร์กย้ายไปที่เมือง Eltville am Rhein ที่ซึ่งมารดาของเขาเป็นเจ้า และ ของเขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa        ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 กูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการ และ ไม่มีการระบุแน่ชัดว่าภายในระยะ 15 ปีต่อ กูเต็นเบิร์กทำอะไร

              จนกระทั่งปี 1444  กูเต็นเบิร์ก ยังอาศัยอยู่ในเมือง Strasbourg แถบ St.Arbogast แถวชานเมือง ยังไม่แน่ชัดว่าที่นี้เขาทำอะไร หรือสถานที่นี้เขาสามารถคิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะขึ้นมาได้ กระทั่งปี 1448 เขากลับมายังเมืองโมนซ์ เขาได้เงินจากน้องเขย Arnold Gelthus สันนิษฐานว่าเพื่อใช้สิ่งพิมพ์  ในปี 1450 สิ่งพิมพ์เริ่มมีบทบาท มีการพิมพ์บทกลอนของเยอรมัน เป็นไปได้มีการพิมพ์ครั้งแรกกันที่เมืองนี้ กูเต็นเบิร์กได้ทำการยืมเงิน 800 g. จาก Fust ต่อมา Peter Schoefler ได้แต่งงานกับน้องสาวของ Fust และเข้าร่วมกิจการนี้ด้วยกัน โรงงานของกูเต็นเบิร์กตั้งอยู่ในเมือง Hof Humbrecht ซึ่งเป็นสมบัติของญาติห่างๆ ของเขาเอง ไม่ทราบแน่ชัดว่ากูเต็นเบิร์ก รับงานการพิมพ์คัมภีร์มาเมื่อใด ไม่มีใครรู้ และ ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กได้ตีมพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด ซึ่งเป็นที่รุ้จักกันในนาม คัมภีร์ไบเบิ้ลกูเต็นเบิร์กพิมพ์ออกมา 180 ชุด ลงบนกระดาษและหนังลูกวัวในปี 1455 กูเต็นเบิร์กกับ Fust ทะเลาะกันและ Fust ได้เรียกร้องเงินทั้งหมดของเขาคืน และเงินนั้นได้ลงทุนไปกับการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล ทำให้เขาไม่มีเงินจะคืน Fust ได้ยื่นฟ้องกับ Archbishop’s count ผลการตัดสินได้ให้สิทธิการดูแลกิจการทั้งหมดแก่ Fust

 กูเต็นเบิร์กลมละลาย   มีหลักฐานปรากฏว่าเขาได้ตั้งโรงพิมพ์เล็กๆ ขึ้นมาในปี 1459
         ในปี 1462 เกิดกรณีพิพาทระต่อมาหว่าง Archbishop เมือง Mainz กูเต็นเบิร์กได้ถูกเนรเทศ เข้าย้ายไปอยู่ที่เมือง Eltville ที่ซึ่งเขาได้ถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ในเรื่องการพิมพ์ให้กับน้องชาย
Bechtermunzeในปี 1465 กูเต็นเบิร์กได้รับยศ Hofman จาก Archbishop Van Nasse ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าหลังจากนั้นกูเต็นเบิร์กได้ย้ายกลับ Mainz หรือไม่   กูเต็นเบิร์กเสียชีวิตลงในปี 1468 ต่อมาโบสถ์และสุสานของเขาได้ถูกทำลาย  และ ในปี 1504 เขาได้ถูกจารึกเป็นผู้คิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะ ซึ่งปรากฏในหนังสือของ Professor Iwo Wittig

 

 

Hawthorne  effect

        Hawthorne เป็นเวลาและการเคลื่อนไหวเป็นปัญหาหนึ่งผลกระทบในโรงงานแต่ไม่ใช่บุคคล  สิ่งนี้ในแก่นสารที่จริงไม่เกี่ยวกับลูกจ้าง/เครื่องมือแต่เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมภายในโรงงาน  ถ้าสภาพแวดล้อมภายในโรงงานไม่ดีงานที่ออกมาอาจจะไม่ตรงตามเป้าที่ว่างไว้  และการทำงานต้องแบ่งให้เข้ากับคนที่เหมาะสม กับงานนั้น   ถ้าแบ่งงานกันแล้ว  ทำงาน  ชิ้นงานที่ออกมาไม่ดีดูว่าควรปรับปรุงตรงไหน  เราก็มาทำการปรับปรุงแก้ไข  ควรปรับปรุงที่  คนงานหรือว่าเครื่องจักร ถ้าเป็นคนงานควรจะทำอย่างไร  ฝึกอบรมหรือไม่  ถ้าเป็นเครื่องจักร  ควรจะทำอย่างไร  เครื่องจักรมีน้อย หรือ ชำรุด/เสีย ตรงไหน   เป็นต้น   ผู้สังเกตการณ์ก็น่าจะรู้ว่าเกิดความเสียหายตรงไหน  ควรปรับปรุงตรงไหน  และ Hawthorne  จะแสดงจุดที่เสียให้ทำการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น  เช่น ใช้วัสดุ/อุปกรณ์/วิธีในการทำมากเกิดไปควรตักอันที่ไม่จำเป็นต้องใช้ออก   ให้เหลือเวลาทำงานน้อยในแต่ละชิ้น ให้งานที่ออกมาคงเหมือนรูปแบบเดิม/สภาพเดิม   การทำวิธีนี้ เป็นการทำ ใน 1 ชิ้นงานให้เหลือเวลาน้อยที่สุดเพื่อจะได้จะให้ชิ้นงานเพิ่มขึ้นในการทำงานแต่ละวัน...

วิชาญ สมณะ

unread,
Jul 9, 2008, 1:48:19 AM7/9/08
to im3...@googlegroups.com

Hawthorne Effect

One problem for Time and Motion studies is what is known as the Hawthorne Effect (named after a factory not a person). This in essence says that employees change their behaviour when they know that they are being measured - the mere act of performing a study can improve performance. It's a form of "observer effect" akin to a productivity placebo. The Hawthorne Effect also showed that productivity tends to improve whatever changes are made, then return to normal over time. This recognises that workers are human beings and that knowing they are valued can in itself inspire better performance.

The Hawthorne Effect doesn't undermine the value of Time and Motion studies but does emphasise that people are the most significant element of any workplace.

More Information on the Hawthorne Effect

 

The Hawthorne effect refers to a phenomenon which is thought to occur when people observed during a research study temporarily change their behavior or performance (this can also be referred to as demand characteristics). Others have broadened this definition to mean that people’s behavior and performance change following any new or increased attention. The Hawthorne studies have had a dramatic effect on management in organizations and how people react to different situations.

The term gets its name from a factory called the Hawthorne Works,[1] where a series of experiments on factory workers were carried out between 1924 and 1932.

There were many types of experiments conducted on the employees, but the purpose of the original ones was to study the effect of lighting on workersproductivity. When researchers found that productivity almost always increased after a change in illumination, no matter what the level of illumination was, a second set of experiments began, supervised by Harvard University professors Elton Mayo, Fritz Roethlisberger and William J. Dickson.

They experimented on other types of changes in the working environment, using a study group of five young women. Again, no matter the change in conditions, the women nearly always produced more. The researchers reported that they had accidentally found a way to increase productivity. The effect was an important milestone in industrial and organizational psychology and in organizational behavior. However, some researchers have questioned the validity of the effect because of the experiments’ design and faulty interpretations. (See Interpretations, criticisms, and conclusions below.)

 

More http://en.wikipedia.org/wiki/Hawthorne_effect

[edit] The Hawthorne Experiments

Like the Hawthorne effect, the definition of the Hawthorne experiments also varies. Most industrial/occupational psychology and organizational behavior textbooks refer to the illumination studies, and usually to the relay assembly test room experiments and the bank wiring room experiments. Only occasionally are the rest of the studies mentioned.[2].

[edit] Illumination studies

The Hawthorne Works, located in Cicero, Illinois, and just outside of Chicago, belonged to the Western Electric Company, and the studies were funded by the National Research Council of the National Academy of Sciences at the behest of General Electric, the largest manufacturer of light bulbs in the United States.[3] The purpose was to find the optimum level of lighting for productivity.

During two and a half years from 1924 to 1927, a series of illumination level studies was conducted by the industrial engineers of Western Electric Company Works in Cicero; Illinois.[4]:

Study 1a: In the first experiment, there was no control group. The researchers experimented on three different departments; all showed an increase of productivity, whether illumination increased or decreased.

Study 1b: A control group had no change in lighting, while the experimental group got a sequence of increasing light levels. Both groups substantially increased production, and there was no difference between the groups. This naturally piqued the researchers' curiosity.

Study 1c: The researchers decided to see what would happen if they decreased lighting. The control group got stable illumination; the other got a sequence of decreasing levels. Surprisingly, both groups steadily increased production until finally the light in experimental group got so low that they protested and production fell off.

Study 1d: This was conducted on two women only. Their production stayed constant under widely varying light levels. It was found that if the experimenter said bright was good, they said they preferred the light; the brighter they believed it to be, the more they liked it. The same was true when he said dimmer was good. If they were deceived about a change, they said they preferred it. Researchers concluded that their preference on lighting level was completely subjective - if they were told it was good, they believed it was good and preferred it, and vice versa.

At this point, researchers of Western Electric realized that something else besides lighting was affecting productivity. They suspected that the supervision of the researchers had some effect, so they ended the illumination experiments in 1927.

During 1927, a Harvard professor, Elton Mayo, along with his associates, joined the study as consultants. The experiments started again and lasted through to 1932. These experiments consisted of redesigning jobs, changing workday and workweek lengths, adding additional rest times and studying the factor of wage changes.

 

 

 

ประวัติ โยฮัน  กูเตนเบิร์ก

 

กูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม

คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด

 


ในบรรดาผลงานของเขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดตือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น การประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นเป็นการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน และสามารถใช้งานได้จริง

ตัวเรียงพิมพ์โลหะได้ถูกนำเข้ามาใช้ในการทำต้นฉบับคือว่างานประดิษฐ์นี้ได้ล้มล้างวิธีการพิมพ์แบบเก่าสมัยที่ยังเป็นแท่นพิมพ์แกะไม้อยู่ วิธีการพิมพ์แบบใหม่นี้ได้เป็นที่นิยมในยุโรปอย่างกว้างขวาง และถือว่ามีส่วนสำคัญต่อมาอย่างมากในงานพิมพ์สมัยเรเนอซองส์ กูเต็นเบิร์กได้ถูกจารึกชื่ออยู่ในหอคอยเกียรติยศปี 1998 รวมถึงA&E network ได้จัดอันดับให้เขาติดอันดับ 1 ใน People of the Millennium และในปี 1997 นิตยสารTime จัดให้สิ่งประดิษฐ์ของกูเต็นเบิร์กเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญที่สุดในยุคศตวรรษที่ 20

ชีวิตส่วนตัว
กูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของเจ้าของร้านค้า บางตำรากล่าวว่าพ่อของกูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400

ในสมัยนั้นผู้ที่มีอันจะกินในเมืองโมนซ์นิยมตั้งชื่อตามบ้านที่ครอบครอง และในช่วงปี 1411 เกิดจราจลต่อต้านผู้มีอันจะกินในเมืองโมนซ์ ผู้คนกว่า 100 หลังคาเรือนต้องอพยพไปเมืองอื่น ครอบครัวกูเต็นเบิร์กย้ายไปที่เมือง Eltville am Rhein ที่ซึ่งมารดาของเขาเป็นเจ้าของ เขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 และกูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการ

ไม่มีการระบุแน่ชัดว่าภายในระยะ 15 ปีต่อ กูเต็นเบิร์กทำอะไร แต่ในปี 1434 มีจดหมายแสดงว่ากูเต็นเบิร์กได้มาอาศัยอยู่กับญาติของมารดา ภายในเมือง Strasbourg และมีการค้นพบอีกว่าที่เมืองนี้นั้นเขามีอาชีพเป็นนักขุดทอง ในปี 1437 พบหลักฐานว่าเขาเป็นผู้อบรมเรื่องการเจียระไนเพชรพลอย ซึ่งไม่ทราบว่าเขามีความรู้ทางด้านนี้ได้อย่างไร ในปี 1436/37 เขาได้ไปปรากฏตัวต่อหน้าศาลข้อหาละเมิดสัญญาการแต่งงานกับสาวชาวเมือง Strasbourg แต่ไม่มีการบันทึกว่าการแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อใด

จนกระทั่งปี 1444 กูเต็นเบิร์กยังอาศัยอยู่ในเมือง Strasbourg แถบ St.Arbogast แถวชานเมือง ยังไม่แน่ชัดว่าที่นี้เขาทำอะไร หรือสถานที่นี้หรือว่าที่เขาสามารถคิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะขึ้นมาได้

เว้นว่างไปจนกระทั่งปี 1448 เขากลับมายังเมืองโมนซ์ เขาได้เงินจากน้องเขย Arnold Gelthus สันนิษฐานว่าเพื่อใช้สิ่งพิมพ์

ในปี 1450 สิ่งพิมพ์เริ่มมีบทบาท มีการพิมพ์บทกลอนของเยอรมัน เป็นไปได้มีการพิมพ์ครั้งแรกกันที่เมืองนี้ กูเต็นเบิร์กได้ทำการยืมเงิน 800 g. จาก Fust ต่อมา Peter Schoefler ได้แต่งงานกับน้องสาวของ Fust และเข้าร่วมกิจการนี้ด้วย Schoefler ทำงานเป็นผู้ช่วยอยู่ที่ปารีส และช่วยออกแบบหน้าตาของตัวเรียงพิมพ์

โรงงานของกูเต็นเบิร์กตั้งอยู่ในเมือง Hof Humbrecht ซึ่งเป็นสมบัติของญาติห่างๆ ของเขาเอง ไม่ทราบแน่ชัดว่ากูเต็นเบิร์กรับงานการพิมพ์คัมภีร์มาเมื่อใด แต่เพื่องานชิ้นนี้ กูเต็นเบิร์กได้ยืมเงิน Fust เพิ่มอีก 800g. และเริ่มงานในปี 1452 ในขณะเดียวกัน มีการพิมพ์หนังสือไวยากรณ์ภาษาลาติน เชื่อกันว่ากูเต็นเบิร์กมีแท่นพิมพ์ 2 ชิ้น ชิ้นแรกจะไว้รับงานทั่วๆ ไป และอีกชิ้นจะรับงานการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล ธุรกิจของเขาได้กำไรจากการพิมพ์คัมภีร์เป็นส่วนใหญ่จากหลัฐานที่ได้พบในปี 1454-55

.ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กได้ตีมพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด ซึ่งเป็นที่รุ้จักกันในนาม คัมภีร์ไบเบิ้ลกูเต็นเบิร์กพิมพ์ออกมา 180 ชุด ลงบนกระดาษและหนังลูกวัว



การขึ้นศาล
ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กกับ Fust ทะเลาะกันและ Fust ได้เรียกร้องเงินทั้งหมดของเขาคืน และเงินนั้นได้ลงทุนไปกับการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล ทำให้เขาไม่มีเงินจะคืน Fust ได้ยื่นฟ้องกับ Archbishop’s count ผลการตัดสินได้ให้สิทธิการดูแลทั้งหมดแก่ Fust

กูเต็นเบิร์กล้มละลาย แต่มีหลักฐานปรากฏว่าเขาได้ตั้งโรงพิมพ์เล็กๆ ขึ้นมาในปี 1459 และจัดพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ลให้กับเมือง Bamberg แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการพิมพ์ไม่มีการลงชื่อและวันที่ไว้เลย

ในขณะเดียวกัน Fust – Schoefler ถือเป็นโรงพิมพ์แรกที่ใส่ชื่อผู้พิมพ์และวันที่ลงไป

ชีวิตต่อมา

ในปี 1462 เกิดกรณีพิพาทระหว่าง Archbishop เมือง Mainz กูเต็นเบิร์กได้ถูกเนรเทศ เข้าย้ายไปอยู่ที่เมือง Eltville ที่ซึ่งเขาได้ถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ในเรื่องการพิมพ์ให้กับน้องชาย Bechtermunze



ในปี 1465 กูเต็นเบิร์กได้รับยศ Hofman จาก Archbishop Van Nasse ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าหลังจากนั้นกูเต็นเบิร์กได้ย้ายกลับ Mainz หรือไม่

กูเต็นเบิร์กเสียชีวิตลงในปี 1468 ต่อมาโบสถ์และสุสานของเขาได้ถูกทำลาย

ในปี 1504 เขาได้ถูกจารึกเป็นผู้คิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะ ซึ่งปรากฏในหนังสือของ Professor Iwo Wittig

 

 

ตัวอย่างกรณีศึกษาที่เป็นการปรับปรุงการทำงานกระบวนสินค้า

 

:: ข้อมูลสินค้า

 

  ชื่อสินค้า : 

  สอนกระบวนการผลิตน้ำผลไม้ปั่นสมูธตี้ส์ SMOOTHIES & SHAKE + ชาไข่มุกไต้หวัน + วิธีทำเหล้าปั่น พร้อมสูตรการทำกว่า 50 สูตร

  ยี่ห้อ/รุ่น : 

  /

  ราคา : 

  3000

  สภาพสินค้า : 

  ของใหม่

  เว็บไซต์ : 

  www.lekcooking.com

  วันประกาศ : 

  2008-06-30 10:42:38

 

:: รายละเอียดสินค้า

 

สอนกระบวนการผลิตน้ำผลไม้ปั่นสมูธตี้ส์ SMOOTHIES & SHAKE + ชาไข่มุกไต้หวัน + วิธีทำเหล้าปั่น พร้อมสูตรการทำกว่า 50 สูตร
สถานที่สอนทำอาหาร lekcooking เปิดสอนหลักสูตร กระบวนการผลิตน้ำผลไม้ปั่นสมูธตี้ส์ SMOOTHIES & SHAKE + ชาไข่มุกไต้หวัน และ วิธีทำเหล้าปั่น พร้อมสูตรการทำกว่า 50 สูตร เรียนจบสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง สามารถเลือกวันและเวลาเรียนได้ เปิดทำการสอนทุกวัน จันทร์-อาทิตย์ ค่าเรียน 3,000 บาท ตลอดหลักสูตร
สนใจสามารถโทรสำรองที่เรียนได้ที่ 086-3981970 ,085-1215641 คุณเล็ก
หรือสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.lekcooking.com

หัวข้อที่สอน
- เรียนรู้ทฤษฏีเบื้องต้นเกี่ยวกับสมูธตี้ส์ (SMOOTHIES & SHAKE)
- รู้จักกับอุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ในการทำสมูธตี้ส์ บอกแหล่งที่ขายส่งอุปกรณ์และวัตถุดิบต่างๆ
- สอนวิธีการทำ น้ำเชื่อม น้ำมะนาวหวาน โยเกิร์ตโฮมเมด และวิธีการล้างผักผลไม้ให้หมดยาฆ่าแมลง
- การเลือกซื้อผลไม้นอกฤดูกาลหรือผลไม้ที่หายาก การใช้ผลไม้ทดแทนหรือการใช้หัวเชื้อน้ำหวาน
- เรียนรู้เทคนิคและวิธีในการใช้เครื่องปั่นและวิธีการผสมส่วนผสมในการปั่นที่ถูกต้อง
- สอนวิธีการใช้เครื่องแยกกากสำหรับการทำน้ำเพื่อสุขภาพ
- สาธิตวิธีการทำสมูทธตี้ส์ สูตรเพื่อสุขภาพ Detox ล้างสารพิษ ,Slimimg หุ่นเพรียวงาม ,ป้องกันมะเร็ง ,บำรุงครรภ์ , พร้อมสูตรการทำ กว่า 50 สูตร
- วิธีการทำเครื่องกรองชาอย่างง่าย
- สอนวิธีการต้มชาเขียว ชาแดง ไข่มุก และสูตรการชงชากว่า 10 ชนิด
- รู้จักกับเหล้าแต่ละประเภทที่ใช้ในการทำเหล้าปั่น และไซรัป (syrup) ชนิดต่างๆ
- สาธิตวิธีการทำ กามิกาเซ่ (Kamikaze) กีวีซีแลนด์ (Kiwi Zeland) และบูลเบอรี่ เฮฟเว่น (Blueberry Heven) พร้อมสูตรการทำเหล้าปั่นกว่า 20 ชนิด

สิ่งที่ผู้เรียนจะได้รับ
- มีความรู้ความเข้าใจ และทักษะในการทำสมูธตี้ส์ ชาไข่มุก และเหล้าปั่น สามารถนำไปประกอบอาชีพได้
- เอกสาร สูตรที่ใช้ในการทำสมูธตี้ส์ กว่า 50 สูตร ชาไข่มุก 10 สูตร และ เหล้าปั่นกว่า 20 ชนิด
- เทคนิคและเคล็ดลับต่างๆในการทำสมูธตี้ส์ การชงชา การต้มไข่มุก และกรรมวิธีในการทำเหล้าปั่น
- บอกแหล่งที่ซื้ออุปกรณ์และวัตถุดิบราคาถูก

ขั้นตอนในการสมัคร
1. โทรมาลงชื่อจองเวลาเรียนล่วงหน้าทางโทรศัพท์ ติดต่อคุณเล็กที่ 085-1215641, 086-3981970
2. โอนเงินมัดจำค่าเรียน 1,000 บาท มาที่
ธนาคารกรุงเทพฯ สาขาสี่แยกบางนา
นายบัณฑิต กิติกาญจนา
เลขที่ 2400584906 บ/ช. ออมทรัพย์
3. โทรแจ้งรายละเอียดการโอนเงิน ได้แก่ชื่อผู้โอน วัน และเวลา มาที่เบอร์ติดต่อข้างต้น
หมายเหตุ - กรุณาเก็บสลิปหลักฐานการโอนเงินของท่านเพื่อนำมายืนยันการลงทะเบียน

สถานที่อบรมและเส้นทางการเดินทาง
บ้านเลขที่ 3123/6-7 ถ.สุขุมวิท แขวงบางนา เขตบางนา กทม 10260
อยู่หน้าปากซอยสุขุมวิท 101/1(ซอยวชิรธรรมสาธิต) ตรงข้ามกับธนาคารนครหลวง อยู่ติดถนนใหญ่

 

 

 

 



แต่งบล็อกใน Space ของคุณง่ายๆ ด้วย Windows Live Writer Windows Live Writer

เอ็มมี่ -

unread,
Jul 9, 2008, 3:03:40 AM7/9/08
to im3...@googlegroups.com

 
 Johannes Gutenberg
กูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม “คัมภีร์ไบเบิ้ล เขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดตือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ­้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต วิธีการพิมพ์แบบใหม่นี้ได้เป็นที่นิยมในยุโรปอย่างกว้างขวาง และถือว่ามีส่วนสำคัญต่อมาอย่างมากในงานพิมพ์สมัยเรเนอซองส์ กูเต็นเบิร์กได้ถูกจารึกชื่ออยู่ในหอคอยเกียรติยศปี 1998 รวมถึงA&E network ได้จัดอันดับให้เขาติดอันดับ 1 ใน People of the Millennium และในปี 1997 นิตยสารTime จัดให้สิ่งประดิษฐ์ของกูเต็นเบิร์กเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญที่สุดกูเต็นเบิร์ก­เป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400 ครอบครัวกูเต็นเบิร์กย้ายไปที่เมือง Eltville am Rhein ที่ซึ่งมารดาของเขาเป็นเจ้าของ เขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 และกูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการ
ระบุแน่ชัดว่าภายในระยะ 15 ปีต่อ กูเต็นเบิร์กทำอะไร แต่ในปี 1434 มีจดหมายแสดงว่ากูเต็นเบิร์กได้มา          อาศัยอยู่กับญาติของมารดา ภายในเมือง Strasbourg และมีการค้นพบอีกว่าที่เมืองนี้นั้นเขามีอาชีพเป็น            นักขุดทอง ในปี 1437 พบหลักฐานว่าเขาเป็นผู้อบรมเรื่องการเจียระไนเพชรพลอย จนกระทั่งปี 1444 กูเต็นเบิร์กยังอาศัยอยู่ในเมือง Strasbourg แถบ St.Arbogast แถวชานเมือง ยังไม่แน่ชัดว่าที่นี้เขาทำอะไร หรือสถานที่นี้หรือว่าที่เขาสามารถคิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะขึ้นมาได้ ในปี 1450 สิ่งพิมพ์เริ่มมีบทบาท มีการพิมพ์บทกลอนของเยอรมัน เป็นไปได้มีการพิมพ์ครั้งแรกกันที่เมืองนี้ กูเต็นเบิร์กได้ทำการยืมเงิน 800 g. จาก Fust ต่อมา Peter Schoefler ได้แต่งงานกับน้องสาวของ Fust โรงงานของกูเต็นเบิร์กตั้งอยู่ในเมือง Hof Humbrecht ซึ่งเป็นสมบัติของญาติห่างๆ ของเขาเอง ไม่ทราบแน่ชัดว่ากูเต็นเบิร์กรับงานการพิมพ์คัมภีร์มาเมื่อใด แต่เพื่องานชิ้นนี้ กูเต็นเบิร์กได้ยืมเงิน Fust เพิ่มอีก 800g. และเริ่มงานในปี 1452 ในขณะเดียวกัน มีการพิมพ์หนังสือไวยากรณ์ภาษาลาติน เชื่อกันว่ากูเต็นเบิร์กมีแท่นพิมพ์ 2 ชิ้น ชิ้นแรกจะไว้รับงานทั่วๆ ไป ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กได้ตีมพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด ซึ่งเป็นที่รุ้จักกันในนาม “คัมภีร์ไบเบิ้ลกูเต็นเบิร์ก” พิมพ์ออกมา 180 ชุด ลงบนกระดาษและหนังลูกวัว
การขึ้นศาล-      ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กกับ Fust ทะเลาะกันและ Fust กูเต็นเบิร์กล้มละลาย แต่มีหลักฐานปรากฏว่าเขาได้ตั้งโรงพิมพ์เล็กๆ ขึ้นมาในปี 1459ในปี 1462 เกิดกรณีพิพาทระหว่าง Archbishop เมือง Mainz กูเต็นเบิร์กได้ถูกเนรเทศ เข้าย้ายไปอยู่ที่เมือง Eltville ในปี 1465 กูเต็นเบิร์กได้รับยศ Hofman จาก Archbishop Van Nasse ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าหลังจากนั้นกูเต็นเบิร์กได้ย้ายกลับ Mainz กูเต็นเบิร์กเสียชีวิตลงในปี 1468 ต่อมาโบสถ์และสุสานของเขาได้ถูกทำลาย ในปี 1504 เขาได้ถูกจารึกเป็นผู้คิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะ ซึ่งปรากฏในหนังสือของ Professor Iwo Wittig
 
 

 
Hawthorne Effect
The Hawthorne effect เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคนเปลี่ยน­¬¬แปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น (บางที เรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ) ในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่­¬¬องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร  คำว่า เป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี  1924 และ 1932.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่  ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีของแสงในโรงงานอย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพผลผลิตของพนักงาน ก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการศึกษา ได้เพิ่มเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาใหม่ในโรงงานเดิม โดยครั้งใหม่นี้ใช้กลุ่มคนงาน ๕ กลุ่มที่อายุแตกต่างกัน แบ่งเพศเป็นเพศชาย กับเพศหญิง ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมการทำงานอื่นด้วย (ได้แก่ วิธีการจ่ายเงิน การให้พักครั้งละ ๕ นาที ๒ครั้งต่อกะโดยให้เลือกเวลาเอง ต่อด้วยการให้พัก ๑๐ นาที ๒ครั้งต่อกะงานโดยหัวหน้างานกำหนดเวลา ต่อด้วยให้หยุดพักครั้งละ ๕ นาทีเมื่อเวลาที่พนักงานเบื่องานถึงที่สุดในกะงานนั้นแต่ต้องบอกหัวหน้างานก่อน และพักได้ถึง ๖ ครั้งต่อกะ การปรับเปลี่ยนให้มีอาหารว่างกินระหว่างพัก  การให้กลับบ้านก่อนเลิกกะ ๓๐ นาทีถ้าผลงานดี ผลการวิจัย กลับพบเช่นเดิมว่า ขณะทำการวิจัย ผลงานของพนักงานเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มไม่แตกต่างกันทางสถิติ และเมื่อเลิกวิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อประสิทธิภาพของคนงาน วิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อองค์กรและพฤติกรรมองค์กร อย่างมาก มากกว่าสิ่งแวดล้อมทางกายภาพเช่น แสง เสียง ความร้อน หรือแม้แต่สวัสดิการ ฯลฯ  นักวิจัยจึงสรุปว่า ธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ในที่ทำงานรวมหมู่กันในโรงงานหรือองค์กร ณ ขณะทำการวิจัยนั้นน่าจะปรับตัวไปตามสิ่งแวดล้อมที่เข้ามาบีบรัด ณ ขณะนั้น หมายความว่าผู้ปฏิบัติงานจะทำงานหนักขึ้นเพราะว่าพวกเขาคิดว่าเขากำลังอยู่ในท่­¬¬ามกลางสถานการณ์พิเศษ (กำลังวิจัยอยู่) ควรจะต้องทำอะไรที่พิเศษสักหน่อย นักวิจัยยังได้ทำการทดลองต่ออีก โดยคราวนี้กำหนดให้มีคนที่มาทำงานด้วยเป็น coworkers ของแต่คน ทำงานเป็นคู่ ๆ ผลลัพธ์ที่ออกมาพบว่า คนที่มาเป็นคู่ร่วมทำงานก็กลายมาเป็นตัวกระตุ้นเร้าพิเศษในระยะแรก มีผลต่อจิตวิทยาและผลงานในระยะแรกไม่ต่างจากการตั้งชื่อว่าจะมีงานวิจัยในโรงงา­¬¬น  ในระยะหลัง ตั้งแต่ปี ๑๙๗๑ เป็นต้นมา "the Hawthorne effect" ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกระตุ้นเร้าเป็นช่วงๆ เพื่อให้องค์กรเกิด นั่นคือสร้างให้มีปรากฏการณ์พิเศษขึ้นในองค์กรในบางช่วงเวลา
โยฮาน กูเต็นเบิร์ก
นักประดิษฐ์ชาวเยอรมัน ในศตวรรษที่ 15 เขาเป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์ด้วยโลหะและเป็นคนแรกที่นำการพิมพ์หนังสือเข้า­¬¬สู่ยูโรป หนังสือเล่มแรกของเขาคือหนังสือพระคัมภีร์ภาษาลาติน พิมพ์ในราวปี ค.ศ.1455กูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม “คัมภีร์ไบเบิ้ล 42     ในบรรดาผลงานของเขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดตือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ­¬¬้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น การประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นเป็นการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน
 
 
 
ตัวอย่างการปรับปรุงการทำงาน
เครื่องปรับอากาศที่ใช้ในบ้าน : การประหยัดพลังงาน


อุปกรณ์ต่างๆ ภายในเครื่องปรับอากาศ
     เครื่องปรับอากาศของบ้านพักาศัย ประกอบด้วยชิ้นส่วนต่างๆ ที่สำคัญ 9 อย่างดังนี้
     1. แผงท่อทำความเย็น (Cooling coil)
     2. คอมเพรสเซอร์ (Compressor)
     3. แผงท่อระบายความร้อน (Condenser coil)
     4. พัดลมส่งลมเย็น (Blower)
     5. พัดลมระบายความร้อน (Condenser fan)
     6. แผ่นกรองอากาศ (Air filter)
     7. หน้ากากเครื่องที่มีแผ่นเกล็ดกระจายลมเย็น (Louver)
     8. อุปกรณ์ควบคุมสำหรับการเปิด-ปิดเครื่อง ตั้งค่าอุณหภูมิห้อง ตั้งความเร็วของพัดลมส่งลมเย็น  ตั้งเวลาการ
         ทำงานของเครื่อง เป็นต้น อุปกรณ์ควบคุมนี้อาจติดตั้งอยู่ที่ตัว เครื่องปรับอากาศเอง หรือแยกเป็นอุปกรณ์
         ต่างหากเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้ในการ ควบคุมระยะไกล (Remote control) จากบริเวณอื่นๆ ภาย
         ในห้องปรับอากาศ
     9. อุปกรณ์ป้อนสารทำความเย็น (Metering device)


 วัฎจักรการทำความเย็นเริ่มจากผู้ใช้เครื่องปรับอากาศ สารทำความเย็น เหลวในปริมาณพอเหมาะจะไหลผ่านอุปกรณ์ป้อนสารทำความเย็นเข้าไปยังแผงท่อทำความ เย็นซึ่งติดตั้งอยู่ภายในห้อง พัดลมส่งลมเย็นจะดูดอากาศร้อนและชื้นภายในห้องผ่านแผ่น กรองอากาศ ซึ่งติดตั้งอยู่ด้านหน้าของแผงท่อทำความเย็น เพื่อกรองเอาฝุ่นละอองขนาดใหญ่ ออกไป จากนั้นอากาศร้อนชื้นจะคายความร้อนให้แก่สารทำความเย็นภายในแผงท่อทำความ เย็น ทำให้มีอุณหภูมิและความชื้นลดลงและถูกพัดลมส่งลมเย็นกลับเข้ามาสู่ห้องอีกครั้งหนึ่ง โดยผ่านแผ่นเกล็ดกระจายลม เพื่อให้ลมเย็นแพร่ไปสู่ส่วนต่างๆ ของห้องอย่างทั่วถึง
ดังนั้นถ้าเราตั้งอุณหภูมิที่อุปกรณืควบคุมไม่ให้ต่ำมากคือ ไม่ให้เย็นจนเกินไป ก็จะ ช่วยประยัดค่าไฟได้ ซึ่งตามปกติควรตั้งไว้ที่ 25 ํ C
เครื่องปรับอากาศทำหน้าที่พาความร้อนที่เกิดขึ้นภายในห้อง ต่างๆ ของบ้านพักอาศัยผ่านทางแผงท่อทำความเย็นออกไปทิ้งภายนอกอาคารโดยผ่านทาง แผงท่อระบายความร้อนนั้นเอง หากการพาความไปทิ้งนี้เกิดขึ้นได้สะดวก ห้องต่างๆ ก็จะ เย็นได้รวดเร็วและสิ้นเปลืองไฟฟ้าน้อยด้วย
 
 
                                                                                                                        น.ส  วรรณดี  งิ้วผา  501476019
                                                                                                                        คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม
                                                                                                                     โปรแกรมการจัดการอุตสาหกรรม

                                                          
 
 
                                
 
                       
 
 


แชตออนไลน์ทันใจกับเพื่อนและครอบครัวของคุณ! Windows Live Messenger

แต่งบล็อกใน Space ของคุณง่ายๆ ด้วย Windows Live Writer Windows Live Writer

วิชาญ สมณะ

unread,
Jul 9, 2008, 6:45:05 AM7/9/08
to im3...@googlegroups.com
กูเตนเบิก1.doc

เอ็มมี่ -

unread,
Jul 9, 2008, 3:08:54 AM7/9/08
to im3...@googlegroups.com

To: im3...@googlegroups.com
Subject: 1/2551 work1
Date: Wed, 9 Jul 2008 14:03:40 +0700

ศิริชัย ใจสุภาพ

unread,
Jul 10, 2008, 4:50:33 AM7/10/08
to im3...@googlegroups.com, sj_...@windowslive.com
~$ฮันเนส กูเต็นเบิร์ก.doc

ณัฐพงศ์ ลือสุวรรณ์

unread,
Jul 10, 2008, 12:03:51 AM7/10/08
to im3...@googlegroups.com
    

นายณัฐพงศ์  ลือสุวรรณ์  

รหัส501476048

 การจัดการอุตสาหกรรม

                                            กูเต็นเบิร์ก


         
กูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัดผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดตือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โ­ลหะ ตัวเรียงพิมพ์โลหะได้ถูกนำเข้ามาใช้ในการทำต้นฉบับคือว่างานประดิษฐ์นี้ได้ล้มล­้างวิธีการพิมพ์แบบเก่าสมัยที่ยังเป็นแท่นพิมพ์แกะไม้อยู่ วิธีการพิมพ์แบบใหม่นี้ได้เป็นที่นิยมในยุโรปอย่างกว้างขวาง และถือว่ามีส่วนสำคัญต่อมาอย่างมากในงานพิมพ์สมัยเรเนอซองส์ กูเต็นเบิร์กได้ถูกจารึกชื่ออยู่ในหอคอยเกียรติยศปี 1998 รวมถึงA&E network ได้จัดอันดับให้เขาติดอันดับ 1 ใน People of the Millennium และในปี 1997 นิตยสารTime จัดให้สิ่งประดิษฐ์ของกูเต็นเบิร์กเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญที่สุดในยุคศตวรรษท­ี่ 20ชีวิตส่วนตัว         กูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของเจ้าของร้านค้า บางตำรากล่าวว่าพ่อของกูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400ในสมัยนั้นผู้ที่มีอันจะกินในเมืองโมนซ์นิยมตั้งชื่อตามบ้านที่ครอบครอง และในช่วงปี 1411 เกิดจราจลต่อต้านผู้มีอันจะกินในเมืองโมนซ์ ผู้คนกว่า 100 หลังคาเรือนต้องอพยพไปเมืองอื่น ครอบครัวกูเต็นเบิร์กย้ายไปที่เมือง Eltville am Rhein ที่ซึ่งมารดาของเขาเป็นเจ้าของ เขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 และกูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการ

 

Hawthorne Effect
         The Hawthorne effect
เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น (บางทีเรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ) ในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่­องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร  คำว่า Hawthorne Works,[1] เป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี  1924 และ 1932.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่ ....... ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีของแสงในโรงงานอย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพผลผลิตของพนักงาน ก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการศึกษา ได้เพิ่มเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาใหม่ในโรงงานเดิม โดยครั้งใหม่นี้ใช้กลุ่มคนงาน ๕ กลุ่มที่อายุแตกต่างกัน แบ่งเพศเป็นเพศชาย กับเพศหญิง ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมการทำงานอื่นด้วย (ได้แก่ วิธีการจ่ายเงิน การให้พักครั้งละ ๕ นาที ๒ครั้งต่อกะโดยให้เลือกเวลาเอง ต่อด้วยการให้พัก ๑๐ นาที ๒ครั้งต่อกะงานโดยหัวหน้างานกำหนดเวลา ต่อด้วยให้หยุดพักครั้งละ ๕ นาทีเมื่อเวลาที่พนักงานเบื่องานถึงที่สุดในกะงานนั้นแต่ต้องบอกหัวหน้างานก่อน และพักได้ถึง ๖ ครั้งต่อกะ การปรับเปลี่ยนให้มีอาหารว่างกินระหว่างพัก  การให้กลับบ้านก่อนเลิกกะ ๓๐ นาทีถ้าผลงานดี ผลการวิจัย กลับพบเช่นเดิมว่า ขณะทำการวิจัย ผลงานของพนักงานเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มไม่แตกต่างกันทางสถิติ และเมื่อเลิกวิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อองค์กรและพฤติกรรมองค์กร อย่างมาก มากกว่าสิ่งแวดล้อมทางกายภาพเช่น แสง เสียง ความร้อน หรือแม้แต่สวัสดิการ   ผลงานของพนักงานก็จะดีขึ้นเองจากการสร้างปฏิทินกิจกรรมพิเศษโดยฝ่ายบริหาร ในระยะหลังบางทีจึงเรียก " Hawthorne effect” เป็น  halo effect ก็มี  บทความโดย : นายแพทย์ชูชัย  ศรชำน

ตัวอย่างการศึกษากระบวนการทำงาน
           ในขบวนการผลิตหญ้าแพงโกล่าเพื่อจำหน่าย อุปกรณ์ในการตัดหญ้าเพื่อขายหญ้าสดหรือเข้าสู่ขั้นตอนการทำหญ้าแห้ง นับเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญ เนื่องจากพื้นที่การผลิตขนาดใหญ่ การอาศัยเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพต่ำ เช่น เครื่องตัดหญ้าแบบข้อแข็ง (เครื่องสะพายไหล่) นอกจากต้นทุนการผลิตสูงแล้วยังต้องใช้แรงงานและเวลามากในการทำงาน การอาศัยเครื่องมือซึ่งมีประสิทธิภาพสูง ต้องใช้เงินทุนมาก เกินกำลังที่เกษตรกรจะหาได้ ดังนั้นความคิดเพื่อเอาชนะปัญหานี้เกิดขึ้นครั้งแรกที่จังหวัดกำแพงเพชร ได้มีเกษตรกรไทยคนเก่งประดิษฐ์เครื่องตัดหญ้าแบบปัตตาเลี่ยน ขับเคลื่อนโดยใช้รถไถนาแบบเดินตาม พบว่าสามารถทำงานได้ดีระดับหนึ่ง ประสิทธิภาพการทำงานสูงกว่าเครื่องตัดหญ้าแบบข้อแข็ง แต่ข้อเสียที่พบก็คือใบมีดกับเครื่องยนต์ยังขาดความสมดุลย์ ช่วงขณะทำงานซึ่งต้องใช้คนเดินตามเครื่องยนต์ใบมีดจะสั่นมาก ดังนั้นคนตัดหญ้าต้องมีร่างกายแข็งแรงเท่านั้นจึงจะสามารถใช้เครื่องนี้ได้ จากจุดบกพร่องเหล่านี้ การพัฒนาเครื่องตัดหญ้าแพงโกล่าได้เกิดขึ้นอีกครั้งที่จังหวัดเพชรบุรี คุณณรงค์ คงวัฒนา ประธานกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสัตว์นาวุ้ง อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์และมีนิสัยชอบทางด้านเครื่องจักรกล ได้ประยุกต์เครื่องตัดหญ้าแพงโกล่าแบบนั่งขับ ประกอบด้วยอุปกรณ์ที่สำคัญ 2 ชิ้น คือ ใบมีดตัดหญ้าแบบปัตตาเลี่ยน ติดตั้งกับรถยนต์ยี่ห้อไดฮัทสุ ซึ่งได้ปรับตัวถังรถยนต์ให้เข้ากับชุดใบมีด คนตัดหญ้าสามารถนั่งขับรถและรถสามารถเดินหน้าและถอยหลังได้เหมือนรถยนต์ทั่วๆ ไป ซึ่งสะดวกสบายต่อคนใช้งาน
Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages