โยฮาน กูเต็นเบิร์ก
นักประดิษฐ์ชาวเยอรมัน ในศตวรรษที่ 15 เขาเป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์ด้วยโลหะและเป็นคนแรกที่นำการพิมพ์หนังสือเข้าสู่ยูโรป หนังสือเล่มแรกของเขาคือหนังสือพระคัมภีร์ภาษาลาติน พิมพ์ในราวปี ค.ศ.1455
กูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม “คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด”กรณีในการศึกษา
1. การประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงโลหะของ กูเต็นเบิร์ก ใช้ไม้น็อตทำ การปรับปรุงแก้ไขโดย การใช้ โลหะหรือเหล็ก เพราะว่าจะทำให้ไม่ผุพังง่าย และทนทานต่อการใช้งานมาก
2. วิธีการพิมพ์แบบสมัยเก่ายังเป็นแท่นพิมพ์แกะไม้อยู่ การปรับปรุงแก้ไขก็คือ เปลี่ยนมาใช้
พลาสติกหรือแท่นพิมพ์แบบคอมพิวเตอร์
3. การปรับปรุงแก้ไขอีกอย่างหนึ่งก็คือ การนำเอาเครื่องพิมพ์ของกูเต็นเบิร์ก มาใส่โปรแกรมและแผงวงจรก็จะใช้งานได้เหมือนกับคอมพิวเตอร์ในยุคปัจจุบัน และอีกอย่างหนึ่งก็คือ การใช้น้ำมันคงจะเปลี่ยนเป็นการใช้ไฟฟ้าแทนก็ได้
แหล่งที่มา www.google.co.th
วิชิต พุทธก้อน
501476009
การจัดการอุตสาหกรรม
กูเต็นเบิร์ก
เป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม “คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด”
ในบรรดาผลงานของเขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดตือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น การประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นเป็นการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน และสามารถใช้งานได้จริง
ชีวิตส่วนตัว
กูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของเจ้าของร้านค้า บางตำรากล่าวว่าพ่อของกูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400
ในสมัยนั้นผู้ที่มีอันจะกินในเมืองโมนซ์นิยมตั้งชื่อตามบ้านที่ครอบครอง และในช่วงปี 1411 เกิดจราจลต่อต้านผู้มีอันจะกินในเมืองโมนซ์ ผู้คนกว่า 100 หลังคาเรือนต้องอพยพไปเมืองอื่น ครอบครัวกูเต็นเบิร์กย้ายไปที่เมือง Eltville am Rhein ที่ซึ่งมารดาของเขาเป็นเจ้าของ เขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 และกูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการ
จนกระทั่งปี 1444 กูเต็นเบิร์กยังอาศัยอยู่ในเมือง Strasbourg แถบ St.Arbogast แถวชานเมือง ยังไม่แน่ชัดว่าที่นี้เขาทำอะไร หรือสถานที่นี้หรือว่าที่เขาสามารถคิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะขึ้นมา
โรงงานของกูเต็นเบิร์กตั้งอยู่ในเมือง Hof Humbrecht ซึ่งเป็นสมบัติของญาติห่างๆ ของเขาเอง ไม่ทราบแน่ชัดว่ากูเต็นเบิร์กรับงานการพิมพ์คัมภีร์มาเมื่อใด แต่เพื่องานชิ้นนี้ กูเต็นเบิร์กได้ยืมเงิน Fust เพิ่มอีก 800g. และเริ่มงานในปี 1452 ในขณะเดียวกัน มีการพิมพ์หนังสือไวยากรณ์ภาษาลาติน เชื่อกันว่ากูเต็นเบิร์กมีแท่นพิมพ์ 2 ชิ้น ชิ้นแรกจะไว้รับงานทั่วๆ ไป และอีกชิ้นจะรับงานการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล ธุรกิจของเขาได้กำไรจากการพิมพ์คัมภีร์เป็นส่วนใหญ่จากหลัฐานที่ได้พบในปี 1454-55
ชีวิตต่อมา
ในปี 1462 เกิดกรณีพิพาทระหว่าง Archbishop เมือง Mainz กูเต็นเบิร์กได้ถูกเนรเทศ เข้าย้ายไปอยู่ที่เมือง Eltville ที่ซึ่งเขาได้ถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ในเรื่องการพิมพ์ให้กับน้องชาย Bechtermunze
ในปี 1465 กูเต็นเบิร์กได้รับยศ Hofman จาก Archbishop Van Nasse ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าหลังจากนั้นกูเต็นเบิร์กได้ย้ายกลับ Mainz หรือไม่
กูเต็นเบิร์กเสียชีวิตลงในปี 1468 ต่อมาโบสถ์และสุสานของเขาได้ถูกทำลาย
ในปี 1504 เขาได้ถูกจารึกเป็นผู้คิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะ ซึ่งปรากฏในหนังสือของ Professor Iwo Wittig
Hawthorne Effect คืออะไร
The Hawthorne effect เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น (บางทีเรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ) ในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร คำว่า Hawthorne Works,[1] เป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี 1924 และ 1932.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่ ....... ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีของแสงในโรงงานอย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพผลผลิตของพนักงาน ก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการศึกษา ได้เพิ่มเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาใหม่ในโรงงานเดิม โดยครั้งใหม่นี้ใช้กลุ่มคนงาน ๕ กลุ่มที่อายุแตกต่างกัน แบ่งเพศเป็นเพศชาย กับเพศหญิง ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมการทำงานอื่นด้วย (ได้แก่ วิธีการจ่ายเงิน การให้พักครั้งละ ๕ นาที ๒ครั้งต่อกะโดยให้เลือกเวลาเอง ต่อด้วยการให้พัก ๑๐ นาที ๒ครั้งต่อกะงานโดยหัวหน้างานกำหนดเวลา ต่อด้วยให้หยุดพักครั้งละ ๕ นาทีเมื่อเวลาที่พนักงานเบื่องานถึงที่สุดในกะงานนั้นแต่ต้องบอกหัวหน้างานก่อน และพักได้ถึง ๖ ครั้งต่อกะ การปรับเปลี่ยนให้มีอาหารว่างกินระหว่างพัก การให้กลับบ้านก่อนเลิกกะ ๓๐ นาทีถ้าผลงานดี ผลการวิจัย กลับพบเช่นเดิมว่า ขณะทำการวิจัย ผลงานของพนักงานเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มไม่แตกต่างกันทางสถิติ และเมื่อเลิกวิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อองค์กรและพฤติกรรมองค์กร อย่างมาก มากกว่าสิ่งแวดล้อมทางกายภาพเช่น แสง เสียง ความร้อน หรือแม้แต่สวัสดิการ ผลงานของพนักงานก็จะดีขึ้นเองจากการสร้างปฏิทินกิจกรรมพิเศษโดยฝ่ายบริหาร ในระยะหลังบางทีจึงเรียก " Hawthorne effect” เป็น halo effect ก็มี บทความโดย : นายแพทย์ชูชัย ศรชำน
ตัวอย่างการปรับปรุงการทำงาน
Hawthorne Effect
The Hawthorne effect เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคนเปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น (บางที เรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ) ในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร คำว่า เป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี 1924 และ 1932.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่ ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีของแสงในโรงงานอย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพผลผลิตของพนักงาน ก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการศึกษา ได้เพิ่มเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาใหม่ในโรงงานเดิม โดยครั้งใหม่นี้ใช้กลุ่มคนงาน ๕ กลุ่มที่อายุแตกต่างกัน แบ่งเพศเป็นเพศชาย กับเพศหญิง ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมการทำงานอื่นด้วย (ได้แก่ วิธีการจ่ายเงิน การให้พักครั้งละ ๕ นาที ๒ครั้งต่อกะโดยให้เลือกเวลาเอง ต่อด้วยการให้พัก ๑๐ นาที ๒ครั้งต่อกะงานโดยหัวหน้างานกำหนดเวลา ต่อด้วยให้หยุดพักครั้งละ ๕ นาทีเมื่อเวลาที่พนักงานเบื่องานถึงที่สุดในกะงานนั้นแต่ต้องบอกหัวหน้างานก่อน และพักได้ถึง ๖ ครั้งต่อกะ การปรับเปลี่ยนให้มีอาหารว่างกินระหว่างพัก การให้กลับบ้านก่อนเลิกกะ ๓๐ นาทีถ้าผลงานดี ผลการวิจัย กลับพบเช่นเดิมว่า ขณะทำการวิจัย ผลงานของพนักงานเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มไม่แตกต่างกันทางสถิติ และเมื่อเลิกวิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อประสิทธิภาพของคนงาน วิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อองค์กรและพฤติกรรมองค์กร อย่างมาก มากกว่าสิ่งแวดล้อมทางกายภาพเช่น แสง เสียง ความร้อน หรือแม้แต่สวัสดิการ ฯลฯ นักวิจัยจึงสรุปว่า ธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ในที่ทำงานรวมหมู่กันในโรงงานหรือองค์กร ณ ขณะทำการวิจัยนั้นน่าจะปรับตัวไปตามสิ่งแวดล้อมที่เข้ามาบีบรัด ณ ขณะนั้น หมายความว่าผู้ปฏิบัติงานจะทำงานหนักขึ้นเพราะว่าพวกเขาคิดว่าเขากำลังอยู่ในท่ามกลางสถานการณ์พิเศษ (กำลังวิจัยอยู่) ควรจะต้องทำอะไรที่พิเศษสักหน่อย นักวิจัยยังได้ทำการทดลองต่ออีก โดยคราวนี้กำหนดให้มีคนที่มาทำงานด้วยเป็น coworkers ของแต่คน ทำงานเป็นคู่ ๆ ผลลัพธ์ที่ออกมาพบว่า คนที่มาเป็นคู่ร่วมทำงานก็กลายมาเป็นตัวกระตุ้นเร้าพิเศษในระยะแรก มีผลต่อจิตวิทยาและผลงานในระยะแรกไม่ต่างจากการตั้งชื่อว่าจะมีงานวิจัยในโรงงาน ในระยะหลัง ตั้งแต่ปี ๑๙๗๑ เป็นต้นมา "the Hawthorne effect" ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกระตุ้นเร้าเป็นช่วงๆ เพื่อให้องค์กรเกิด นั่นคือสร้างให้มีปรากฏการณ์พิเศษขึ้นในองค์กรในบางช่วงเวลา
โยฮาน กูเต็นเบิร์ก
นักประดิษฐ์ชาวเยอรมัน ในศตวรรษที่ 15 เขาเป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์ด้วยโลหะและเป็นคนแรกที่นำการพิมพ์หนังสือเข้าสู่ยูโรป หนังสือเล่มแรกของเขาคือหนังสือพระคัมภีร์ภาษาลาติน พิมพ์ในราวปี ค.ศ.1455กูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม “คัมภีร์ไบเบิ้ล 42
ในบรรดาผลงานของเขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดตือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น การประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นเป็นการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน และสามารถใช้งานได้จริงตัวเรียงพิมพ์โลหะได้ถูกนำเข้ามาใช้ในการทำต้นฉบับคือว่างานประดิษฐ์นี้ได้ล้มล้างวิธีการพิมพ์แบบเก่าสมัยที่ยังเป็นแท่นพิมพ์แกะไม้อยู่ วิธีการพิมพ์แบบใหม่นี้ได้เป็นที่นิยมในยุโรปอย่างกว้างขวาง และถือว่ามีส่วนสำคัญต่อมาอย่างมากในงานพิมพ์สมัยเรเนอซองส์ กูเต็นเบิร์กได้ถูกจารึกชื่ออยู่ในหอคอยเกียรติยศปี 1998 รวมถึง
A&E network ได้จัดอันดับให้เขาติดอันดับ 1 ใน People of the Millennium และในปี 1997 นิตยสารTime จัดให้สิ่งประดิษฐ์ของกูเต็นเบิร์กเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญที่สุดในยุคศตวรรษที่ 20
กรณีในการศึกษา
1. การประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงโลหะของ กูเต็นเบิร์ก ใช้ไม้น็อตทำ การปรับปรุงแก้ไขโดย การใช้ โลหะหรือเหล็ก เพราะว่าจะทำให้ไม่ผุพังง่าย และทนทานต่อการใช้งานมาก
2. วิธีการพิมพ์แบบสมัยเก่ายังเป็นแท่นพิมพ์แกะไม้อยู่ การปรับปรุงแก้ไขก็คือ เปลี่ยนมาใช้
พลาสติกหรือแท่นพิมพ์แบบคอมพิวเตอร์
3. การปรับปรุงแก้ไขอีกอย่างหนึ่งก็คือ การนำเอาเครื่องพิมพ์ของกูเต็นเบิร์ก มาใส่โปรแกรมและแผงวงจรก็จะใช้งานได้เหมือนกับคอมพิวเตอร์ในยุคปัจจุบัน และอีกอย่างหนึ่งก็คือ การใช้น้ำมันคงจะเปลี่ยนเป็นการใช้ไฟฟ้าแทนก็ได้
แหล่งที่มา www.google.co.th
hamthorne ettect
เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้นเรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ) ในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน ใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร คำว่า เป็นชื่อของงา.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่ ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีนวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี 1924 ก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการศึกษา ได้เพิ่มเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาใหม่ในโรงงานเดิม โดยครั้งใหม่นี้ใช้กลุ่มคนงาน ๕ กลุ่มที่อายุแตกต่างกัน แบ่งเพศเป็นเพศชาย กับเพศหญิง ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมการทำงานอื่นด้วย (ได้แก่ วิธีการจ่ายเงิน การให้พักครั้งละ ๕ นาที ๒ครั้งต่อกะโดยให้เลือกเวลาเอง ต่อด้วยการให้พัก ๑๐ นาที ๒ครั้งต่อกะงานงานโดยหัวหน้างานกำหนดเวลา ต่อด้วยให้หยุดพักครั้งละ ๕ นาทีเมื่อเวลาที่พนักงานเบื่องานถึงที่สุดผลงานของพนักงานเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มไม่แตกต่างกันทางสถิติ และเมื่อเลิกวิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อองค์กรและพฤติกรรมองค์กร อย่างมาก มากกว่าสิ่งแวดล้อมทางกายภาพเช่น แสง เสียง ความร้อน หรือแม้แต่สวัสดิการ ฯลฯ
ประวัติโยฮันกูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม “คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด”กูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของเจ้าของร้านค้า บางตำรากล่าวว่าพ่อของกูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็เบกนั้ยังแนชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400ในสมัยนั้นผู้ที่มีอันจะกินในเมืองโมนซ์นิยมตั้งชื่อตามบ้านที่ครอบครอง และในช่วงปี 1411 เกิดจราจลต่อต้านผู้มีอันจะกินในเมืองโมนซ์ ผู้คนกว่า 100 หลังคาเรือนต้องอพยพไปเมืองอื่น ครอบครัวกูเต็นเบิร์กย้ายไปที่เมือง Eltville am Rhein ที่ซึ่งมารดาของเขาเป็นเจ้าของ เขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 และกูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการจนกระทั่งปี 1444 กูเต็นเบิร์กยังอาศัยอยู่ในเมือง Strasbourg แถบ St.Arbogast แถวชานเมือง ยังไม่แน่ชัดว่าที่นี้เขาทำอะไร หรือสถานที่นี้หรือว่าที่เขาสามารถคิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะขึ้นมาได้
กรณีในการศึกษาของ hamthorne ettect
1. การเปลี่ยนแปลงสีแสงในโรงงาน
2. การปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมในการทำงาน
กรณีในการศึกษาของโยฮัล
1. สินค้าการปรับปรุงการค้าขายผ้า
2. การเจียระในเพชรพลอย
แหล่งที่มา www.google.co.th
นายไพสิฐ ศรีวิชัย 501476005 โปรแกรมการจัดการอุตสาหกรรม
นายธีระวัฒน์ บ่อเงิน 501476008
การจักการอุตสาหกรรม
Section AA
รายงานกรณีศึกษา การศึกษาและปรับปรุงการทำงาน
Johannes Gutenberg
กูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม “คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด”
ประวัติ
กูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของเจ้าของร้านค้า บางตำรากล่าวว่าพ่อของกูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400
ในสมัยนั้นผู้ที่มีอันจะกินในเมืองโมนซ์นิยมตั้งชื่อตามบ้านที่ครอบครอง และในช่วงปี 1411 เกิดจลาจลต่อต้านผู้มีอันจะกินในเมืองโมนซ์ ผู้คนกว่า 100 หลังคาเรือนต้องอพยพไปเมืองอื่น ครอบครัวกูเต็นเบิร์กย้ายไปที่เมือง Eltville am Rhein ที่ซึ่งมารดาของเขาเป็นเจ้าของ เขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 และกูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการ
ไม่มีการระบุแน่ชัดว่าภายในระยะ 15 ปีต่อ กูเต็นเบิร์กทำอะไร แต่ในปี 1434 มีจดหมายแสดงว่ากูเต็นเบิร์กได้มาอาศัยอยู่กับญาติของมารดา ภายในเมือง Strasbourg และมีการค้นพบอีกว่าที่เมืองนี้นั้นเขามีอาชีพเป็นนักขุดทอง ในปี 1437 พบหลักฐานว่าเขาเป็นผู้อบรมเรื่องการเจียระไนเพชรพลอย ซึ่งไม่ทราบว่าเขามีความรู้ทางด้านนี้ได้อย่างไร ในปี 1436/37 เขาได้ไปปรากฏตัวต่อหน้าศาลข้อหาละเมิดสัญญาการแต่งงานกับสาวชาวเมือง Strasbourg แต่ไม่มีการบันทึกว่าการแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อใด
เว้นว่างไปจนกระทั่งปี 1448 เขากลับมายังเมืองโมนซ์ เขาได้เงินจากน้องเขย Arnold Gelthus สันนิษฐานว่าเพื่อใช้สิ่งพิมพ์
ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กได้ตีมพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด ซึ่งเป็นที่จักกันในนาม “คัมภีร์ไบเบิ้ลกูเต็นเบิร์ก” พิมพ์ออกมา 180 ชุด ลงบนกระดาษและหนังลูกวัว
การขึ้นศาล
ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กกับ Fust ทะเลาะกันและ Fust ได้เรียกร้องเงินทั้งหมดของเขาคืน และเงินนั้นได้ลงทุนไปกับการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล ทำให้เขาไม่มีเงินจะคืน Fust ได้ยื่นฟ้องกับ Archbishop’s count ผลการตัดสินได้ให้สิทธิการดูแลทั้งหมดแก่ Fust
กูเต็นเบิร์กล้มละลาย แต่มีหลักฐานปรากฏว่าเขาได้ตั้งโรงพิมพ์เล็กๆ ขึ้นมาในปี 1459 และจัดพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ลให้กับเมือง Bamberg แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการพิมพ์ไม่มีการลงชื่อและวันที่ไว้เลย
ในขณะเดียวกัน Fust – Schoefler ถือเป็นโรงพิมพ์แรกที่ใส่ชื่อผู้พิมพ์และวันที่ลงไป
ชีวิตต่อมา
ในปี 1462 เกิดกรณีพิพาทระหว่าง Archbishop เมือง Mainz กูเต็นเบิร์กได้ถูกเนรเทศ เข้าย้ายไปอยู่ที่เมือง Eltville ที่ซึ่งเขาได้ถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ในเรื่องการพิมพ์ให้กับน้องชาย Bechtermunze
ในปี 1465 กูเต็นเบิร์กได้รับยศ Hoffman จาก Archbishop Van Nasse ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าหลังจากนั้นกูเต็นเบิร์กได้ย้ายกลับ Mainz หรือไม่
กูเต็นเบิร์กเสียชีวิตลงในปี 1468 ต่อมาโบสถ์และสุสานของเขาได้ถูกทำลาย
ในปี 1504 เขาได้ถูกจารึกเป็นผู้คิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะ ซึ่งปรากฏในหนังสือของ Professor Iwo Wittig
ในบรรดาผลงานของเขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดคือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น การประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นเป็นการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน และสามารถใช้งานได้จริง
กูเต็นเบิร์กได้ถูกจารึกชื่ออยู่ในหอคอยเกียรติยศปี 1998 รวมถึงA&E network ได้จัดอันดับให้เขาติดอันดับ 1 ใน People of the Millennium และในปี 1997 นิตยสารTime จัดให้สิ่งประดิษฐ์ของกูเต็นเบิร์กเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญที่สุดในยุคศตวรรษที่ 20
Hawthorne Effect .
The Hawthorne effect เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น บางทีเรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ
ในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น
ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร
ตั้งแต่ปี ๑๙๗๑ เป็นต้นมา "The Hawthorne effect" ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกระตุ้นเร้าเป็นช่วงๆ เพื่อให้องค์กรเกิด continuous improvement. นั่นคือสร้างให้มีปรากฏการณ์พิเศษขึ้นในองค์กรในบางช่วงเวลา พนักงานก็จะหันมาสนใจเรื่องการ learning, ซึ่งก็จะทำให้พนักงานมีความเชี่ยวชาญ expertise มากขึ้น แล้วก็ให้เขาเหล่านั้นได้มีโอกาสทบทวนภูมิปัญญาของตนเอง reflection ซึ่งก็จะกลับกลายมาเป็นการยกระดับการพัฒนาคุณภาพงาน ผลงานอย่างต่อเนื่องต่อไป การสร้างปรากฏการณ์พิเศษทางการบริหารยุคใหม่หลังยุค ๑๙๙๑ โดยทั่วไปไม่ทำว่าจะต้องวิจัยอะไรในโรงงานหรือองค์กร แต่มักนิยมใช้เครื่องมือที่ชื่อ "implicit social cognition" คือการ “สร้างปฏิทินการจัดงานขึ้นมาเองโดยฝ่ายบริหาร” (เช่น วันสถาปนาโรงงาน วันประกวดผู้ปฏิบัติงานดีเด่น วัน ๕ ส. ดีเด่น วันครบรอบ ...... ฯลฯ) จัดกิจกรรมในพื้นที่งานหรือในพื้นที่สาธารณะหรือต่อสังคม ผลงานของพนักงานก็จะดีขึ้นเองจากการสร้างปฏิทินกิจกรรมพิเศษโดยฝ่ายบริหาร ในระยะหลังบางทีจึงเรียก " Hawthorne effect”
ตัวอย่างการปรับปรุงการทำงาน
เครื่องนวดข้าว เดิมมีบทบาทในการนวดข้าว นวดถั่วเหลือง ถั่วเขียว และในขณะนี้ก็นวดข้าวโพดได้ด้วย มีส่วนในระบบของการนวดมายาวนาน
ประโยชน์หลักของเครื่องนวดข้าว คือ ทำให้กระบวนการนวดข้าวรวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่ายลงเมื่อเทียบกับการใช้แรงงานคน หรือใช้เครื่องมือล้าสมัยแบบดั้งเดิม คือจะทำให้ต้นทุนในการนวดต่ำลง ทำให้ขั้นตอนในกระบวนการสุดท้ายของการเก็บเกี่ยวข้าวเร็วขึ้น แต่ปัจจุบันมีการพัฒนาเครื่องนวดข้าวมาเป็น
เครื่องเกี่ยวนวดข้าว ขึ้นมาทดแทน เพราะเครื่องเกี่ยวนวดข้าวมีบทบาทมากกว่าเครื่องนวดข้าว หมายถึง การเกี่ยวนวดข้าวสามารถสำเร็จได้ในกระบวนการเดียว เมื่อข้าวสามารถเก็บเกี่ยวได้ สามารถขับเครื่องเกี่ยวนวดข้าวลงไปเก็บเกี่ยวเอาเฉพาะเมล็ดข้าวขึ้นมาได้เลย จึงทำให้ระบบการทำนาสั้นลง เพราะ ใช้แรงงานน้อยลง ใช้เวลาน้อยลงในการเก็บเกี่ยวและนวด ซึ่งทั้ง 2 กระบวนการเข้าไปอยู่ ในกระบวนการเดียวกันด้วย
ที่มา http://typoknowledge.blogspot.com
ปฏิพัทธ์ มีจันทร์
501476015
การจัดการอุตสาหกรรม
รายงานกรณีศึกษา การศึกษาและปรับปรุงการทำงาน
กูเต็นเบิร์ก
กูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม “คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด”
ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดตือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ
ตัวเรียงพิมพ์โลหะได้ถูกนำเข้ามาใช้ในการทำต้นฉบับคือว่างานประดิษฐ์นี้ได้ล้มล้างวิธีการพิมพ์แบบเก่าสมัยที่ยังเป็นแท่นพิมพ์แกะไม้อยู่ วิธีการพิมพ์แบบใหม่นี้ได้เป็นที่นิยมในยุโรปอย่างกว้างขวาง และถือว่ามีส่วนสำคัญต่อมาอย่างมากในงานพิมพ์สมัยเรเนอซองส์ กูเต็นเบิร์กได้ถูกจารึกชื่ออยู่ในหอคอยเกียรติยศปี 1998 รวมถึงA&E network ได้จัดอันดับให้เขาติดอันดับ 1 ใน People of the Millennium และในปี 1997 นิตยสารTime จัดให้สิ่งประดิษฐ์ของกูเต็นเบิร์กเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญที่สุดในยุคศตวรรษที่ 20
ชีวิตส่วนตัว
กูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของเจ้าของร้านค้า บางตำรากล่าวว่าพ่อของกูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400
ในสมัยนั้นผู้ที่มีอันจะกินในเมืองโมนซ์นิยมตั้งชื่อตามบ้านที่ครอบครอง และในช่วงปี 1411 เกิดจราจลต่อต้านผู้มีอันจะกินในเมืองโมนซ์ ผู้คนกว่า 100 หลังคาเรือนต้องอพยพไปเมืองอื่น ครอบครัวกูเต็นเบิร์กย้ายไปที่เมือง Eltville am Rhein ที่ซึ่งมารดาของเขาเป็นเจ้าของ เขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 และกูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการ
Hawthorne Effect คืออะไร
The Hawthorne effect เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น (บางทีเรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ) เรื่องใหม่ในองค์กร คำว่า Hawthorne Worksเป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี 1924 และ 1932.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่ ....... ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีของแสงในโรงงานอย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพผลผลิตของพนักงาน ก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการศึกษา ได้เพิ่มเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาใหม่ในโรงงานเดิม โดยครั้งใหม่นี้ใช้กลุ่มคนงาน ๕ กลุ่มที่อายุแตกต่างกัน แบ่งเพศเป็นเพศชาย กับเพศหญิง ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมการทำงานอื่นด้วย (ได้แก่ วิธีการจ่ายเงิน การให้พักครั้งละ ๕ นาที ๒ครั้งต่อกะโดยให้เลือกเวลาเอง ต่อด้วยการให้พัก ๑๐ นาที ๒ครั้งต่อกะงานโดยหัวหน้างานกำหนดเวลา ต่อด้วยให้หยุดพักครั้งละ ๕ นาทีเมื่อเวลาที่พนักงานเบื่องานถึงที่สุดในกะงานนั้นแต่ต้องบอกหัวหน้างานก่อน และพักได้ถึง ๖ ครั้งต่อกะ การปรับเปลี่ยนให้มีอาหารว่างกินระหว่างพัก การให้กลับบ้านก่อนเลิกกะ ๓๐ นาทีถ้าผลงานดี ผลการวิจัย กลับพบเช่นเดิมว่า ขณะทำการวิจัย ผลงานของพนักงานเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มไม่แตกต่างกันทางสถิติ และเมื่อเลิกวิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อองค์กรและพฤติกรรมองค์กร อย่างมาก มากกว่าสิ่งแวดล้อมทางกายภาพเช่น แสง เสียง ความร้อน หรือแม้แต่สวัสดิการ ฯลฯ นักวิจัยจึงสรุปว่า ธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ในที่ทำงานรวมหมู่กันในโรงงานหรือองค์กร ณ ขณะทำการวิจัยนั้นน่าจะปรับตัวไปตามสิ่งแวดล้อมที่เข้ามาบีบรัด ณ ขณะนั้น หมายความว่าผู้ปฏิบัติงานจะทำงานหนักขึ้นเพราะว่าพวกเขาคิดว่าเขากำลังอยู่ในท่ามกลางสถานการณ์พิเศษ (กำลังวิจัยอยู่) ควรจะต้องทำอะไรที่พิเศษสักหน่อย นักวิจัยยังได้ทำการทดลองต่ออีก โดยคราวนี้กำหนดให้มีคนที่มาทำงานด้วยเป็น coworkers ของแต่คน ทำงานเป็นคู่ ๆ
ตัวอย่างการปรับปรุงการทำงาน
เครืองซักผ้า fisher and packer มีการพัฒนาปรับปรุงให้แตกต่างจากเครื่องซักผ้าทั่วไปคือมีระบบกลไกอันชาญฉลาดที่จะปรับเปลี่ยนการไหลของน้ำและระดับน้ำให้ได้ปริมาณที่เหมาะสมกับปริมาณการซักได้อย่างต่อเนื่องเครื่องซักผ้าที่มีระบบการใช้ซอยครบครันนี้ขับเคลื่อนด้วย smart drive ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวและยังออกแบบเพื่อรักษาสิ่งแวดด้วย การปรับระดับน้ำอัตโนมัติมีโปรแกรมการทำงานแบบประยัดน้ำและยังมีรูปแบบการทำงานที่สะดวก และประยัดเวลา
ที่มาwww.raidai.com/modules.
http://typoknowledge.blogspot.com
กูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม
“คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด”
ในบรรดาผลงานของเขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดตือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น การประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นเป็นการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน และสามารถใช้งานได้จริง
ตัวเรียงพิมพ์โลหะได้ถูกนำเข้ามาใช้ในการทำต้นฉบับคือว่างานประดิษฐ์นี้ได้ล้มล้างวิธีการพิมพ์แบบเก่าสมัยที่ยังเป็นแท่นพิมพ์แกะไม้อยู่ วิธีการพิมพ์แบบใหม่นี้ได้เป็นที่นิยมในยุโรปอย่างกว้างขวาง และถือว่ามีส่วนสำคัญต่อมาอย่างมากในงานพิมพ์สมัยเรเนอซองส์ กูเต็นเบิร์กได้ถูกจารึกชื่ออยู่ในหอคอยเกียรติยศปี 1998 รวมถึงA&E network ได้จัดอันดับให้เขาติดอันดับ 1 ใน People of the Millennium และในปี 1997 นิตยสารTime จัดให้สิ่งประดิษฐ์ของกูเต็นเบิร์กเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญที่สุดในยุคศตวรรษที่ 20
ประวัติส่วนตัว
กูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของเจ้าของร้านค้า บางตำรากล่าวว่าพ่อของกูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400
ไม่มีการระบุแน่ชัดว่าภายในระยะ 15 ปีต่อ กูเต็นเบิร์กทำอะไร แต่ในปี 1434 มีจดหมายแสดงว่ากูเต็นเบิร์กได้มาอาศัยอยู่กับญาติของมารดา ภายในเมือง Strasbourg และมีการค้นพบอีกว่าที่เมืองนี้นั้นเขามีอาชีพเป็นนักขุดทอง ในปี 1437 พบหลักฐานว่าเขาเป็นผู้อบรมเรื่องการเจียระไนเพชรพลอย ซึ่งไม่ทราบว่าเขามีความรู้ทางด้านนี้ได้อย่างไร ในปี 1436/37 เขาได้ไปปรากฏตัวต่อหน้าศาลข้อหาละเมิดสัญญาการแต่งงานกับสาวชาวเมือง Strasbourg แต่ไม่มีการบันทึกว่าการแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อใด
จนกระทั่งปี 1444 กูเต็นเบิร์กยังอาศัยอยู่ในเมือง Strasbourg แถบ St.Arbogast แถวชานเมือง ยังไม่แน่ชัดว่าที่นี้เขาทำอะไร หรือสถานที่นี้หรือว่าที่เขาสามารถคิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะขึ้นมาได้
ในปี 1450 สิ่งพิมพ์เริ่มมีบทบาท มีการพิมพ์บทกลอนของเยอรมัน เป็นไปได้มีการพิมพ์ครั้งแรกกันที่เมืองนี้ กูเต็นเบิร์กได้ทำการยืมเงิน 800 g. จาก Fust ต่อมา Peter Schoefler ได้แต่งงานกับน้องสาวของ Fust และเข้าร่วมกิจการนี้ด้วย Schoefler ทำงานเป็นผู้ช่วยอยู่ที่ปารีส และช่วยออกแบบหน้าตาของตัวเรียงพิมพ์
โรงงานของกูเต็นเบิร์กตั้งอยู่ในเมือง Hof Humbrecht ซึ่งเป็นสมบัติของญาติห่างๆ ของเขาเอง ไม่ทราบแน่ชัดว่ากูเต็นเบิร์กรับงานการพิมพ์คัมภีร์มาเมื่อใด แต่เพื่องานชิ้นนี้ กูเต็นเบิร์กได้ยืมเงิน Fust เพิ่มอีก 800g. และเริ่มงานในปี 1452 ในขณะเดียวกัน มีการพิมพ์หนังสือไวยากรณ์ภาษาลาติน เชื่อกันว่ากูเต็นเบิร์กมีแท่นพิมพ์ 2 ชิ้น ชิ้นแรกจะไว้รับงานทั่วๆ ไป และอีกชิ้นจะรับงานการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล ธุรกิจของเขาได้กำไรจากการพิมพ์คัมภีร์เป็นส่วนใหญ่จากหลัฐานที่ได้พบในปี 1454-55
ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กได้ตีมพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด ซึ่งเป็นที่รุ้จักกันในนาม “คัมภีร์ไบเบิ้ลกูเต็นเบิร์ก” พิมพ์ออกมา 180 ชุด ลงบนกระดาษและหนังลูกวัว
การขึ้นศาล
ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กกับ Fust ทะเลาะกันและ Fust ได้เรียกร้องเงินทั้งหมดของเขาคืน และเงินนั้นได้ลงทุนไปกับการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล ทำให้เขาไม่มีเงินจะคืน Fust ได้ยื่นฟ้องกับ Archbishop’s count ผลการตัดสินได้ให้สิทธิการดูแลทั้งหมดแก่ Fust
กูเต็นเบิร์กล้มละลาย แต่มีหลักฐานปรากฏว่าเขาได้ตั้งโรงพิมพ์เล็กๆ ขึ้นมาในปี
1459 และจัดพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ลให้กับเมือง Bamberg แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการพิมพ์ไม่มีการลงชื่อและวันที่ไว้เลย
ชีวิตต่อมา
ในปี 1462 เกิดกรณีพิพาทระหว่าง Archbishop เมือง Mainz กูเต็นเบิร์กได้ถูกเนรเทศ เข้าย้ายไปอยู่ที่เมือง Eltville ที่ซึ่งเขาได้ถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ในเรื่องการพิมพ์ให้กับน้องชาย Bechtermunze
Hawthorne Effect
The Hawthorne effect เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น (บางทีเรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ) ในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร คำว่า Hawthorne Works เป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี 1924 และ 1932.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่ ....... ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีของแสงในโรงงานอย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพผลผลิตของพนักงาน ก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการศึกษา ได้เพิ่มเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาใหม่ในโรงงานเดิม โดยครั้งใหม่นี้ใช้กลุ่มคนงาน ๕ กลุ่มที่อายุแตกต่างกัน ที่สุดในกะงานนั้นแต่ต้องบอกหัวหน้างานก่อน และพักได้ถึง ๖ ครั้งต่อกะ การปรับเปลี่ยนให้มีอาหารว่างกินระหว่างพัก การให้กลับบ้านก่อนเลิกกะ ๓๐ นาทีถ้าผลงานดี ผลการวิจัย กลับพบเช่นเดิมว่า ขณะทำการวิจัย ผลงานของพนักงานเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มไม่แตกต่างกันทางสถิติ และเมื่อเลิกวิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อองค์กรและพฤติกรรมองค์กร อย่างมาก มากกว่าสิ่งแวดล้อมทางกายภาพเช่น แสง เสียง ความร้อน หรือแม้แต่สวัสดิการ ฯลฯ นักวิจัยจึงสรุปว่า ธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ในที่ทำงานรวมหมู่กันในโรงงานหรือองค์กร ณ ขณะทำการวิจัยนั้นน่าจะปรับตัวไปตามสิ่งแวดล้อมที่เข้ามาบีบรัด ณ ขณะนั้น หมายความว่าผู้ปฏิบัติงานจะทำงานหนักขึ้นเพราะว่าพวกเขาคิดว่าเขากำลังอยู่ในท่ามกลางสถานการณ์พิเศษ (กำลังวิจัยอยู่) ควรจะต้องทำอะไรที่พิเศษสักหน่อย นักวิจัยยังได้ทำการทดลองต่ออีก โดยคราวนี้กำหนดให้มีคนที่มาทำงานด้วยเป็น coworkers ของแต่คน ทำงานเป็นคู่ ๆ ผลลัพธ์ที่ออกมาพบว่า คนที่มาเป็นคู่ร่วมทำงานก็กลายมาเป็นตัวกระตุ้นเร้าพิเศษในระยะแรก มีผลต่อจิตวิทยาและผลงานในระยะแรกไม่ต่างจากการตั้งชื่อว่าจะมีงานวิจัยในโรงงาน ในระยะหลัง ตั้งแต่ปี ๑๙๗๑ เป็นต้นมา "the Hawthorne effect" ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกระตุ้นเร้าเป็นช่วงๆ เพื่อให้องค์กรเกิด continuous improvement. นั่นคือสร้างให้มีปรากฏการณ์พิเศษขึ้นในองค์กรในบางช่วงเวลา พนักงานก็จะหันมาสนใจเรื่องการ learning, ซึ่งก็จะทำให้พนักงานมีความเชี่ยวชาญ expertise มากขึ้น แล้วก็ให้เขาเหล่านั้นได้มีโอกาสทบทวนภูมิปัญญาของตนเอง reflection ซึ่งก็จะกลับกลายมาเป็นการยกระดับการพัฒนาคุณภาพงาน ผลงานอย่างต่อเนื่องต่อไป การสร้างปรากฏการณ์พิเศษทางการบริหารยุคใหม่หลังยุค ๑๙๙๑ โดยทั่วไปไม่ทำว่าจะต้องวิจัยอะไรในโรงงานหรือองค์กร แต่มักนิยมใช้เครื่องมือที่ชื่อ "implicit social cognition" คือการ “สร้างปฏิทินการจัดงานขึ้นมาเองโดยฝ่ายบริหาร” (เช่น วันสถาปนาโรงงาน วันประกวดผู้ปฏิบัติงานดีเด่น วัน ๕ ส. ดีเด่น วันครบรอบ ...... ฯลฯ) จัดกิจกรรมในพื้นที่งานหรือในพื้นที่สาธารณะหรือต่อสังคม ผลงานของพนักงานก็จะดีขึ้นเองจากการสร้าง
ตัวอย่างการปรับปรุงการทำงาน
ผลิตภัณฑ์ตู้เย็น
ตู้เย็นในปัจจุบันได้มีทำการพัฒนาและออกแบบรูปลักษณ์ให้มีความโดดเด่นสวยงามทันสมัย ใช้เทคโนโลยีการถนอมอาหารที่ก้าวล้ำ เช่น Vitamin Factory หรือ Vitamin C Plus ซึ่งติดตั้งอุปกรณ์ในช่องแช่ผัก เพิ่มประโยชน์การถนอมอาหาร ใช้เทคโนโลยีการกระจายความเย็น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความสะดวกใช้สอยและมีความสะอาดปลอดภัยยิ่งขึ้น เช่น ติดตั้งอุปกรณ์ระบบ V-Led ช่วยจำกัดกลิ่น และเชื้อแบคทีเรียในช่องแช่ รวมถึงการใช้สารยับยั้งแบคทีเรียในผนังภายในตู้เย็น (Anti-Bacteria) ทั้งนี้เพื่อเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยและข้อ กำหนดในด้านการประหยัดพลังงาน รวมถึงการใช้วัสดุ วัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีความทันสมัยและมีคุณภาพกว่าตู้เย็นในรุ่นก่อนๆ
Hawthorne Effect
The Hawthorne effect เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้นในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร คำว่า เป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี 1924 และ 1932.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่ ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีของแสงในโรงงานอย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพผลผลิตของพนักงาน ก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการศึกษา ได้เพิ่มเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาใหม่ในโรงงานเดิม โดยครั้งใหม่นี้ใช้กลุ่มคนงาน ๕ กลุ่มที่อายุแตกต่างกัน แบ่งเพศเป็นเพศชาย กับเพศหญิง ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมการทำงานอื่นด้วย ผลการวิจัย กลับพบเช่นเดิมว่า ขณะทำการวิจัย ผลงานของพนักงานเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มไม่แตกต่างกันทางสถิติ และเมื่อเลิกวิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อองค์กรและพฤติกรรมองค์กร อย่างมาก มากกว่าสิ่งแวดล้อมทางกายภาพเช่น แสง เสียง ความร้อน หรือแม้แต่สวัสดิการ ฯลฯ นักวิจัยจึงสรุปว่า ธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ในที่ทำงานรวมหมู่กันในโรงงานหรือองค์กร ณ ขณะทำการวิจัยนั้นน่าจะปรับตัวไปตามสิ่งแวดล้อมที่เข้ามาบีบรัด ณ ขณะนั้น หมายความว่าผู้ปฏิบัติงานจะทำงานหนักขึ้นเพราะว่าพวกเขาคิดว่าเขากำลังอยู่ในท่ามกลางสถานการณ์พิเศษ นักวิจัยยังได้ทำการทดลองต่ออีก โดยคราวนี้กำหนดให้มีคนที่มาทำงานด้วยเป็น coworkers ของแต่คน ทำงานเป็นคู่ ๆ ผลลัพธ์ที่ออกมาพบว่า คนที่มาเป็นคู่ร่วมทำงานก็กลายมาเป็นตัวกระตุ้นเร้าพิเศษในระยะแรก มีผลต่อจิตวิทยาและผลงานในระยะแรกไม่ต่างจากการตั้งชื่อว่าจะมีงานวิจัยในโรงงาน ในระยะหลัง ตั้งแต่ปี ๑๙๗๑ เป็นต้นมา "the Hawthorne effect" ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกระตุ้นเร้าเป็นช่วงๆ เพื่อให้องค์กรเกิด นั่นคือสร้างให้มีปรากฏการณ์พิเศษขึ้นในองค์กรในบางช่วงเวลา พนักงานก็จะหันมาสนใจเรื่องการ learning, ซึ่งก็จะทำให้พนักงานมีความเชี่ยวชาญ expertise มากขึ้น แล้วก็ให้เขาเหล่านั้นได้มีโอกาสทบทวนภูมิปัญญาของตนเอง reflection ซึ่งก็จะกลับกลายมาเป็นการยกระดับการพัฒนาคุณภาพงาน ผลงานอย่างต่อเนื่องต่อไปบริหาร” Hawthorne effect”
ประวัติโยฮันกูเต็นเบิร์ก
กูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม “คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด”
ในบรรดาผลงานของเขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดตือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น การประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นเป็นการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน และสามารถใช้งานได้จริง
ตัวเรียงพิมพ์โลหะได้ถูกนำเข้ามาใช้ในการทำต้นฉบับคือว่างานประดิษฐ์นี้ได้ล้มล้างวิธีการพิมพ์แบบเก่าสมัยที่ยังเป็นแท่นพิมพ์แกะไม้อยู่ วิธีการพิมพ์แบบใหม่นี้ได้เป็นที่นิยมในยุโรปอย่างกว้างขวาง และถือว่ามีส่วนสำคัญต่อมาอย่างมากในงานพิมพ์สมัยเรเนอซองส์ กูเต็นเบิร์กได้ถูกจารึกชื่ออยู่ในหอคอยเกียรติยศปี 1998 รวมถึงA&E network ได้จัดอันดับให้เขาติดอันดับ 1 ใน People of the Millennium และในปี 1997 นิตยสารTime จัดให้สิ่งประดิษฐ์ของกูเต็นเบิร์กเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญที่สุดในยุคศตวรรษที่ 20
ชีวิตส่วนตัว
กูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของเจ้าของร้านค้า บางตำรากล่าวว่าพ่อของกูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400
ในสมัยนั้นผู้ที่มีอันจะกินในเมืองโมนซ์นิยมตั้งชื่อตามบ้านที่ครอบครอง และในช่วงปี 1411 เกิดจราจลต่อต้านผู้มีอันจะกินในเมืองโมนซ์ ผู้คนกว่า 100 หลังคาเรือนต้องอพยพไปเมืองอื่น ครอบครัวกูเต็นเบิร์กย้ายไปที่เมือง Eltville am Rhein ที่ซึ่งมารดาของเขาเป็นเจ้าของ เขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 และกูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการ
กรณีศึกษา Hawthorne Effect
1.การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน
2.พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน
3. พบว่า คนที่มาเป็นคู่ร่วมทำงานก็กลายมาเป็นตัวกระตุ้นเร้าพิเศษในระยะแรก มีผลต่อจิตวิทยาและผลงานในระยะแรกไม่ต่างจากการตั้งชื่อว่าจะมีงานวิจัยในโรงงาน
กรณีการศึกษาของโยฮัน
1.การประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ
2.วิธีการพิมพ์แบบเก่าสมัยที่ยังเป็นแท่นพิมพ์แกะไม้
แหล่งที่มา www.google.com
วิชิต พุทธก้อน
501476009
การจัดการอุตสาหกรรม
รายงานกรณีศึกษา การศึกษาและปรับปรุงการทำงาน
กูเต็นเบิร์ก
เป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม “คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด”
ในบรรดาผลงานของเขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดตือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น การประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นเป็นการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน และสามารถใช้งานได้จริง
ชีวิตส่วนตัว
กูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ
Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของเจ้าของร้านค้า บางตำรากล่าวว่าพ่อของกูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400
ในสมัยนั้นผู้ที่มีอันจะกินในเมืองโมนซ์นิยมตั้งชื่อตามบ้านที่ครอบครอง และในช่วงปี 1411 เกิดจราจลต่อต้านผู้มีอันจะกินในเมืองโมนซ์ ผู้คนกว่า 100 หลังคาเรือนต้องอพยพไปเมืองอื่น ครอบครัวกูเต็นเบิร์กย้ายไปที่เมือง Eltville am Rhein ที่ซึ่งมารดาของเขาเป็นเจ้าของ เขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 และกูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการ
จนกระทั่งปี 1444 กูเต็นเบิร์กยังอาศัยอยู่ในเมือง Strasbourg แถบ St.Arbogast แถวชานเมือง ยังไม่แน่ชัดว่าที่นี้เขาทำอะไร หรือสถานที่นี้หรือว่าที่เขาสามารถคิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะขึ้นมา
โรงงานของกูเต็นเบิร์กตั้งอยู่ในเมือง Hof Humbrecht ซึ่งเป็นสมบัติของญาติห่างๆ ของเขาเอง ไม่ทราบแน่ชัดว่ากูเต็นเบิร์กรับงานการพิมพ์คัมภีร์มาเมื่อใด แต่เพื่องานชิ้นนี้ กูเต็นเบิร์กได้ยืมเงิน Fust เพิ่มอีก 800g. และเริ่มงานในปี 1452 ในขณะเดียวกัน มีการพิมพ์หนังสือไวยากรณ์ภาษาลาติน เชื่อกันว่ากูเต็นเบิร์กมีแท่นพิมพ์ 2 ชิ้น ชิ้นแรกจะไว้รับงานทั่วๆ ไป และอีกชิ้นจะรับงานการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล ธุรกิจของเขาได้กำไรจากการพิมพ์คัมภีร์เป็นส่วนใหญ่จากหลัฐานที่ได้พบในปี 1454-55
ชีวิตต่อมา
ในปี 1462 เกิดกรณีพิพาทระหว่าง Archbishop เมือง Mainz กูเต็นเบิร์กได้ถูกเนรเทศ เข้าย้ายไปอยู่ที่เมือง Eltville ที่ซึ่งเขาได้ถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ในเรื่องการพิมพ์ให้กับน้องชาย Bechtermunze
ในปี 1465 กูเต็นเบิร์กได้รับยศ Hofman จาก Archbishop Van Nasse ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าหลังจากนั้นกูเต็นเบิร์กได้ย้ายกลับ Mainz หรือไม่
กูเต็นเบิร์กเสียชีวิตลงในปี 1468 ต่อมาโบสถ์และสุสานของเขาได้ถูกทำลาย
ในปี 1504 เขาได้ถูกจารึกเป็นผู้คิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะ ซึ่งปรากฏในหนังสือของ Professor Iwo Wittig
Hawthorne Effect คืออะไร
The Hawthorne effect เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น (บางทีเรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ) ในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร คำว่า Hawthorne Works,[1] เป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี 1924 และ 1932.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่ ....... ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีของแสงในโรงงานอย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพผลผลิตของพนักงาน ก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการศึกษา ได้เพิ่มเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาใหม่ในโรงงานเดิม โดยครั้งใหม่นี้ใช้กลุ่มคนงาน ๕ กลุ่มที่อายุแตกต่างกัน แบ่งเพศเป็นเพศชาย กับเพศหญิง ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมการทำงานอื่นด้วย (ได้แก่ วิธีการจ่ายเงิน การให้พักครั้งละ ๕ นาที ๒ครั้งต่อกะโดยให้เลือกเวลาเอง ต่อด้วยการให้พัก ๑๐ นาที ๒ครั้งต่อกะงานโดยหัวหน้างานกำหนดเวลา ต่อด้วยให้หยุดพักครั้งละ ๕ นาทีเมื่อเวลาที่พนักงานเบื่องานถึงที่สุดในกะงานนั้นแต่ต้องบอกหัวหน้างานก่อน และพักได้ถึง ๖ ครั้งต่อกะ การปรับเปลี่ยนให้มีอาหารว่างกินระหว่างพัก การให้กลับบ้านก่อนเลิกกะ ๓๐ นาทีถ้าผลงานดี ผลการวิจัย กลับพบเช่นเดิมว่า ขณะทำการวิจัย ผลงานของพนักงานเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มไม่แตกต่างกันทางสถิติ และเมื่อเลิกวิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อองค์กรและพฤติกรรมองค์กร อย่างมาก มากกว่าสิ่งแวดล้อมทางกายภาพเช่น แสง เสียง ความร้อน หรือแม้แต่สวัสดิการ ผลงานของพนักงานก็จะดีขึ้นเองจากการสร้างปฏิทินกิจกรรมพิเศษโดยฝ่ายบริหาร ในระยะหลังบางทีจึงเรียก " Hawthorne effect” เป็น halo effect ก็มี บทความโดย : นายแพทย์ชูชัย ศรชำน
นาย ธีระวัฒน์ วงศ์ดวง
501476026
การจัดการอุตสาหกรรม
รายงานกรณีศึกษา การศึกษาและปรับปรุงการทำงาน
Johannes Gutenberg
เป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม “คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด”
ในบรรดาผลงานของเขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดตือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น การประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นเป็นการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน และสามารถใช้งานได้จริง
ชีวิตส่วนตัว
กูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของเจ้าของร้านค้า บางตำรากล่าวว่าพ่อของกูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400
ในสมัยนั้นผู้ที่มีอันจะกินในเมืองโมนซ์นิยมตั้งชื่อตามบ้านที่ครอบครอง และในช่วงปี 1411 เกิดจราจลต่อต้านผู้มีอันจะกินในเมืองโมนซ์ ผู้คนกว่า 100 หลังคาเรือนต้องอพยพไปเมืองอื่น ครอบครัวกูเต็นเบิร์กย้ายไปที่เมือง Eltville am Rhein ที่ซึ่งมารดาของเขาเป็นเจ้าของ เขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 และกูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการ
จนกระทั่งปี 1444 กูเต็นเบิร์กยังอาศัยอยู่ในเมือง Strasbourg แถบ St.Arbogast แถวชานเมือง ยังไม่แน่ชัดว่าที่นี้เขาทำอะไร หรือสถานที่นี้หรือว่าที่เขาสามารถคิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะขึ้นมา
โรงงานของกูเต็นเบิร์กตั้งอยู่ในเมือง Hof Humbrecht ซึ่งเป็นสมบัติของญาติห่างๆ ของเขาเอง ไม่ทราบแน่ชัดว่ากูเต็นเบิร์กรับงานการพิมพ์คัมภีร์มาเมื่อใด แต่เพื่องานชิ้นนี้ กูเต็นเบิร์กได้ยืมเงิน Fust เพิ่มอีก 800g. และเริ่มงานในปี 1452 ในขณะเดียวกัน มีการพิมพ์หนังสือไวยากรณ์ภาษาลาติน เชื่อกันว่ากูเต็นเบิร์กมีแท่นพิมพ์ 2 ชิ้น ชิ้นแรกจะไว้รับงานทั่วๆ ไป และอีกชิ้นจะรับงานการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล ธุรกิจของเขาได้กำไรจากการพิมพ์คัมภีร์เป็นส่วนใหญ่จากหลัฐานที่ได้พบในปี 1454-55
ชีวิตต่อมา
ในปี 1462 เกิดกรณีพิพาทระหว่าง Archbishop เมือง Mainz กูเต็นเบิร์กได้ถูกเนรเทศ เข้าย้ายไปอยู่ที่เมือง Eltville ที่ซึ่งเขาได้ถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ในเรื่องการพิมพ์ให้กับน้องชาย Bechtermunze
ในปี 1465 กูเต็นเบิร์กได้รับยศ Hofman จาก Archbishop Van Nasse ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าหลังจากนั้นกูเต็นเบิร์กได้ย้ายกลับ Mainz หรือไม่
กูเต็นเบิร์กเสียชีวิตลงในปี 1468 ต่อมาโบสถ์และสุสานของเขาได้ถูกทำลาย
ในปี 1504 เขาได้ถูกจารึกเป็นผู้คิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะ ซึ่งปรากฏในหนังสือของ Professor Iwo Wittig
Hawthorne Effect คืออะไร
The Hawthorne effect เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น (บางทีเรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ) ในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร คำว่า Hawthorne Works,[1] เป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี 1924 และ 1932.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่ ....... ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีของแสงในโรงงานอย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพผลผลิตของพนักงาน ก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการศึกษา ได้เพิ่มเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาใหม่ในโรงงานเดิม โดยครั้งใหม่นี้ใช้กลุ่มคนงาน ๕ กลุ่มที่อายุแตกต่างกัน แบ่งเพศเป็นเพศชาย กับเพศหญิง ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมการทำงานอื่นด้วย (ได้แก่ วิธีการจ่ายเงิน การให้พักครั้งละ ๕ นาที ๒ครั้งต่อกะโดยให้เลือกเวลาเอง ต่อด้วยการให้พัก ๑๐ นาที ๒ครั้งต่อกะงานโดยหัวหน้างานกำหนดเวลา ต่อด้วยให้หยุดพักครั้งละ ๕ นาทีเมื่อเวลาที่พนักงานเบื่องานถึงที่สุดในกะงานนั้นแต่ต้องบอกหัวหน้างานก่อน และพักได้ถึง ๖ ครั้งต่อกะ การปรับเปลี่ยนให้มีอาหารว่างกินระหว่างพัก การให้กลับบ้านก่อนเลิกกะ ๓๐ นาทีถ้าผลงานดี ผลการวิจัย กลับพบเช่นเดิมว่า ขณะทำการวิจัย ผลงานของพนักงานเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มไม่แตกต่างกันทางสถิติ และเมื่อเลิกวิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อองค์กรและพฤติกรรมองค์กร อย่างมาก มากกว่าสิ่งแวดล้อมทางกายภาพเช่น แสง เสียง ความร้อน หรือแม้แต่สวัสดิการ ผลงานของพนักงานก็จะดีขึ้นเองจากการสร้างปฏิทินกิจกรรมพิเศษโดยฝ่ายบริหาร ในระยะหลังบางทีจึงเรียก " Hawthorne effect” เป็น halo effect ก็มี บทความโดย : นายแพทย์ชูชัย ศรชำน
ตัวอย่างการศึกษากระบวนการทำงาน
ในขบวนการผลิตหญ้าแพงโกล่าเพื่อจำหน่าย อุปกรณ์ในการตัดหญ้าเพื่อขายหญ้าสดหรือเข้าสู่ขั้นตอนการทำหญ้าแห้ง นับเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญ เนื่องจากพื้นที่การผลิตขนาดใหญ่ การอาศัยเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพต่ำ เช่น เครื่องตัดหญ้าแบบข้อแข็ง (เครื่องสะพายไหล่) นอกจากต้นทุนการผลิตสูงแล้วยังต้องใช้แรงงานและเวลามากในการทำงาน การอาศัยเครื่องมือซึ่งมีประสิทธิภาพสูง ต้องใช้เงินทุนมาก เกินกำลังที่เกษตรกรจะหาได้ ดังนั้นความคิดเพื่อเอาชนะปัญหานี้เกิดขึ้นครั้งแรกที่จังหวัดกำแพงเพชร ได้มีเกษตรกรไทยคนเก่งประดิษฐ์เครื่องตัดหญ้าแบบปัตตาเลี่ยน ขับเคลื่อนโดยใช้รถไถนาแบบเดินตาม พบว่าสามารถทำงานได้ดีระดับหนึ่ง ประสิทธิภาพการทำงานสูงกว่าเครื่องตัดหญ้าแบบข้อแข็ง แต่ข้อเสียที่พบก็คือใบมีดกับเครื่องยนต์ยังขาดความสมดุลย์ ช่วงขณะทำงานซึ่งต้องใช้คนเดินตามเครื่องยนต์ใบมีดจะสั่นมาก ดังนั้นคนตัดหญ้าต้องมีร่างกายแข็งแรงเท่านั้นจึงจะสามารถใช้เครื่องนี้ได้ จากจุดบกพร่องเหล่านี้ การพัฒนาเครื่องตัดหญ้าแพงโกล่าได้เกิดขึ้นอีกครั้งที่จังหวัดเพชรบุรี คุณณรงค์ คงวัฒนา ประธานกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสัตว์นาวุ้ง อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์และมีนิสัยชอบทางด้านเครื่องจักรกล ได้ประยุกต์เครื่องตัดหญ้าแพงโกล่าแบบนั่งขับ ประกอบด้วยอุปกรณ์ที่สำคัญ 2 ชิ้น คือ ใบมีดตัดหญ้าแบบปัตตาเลี่ยน ติดตั้งกับรถยนต์ยี่ห้อไดฮัทสุ ซึ่งได้ปรับตัวถังรถยนต์ให้เข้ากับชุดใบมีด คนตัดหญ้าสามารถนั่งขับรถและรถสามารถเดินหน้าและถอยหลังได้เหมือนรถยนต์ทั่วๆ ไป ซึ่งสะดวกสบายต่อคนใช้งาน
ที่มาhttp://typoknowledge.blogspot.com
The Hawthorne effect
The Hawthorne effect เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น (บางทีเรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ) ในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น
ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร คำว่า Hawthorne Works,[1] เป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี 1924 และ 1932.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่ ....... ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีของแสงในโรงงานอย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพผลผลิตของพนักงาน ก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการศึกษา ได้เพิ่มเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาใหม่ในโรงงานเดิม โดยครั้งใหม่นี้
ชีวิตส่วนตัว
- กูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม “คัมภีร์ไบเบิ้ล
- เขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดตือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้ นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต
- วิธีการพิมพ์แบบใหม่นี้ได้เป็นที่นิยมในยุโรปอย่างกว้างขวาง และถือว่ามีส่วนสำคัญต่อมาอย่างมากในงานพิมพ์สมัยเรเนอซองส์ กูเต็นเบิร์กได้ถูกจารึกชื่ออยู่ในหอคอยเกียรติยศปี 1998 รวมถึงA&E network ได้จัดอันดับให้เขาติดอันดับ 1 ใน People of the Millennium และในปี 1997 นิตยสารTime จัดให้สิ่งประดิษฐ์ของกูเต็นเบิร์กเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญที่สุดในยุคศตวรรษที่
- กูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400
- ครอบครัวกูเต็นเบิร์กย้ายไปที่เมือง Eltville am Rhein ที่ซึ่งมารดาของเขาเป็นเจ้าของ เขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 และกูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการ
- ระบุแน่ชัดว่าภายในระยะ 15 ปีต่อ กูเต็นเบิร์กทำอะไร แต่ในปี 1434 มีจดหมายแสดงว่ากูเต็นเบิร์กได้มา อาศัยอยู่กับญาติของมารดา ภายในเมือง Strasbourg และมีการค้นพบอีกว่าที่เมืองนี้นั้นเขามีอาชีพเป็น นักขุดทอง ในปี 1437 พบหลักฐานว่าเขาเป็นผู้อบรมเรื่องการเจียระไนเพชรพลอย
- จนกระทั่งปี 1444 กูเต็นเบิร์กยังอาศัยอยู่ในเมือง Strasbourg แถบ St.Arbogast แถวชานเมือง ยังไม่แน่ชัดว่าที่นี้เขาทำอะไร หรือสถานที่นี้หรือว่าที่เขาสามารถคิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะขึ้นมาได้
- ในปี 1450 สิ่งพิมพ์เริ่มมีบทบาท มีการพิมพ์บทกลอนของเยอรมัน เป็นไปได้มีการพิมพ์ครั้งแรกกันที่เมืองนี้ กูเต็นเบิร์กได้ทำการยืมเงิน 800 g. จาก Fust ต่อมา Peter Schoefler ได้แต่งงานกับน้องสาวของ Fust
- โรงงานของกูเต็นเบิร์กตั้งอยู่ในเมือง Hof Humbrecht ซึ่งเป็นสมบัติของญาติห่างๆ ของเขาเอง ไม่ทราบแน่ชัดว่ากูเต็นเบิร์กรับงานการพิมพ์คัมภีร์มาเมื่อใด แต่เพื่องานชิ้นนี้ กูเต็นเบิร์กได้ยืมเงิน Fust เพิ่มอีก 800g. และเริ่มงานในปี 1452 ในขณะเดียวกัน มีการพิมพ์หนังสือไวยากรณ์ภาษาลาติน เชื่อกันว่ากูเต็นเบิร์กมีแท่นพิมพ์ 2 ชิ้น ชิ้นแรกจะไว้รับงานทั่วๆ ไป
- ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กได้ตีมพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด ซึ่งเป็นที่รุ้จักกันในนาม “คัมภีร์ไบเบิ้ลกูเต็นเบิร์ก” พิมพ์ออกมา 180 ชุด ลงบนกระดาษและหนังลูกวัว
การขึ้นศาล
- ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กกับ Fust ทะเลาะกันและ Fust
- กูเต็นเบิร์กล้มละลาย แต่มีหลักฐานปรากฏว่าเขาได้ตั้งโรงพิมพ์เล็กๆ ขึ้นมาในปี 1459
ชีวิตต่อมา
- ในปี 1462 เกิดกรณีพิพาทระหว่าง Archbishop เมือง Mainz กูเต็นเบิร์กได้ถูกเนรเทศ เข้าย้ายไปอยู่ที่เมือง Eltville
- ในปี 1465 กูเต็นเบิร์กได้รับยศ Hofman จาก Archbishop Van Nasse ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าหลังจากนั้นกูเต็นเบิร์กได้ย้ายกลับ Mainz
- กูเต็นเบิร์กเสียชีวิตลงในปี 1468 ต่อมาโบสถ์และสุสานของเขาได้ถูกทำลาย
- ในปี 1504 เขาได้ถูกจารึกเป็นผู้คิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะ ซึ่งปรากฏในหนังสือของ Professor Iwo Wittig
เป็นกรณีศึกษา
เป็นกรณีศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนากระบวนการผลิตของโรงงานไก่สดแช่แข็ง โดยนำทฤษฎีการศึกษาการทำงานและการจับเวลาการทำงานมาใช้เพื่อวางแผนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความสามารถในการผลิตและการนำทรัพยากรที่มีอยู่มาใช้อย่างเหมาะสม จากการศึกษาพบว่าในกระบวนการผลิตมีขั้นตอนที่ทำให้เกิดการรอคอยและของเสียที่ต้องนำกลับมาแก้ไขใหม่อยู่เป็นจำนวนมาก โดยปริญญานิพนธ์ฉบับนี้ได้ศึกษาปัญหาที่เกิดขึ้นพบว่าเกิดการคั้งค้างของงานในสายการผลิต คนงานทำงานผิดพลาดและทำงานเสร็จไม่ทันตามกำหนดเวลา จึงมีการปรับปรุงการทำงาน และเสนอแนวทางการแก้ไขโดยเสนอให้มีการฝึกอบรมพนักงานและวางแผนการตรวจสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์ และคุณภาพของเครื่องมือเครื่องจักรให้เหมาะสมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานต่อไป
ที่มา http://library.kmitnb.ac.th/projects/itm/IM/im0332t.html
แหล่งที่มา: http://en.wikipedia.org/wiki/Johannes_Gutenberg
นายธีระวัฒน์ บ่อเงิน 501476008
การจักการอุตสาหกรรม
Section AA
Johannes Gutenberg
กูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม “คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด”
ประวัติ
กูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของเจ้าของร้านค้า บางตำรากล่าวว่าพ่อของกูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400
ในสมัยนั้นผู้ที่มีอันจะกินในเมืองโมนซ์นิยมตั้งชื่อตามบ้านที่ครอบครอง และในช่วงปี 1411 เกิดจลาจลต่อต้านผู้มีอันจะกินในเมืองโมนซ์ ผู้คนกว่า 100 หลังคาเรือนต้องอพยพไปเมืองอื่น ครอบครัวกูเต็นเบิร์กย้ายไปที่เมือง Eltville am Rhein ที่ซึ่งมารดาของเขาเป็นเจ้าของ เขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 และกูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการ
ไม่มีการระบุแน่ชัดว่าภายในระยะ 15 ปีต่อ กูเต็นเบิร์กทำอะไร แต่ในปี 1434 มีจดหมายแสดงว่ากูเต็นเบิร์กได้มาอาศัยอยู่กับญาติของมารดา ภายในเมือง Strasbourg และมีการค้นพบอีกว่าที่เมืองนี้นั้นเขามีอาชีพเป็นนักขุดทอง ในปี 1437 พบหลักฐานว่าเขาเป็นผู้อบรมเรื่องการเจียระไนเพชรพลอย ซึ่งไม่ทราบว่าเขามีความรู้ทางด้านนี้ได้อย่างไร ในปี 1436/37 เขาได้ไปปรากฏตัวต่อหน้าศาลข้อหาละเมิดสัญญาการแต่งงานกับสาวชาวเมือง Strasbourg แต่ไม่มีการบันทึกว่าการแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อใด
เว้นว่างไปจนกระทั่งปี 1448 เขากลับมายังเมืองโมนซ์ เขาได้เงินจากน้องเขย Arnold Gelthus สันนิษฐานว่าเพื่อใช้สิ่งพิมพ์
ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กได้ตีมพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด ซึ่งเป็นที่จักกันในนาม “คัมภีร์ไบเบิ้ลกูเต็นเบิร์ก” พิมพ์ออกมา 180 ชุด ลงบนกระดาษและหนังลูกวัว
การขึ้นศาล
ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กกับ Fust ทะเลาะกันและ Fust ได้เรียกร้องเงินทั้งหมดของเขาคืน และเงินนั้นได้ลงทุนไปกับการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล ทำให้เขาไม่มีเงินจะคืน Fust ได้ยื่นฟ้องกับ Archbishop’s count ผลการตัดสินได้ให้สิทธิการดูแลทั้งหมดแก่ Fust
กูเต็นเบิร์กล้มละลาย แต่มีหลักฐานปรากฏว่าเขาได้ตั้งโรงพิมพ์เล็กๆ ขึ้นมาในปี 1459 และจัดพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ลให้กับเมือง Bamberg แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการพิมพ์ไม่มีการลงชื่อและวันที่ไว้เลย
ในขณะเดียวกัน Fust – Schoefler ถือเป็นโรงพิมพ์แรกที่ใส่ชื่อผู้พิมพ์และวันที่ลงไป
ชีวิตต่อมา
ในปี 1462 เกิดกรณีพิพาทระหว่าง Archbishop เมือง Mainz กูเต็นเบิร์กได้ถูกเนรเทศ เข้าย้ายไปอยู่ที่เมือง Eltville ที่ซึ่งเขาได้ถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ในเรื่องการพิมพ์ให้กับน้องชาย Bechtermunze
ในปี 1465 กูเต็นเบิร์กได้รับยศ Hoffman จาก Archbishop Van Nasse ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าหลังจากนั้นกูเต็นเบิร์กได้ย้ายกลับ Mainz หรือไม่
กูเต็นเบิร์กเสียชีวิตลงในปี 1468 ต่อมาโบสถ์และสุสานของเขาได้ถูกทำลาย
ในปี 1504 เขาได้ถูกจารึกเป็นผู้คิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะ ซึ่งปรากฏในหนังสือของ Professor Iwo Wittig
ในบรรดาผลงานของเขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดคือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น การประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นเป็นการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน และสามารถใช้งานได้จริง
กูเต็นเบิร์กได้ถูกจารึกชื่ออยู่ในหอคอยเกียรติยศปี 1998 รวมถึงA&E network ได้จัดอันดับให้เขาติดอันดับ 1 ใน People of the Millennium และในปี 1997 นิตยสารTime จัดให้สิ่งประดิษฐ์ของกูเต็นเบิร์กเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญที่สุดในยุคศตวรรษที่ 20
Hawthorne Effect .
The Hawthorne effect เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น บางทีเรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ
ในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น
ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร
ตั้งแต่ปี ๑๙๗๑ เป็นต้นมา "The Hawthorne effect" ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกระตุ้นเร้าเป็นช่วงๆ เพื่อให้องค์กรเกิด continuous improvement. นั่นคือสร้างให้มีปรากฏการณ์พิเศษขึ้นในองค์กรในบางช่วงเวลา พนักงานก็จะหันมาสนใจเรื่องการ learning, ซึ่งก็จะทำให้พนักงานมีความเชี่ยวชาญ expertise มากขึ้น แล้วก็ให้เขาเหล่านั้นได้มีโอกาสทบทวนภูมิปัญญาของตนเอง reflection ซึ่งก็จะกลับกลายมาเป็นการยกระดับการพัฒนาคุณภาพงาน ผลงานอย่างต่อเนื่องต่อไป การสร้างปรากฏการณ์พิเศษทางการบริหารยุคใหม่หลังยุค ๑๙๙๑ โดยทั่วไปไม่ทำว่าจะต้องวิจัยอะไรในโรงงานหรือองค์กร แต่มักนิยมใช้เครื่องมือที่ชื่อ "implicit social cognition" คือการ “สร้างปฏิทินการจัดงานขึ้นมาเองโดยฝ่ายบริหาร” (เช่น วันสถาปนาโรงงาน วันประกวดผู้ปฏิบัติงานดีเด่น วัน ๕ ส. ดีเด่น วันครบรอบ ...... ฯลฯ) จัดกิจกรรมในพื้นที่งานหรือในพื้นที่สาธารณะหรือต่อสังคม ผลงานของพนักงานก็จะดีขึ้นเองจากการสร้างปฏิทินกิจกรรมพิเศษโดยฝ่ายบริหาร ในระยะหลังบางทีจึงเรียก " Hawthorne effect”
ตัวอย่างการปรับปรุงการทำงาน
เครื่องนวดข้าว เดิมมีบทบาทในการนวดข้าว นวดถั่วเหลือง ถั่วเขียว และในขณะนี้ก็นวดข้าวโพดได้ด้วย มีส่วนในระบบของการนวดมายาวนาน
ประโยชน์หลักของเครื่องนวดข้าว คือ ทำให้กระบวนการนวดข้าวรวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่ายลงเมื่อเทียบกับการใช้แรงงานคน หรือใช้เครื่องมือล้าสมัยแบบดั้งเดิม คือจะทำให้ต้นทุนในการนวดต่ำลง ทำให้ขั้นตอนในกระบวนการสุดท้ายของการเก็บเกี่ยวข้าวเร็วขึ้น แต่ปัจจุบันมีการพัฒนาเครื่องนวดข้าวมาเป็น
เครื่องเกี่ยวนวดข้าว ขึ้นมาทดแทน เพราะเครื่องเกี่ยวนวดข้าวมีบทบาทมากกว่าเครื่องนวดข้าว หมายถึง การเกี่ยวนวดข้าวสามารถสำเร็จได้ในกระบวนการเดียว เมื่อข้าวสามารถเก็บเกี่ยวได้ สามารถขับเครื่องเกี่ยวนวดข้าวลงไปเก็บเกี่ยวเอาเฉพาะเมล็ดข้าวขึ้นมาได้เลย จึงทำให้ระบบการทำนาสั้นลง เพราะ ใช้แรงงานน้อยลง ใช้เวลาน้อยลงในการเก็บเกี่ยวและนวด ซึ่งทั้ง 2 กระบวนการเข้าไปอยู่ ในกระบวนการเดียวกันด้วย
นาย ธีระวัฒน์ วงศ์ดวง
501476026
การจัดการอุตสาหกรรม
Johannes Gutenberg
เป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม
“คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด”
ในบรรดาผลงานของเขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดตือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น การประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นเป็นการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน และสามารถใช้งานได้จริง
ชีวิตส่วนตัว
กูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของเจ้าของร้านค้า บางตำรากล่าวว่าพ่อของกูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400
ในสมัยนั้นผู้ที่มีอันจะกินในเมืองโมนซ์นิยมตั้งชื่อตามบ้านที่ครอบครอง และในช่วงปี 1411 เกิดจราจลต่อต้านผู้มีอันจะกินในเมืองโมนซ์ ผู้คนกว่า 100 หลังคาเรือนต้องอพยพไปเมืองอื่น ครอบครัวกูเต็นเบิร์กย้ายไปที่เมือง Eltville am Rhein ที่ซึ่งมารดาของเขาเป็นเจ้าของ เขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 และกูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการ
จนกระทั่งปี 1444 กูเต็นเบิร์กยังอาศัยอยู่ในเมือง Strasbourg แถบ St.Arbogast แถวชานเมือง ยังไม่แน่ชัดว่าที่นี้เขาทำอะไร หรือสถานที่นี้หรือว่าที่เขาสามารถคิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะขึ้นมา
โรงงานของกูเต็นเบิร์กตั้งอยู่ในเมือง Hof Humbrecht ซึ่งเป็นสมบัติของญาติห่างๆ ของเขาเอง ไม่ทราบแน่ชัดว่ากูเต็นเบิร์กรับงานการพิมพ์คัมภีร์มาเมื่อใด แต่เพื่องานชิ้นนี้ กูเต็นเบิร์กได้ยืมเงิน Fust เพิ่มอีก 800g. และเริ่มงานในปี 1452 ในขณะเดียวกัน มีการพิมพ์หนังสือไวยากรณ์ภาษาลาติน เชื่อกันว่ากูเต็นเบิร์กมีแท่นพิมพ์ 2 ชิ้น ชิ้นแรกจะไว้รับงานทั่วๆ ไป และอีกชิ้นจะรับงานการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล ธุรกิจของเขาได้กำไรจากการพิมพ์คัมภีร์เป็นส่วนใหญ่จากหลัฐานที่ได้พบในปี 1454-55
ชีวิตต่อมา
ในปี
1462 เกิดกรณีพิพาทระหว่าง Archbishop เมือง Mainz กูเต็นเบิร์กได้ถูกเนรเทศ เข้าย้ายไปอยู่ที่เมือง Eltville ที่ซึ่งเขาได้ถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ในเรื่องการพิมพ์ให้กับน้องชาย Bechtermunze
ในปี 1465 กูเต็นเบิร์กได้รับยศ Hofman จาก Archbishop Van Nasse ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าหลังจากนั้นกูเต็นเบิร์กได้ย้ายกลับ Mainz หรือไม่
กูเต็นเบิร์กเสียชีวิตลงในปี 1468 ต่อมาโบสถ์และสุสานของเขาได้ถูกทำลาย
ในปี 1504 เขาได้ถูกจารึกเป็นผู้คิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะ ซึ่งปรากฏในหนังสือของ Professor Iwo Wittig
Hawthorne Effect คืออะไร
The Hawthorne effect เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น (บางทีเรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ) ในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร คำว่า Hawthorne Works,[1] เป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี 1924 และ 1932.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่ ....... ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีของแสงในโรงงานอย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพผลผลิตของพนักงาน ก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการศึกษา ได้เพิ่มเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาใหม่ในโรงงานเดิม โดยครั้งใหม่นี้ใช้กลุ่มคนงาน ๕ กลุ่มที่อายุแตกต่างกัน แบ่งเพศเป็นเพศชาย กับเพศหญิง ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมการทำงานอื่นด้วย (ได้แก่ วิธีการจ่ายเงิน การให้พักครั้งละ ๕ นาที ๒ครั้งต่อกะโดยให้เลือกเวลาเอง ต่อด้วยการให้พัก ๑๐ นาที ๒ครั้งต่อกะงานโดยหัวหน้างานกำหนดเวลา ต่อด้วยให้หยุดพักครั้งละ ๕ นาทีเมื่อเวลาที่พนักงานเบื่องานถึงที่สุดในกะงานนั้นแต่ต้องบอกหัวหน้างานก่อน และพักได้ถึง ๖ ครั้งต่อกะ การปรับเปลี่ยนให้มีอาหารว่างกินระหว่างพัก การให้กลับบ้านก่อนเลิกกะ ๓๐ นาทีถ้าผลงานดี ผลการวิจัย กลับพบเช่นเดิมว่า ขณะทำการวิจัย ผลงานของพนักงานเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มไม่แตกต่างกันทางสถิติ และเมื่อเลิกวิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อองค์กรและพฤติกรรมองค์กร อย่างมาก มากกว่าสิ่งแวดล้อมทางกายภาพเช่น แสง เสียง ความร้อน หรือแม้แต่สวัสดิการ ผลงานของพนักงานก็จะดีขึ้นเองจากการสร้างปฏิทินกิจกรรมพิเศษโดยฝ่ายบริหาร ในระยะหลังบางทีจึงเรียก " Hawthorne effect” เป็น halo effect ก็มี บทความโดย : นายแพทย์ชูชัย ศรชำน
ตัวอย่างการศึกษากระบวนการทำงาน
ในขบวนการผลิตหญ้าแพงโกล่าเพื่อจำหน่าย อุปกรณ์ในการตัดหญ้าเพื่อขายหญ้าสดหรือเข้าสู่ขั้นตอนการทำหญ้าแห้ง นับเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญ เนื่องจากพื้นที่การผลิตขนาดใหญ่ การอาศัยเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพต่ำ เช่น เครื่องตัดหญ้าแบบข้อแข็ง (เครื่องสะพายไหล่) นอกจากต้นทุนการผลิตสูงแล้วยังต้องใช้แรงงานและเวลามากในการทำงาน การอาศัยเครื่องมือซึ่งมีประสิทธิภาพสูง ต้องใช้เงินทุนมาก เกินกำลังที่เกษตรกรจะหาได้ ดังนั้นความคิดเพื่อเอาชนะปัญหานี้เกิดขึ้นครั้งแรกที่จังหวัดกำแพงเพชร ได้มีเกษตรกรไทยคนเก่งประดิษฐ์เครื่องตัดหญ้าแบบปัตตาเลี่ยน ขับเคลื่อนโดยใช้รถไถนาแบบเดินตาม พบว่าสามารถทำงานได้ดีระดับหนึ่ง ประสิทธิภาพการทำงานสูงกว่าเครื่องตัดหญ้าแบบข้อแข็ง แต่ข้อเสียที่พบก็คือใบมีดกับเครื่องยนต์ยังขาดความสมดุลย์ ช่วงขณะทำงานซึ่งต้องใช้คนเดินตามเครื่องยนต์ใบมีดจะสั่นมาก ดังนั้นคนตัดหญ้าต้องมีร่างกายแข็งแรงเท่านั้นจึงจะสามารถใช้เครื่องนี้ได้ จากจุดบกพร่องเหล่านี้ การพัฒนาเครื่องตัดหญ้าแพงโกล่าได้เกิดขึ้นอีกครั้งที่จังหวัดเพชรบุรี คุณณรงค์ คงวัฒนา ประธานกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสัตว์นาวุ้ง อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์และมีนิสัยชอบทางด้านเครื่องจักรกล ได้ประยุกต์เครื่องตัดหญ้าแพงโกล่าแบบนั่งขับ ประกอบด้วยอุปกรณ์ที่สำคัญ 2 ชิ้น คือ ใบมีดตัดหญ้าแบบปัตตาเลี่ยน ติดตั้งกับรถยนต์ยี่ห้อไดฮัทสุ ซึ่งได้ปรับตัวถังรถยนต์ให้เข้ากับชุดใบมีด คนตัดหญ้าสามารถนั่งขับรถและรถสามารถเดินหน้าและถอยหลังได้เหมือนรถยนต์ทั่วๆ ไป ซึ่งสะดวกสบายต่อคนใช้งาน
Hawthorne Effect
The Hawthorne effect เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคนเปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น (บางที เรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ) ในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร คำว่า เป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี 1924 และ 1932.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่ ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีของแสงในโรงงานอย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพผลผลิตของพนักงาน ก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการศึกษา ได้เพิ่มเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาใหม่ในโรงงานเดิม โดยครั้งใหม่นี้ใช้กลุ่มคนงาน ๕ กลุ่มที่อายุแตกต่างกัน แบ่งเพศเป็นเพศชาย กับเพศหญิง ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมการทำงานอื่น จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อประสิทธิภาพของคนงาน วิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อองค์กรและพฤติกรรมองค์กร อย่างมาก มากกว่าสิ่งแวดล้อมทางกายภาพเช่น แสง เสียง ความร้อน หรือแม้แต่สวัสดิการ ฯลฯ นักวิจัยจึงสรุปว่า ธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ในที่ทำงานรวมหมู่กันในโรงงานหรือองค์กร ณ ขณะทำการวิจัยนั้นน่าจะปรับตัวไปตามสิ่งแวดล้อมที่เข้ามาบีบรัด ณ ขณะนั้น หมายความว่าผู้ปฏิบัติงานจะทำงานหนักขึ้นเพราะว่าพวกเขาคิดว่าเขากำลังอยู่ในท่ามกลางสถานการณ์พิเศษ (กำลังวิจัยอยู่) ควรจะต้องทำอะไรที่พิเศษสักหน่อย นักวิจัยยังได้ทำการทดลองต่ออีก โดยคราวนี้กำหนดให้มีคนที่มาทำงานด้วยเป็น coworkers ของแต่คน ทำงานเป็นคู่ ๆ ผลลัพธ์ที่ออกมาพบว่า คนที่มาเป็นคู่ร่วมทำงานก็กลายมาเป็นตัวกระตุ้นเร้าพิเศษในระยะแรก มีผลต่อจิตวิทยาและผลงานในระยะแรกไม่ต่างจากการตั้งชื่อว่าจะมีงานวิจัยในโรงงาน ในระยะหลัง ตั้งแต่ปี ๑๙๗๑ เป็นต้นมา "the Hawthorne effect" ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกระตุ้นเร้าเป็นช่วงๆ เพื่อให้องค์กรเกิด นั่นคือสร้างให้มีปรากฏการณ์พิเศษขึ้นในองค์กรในบางช่วงเวลา
โยฮาน กูเต็นเบิร์ก
นักประดิษฐ์ชาวเยอรมัน ในศตวรรษที่ 15 เขาเป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์ด้วยโลหะและเป็นคนแรกที่นำการพิมพ์หนังสือเข้าสู่ยูโรป หนังสือเล่มแรกของเขาคือหนังสือพระคัมภีร์ภาษาลาติน พิมพ์ในราวปี ค.ศ.1455กูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม “คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด”
ในบรรดาผลงานของเขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดตือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น การประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นเป็นการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน และสามารถใช้งานได้จริงตัวเรียงพิมพ์โลหะได้ถูกนำเข้ามาใช้ในการทำต้นฉบับคือว่างานประดิษฐ์นี้ได้ล้มล้างวิธีการพิมพ์แบบเก่าสมัยที่ยังเป็นแท่นพิมพ์แกะไม้อยู่ วิธีการพิมพ์แบบใหม่นี้ได้เป็นที่นิยมในยุโรปอย่างกว้างขวาง และถือว่ามีส่วนสำคัญต่อมาอย่างมากในงานพิมพ์สมัยเรเนอซองส์ กูเต็นเบิร์กได้ถูกจารึกชื่ออยู่ในหอคอยเกียรติยศปี 1998 รวมถึงA&E network ได้จัดอันดับให้เขาติดอันดับ 1 ใน People of the Millennium และในปี 1997 นิตยสารTime จัดให้สิ่งประดิษฐ์ของกูเต็นเบิร์กเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญที่สุดในยุคศตวรรษที่ 20
กรณีในการศึกษา
1. ในปัจจุบันเด็กมักจะไม่ค่อยชอบแปลงฟันเนื่องจากไม่ชอบยาสีฟัน เพราฉะนั้นผมจึงได้เปลี่ยนแปลงสียาสีฟันหรือ กลิ่น ที่หวานเหมือนกับขนมเพื่อที่จะให้เด็กชอบ
2. เครื่องตัดหญ้าเรามักจะเห็นชาวนา หรือ บุคคลทั่วไปที่ตัดหญ้าแต่ การตัดนั้นได้หน้างานน้อยมากผมจึงคิดที่จะให้เครื่องตัดหญ้ามีเกียร์ เพราะว่าในการทำงานจะได้เร็วขึ้น
แหล่งที่มา http://groups.google.co.th/group/im3307/web/howthorne-effect
กูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม
“คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด”
ในบรรดาผลงานของเขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดตือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น การประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นเป็นการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน และสามารถใช้งานได้จริง
ตัวเรียงพิมพ์โลหะได้ถูกนำเข้ามาใช้ในการทำต้นฉบับคือว่างานประดิษฐ์นี้ได้ล้มล้างวิธีการพิมพ์แบบเก่าสมัยที่ยังเป็นแท่นพิมพ์แกะไม้อยู่ วิธีการพิมพ์แบบใหม่นี้ได้เป็นที่นิยมในยุโรปอย่างกว้างขวาง และถือว่ามีส่วนสำคัญต่อมาอย่างมากในงานพิมพ์สมัยเรเนอซองส์ กูเต็นเบิร์กได้ถูกจารึกชื่ออยู่ในหอคอยเกียรติยศปี 1998 รวมถึงA&E network ได้จัดอันดับให้เขาติดอันดับ 1 ใน People of the Millennium และในปี 1997 นิตยสารTime จัดให้สิ่งประดิษฐ์ของกูเต็นเบิร์กเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญที่สุดในยุคศตวรรษที่ 20
ชีวิตส่วนตัว
กูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของเจ้าของร้านค้า บางตำรากล่าวว่าพ่อของกูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400
ในสมัยนั้นผู้ที่มีอันจะกินในเมืองโมนซ์นิยมตั้งชื่อตามบ้านที่ครอบครอง และในช่วงปี 1411 เกิดจราจลต่อต้านผู้มีอันจะกินในเมืองโมนซ์ ผู้คนกว่า 100 หลังคาเรือนต้องอพยพไปเมืองอื่น ครอบครัวกูเต็นเบิร์กย้ายไปที่เมือง Eltville am Rhein ที่ซึ่งมารดาของเขาเป็นเจ้าของ เขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 และกูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการ
ไม่มีการระบุแน่ชัดว่าภายในระยะ 15 ปีต่อ กูเต็นเบิร์กทำอะไร แต่ในปี 1434 มีจดหมายแสดงว่ากูเต็นเบิร์กได้มาอาศัยอยู่กับญาติของมารดา ภายในเมือง Strasbourg และมีการค้นพบอีกว่าที่เมืองนี้นั้นเขามีอาชีพเป็นนักขุดทอง ในปี 1437 พบหลักฐานว่าเขาเป็นผู้อบรมเรื่องการเจียระไนเพชรพลอย ซึ่งไม่ทราบว่าเขามีความรู้ทางด้านนี้ได้อย่างไร ในปี 1436/37 เขาได้ไปปรากฏตัวต่อหน้าศาลข้อหาละเมิดสัญญาการแต่งงานกับสาวชาวเมือง Strasbourg แต่ไม่มีการบันทึกว่าการแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อใด
จนกระทั่งปี 1444 กูเต็นเบิร์กยังอาศัยอยู่ในเมือง Strasbourg แถบ St.Arbogast แถวชานเมือง ยังไม่แน่ชัดว่าที่นี้เขาทำอะไร หรือสถานที่นี้หรือว่าที่เขาสามารถคิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะขึ้นมาได้
เว้นว่างไปจนกระทั่งปี 1448 เขากลับมายังเมืองโมนซ์ เขาได้เงินจากน้องเขย Arnold Gelthus สันนิษฐานว่าเพื่อใช้สิ่งพิมพ์
ในปี 1450 สิ่งพิมพ์เริ่มมีบทบาท มีการพิมพ์บทกลอนของเยอรมัน เป็นไปได้มีการพิมพ์ครั้งแรกกันที่เมืองนี้ กูเต็นเบิร์กได้ทำการยืมเงิน 800 g. จาก Fust ต่อมา Peter Schoefler ได้แต่งงานกับน้องสาวของ Fust และเข้าร่วมกิจการนี้ด้วย Schoefler ทำงานเป็นผู้ช่วยอยู่ที่ปารีส และช่วยออกแบบหน้าตาของตัวเรียงพิมพ์
โรงงานของกูเต็นเบิร์กตั้งอยู่ในเมือง Hof Humbrecht ซึ่งเป็นสมบัติของญาติห่างๆ ของเขาเอง ไม่ทราบแน่ชัดว่ากูเต็นเบิร์กรับงานการพิมพ์คัมภีร์มาเมื่อใด แต่เพื่องานชิ้นนี้ กูเต็นเบิร์กได้ยืมเงิน Fust เพิ่มอีก 800g. และเริ่มงานในปี 1452 ในขณะเดียวกัน มีการพิมพ์หนังสือไวยากรณ์ภาษาลาติน เชื่อกันว่ากูเต็นเบิร์กมีแท่นพิมพ์ 2 ชิ้น ชิ้นแรกจะไว้รับงานทั่วๆ ไป และอีกชิ้นจะรับงานการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล ธุรกิจของเขาได้กำไรจากการพิมพ์คัมภีร์เป็นส่วนใหญ่จากหลัฐานที่ได้พบในปี 1454-55
.ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กได้ตีมพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด ซึ่งเป็นที่รุ้จักกันในนาม “คัมภีร์ไบเบิ้ลกูเต็นเบิร์ก” พิมพ์ออกมา 180 ชุด ลงบนกระดาษและหนังลูกวัว
การขึ้นศาล
ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กกับ Fust ทะเลาะกันและ Fust ได้เรียกร้องเงินทั้งหมดของเขาคืน และเงินนั้นได้ลงทุนไปกับการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล ทำให้เขาไม่มีเงินจะคืน Fust ได้ยื่นฟ้องกับ Archbishop’s count ผลการตัดสินได้ให้สิทธิการดูแลทั้งหมดแก่ Fust
กูเต็นเบิร์กล้มละลาย แต่มีหลักฐานปรากฏว่าเขาได้ตั้งโรงพิมพ์เล็กๆ ขึ้นมาในปี 1459 และจัดพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ลให้กับเมือง Bamberg แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการพิมพ์ไม่มีการลงชื่อและวันที่ไว้เลย
ในขณะเดียวกัน Fust – Schoefler ถือเป็นโรงพิมพ์แรกที่ใส่ชื่อผู้พิมพ์และวันที่ลงไป
ชีวิตต่อมา
ในปี 1462 เกิดกรณีพิพาทระหว่าง Archbishop เมือง Mainz กูเต็นเบิร์กได้ถูกเนรเทศ เข้าย้ายไปอยู่ที่เมือง Eltville ที่ซึ่งเขาได้ถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ในเรื่องการพิมพ์ให้กับน้องชาย Bechtermunze
ในปี 1465 กูเต็นเบิร์กได้รับยศ Hofman จาก Archbishop Van Nasse ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าหลังจากนั้นกูเต็นเบิร์กได้ย้ายกลับ Mainz หรือไม่
กูเต็นเบิร์กเสียชีวิตลงในปี 1468 ต่อมาโบสถ์และสุสานของเขาได้ถูกทำลาย
ในปี 1504 เขาได้ถูกจารึกเป็นผู้คิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะ ซึ่งปรากฏในหนังสือของ Professor Iwo Wittig
Hawthorne Effect
โยฮาน กูเต็นเบิร์ก
นักประดิษฐ์ชาวเยอรมัน ในศตวรรษที่ 15 เขาเป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์ด้วยโลหะและเป็นคนแรกที่นำการพิมพ์หนังสือเข้าสู่ยูโรป หนังสือเล่มแรกของเขาคือหนังสือพระคัมภีร์ภาษาลาติน พิมพ์ในราวปี ค.ศ.1455กูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม “คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 ในบรรดาผลงานของเขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดตือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น การประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นเป็นการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน
ตัวอย่างการปรับปรุงการทำงาน
เครื่องนวดข้าว เดิมมีบทบาทในการนวดข้าว นวดถั่วเหลือง ถั่วเขียว และในขณะนี้ก็นวดข้าวโพดได้ด้วย มีส่วนในระบบของการนวดมายาวนาน ประโยชน์หลักของเครื่องนวดข้าว คือ ทำให้กระบวนการนวดข้าวรวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่ายลงเมื่อเทียบกับการใช้แรงงานคน หรือใช้เครื่องมือล้าสมัยแบบดั้งเดิม คือจะทำให้ต้นทุนในการนวดต่ำลง ทำให้ขั้นตอนในกระบวนการสุดท้ายของการเก็บเกี่ยวข้าวเร็วขึ้น แต่ปัจจุบันมีการพัฒนาเครื่องนวดข้าวมาเป็น
เครื่องเกี่ยวนวดข้าว ขึ้นมาทดแทน เพราะเครื่องเกี่ยวนวดข้าวมีบทบาทมากกว่าเครื่องนวดข้าว หมายถึง การเกี่ยวนวดข้าวสามารถสำเร็จได้ในกระบวนการเดียว เมื่อข้าวสามารถเก็บเกี่ยวได้ สามารถขับเครื่องเกี่ยวนวดข้าวลงไปเก็บเกี่ยวเอาเฉพาะเมล็ดข้าวขึ้นมาได้เลย จึงทำให้ระบบการทำนาสั้นลง เพราะ ใช้แรงงานน้อยลง ใช้เวลาน้อยลงในการเก็บเกี่ยวและนวด ซึ่งทั้ง 2 กระบวนการเข้าไปอยู่ ในกระบวนการเดียวกันด้วย
จาก นายพงศกร เมืองวงศ์ รหัส 501476017
แหล่งที่มา www.google.co.th
|
Johannes Gutenberg. |
จาก นายพงศกร เมืองวงศ์ รหัส 501476017 โปรแกรมวิชา เทคโนโลยีการจัดการอุตสาหกรรม
แหล่งที่มา www.google.co.th
hamthorne ettect
เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน
เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้นเรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ) ในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร คำว่า เป็นชื่อของงา.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่ ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีนวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี 1924 ก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการศึกษา ได้เพิ่มเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาใหม่ในโรงงานเดิม โดยครั้งใหม่นี้ใช้กลุ่มคนงาน ๕ กลุ่มที่อายุแตกต่างกัน แบ่งเพศเป็นเพศชาย กับเพศหญิง ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมการทำงานอื่นด้วย (ได้แก่ วิธีการจ่ายเงิน การให้พักครั้งละ ๕ นาที ๒ครั้งต่อกะโดยให้เลือกเวลาเอง ต่อด้วยการให้พัก ๑๐ นาที ๒ครั้งต่อกะงานโดยหัวหน้างานกำหนดเวลา ต่อด้วยให้หยุดพักครั้งละ ๕ นาทีเมื่อเวลาที่พนักงานเบื่องานถึงที่สุดผลงานของพนักงานเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มไม่แตกต่างกันทางสถิติ และเมื่อเลิกวิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อองค์กรและพฤติกรรมองค์กร อย่างมาก มากกว่าสิ่งแวดล้อมทางกายภาพเช่น แสง เสียง ความร้อน หรือแม้แต่สวัสดิการ ฯลฯ
ประวัติโยฮัน
กูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม “คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด”กูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของเจ้าของร้านค้า บางตำรากล่าวว่าพ่อของกูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็เบกนั้ยังแนชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400
ในสมัยนั้นผู้ที่มีอันจะกินในเมืองโมนซ์นิยมตั้งชื่อตามบ้านที่ครอบครอง และในช่วงปี 1411 เกิดจราจลต่อต้านผู้มีอันจะกินในเมืองโมนซ์ ผู้คนกว่า 100 หลังคาเรือนต้องอพยพไปเมืองอื่น ครอบครัวกูเต็นเบิร์กย้ายไปที่เมือง
Eltville am Rhein ที่ซึ่งมารดาของเขาเป็นเจ้าของ เขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 และกูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการ
จนกระทั่งปี 1444 กูเต็นเบิร์กยังอาศัยอยู่ในเมือง
Strasbourg แถบ St.Arbogast แถวชานเมือง ยังไม่แน่ชัดว่าที่นี้เขาทำอะไร หรือสถานที่นี้หรือว่าที่เขาสามารถคิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะขึ้นมาได้
กรณีในการศึกษา
ตัวอย่างเช่น การปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมรอบๆในการทำงานให้ดูสดใสยิ่งขึ้นกว่าเดิมและทำให้พนักงานทำงานอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
501476057 นายศรัณยู พลศิริ โปรแกรม..เทคโนโลยีการจัดการอุตสาหกรรม
รายงานการศึกษา- การศึกษางานและปรับปรุงการทำงานHawthorne Effect
The Hawthorne effect เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น (บางทีเรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ) ในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร คำว่า เป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี 1924 และ 1932.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่ ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีของแสงในโรงงานอย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพผลผลิตของพนักงาน ก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการศึกษา ได้เพิ่มเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาใหม่ในโรงงานเดิม โดยครั้งใหม่นี้ใช้กลุ่มคนงาน ๕ กลุ่มที่อายุแตกต่างกัน แบ่งเพศเป็นเพศชาย กับเพศหญิง ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมการทำงานอื่นด้วย (ได้แก่ วิธีการจ่ายเงิน การให้พักครั้งละ ๕ นาที ๒ครั้งต่อกะโดยให้เลือกเวลาเอง ต่อด้วยการให้พัก ๑๐ นาที ๒ครั้งต่อกะงานโดยหัวหน้างานกำหนดเวลา ต่อด้วยให้หยุดพักครั้งละ ๕ นาทีเมื่อเวลาที่พนักงานเบื่องานถึงที่สุดในกะงานนั้นแต่ต้องบอกหัวหน้างานก่อน และพักได้ถึง ๖ ครั้งต่อกะ การปรับเปลี่ยนให้มีอาหารว่างกินระหว่างพัก การให้กลับบ้านก่อนเลิกกะ ๓๐ นาทีถ้าผลงานดี ผลการวิจัย กลับพบเช่นเดิมว่า ขณะทำการวิจัย ผลงานของพนักงานเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มไม่แตกต่างกันทางสถิติ และเมื่อเลิกวิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อองค์กรและพฤติกรรมองค์กร อย่างมาก มากกว่าสิ่งแวดล้อมทางกายภาพเช่น แสง เสียง ความร้อน หรือแม้แต่สวัสดิการ ฯลฯ นักวิจัยจึงสรุปว่า ธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ในที่ทำงานรวมหมู่กันในโรงงานหรือองค์กร ณ ขณะทำการวิจัยนั้นน่าจะปรับตัวไปตามสิ่งแวดล้อมที่เข้ามาบีบรัด ณ ขณะนั้น หมายความว่าผู้ปฏิบัติงานจะทำงานหนักขึ้นเพราะว่าพวกเขาคิดว่าเขากำลังอยู่ในท่ามกลางสถานการณ์พิเศษ (กำลังวิจัยอยู่) ควรจะต้องทำอะไรที่พิเศษสักหน่อย นักวิจัยยังได้ทำการทดลองต่ออีก โดยคราวนี้กำหนดให้มีคนที่มาทำงานด้วยเป็น coworkers ของแต่คน ทำงานเป็นคู่ ๆ ผลลัพธ์ที่ออกมาพบว่า คนที่มาเป็นคู่ร่วมทำงานก็กลายมาเป็นตัวกระตุ้นเร้าพิเศษในระยะแรก มีผลต่อจิตวิทยาและผลงานในระยะแรกไม่ต่างจากการตั้งชื่อว่าจะมีงานวิจัยในโรงงาน ในระยะหลัง ตั้งแต่ปี ๑๙๗๑ เป็นต้นมา "the Hawthorne effect" ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกระตุ้นเร้าเป็นช่วงๆ เพื่อให้องค์กรเกิด นั่นคือสร้างให้มีปรากฏการณ์พิเศษขึ้นในองค์กรในบางช่วงเวลา พนักงานก็จะหันมาสนใจเรื่องการ learning, ซึ่งก็จะทำให้พนักงานมีความเชี่ยวชาญ expertise มากขึ้น แล้วก็ให้เขาเหล่านั้นได้มีโอกาสทบทวนภูมิปัญญาของตนเอง reflection ซึ่งก็จะกลับกลายมาเป็นการยกระดับการพัฒนาคุณภาพงาน ผลงานอย่างต่อเนื่องต่อไป การสร้างปรากฏการณ์พิเศษทางการบริหารยุคใหม่หลังยุค ๑๙๙๑ โดยทั่วไปไม่ทำว่าจะต้องวิจัยอะไรในโรงงานหรือองค์กร แต่มักนิยมใช้เครื่องมือที่ชื่อ "implicit social cognition" คือการ “สร้างปฏิทินการจัดงานขึ้นมาเองโดยฝ่ายบริหาร” (เช่น วันสถาปนาโรงงาน วันประกวดผู้ปฏิบัติงานดีเด่น วัน ๕ ส. ดีเด่น วันครบรอบ ...... ฯลฯ) จัดกิจกรรมในพื้นที่งานหรือในพื้นที่สาธารณะหรือต่อสังคม ผลงานของพนักงานก็จะดีขึ้นเองจากการสร้างปฏิทินกิจกรรมพิเศษโดยฝ่ายบริหาร ในระยะหลังบางทีจึงเรียก " Hawthorne effect”กูเต็นเบิร์ก
กูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของเจ้าของร้านค้า บางตำรากล่าวว่าพ่อของกูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400
ในบรรดาผลงานกูเต็นเบิร์ก ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุด คือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น การประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นเป็นการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน และสามารถใช้งานได้จริง และมีการค้นพบอีกว่าที่เมืองนี้นั้นเขามีอาชีพเป็นนักขุดทอง ในปี 1437 พบหลักฐานว่าเขาเป็นผู้อบรมเรื่องการเจียระไนเพชรพลอย ซึ่งไม่ทราบว่าเขามีความรู้ทางด้านนี้ได้อย่างไร ในปี 1436/37 เขาได้ไปปรากฏตัวต่อหน้าศาลข้อหาละเมิดสัญญาการแต่งงานกับสาวชาวเมือง Strasbourg แต่ไม่มีการบันทึกว่าการแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อใด
ในปี 1450 สิ่งพิมพ์เริ่มมีบทบาท มีการพิมพ์บทกลอนของเยอรมัน เป็นไปได้มีการพิมพ์ครั้งแรกกันที่เมืองนี้ กูเต็นเบิร์กได้ทำการยืมเงิน 800 g. จาก Fust ต่อมา Peter Schoefler ได้แต่งงานกับน้องสาวของ Fust และเข้าร่วมกิจการนี้ด้วย Schoefler ทำงานเป็นผู้ช่วยอยู่ที่ปารีส และช่วยออกแบบหน้าตาของตัวเรียงพิมพ์
ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กได้ตีมพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด ซึ่งเป็นที่รุ้จักกันในนาม “คัมภีร์ไบเบิ้ลกูเต็นเบิร์ก” พิมพ์ออกมา 180 ชุด ลงบนกระดาษและหนังลูกวัว
ในปี 1462 เกิดกรณีพิพาทระหว่าง Archbishop เมือง Mainz กูเต็นเบิร์กได้ถูกเนรเทศ เข้าย้ายไปอยู่ที่เมือง Eltville ที่ซึ่งเขาได้ถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ในเรื่องการพิมพ์ให้กับน้องชาย Bechtermunze
ในปี 1465 กูเต็นเบิร์กได้รับยศ Hofman จาก Archbishop Van Nasse ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าหลังจากนั้นกูเต็นเบิร์กได้ย้ายกลับ Mainz หรือไม่
กูเต็นเบิร์กเสียชีวิตลงในปี 1468 ต่อมาโบสถ์และสุสานของเขาได้ถูกทำลาย
ในปี 1504 เขาได้ถูกจารึกเป็นผู้คิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะ ซึ่งปรากฏในหนังสือของ Professor Iwo Wittig
ตัวอย่างกรณีศึกษาที่ปรับปรุงการทำงาน
1. เมื่อก่อนจะใช้เครื่องพิมพ์ดีดทำให้เกิดความล้าช้าเสียเวลาและปวดนิ้วมือแต่ตอนนี้ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่า เช่น ใช้คอมพิวเตอร์แทนเครื่องพิมพ์ดีด
2. เนื้อสัตว์แต่ก่อนจะใช้วิธีการสับด้วยมีด มีผลทำให้เสียเวลาในการสับเนื้อสัตว์แต่ตอนนี้ผู้คนส่วนใหญ่หันมาใช้เครื่องบด เพราะไม่ต้องเสียเวลาและยุ้งยาก
1. เมื่อก่อนจะใช้เครื่องพิมพ์ดีดทำงาน ทำให้เกิดความล้าช้าเสียเวลาและปวดนิ้วมือแต่ตอนนี้ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่า เช่น ใช้คอมพิวเตอร์แทนเครื่องพิมพ์ดีด
2. เนื้อสัตว์แต่ก่อนจะใช้วิธีการสับด้วยมีด มีผลทำให้เสียเวลาในการสับเนื้อสัตว์แต่ตอนนี้ผู้คนส่วนใหญ่หันมาใช้เครื่องบด เพราะไม่ต้องเสียเวลาและยุ่งยาก
ประวัติกูเต็นเบิร์ก
กูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม “คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด”
ในบรรดาผลงานของเขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดคือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น และตัวเรียงพิมพ์โลหะนี้ได้นำมาเป็นต้นฉบับคือว่างานประดิษฐ์นี้ได้ล้มล้างวิธีการพิมพ์แบบเก่า
ชีวิตส่วนตัว
กูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของเจ้าของร้านค้า ส่วนปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400
ในสมัยนั้นผู้ที่มีอันจะกินในเมืองโมนซ์นิยมตั้งชื่อตามบ้านที่ครอบครอง และในช่วงปี 1411 เกิดจลาจลมีการอบพยพ และ ครอบครัวกูเต็นเบิร์กย้ายไปที่เมือง Eltville am Rhein ที่ซึ่งมารดาของเขาเป็นเจ้า และ ของเขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 กูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการ และ ไม่มีการระบุแน่ชัดว่าภายในระยะ 15 ปีต่อ กูเต็นเบิร์กทำอะไร
จนกระทั่งปี 1444 กูเต็นเบิร์ก ยังอาศัยอยู่ในเมือง Strasbourg แถบ St.Arbogast แถวชานเมือง ยังไม่แน่ชัดว่าที่นี้เขาทำอะไร หรือสถานที่นี้เขาสามารถคิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะขึ้นมาได้
กระทั่งปี 1448 เขากลับมายังเมืองโมนซ์ เขาได้เงินจากน้องเขย Arnold Gelthus สันนิษฐานว่าเพื่อใช้สิ่งพิมพ์ ในปี 1450 สิ่งพิมพ์เริ่มมีบทบาท มีการพิมพ์บทกลอนของเยอรมัน เป็นไปได้มีการพิมพ์ครั้งแรกกันที่เมืองนี้ กูเต็นเบิร์กได้ทำการยืมเงิน 800 g. จาก Fust ต่อมา Peter Schoefler ได้แต่งงานกับน้องสาวของ Fust และเข้าร่วมกิจการนี้ด้วยกัน
โรงงานของกูเต็นเบิร์กตั้งอยู่ในเมือง Hof Humbrecht ซึ่งเป็นสมบัติของญาติห่างๆ ของเขาเอง ไม่ทราบแน่ชัดว่ากูเต็นเบิร์ก รับงานการพิมพ์คัมภีร์มาเมื่อใด ไม่มีใครรู้
และ ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กได้ตีมพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด ซึ่งเป็นที่รุ้จักกันในนาม “คัมภีร์ไบเบิ้ลกูเต็นเบิร์ก” พิมพ์ออกมา 180 ชุด ลงบนกระดาษและหนังลูกวัว
การขึ้นศาล
ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กกับ Fust ทะเลาะกันและ Fust ได้เรียกร้องเงินทั้งหมดของเขาคืน และเงินนั้นได้ลงทุนไปกับการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล ทำให้เขาไม่มีเงินจะคืน Fust ได้ยื่นฟ้องกับ Archbishop’s count ผลการตัดสินได้ให้สิทธิการดูแลกิจการทั้งหมดแก่ Fust
กูเต็นเบิร์กลมละลาย มีหลักฐานปรากฏว่าเขาได้ตั้งโรงพิมพ์เล็กๆ ขึ้นมาในปี 1459
ชีวิตต่อมา
ในปี 1462 เกิดกรณีพิพาทระหว่าง Archbishop เมือง Mainz กูเต็นเบิร์กได้ถูกเนรเทศ เข้าย้ายไปอยู่ที่เมือง Eltville ที่ซึ่งเขาได้ถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ในเรื่องการพิมพ์ให้กับน้องชาย Bechtermunze
ในปี 1465 กูเต็นเบิร์กได้รับยศ Hofman จาก Archbishop Van Nasse ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าหลังจากนั้นกูเต็นเบิร์กได้ย้ายกลับ Mainz หรือไม่ กูเต็นเบิร์กเสียชีวิตลงในปี 1468 ต่อมาโบสถ์และสุสานของเขาได้ถูกทำลาย และ ในปี 1504 เขาได้ถูกจารึกเป็นผู้คิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะ ซึ่งปรากฏในหนังสือของ Professor Iwo Wittig

รายรับ-จากการขายหมู
หมู 10 ตัว ตัวละ 66 กิโลกรัม ๆละ 43 บาท 28,380 บาท
หัก ต้นทุน 18,065 บาท
กำไรจาการขายหมู 10,315 บาท
บวก รายได้จากการขายปุ๋ย 50 กระสอบๆละ 20 บาท 1,000 บาท
รวม กำไรทั้งสิ้น 11,315 บาท
นายบัญชา หมอปาร้า
501476021
การจัดการอุตสาหกรรม
HAWTHORNE EffECT คืออะไร
เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคนเปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเล้าภายนอกองค์กรที่ถูกวิจัย การบริหารองค์กรความหมายจะสื่อว่าพฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆในการศึกษาที่เรียกว่า hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์ที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ คำว่า hawthorne works เป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี 1924และ1932 การศึกษานี้ทำให้กลุ่มผู้ทำงานในโรงงานมีวัตถุประสงค์ถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนนักวิจัยจึงสรุปว่าธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ในที่ทำงานรวมหมู่กันในโรงงานหรือองค์กรขณะทำการวิจัยนั้นหน้าจะปรับตัวไปตามสิ่งแวดล้อม ในระยะแรกมีผลต่อจิตวิทยาและผลงานในระยะแรกไม่ต่างจากการตั้งชื่อว่าจะมีงานวิจัยในโรงงานในระยะหลังตั้งแต่ปี1971เป็นต้นมา continuous improvement นั่นคือสร้างให้มีปรากฎการพิเศษขึ้นในองค์กรในบางเวลา พนักงานจะหันมาสนใจเรื่องการ learning ซึ่งก็จะทำให้พนักงานมีความเชี่ยวชาญมากขึ้น แล้วให้เขาเหล่านั้นได้มีโอกาสทบทวนภูมิปัญญาของตนเองซึ่งก็กลับกลายมาเป็นการยกระดับการพัฒนาคุณภาพงานต่อไป
การปรับปรุงระบบบำบัดของเสีย
จากการที่กลุ่มวิจัยได้ทำการศึกษาและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จึงมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเรื่องของระบบบำบัด รวมทั้งมีประสบการณ์ที่ยาวนานในการเดินระบบ นอกเหนือจากการให้บริการการออกแบบ และเดินระบบใหม่แล้ว กลุ่มผู้วิจัยยังได้ถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ไปให้บุคลากรที่ดูแลระบบบำบัดที่มีอยู่เดิม รวมทั้งให้คำปรึกษาในการแก้ไขปัญหาของระบบที่มีการลงทุนไปแล้ว แต่ทำงานไม่ได้ ซึ่งจากการดำเนินงานที่ผ่านมา กลุ่มวิจัยได้ให้บริการถ่ายทอดเทคโนโลยี และให้คำปรึกษาในการปรับปรุงและแก้ไขระบบบำบัดน้ำเสียที่มีปัญหาให้กับโรงงานอุตสาหกรรมอาหารกว่า 20 โรงงาน ทำให้ระบบบำบัดเหล่านี้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ลดค่าใช้จ่ายในการบำบัด และในหลายกรณี ยังมีผลพลอยได้ในรูปของพลังงานด้วย ดังตัวอย่างต่อไปนี้
• การให้คำปรึกษาด้านระบบบำบัดน้ำเสียโรงงานผลิตผลไม้แช่อิ่มอบแห้ง โรงงานดังกล่าวมีปริมาณน้ำเสียวันละ 400-450 ลูกบาศก์เมตร น้ำเสียมีปริมาณสารอินทรีย์ในรูปของซีโอดี สูงถึง 12,000 มิลลิกรัมต่อลิตร และมีค่าซัลเฟต 850-1,000 มิลลิกรัมต่อลิตร ระบบบำบัดเดิมของโรงงานเป็นแบบบ่อเปิด 7 บ่อ จากระบบบำบัดเดิมที่เป็นบ่อเปิดและน้ำเสียมีซีโอดีและซัลเฟตสูง ทำให้โรงงานประสบกับปัญหากลิ่นอย่างมาก
เพื่อแก้ไขให้บ่อบำบัดเดิมที่มีอยู่ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ กลุ่มนักวิจัยเสนอให้มีการปรับปรุงระบบบำบัด โดยการใส่แผ่นไนล่อน (ตัวกลาง) ลงไปในบ่อบำบัด เพื่อเพิ่มจำนวนจุลินทรีย์ รวมทั้งมีผ้าคลุมบ่อเพื่อเก็บก๊าซที่เกิดขึ้น เข้าเครื่องปั่นไฟเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า โดยมีค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงระบบทั้งสิ้น 4 ล้านบาท (รวมค่าเครื่องปั่นไฟ) จากการปรับปรุงระบบ ทำให้ปริมาณซีโอดีลดลงจาก 12,000 มิลลิกรัมต่อลิตร เหลือ 3,000 มิลลิกรัมต่อลิตร (ประสิทธิภาพร้อยละ 75 %) ค่าพีเอชเพิ่มขึ้นจาก 4 เป็น 6.8 (จากกรดเป็นใกล้สภาพเป็นกลาง) ทั้งยังลดค่าสารเคมีที่เคยใช้ในระบบบำบัดน้ำเสียได้ถึงเดือนละ 300,000 บาท ประหยัดค่าไฟฟ้าเดือนละ 300,000 บาท ทั้งนี้คิดเป็นเงินที่ประหยัดได้มากกว่าปีละ 7.2 ล้านบาท
• การปรับปรุงประสิทธิภาพระบบบำบัดน้ำเสียโรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลัง โรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลังโรงงานนี้ มีระบบบำบัดน้ำเสียแบบไม่ใช้อากาศ ขนาด 6,000 ลูกบาศก์เมตรอยู่แล้ว ระบบมีประสิทธิภาพในการกำจัดสารอินทรีย์ร้อยละ 80 แต่เมื่อเดินระบบไปนานขึ้น บริษัทพบว่า ปริมาณก๊าซชีวภาพลดน้อยลง และเสียเงินในการดูแลระบบเพิ่มขึ้น กลุ่มนักวิจัยจึงทำการศึกษาข้อมูลระบบบำบัดของโรงงาน เพื่อระบุสาเหตุของปัญหาและดำเนินการแก้ไขปรับปรุงระบบ พบว่าปัญหาที่เกิดขึ้น เกิดจากตะกอนจุลินทรีย์หลุดออกจากระบบมากเกินไป จึงมีการปรับปรุงระบบดักตะกอนจุลินทรีย์ รวมทั้งระบบการวนกลับตะกอนจุลินทรีย์ เพื่อรักษาจุลินทรีย์ให้อยู่ในระบบ จัดฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ภายในโรงงาน ให้มีความรู้ความเข้าใจในระบบบำบัดน้ำเสีย ผลจากการปรับปรุงระบบและการฝึกอบรมบุคลากร ทำให้ลดการหลุดของตะกอนจุลินทรีย์ลงไปได้ถึงร้อยละ 40 ลดค่าใช้จ่ายในการใช้โซดาไฟเดือนละ 200,000 บาท และประสิทธิภาพการกำจัดซีโอดีเพิ่มขึ้น
• การปรับปรุงประสิทธิภาพระบบบำบัดน้ำเสียโรงงานผลิตเครื่องดื่ม เดิมบริษัทใช้ระบบบำบัดน้ำเสียแบบเติมอากาศ ซึ่งเสียค่าใช้จ่ายในการเติมอากาศให้กับระบบต่อปีสูง บริษัทจึงทดลองใช้ระบบบำบัดน้ำเสียแบบไร้อากาศ แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากเกิดปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็นรบกวนชุมชนข้างเคียง และประสิทธิภาพของระบบไม่ดีพอ กลุ่มนักวิจัยจึงฝึกอบรมให้พนักงานและปรับปรุงระบบบำบัดน้ำเสียแบบไร้อากาศให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ จากการดำเนินงานพบว่า ช่วยให้ระบบมีประสิทธิภาพการบำบัดสารอินทรีย์ได้ร้อยละ 80 ผลิตก๊าซชีวภาพได้ประมาณ 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ลดปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็นในระดับหนึ่ง และประหยัดค่าไฟในเบื้องต้นได้เดือนละไม่ต่ำกว่า 160,000 บาท
501476057 นายศรัณยู พลศิริ โปรแกรม..เทคโนโลยีการจัดการอุตสาหกรรม
รายงานการศึกษา- การศึกษางานและปรับปรุงการทำงาน
Hawthorne Effect
The Hawthorne effect เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น (บางทีเรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ) ในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร คำว่า เป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี 1924 และ 1932.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่ ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีของแสงในโรงงานอย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพผลผลิตของพนักงาน ก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการศึกษา ได้เพิ่มเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาใหม่ในโรงงานเดิม โดยครั้งใหม่นี้ใช้กลุ่มคนงาน ๕ กลุ่มที่อายุแตกต่างกัน แบ่งเพศเป็นเพศชาย กับเพศหญิง ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมการทำงานอื่นด้วย (ได้แก่ วิธีการจ่ายเงิน การให้พักครั้งละ ๕ นาที ๒ครั้งต่อกะโดยให้เลือกเวลาเอง ต่อด้วยการให้พัก ๑๐ นาที ๒ครั้งต่อกะงานโดยหัวหน้างานกำหนดเวลา ต่อด้วยให้หยุดพักครั้งละ ๕ นาทีเมื่อเวลาที่พนักงานเบื่องานถึงที่สุดในกะงานนั้นแต่ต้องบอกหัวหน้างานก่อน และพักได้ถึง ๖ ครั้งต่อกะ การปรับเปลี่ยนให้มีอาหารว่างกินระหว่างพัก การให้กลับบ้านก่อนเลิกกะ ๓๐ นาทีถ้าผลงานดี ผลการวิจัย กลับพบเช่นเดิมว่า ขณะทำการวิจัย ผลงานของพนักงานเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มไม่แตกต่างกันทางสถิติ และเมื่อเลิกวิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อองค์กรและพฤติกรรมองค์กร อย่างมาก มากกว่าสิ่งแวดล้อมทางกายภาพเช่น แสง เสียง ความร้อน หรือแม้แต่สวัสดิการ ฯลฯ นักวิจัยจึงสรุปว่า ธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ในที่ทำงานรวมหมู่กันในโรงงานหรือองค์กร ณ ขณะทำการวิจัยนั้นน่าจะปรับตัวไปตามสิ่งแวดล้อมที่เข้ามาบีบรัด ณ ขณะนั้น หมายความว่าผู้ปฏิบัติงานจะทำงานหนักขึ้นเพราะว่าพวกเขาคิดว่าเขากำลังอยู่ในท่ามกลางสถานการณ์พิเศษ (กำลังวิจัยอยู่) ควรจะต้องทำอะไรที่พิเศษสักหน่อย นักวิจัยยังได้ทำการทดลองต่ออีก โดยคราวนี้กำหนดให้มีคนที่มาทำงานด้วยเป็น coworkers ของแต่คน ทำงานเป็นคู่ ๆ ผลลัพธ์ที่ออกมาพบว่า คนที่มาเป็นคู่ร่วมทำงานก็กลายมาเป็นตัวกระตุ้นเร้าพิเศษในระยะแรก มีผลต่อจิตวิทยาและผลงานในระยะแรกไม่ต่างจากการตั้งชื่อว่าจะมีงานวิจัยในโรงงาน ในระยะหลัง ตั้งแต่ปี ๑๙๗๑ เป็นต้นมา "the Hawthorne effect" ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกระตุ้นเร้าเป็นช่วงๆ เพื่อให้องค์กรเกิด นั่นคือสร้างให้มีปรากฏการณ์พิเศษขึ้นในองค์กรในบางช่วงเวลา พนักงานก็จะหันมาสนใจเรื่องการ learning, ซึ่งก็จะทำให้พนักงานมีความเชี่ยวชาญ expertise มากขึ้น แล้วก็ให้เขาเหล่านั้นได้มีโอกาสทบทวนภูมิปัญญาของตนเอง reflection ซึ่งก็จะกลับกลายมาเป็นการยกระดับการพัฒนาคุณภาพงาน ผลงานอย่างต่อเนื่องต่อไป การสร้างปรากฏการณ์พิเศษทางการบริหารยุคใหม่หลังยุค ๑๙๙๑ โดยทั่วไปไม่ทำว่าจะต้องวิจัยอะไรในโรงงานหรือองค์กร แต่มักนิยมใช้เครื่องมือที่ชื่อ "implicit social cognition" คือการ "สร้างปฏิทินการจัดงานขึ้นมาเองโดยฝ่ายบริหาร" (เช่น วันสถาปนาโรงงาน วันประกวดผู้ปฏิบัติงานดีเด่น วัน ๕ ส. ดีเด่น วันครบรอบ ...... ฯลฯ) จัดกิจกรรมในพื้นที่งานหรือในพื้นที่สาธารณะหรือต่อสังคม ผลงานของพนักงานก็จะดีขึ้นเองจากการสร้างปฏิทินกิจกรรมพิเศษโดยฝ่ายบริหาร ในระยะหลังบางทีจึงเรียก " Hawthorne effect"
กูเต็นเบิร์ก
กูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของเจ้าของร้านค้า บางตำรากล่าวว่าพ่อของกูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400
ในบรรดาผลงานกูเต็นเบิร์ก ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุด คือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น การประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นเป็นการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน และสามารถใช้งานได้จริง และมีการค้นพบอีกว่าที่เมืองนี้นั้นเขามีอาชีพเป็นนักขุดทอง ในปี 1437 พบหลักฐานว่าเขาเป็นผู้อบรมเรื่องการเจียระไนเพชรพลอย ซึ่งไม่ทราบว่าเขามีความรู้ทางด้านนี้ได้อย่างไร ในปี 1436/37 เขาได้ไปปรากฏตัวต่อหน้าศาลข้อหาละเมิดสัญญาการแต่งงานกับสาวชาวเมือง Strasbourg แต่ไม่มีการบันทึกว่าการแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อใด
ในปี 1450 สิ่งพิมพ์เริ่มมีบทบาท มีการพิมพ์บทกลอนของเยอรมัน เป็นไปได้มีการพิมพ์ครั้งแรกกันที่เมืองนี้ กูเต็นเบิร์กได้ทำการยืมเงิน 800 g. จาก Fust ต่อมา Peter Schoefler ได้แต่งงานกับน้องสาวของ Fust และเข้าร่วมกิจการนี้ด้วย Schoefler ทำงานเป็นผู้ช่วยอยู่ที่ปารีส และช่วยออกแบบหน้าตาของตัวเรียงพิมพ์
ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กได้ตีมพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด ซึ่งเป็นที่รุ้จักกันในนาม "คัมภีร์ไบเบิ้ลกูเต็นเบิร์ก" พิมพ์ออกมา 180 ชุด ลงบนกระดาษและหนังลูกวัว
ในปี 1462 เกิดกรณีพิพาทระหว่าง Archbishop เมือง Mainz กูเต็นเบิร์กได้ถูกเนรเทศ เข้าย้ายไปอยู่ที่เมือง Eltville ที่ซึ่งเขาได้ถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ในเรื่องการพิมพ์ให้กับน้องชาย Bechtermunze
ในปี 1465 กูเต็นเบิร์กได้รับยศ Hofman จาก Archbishop Van Nasse ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าหลังจากนั้นกูเต็นเบิร์กได้ย้ายกลับ Mainz หรือไม่
กูเต็นเบิร์กเสียชีวิตลงในปี 1468 ต่อมาโบสถ์และสุสานของเขาได้ถูกทำลาย
ในปี 1504 เขาได้ถูกจารึกเป็นผู้คิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะ ซึ่งปรากฏในหนังสือของ Professor Iwo Wittig
ตัวอย่างกรณีศึกษาที่ปรับปรุงการทำงาน
1. เมื่อก่อนจะใช้เครื่องพิมพ์ดีดทำให้เกิดความล้าช้าเสียเวลาและปวดนิ้วมือแต่ตอนนี้ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่า เช่น ใช้คอมพิวเตอร์แทนเครื่องพิมพ์ดีด
2. เนื้อสัตว์แต่ก่อนจะใช้วิธีการสับด้วยมีด มีผลทำให้เสียเวลาในการสับเนื้อสัตว์แต่ตอนนี้ผู้คนส่วนใหญ่หันมาใช้เครื่องบด เพราะไม่ต้องเสียเวลาและยุ้งยาก
การจัดการอุตสาหกรรม
Hawthorne Effect
ประวัติโยฮันกูเต็นเบิร์ก
กูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม "คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด" ในบรรดาผลงานของเขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดตือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น การประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นเป็นการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน และสามารถใช้งานได้จริงตัวเรียงพิมพ์โลหะได้ถูกนำเข้ามาใช้ในการทำต้นฉบับคือว่างานประดิษฐ์นี้ได้ล้มล้างวิธีการพิมพ์แบบเก่าสมัยที่ยังเป็นแท่นพิมพ์แกะไม้อยู่ วิธีการพิมพ์แบบใหม่นี้ได้เป็นที่นิยมในยุโรปอย่างกว้างขวาง และถือว่ามีส่วนสำคัญต่อมาอย่างมากในงานพิมพ์สมัยเรเนอซองส์ กูเต็นเบิร์กได้ถูกจารึกชื่ออยู่ในหอคอยเกียรติยศปี 1998 รวมถึงA&E network ได้จัดอันดับให้เขาติดอันดับ 1 ใน People of the Millennium และในปี 1997 นิตยสารTime จัดให้สิ่งประดิษฐ์ของกูเต็นเบิร์กเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญที่สุดในยุคศตวรรษที่ 20ชีวิตส่วนตัวกูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของเจ้าของร้านค้า บางตำรากล่าวว่าพ่อของกูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400ในสมัยนั้นผู้ที่มีอันจะกินในเมืองโมนซ์นิยมตั้งชื่อตามบ้านที่ครอบครอง และในช่วงปี 1411 เกิดจราจลต่อต้านผู้มีอันจะกินในเมืองโมนซ์ ผู้คนกว่า 100 หลังคาเรือนต้องอพยพไปเมืองอื่น ครอบครัวกูเต็นเบิร์กย้ายไปที่เมือง Eltville am Rhein ที่ซึ่งมารดาของเขาเป็นเจ้าของ เขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 และกูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการ
501476059 อนันต์ ยืนยงแสน เอก...การจัดการอุตสาหกรรม
รายงานการศึกษา-การศึกษางานและปรับปรุงการทำงาน
กูเต็นเบิร์ก
เป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม “คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด”
ผลงานของเขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดตือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น ตัวเรียงพิมพ์โลหะได้ถูกนำเข้ามาใช้ในการทำต้นฉบับคือว่างานประดิษฐ์นี้ได้ล้มล้างวิธีการพิมพ์แบบเก่าสมัยที่ยังเป็นแท่นพิมพ์แกะไม้อยู่ วิธีการพิมพ์แบบใหม่นี้ได้เป็นที่นิยมในยุโรปอย่างกว้างขวาง และถือว่ามีส่วนสำคัญต่อมาอย่างมากในงานพิมพ์สมัยเรเนอซองส์ กูเต็นเบิร์กได้ถูกจารึกชื่ออยู่ในหอคอยเกียรติยศปี 1998 รวมถึงA&E network ได้จัดอันดับให้เขาติดอันดับ 1 ใน People of the Millennium และในปี 1997 นิตยสารTime จัดให้สิ่งประดิษฐ์ของกูเต็นเบิร์กเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญที่สุดในยุคศตวรรษที่ 20
ชีวิตส่วนตัว
กูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของเจ้าของร้านค้า บางตำรากล่าวว่าพ่อของกูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400
ไม่มีการระบุแน่ชัดว่าภายในระยะ 15 ปีต่อ กูเต็นเบิร์กทำอะไร แต่ในปี 1434 มีจดหมายแสดงว่ากูเต็นเบิร์กได้มาอาศัยอยู่กับญาติของมารดา ภายในเมือง Strasbourg และมีการค้นพบอีกว่าที่เมืองนี้นั้นเขามีอาชีพเป็นนักขุดทอง ในปี 1437 พบหลักฐานว่าเขาเป็นผู้อบรมเรื่องการเจียระไนเพชรพลอย ซึ่งไม่ทราบว่าเขามีความรู้ทางด้านนี้ได้อย่างไร ในปี 1436/37 เขาได้ไปปรากฏตัวต่อหน้าศาลข้อหาละเมิดสัญญาการแต่งงานกับสาวชาวเมือง Strasbourg แต่ไม่มีการบันทึกว่าการแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อใด
จนกระทั่งปี 1444 กูเต็นเบิร์กยังอาศัยอยู่ในเมือง Strasbourg แถบ St.Arbogast แถวชานเมือง ยังไม่แน่ชัดว่าที่นี้เขาทำอะไร หรือสถานที่นี้หรือว่าที่เขาสามารถคิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะขึ้นมาได้
ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กได้ตีมพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด ซึ่งเป็นที่รุ้จักกันในนาม “คัมภีร์ไบเบิ้ลกูเต็นเบิร์ก” พิมพ์ออกมา 180 ชุด ลงบนกระดาษและหนังลูกวัว
การขึ้นศาล
ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กกับ Fust ทะเลาะกันและ Fust ได้เรียกร้องเงินทั้งหมดของเขาคืน และเงินนั้นได้ลงทุนไปกับการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล ทำให้เขาไม่มีเงินจะคืน Fust ได้ยื่นฟ้องกับ Archbishop’s count ผลการตัดสินได้ให้สิทธิการดูแลทั้งหมดแก่ Fust
กูเต็นเบิร์กล้มละลาย แต่มีหลักฐานปรากฏว่าเขาได้ตั้งโรงพิมพ์เล็กๆ ขึ้นมาในปี 1459 และจัดพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ลให้กับเมือง Bamberg แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการพิมพ์ไม่มีการลงชื่อและวันที่ไว้เลย
ชีวิตต่อมา
ในปี 1462 เกิดกรณีพิพาทระหว่าง Archbishop เมือง Mainz กูเต็นเบิร์กได้ถูกเนรเทศ เข้าย้ายไปอยู่ที่เมือง Eltville ที่ซึ่งเขาได้ถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ในเรื่องการพิมพ์ให้กับน้องชาย Bechtermunze
ในปี 1465 กูเต็นเบิร์กได้รับยศ Hofman จาก Archbishop Van Nasse ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าหลังจากนั้นกูเต็นเบิร์กได้ย้ายกลับ Mainz หรือไม่
กูเต็นเบิร์กเสียชีวิตลงในปี 1468 ต่อมาโบสถ์และสุสานของเขาได้ถูกทำลาย
ในปี 1504 เขาได้ถูกจารึกเป็นผู้คิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะ ซึ่งปรากฏในหนังสือของ Professor Iwo Wittig
Hawthorne Effect
The Hawthorne effect เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคล เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น เรียกว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่ ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีของแสงในโรงงานอย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพผลผลิตของพนักงาน ก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการศึกษา ได้เพิ่มเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาใหม่ในโรงงานเดิม โดยครั้งใหม่นี้ใช้กลุ่มคนงาน ๕ กลุ่มที่อายุแตกต่างกัน แบ่งเพศเป็นเพศชาย กับเพศหญิง ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมการทำงานอื่นด้วย (ได้แก่ วิธีการจ่ายเงิน การให้พักครั้งละ ๕ นาที ๒ครั้งต่อกะโดยให้เลือกเวลาเอง ต่อด้วยการให้พัก ๑๐ นาที ๒ครั้งต่อกะงานโดยหัวหน้างานกำหนดเวลา ต่อด้วยให้หยุดพักครั้งละ ๕ นาทีเมื่อเวลาที่พนักงานเบื่องานถึงที่สุดในกะงานนั้นแต่ต้องบอกหัวหน้างานก่อน และพักได้ถึง ๖ ครั้งต่อกะ การปรับเปลี่ยนให้มีอาหารว่างกินระหว่างพัก การให้กลับบ้านก่อนเลิกกะ ๓๐ นาทีถ้าผลงานดี ผลการวิจัย กลับพบเช่นเดิมว่า ขณะทำการวิจัย ผลงานของพนักงานเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มไม่แตกต่างกันทางสถิติ และเมื่อเลิกวิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อองค์กรและพฤติกรรมองค์กร อย่างมาก นักวิจัยจึงสรุปว่า ธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ในที่ทำงานรวมหมู่กันในโรงงานหรือองค์กร ณ ขณะทำการวิจัยนั้นน่าจะปรับตัวไปตามสิ่งแวดล้อมที่เข้ามาบีบรัด ณ ขณะนั้น หมายความว่าผู้ปฏิบัติงานจะทำงานหนักขึ้นเพราะว่าพวกเขาคิดว่าเขากำลังอยู่ในท่ามกลางสถานการณ์พิเศษ (กำลังวิจัยอยู่) ควรจะต้องทำอะไรที่พิเศษสักหน่อย นักวิจัยยังได้ทำการทดลองต่ออีก โดยคราวนี้กำหนดให้มีคนที่มาทำงานด้วยเป็น coworkers ของแต่คน ทำงานเป็นคู่ ๆ ผลลัพธ์ที่ออกมาพบว่า คนที่มาเป็นคู่ร่วมทำงานก็กลายมาเป็นตัวกระตุ้นเร้าพิเศษในระยะแรก มีผลต่อจิตวิทยาและผลงานในระยะแรกไม่ต่างจากการตั้งชื่อว่าจะมีงานวิจัยในโรงงาน ในระยะหลัง ตั้งแต่ปี ๑๙๗๑ เป็นต้นมา "the Hawthorne effect" ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกระตุ้นเร้าเป็นช่วงๆ เพื่อให้องค์กรเกิด นั่นคือสร้างให้มีปรากฏการณ์พิเศษขึ้นในองค์กรในบางช่วงเวลา พนักงานก็จะหันมาสนใจเรื่องการ learning, ซึ่งก็จะทำให้พนักงานมีความเชี่ยวชาญ expertise มากขึ้น แล้วก็ให้เขาเหล่านั้นได้มีโอกาสทบทวนภูมิปัญญาของตนเอง reflection ซึ่งก็จะกลับกลายมาเป็นการยกระดับการพัฒนาคุณภาพงาน ผลงานอย่างต่อเนื่องต่อไป การสร้างปรากฏการณ์พิเศษทางการบริหารยุคใหม่หลังยุค ๑๙๙๑ โดยทั่วไปไม่ทำว่าจะต้องวิจัยอะไรในโรงงานหรือองค์กร แต่มักนิยมใช้เครื่องมือที่ชื่อ "implicit social cognition" คือการ “สร้างปฏิทินการจัดงานขึ้นมาเองโดยฝ่ายบริหาร
กรณีตัวอย่างการศึกษาการทำงาน
1. เป็นคนสร้างเครื่องพิมพ์ที่ทันสมัยอย่างรวดเร็ว เขาเป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์
501476079 นายสมคิด วงศ์ราษฎร์ เอก การจัดการอุตสาหกรรม
รายงานการศึกษา-การทำงานและปรับปรุงการทำงาน
กูเต็นเบิร์ก
กูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม “คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด”
ในบรรดาผลงานของเขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดตือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น การประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นเป็นการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน และสามารถใช้งานได้จริง
กูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของเจ้าของร้านค้า บางตำรากล่าวว่าพ่อของกูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400
ในสมัยนั้นผู้ที่มีอันจะกินในเมืองโมนซ์นิยมตั้งชื่อตามบ้านที่ครอบครอง และในช่วงปี 1411 เกิดจราจลต่อต้านผู้มีอันจะกินในเมืองโมนซ์ ผู้คนกว่า 100 หลังคาเรือนต้องอพยพไปเมืองอื่น ครอบครัวกูเต็นเบิร์กย้ายไปที่เมือง Eltville am Rhein ที่ซึ่งมารดาของเขาเป็นเจ้าของ เขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 และกูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการ
ไม่มีการระบุแน่ชัดว่าภายในระยะ 15 ปีต่อ กูเต็นเบิร์กทำอะไร แต่ในปี 1434 มีจดหมายแสดงว่ากูเต็นเบิร์กได้มาอาศัยอยู่กับญาติของมารดา ภายในเมือง Strasbourg และมีการค้นพบอีกว่าที่เมืองนี้นั้นเขามีอาชีพเป็นนักขุดทอง ในปี 1437 พบหลักฐานว่าเขาเป็นผู้อบรมเรื่องการเจียระไนเพชรพลอย ซึ่งไม่ทราบว่าเขามีความรู้ทางด้านนี้ได้อย่างไร ในปี 1436/37 เขาได้ไปปรากฏตัวต่อหน้าศาลข้อหาละเมิดสัญญาการแต่งงานกับสาวชาวเมือง Strasbourg แต่ไม่มีการบันทึกว่าการแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อใด
จนกระทั่งปี 1444 กูเต็นเบิร์กยังอาศัยอยู่ในเมือง Strasbourg แถบ St.Arbogast แถวชานเมือง ยังไม่แน่ชัดว่าที่นี้เขาทำอะไร หรือสถานที่นี้หรือว่าที่เขาสามารถคิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะขึ้นมาได้
เว้นว่างไปจนกระทั่งปี 1448 เขากลับมายังเมืองโมนซ์ เขาได้เงินจากน้องเขย Arnold Gelthus สันนิษฐานว่าเพื่อใช้สิ่งพิมพ์
ชีวิตต่อมา
ในปี 1462 เกิดกรณีพิพาทระหว่าง Archbishop เมือง Mainz กูเต็นเบิร์กได้ถูกเนรเทศ เข้าย้ายไปอยู่ที่เมือง Eltville ที่ซึ่งเขาได้ถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ในเรื่องการพิมพ์ให้กับน้องชาย Bechtermunze
ในปี 1465 กูเต็นเบิร์กได้รับยศ Hofman จาก Archbishop Van Nasse ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าหลังจากนั้นกูเต็นเบิร์กได้ย้ายกลับ Mainz หรือไม่
กูเต็นเบิร์กเสียชีวิตลงในปี 1468 ต่อมาโบสถ์และสุสานของเขาได้ถูกทำลาย
ในปี 1504 เขาได้ถูกจารึกเป็นผู้คิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะ ซึ่งปรากฏในหนังสือของ Professor Iwo Wittig
Hawthorne Effect คืออะไร
The Hawthorne effect เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น (บางทีเรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ) ในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร คำว่า เป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี 1924 และ 1932.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่ ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีของแสงในโรงงานอย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพผลผลิตของพนักงาน ก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการศึกษา ได้เพิ่มเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาใหม่ในโรงงานเดิม โดยครั้งใหม่นี้ใช้กลุ่มคนงาน ๕ กลุ่มที่อายุแตกต่างกัน แบ่งเพศเป็นเพศชาย กับเพศหญิง ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมการทำงานอื่นด้วย (ได้แก่ วิธีการจ่ายเงิน การให้พักครั้งละ ๕ นาที ๒ครั้งต่อกะโดยให้เลือกเวลาเอง ต่อด้วยการให้พัก ๑๐ นาที ๒ครั้งต่อกะงานโดยหัวหน้างานกำหนดเวลา ต่อด้วยให้หยุดพักครั้งละ ๕ นาทีเมื่อเวลาที่พนักงานเบื่องานถึงที่สุดในกะงานนั้นแต่ต้องบอกหัวหน้างานก่อน และพักได้ถึง ๖ ครั้งต่อกะ การปรับเปลี่ยนให้มีอาหารว่างกินระหว่างพัก การให้กลับบ้านก่อนเลิกกะ ๓๐ นาทีถ้าผลงานดี ผลการวิจัย กลับพบเช่นเดิมว่า ขณะทำการวิจัย ผลงานของพนักงานเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มไม่แตกต่างกันทางสถิติ และเมื่อเลิกวิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อองค์กรและพฤติกรรมองค์กร อย่างมาก มากกว่าสิ่งแวดล้อมทางกายภาพเช่น แสง เสียง ความร้อน หรือแม้แต่สวัสดิการ ฯลฯ นักวิจัยจึงสรุปว่า ธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ในที่ทำงานรวมหมู่กันในโรงงานหรือองค์กร ณ ขณะทำการวิจัยนั้นน่าจะปรับตัวไปตามสิ่งแวดล้อมที่เข้ามาบีบรัด ณ ขณะนั้น หมายความว่าผู้ปฏิบัติงานจะทำงานหนักขึ้นเพราะว่าพวกเขาคิดว่าเขากำลังอยู่ในท่ามกลางสถานการณ์พิเศษ (กำลังวิจัยอยู่) ควรจะต้องทำอะไรที่พิเศษสักหน่อย นักวิจัยยังได้ทำการทดลองต่ออีก โดยคราวนี้กำหนดให้มีคนที่มาทำงานด้วยเป็น coworkers ของแต่คน ทำงานเป็นคู่ ๆ ผลลัพธ์ที่ออกมาพบว่า คนที่มาเป็นคู่ร่วมทำงานก็กลายมาเป็นตัวกระตุ้นเร้าพิเศษในระยะแรก มีผลต่อจิตวิทยาและผลงานในระยะแรกไม่ต่างจากการตั้งชื่อว่าจะมีงานวิจัยในโรงงาน ในระยะหลัง ตั้งแต่ปี ๑๙๗๑ เป็นต้นมา "the Hawthorne effect" ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกระตุ้นเร้าเป็นช่วงๆ เพื่อให้องค์กรเกิด นั่นคือสร้างให้มีปรากฏการณ์พิเศษขึ้นในองค์กรในบางช่วงเวลา พนักงานก็จะหันมาสนใจเรื่องการ learning, ซึ่งก็จะทำให้พนักงานมีความเชี่ยวชาญ expertise มากขึ้น แล้วก็ให้เขาเหล่านั้นได้มีโอกาสทบทวนภูมิปัญญาของตนเอง reflection ซึ่งก็จะกลับกลายมาเป็นการยกระดับการพัฒนาคุณภาพงาน ผลงานอย่างต่อเนื่องต่อไป การสร้างปรากฏการณ์พิเศษทางการบริหารยุคใหม่หลังยุค ๑๙๙๑ โดยทั่วไปไม่ทำว่าจะต้องวิจัยอะไรในโรงงานหรือองค์กร แต่มักนิยมใช้เครื่องมือที่ชื่อ "implicit social cognition" คือการ “สร้างปฏิทินการจัดงานขึ้นมาเองโดยฝ่ายบริหาร” (เช่น วันสถาปนาโรงงาน วันประกวดผู้ปฏิบัติงานดีเด่น วัน ๕ ส. ดีเด่น วันครบรอบ ...... ฯลฯ) จัดกิจกรรมในพื้นที่งานหรือในพื้นที่สาธารณะหรือต่อสังคม ผลงานของพนักงานก็จะดีขึ้นเองจากการสร้างปฏิทินกิจกรรมพิเศษโดยฝ่ายบริหาร ในระยะหลังบางทีจึงเรียก " Hawthorne effect”
ตัวอย่าง
1.ศึกษาอิธิพลของแสงต่อประสิธิภาพของคนงานแต่ผลของการศึกษาพบว่าไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข็มของแสงเท่าไรหรือปรับสีแสงของโรงงานอย่างไรก็ตามประสิทธิภาพของพนักงานก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการจึงได้ทำการศึกษาสภาพสิ่งแวดลอมในโรงงานใหม่ก็พบว่ากราทำงานได้ประสิทธิภามเพิ่มขึ้น
โปรแกรม..การจัดการอุตสาหกรรม
รายงานการศึกษา-การทำงานและปรับปรุงการศึกษาการทำงาน
กูเต็นเบิร์ก
ตัวเรียงพิมพ์โลหะได้ถูกนำเข้ามาใช้ในการทำต้นฉบับคือว่างานประดิษฐ์นี้ได้ล้มล้างวิธีการพิมพ์แบบเก่าสมัยที่ยังเป็นแท่นพิมพ์แกะไม้อยู่ วิธีการพิมพ์แบบใหม่นี้ได้เป็นที่นิยมในยุโรปอย่างกว้างขวาง และถือว่ามีส่วนสำคัญต่อมาอย่างมากในงานพิมพ์สมัยเรเนอซองส์ กูเต็นเบิร์กได้ถูกจารึกชื่ออยู่ในหอคอยเกียรติยศปี 1998 รวมถึงA&E network ได้จัดอันดับให้เขาติดอันดับ 1 ใน People of the Millennium และในปี 1997 นิตยสารTime จัดให้สิ่งประดิษฐ์ของกูเต็นเบิร์กเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญที่สุดในยุคศตวรรษที่ 20
ชีวิตส่วนตัว
กูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของเจ้าของร้านค้า บางตำรากล่าวว่าพ่อของกูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400
ในสมัยนั้นผู้ที่มีอันจะกินในเมืองโมนซ์นิยมตั้งชื่อตามบ้านที่ครอบครอง และในช่วงปี 1411 เกิดจราจลต่อต้านผู้มีอันจะกินในเมืองโมนซ์ ผู้คนกว่า 100 หลังคาเรือนต้องอพยพไปเมืองอื่น ครอบครัวกูเต็นเบิร์กย้ายไปที่เมือง Eltville am Rhein ที่ซึ่งมารดาของเขาเป็นเจ้าของ เขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 และกูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการ
ไม่มีการระบุแน่ชัดว่าภายในระยะ 15 ปีต่อ กูเต็นเบิร์กทำอะไร แต่ในปี 1434 มีจดหมายแสดงว่ากูเต็นเบิร์กได้มาอาศัยอยู่กับญาติของมารดา ภายในเมือง Strasbourg และมีการค้นพบอีกว่าที่เมืองนี้นั้นเขามีอาชีพเป็นนักขุดทอง ในปี 1437 พบหลักฐานว่าเขาเป็นผู้อบรมเรื่องการเจียระไนเพชรพลอย ซึ่งไม่ทราบว่าเขามีความรู้ทางด้านนี้ได้อย่างไร ในปี 1436/37 เขาได้ไปปรากฏตัวต่อหน้าศาลข้อหาละเมิดสัญญาการแต่งงานกับสาวชาวเมือง Strasbourg แต่ไม่มีการบันทึกว่าการแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อใด
จนกระทั่งปี 1444 กูเต็นเบิร์กยังอาศัยอยู่ในเมือง Strasbourg แถบ St.Arbogast แถวชานเมือง ยังไม่แน่ชัดว่าที่นี้เขา
เว้นว่างไปจนกระทั่งปี 1448 เขากลับมายังเมืองโมนซ์ เขาได้เงินจากน้องเขย Arnold Gelthus สันนิษฐานว่าเพื่อใช้สิ่งพิมพ์
ในปี 1450 สิ่งพิมพ์เริ่มมีบทบาท มีการพิมพ์บทกลอนของเยอรมัน เป็นไปได้มีการพิมพ์ครั้งแรกกันที่เมืองนี้ กูเต็นเบิร์กได้ทำการยืมเงิน 800 g. จาก Fust ต่อมา Peter Schoefler ได้แต่งงานกับน้องสาวของ Fust และเข้าร่วมกิจการนี้ด้วย Schoefler ทำงานเป็นผู้ช่วยอยู่ที่ปารีส และช่วยออกแบบหน้าตาของตัวเรียงพิมพ์
.ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กได้ตีมพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด ซึ่งเป็นที่รุ้จักกันในนาม "คัมภีร์ไบเบิ้ลกูเต็นเบิร์ก" พิมพ์ออกมา 180 ชุด ลงบนกระดาษและหนังลูกวั
กูเต็นเบิร์กล้มละลาย แต่มีหลักฐานปรากฏว่าเขาได้ตั้งโรงพิมพ์เล็กๆ ขึ้นมาในปี 1459 และจัดพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ลให้กับเมือง Bamberg แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการพิมพ์ไม่มีการลงชื่อและวันที่ไว้เลย
ในขณะเดียวกัน Fust – Schoefler ถือเป็นโรงพิมพ์แรกที่ใส่ชื่อผู้พิมพ์และวันที่ลงไป
ชีวิตต่อมา
ในปี 1462 เกิดกรณีพิพาทระหว่าง Archbishop เมือง Mainz กูเต็นเบิร์กได้ถูกเนรเทศ เข้าย้ายไปอยู่ที่เมือง Eltville ที่ซึ่งเขาได้ถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ในเรื่องการพิมพ์ให้กับน้องชาย Bechtermunze
ในปี 1465 กูเต็นเบิร์กได้รับยศ Hofman จาก Archbishop Van Nasse ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าหลังจากนั้นกูเต็นเบิร์กได้ย้ายกลับ Mainz หรือไม่
Hawthorne Effect
The Hawthorne effect เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น (บางทีเรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ) ในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร คำว่า เป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี 1924 และ 1932.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่ ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีของแสงในโรงงานอย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพผลผลิตของพนักงาน ก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการศึกษา ทุกกลุ่มไม่แตกต่างกันทางสถิติ และเมื่อเลิกวิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อองค์กรและพฤติกรรมองค์กร อย่างมาก มากกว่าสิ่งแวดล้อมทางกายภาพเช่น แสง เสียง ความร้อน หรือแม้แต่สวัสดิการ ฯลฯ นักวิจัยจึงสรุปว่า ธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ในที่ทำงานรวมหมู่กันในโรงงานหรือองค์กร ณ ขณะทำการวิจัยนั้นน่าจะปรับตัวไปตามสิ่งแวดล้อมที่เข้ามาบีบรัด ณ ขณะนั้น หมายความตัวกระตุ้นเร้าพิเศษในระยะแรก มีผลต่อจิตวิทยาและผลงานในระยะแรกไม่ต่างจากการตั้งชื่อว่าจะมีงานวิจัยในโรงงาน ในระยะหลัง ตั้งแต่ปี ๑๙๗๑ เป็นต้นมา "the Hawthorne effect" ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกระตุ้นเร้าเป็นช่วงๆ เพื่อให้องค์กรเกิด นั่นคือสร้างให้มีปรากฏการณ์พิเศษขึ้นในองค์กรในบางช่วงเวลา พนักงานก็จะหันมาสนใจเรื่องการ learning, ซึ่งก็จะทำให้พนักงานมีความเชี่ยวชาญ expertise มาก ผลงานอย่างต่อเนื่อง การสร้างปรากฏการณ์พิเศษทางการบริหารยุคใหม่หลังยุค ๑๙๙๑ โดยทั่วไปไม่ทำว่าจะต้องวิจัยอะไรในโรงงานหรือองค์กร แต่มักนิยมใช้เครื่องมือที่ชื่อ "implicit social cognition" คือการ "สร้างปฏิทินการจัดงานขึ้นมาเองโดยฝ่ายบริหาร
กรณีตัวอย่างในการทำงาน
เช่น การทำงานสามาปรับปรุงและรับการอบรมได้สามารถปฎิบัตได้ตามความเหมาะสมของหน้าที่ที่ได้รับ
1 การใช้เวลาในการทำงานอย่างเหมาะสมกับงานที่รับผิดชอบ
2 อุปกรณ์หรือเครื่องมือในการทำงานสามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เอก การจัดการอุตสาหกรรม
นาย สง่า แสนจักร์ 501476010
เอก การจัดการอุตสาหกรรม หมู่ 1

การรดน้ำแบบเรือรดน้ำใช้วิทยุบังคับ
กรณีการปรับปรุงการทำงาน โดยจะใช้เรือรดน้ำที่สามารถควบคุมการทำงานโดยใช้วิทยุบังคับ คล้ายกับการเล่นรถวิทยุบังคับทั่วไป โดยวิทยุบังคับนี้มีระยะทางการส่งสัญญาณประมาณ 100 เมตร ซึ่งเกษตรกรไม่ต้องลงไปลุยน้ำในท้องร่อง เพียงแต่เดินตามเพื่อควบคุมทิศทางเรืออยู่บนฝั่ง ทำให้เกษตรกรทำงานได้เร็วและสะดวกมากขึ้นด้วยHawthorne Effect
เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น (บางทีเรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ)
ในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร คำว่า เป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี 1924 และ 1932.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่ ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีของแสงในโรงงานอย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพผลผลิตของพนักงาน ก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการศึกษา ได้เพิ่มเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาใหม่ในโรงงานเดิม โดยครั้งใหม่นี้ใช้กลุ่มคนงาน ๕ กลุ่มที่อายุแตกต่างกัน แบ่งเพศเป็นเพศชาย กับเพศหญิง ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมการทำงานอื่นด้วย (ได้แก่ วิธีการจ่ายเงิน การให้พักครั้งละ ๕ นาที ๒ครั้งต่อกะโดยให้เลือกเวลาเอง ต่อด้วยการให้พัก ๑๐ นาที ๒ครั้งต่อกะงานโดยหัวหน้างานกำหนดเวลา ต่อด้วยให้หยุดพักครั้งละ ๕ นาทีเมื่อเวลาที่พนักงานเบื่องานถึงที่สุดในกะงานนั้นแต่ต้องบอกหัวหน้างานก่อน และพักได้ถึง ๖ ครั้งต่อกะ การปรับเปลี่ยนให้มีอาหารว่างกินระหว่างพัก การให้กลับบ้านก่อนเลิกกะ ๓๐ นาทีถ้าผลงานดี ผลการวิจัย กลับพบเช่นเดิมว่า ขณะทำการวิจัย ผลงานของพนักงานเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มไม่แตกต่างกันทางสถิติ และเมื่อเลิกวิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อองค์กรและพฤติกรรมองค์กร อย่างมาก มากกว่าสิ่งแวดล้อมทางกายภาพเช่น แสง เสียง ความร้อน หรือแม้แต่สวัสดิการ ฯลฯ นักวิจัยจึงสรุปว่า ธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ในที่ทำงานรวมหมู่กันในโรงงานหรือองค์กร ณ ขณะทำการวิจัยนั้นน่าจะปรับตัวไปตามสิ่งแวดล้อมที่เข้ามาบีบรัด ณ ขณะนั้น หมายความว่าผู้ปฏิบัติงานจะทำงานหนักขึ้นเพราะว่าพวกเขาคิดว่าเขากำลังอยู่ในท่ามกลางสถานการณ์พิเศษ (กำลังวิจัยอยู่) ควรจะต้องทำอะไรที่พิเศษสักหน่อย นักวิจัยยังได้ทำการทดลองต่ออีก โดยคราวนี้กำหนดให้มีคนที่มาทำงานด้วยเป็น coworkers ของแต่คน ทำงานเป็นคู่ ๆ ผลลัพธ์ที่ออกมาพบว่า คนที่มาเป็นคู่ร่วมทำงานก็กลายมาเป็นตัวกระตุ้นเร้าพิเศษในระยะแรก มีผลต่อจิตวิทยาและผลงานในระยะแรกไม่ต่างจากการตั้งชื่อว่าจะมีงานวิจัยในโรงงาน ในระยะหลัง ตั้งแต่ปี ๑๙๗๑ เป็นต้นมา "the Hawthorne effect" ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกระตุ้นเร้าเป็นช่วงๆ เพื่อให้องค์กรเกิด นั่นคือสร้างให้มีปรากฏการณ์พิเศษขึ้นในองค์กรในบางช่วงเวลา พนักงานก็จะหันมาสนใจเรื่องการ learning, ซึ่งก็จะทำให้พนักงานมีความเชี่ยวชาญ expertise มากขึ้น แล้วก็ให้เขาเหล่านั้นได้มีโอกาสทบทวนภูมิปัญญาของตนเอง reflection ซึ่งก็จะกลับกลายมาเป็นการยกระดับการพัฒนาคุณภาพงาน ผลงานอย่างต่อเนื่องต่อไป การสร้างปรากฏการณ์พิเศษทางการบริหารยุคใหม่หลังยุค ๑๙๙๑ โดยทั่วไปไม่ทำว่าจะต้องวิจัยอะไรในโรงงานหรือองค์กร แต่มักนิยมใช้เครื่องมือที่ชื่อ "implicit social cognition" คือการ “สร้างปฏิทินการจัดงานขึ้นมาเองโดยฝ่ายบริหาร” (เช่น วันสถาปนาโรงงาน วันประกวดผู้ปฏิบัติงานดีเด่น วัน ๕ ส. ดีเด่น วันครบรอบ ...... ฯลฯ) จัดกิจกรรมในพื้นที่งานหรือในพื้นที่สาธารณะหรือต่อสังคม ผลงานของพนักงานก็จะดีขึ้นเองจากการสร้างปฏิทินกิจกรรมพิเศษโดยฝ่ายบริหาร ในระยะหลังบางทีจึงเรียก " Hawthorne effect
กูเต็นเบิร์ก
นาย ใจปั๋น จ่าฟ้า
501476094 การจัดการอุตสาหกรรม
Hawthorne Effect
เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น (บางทีเรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ) ในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร คำว่า เป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี 1924 และ 1932.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่ ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีของแสงในโรงงานอย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพผลผลิตของพนักงาน ก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการศึกษา ได้เพิ่มเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาใหม่ในโรงงานเดิม โดยครั้งใหม่นี้ใช้กลุ่มคนงาน ๕ กลุ่มที่อายุแตกต่างกัน แบ่งเพศเป็นเพศชาย กับเพศหญิง ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมการทำงานอื่นด้วย (ได้แก่ วิธีการจ่ายเงิน การให้พักครั้งละ ๕ นาที ๒ครั้งต่อกะโดยให้เลือกเวลาเอง ต่อด้วยการให้พัก ๑๐ นาที ๒ครั้งต่อกะงานโดยหัวหน้างานกำหนดเวลา ต่อด้วยให้หยุดพักครั้งละ ๕ นาทีเมื่อเวลาที่พนักงานเบื่องานถึงที่สุดในกะงานนั้นแต่ต้องบอกหัวหน้างานก่อน และพักได้ถึง ๖ ครั้งต่อกะ การปรับเปลี่ยนให้มีอาหารว่างกินระหว่างพัก การให้กลับบ้านก่อนเลิกกะ ๓๐ นาทีถ้าผลงานดี ผลการวิจัย กลับพบเช่นเดิมว่า ขณะทำการวิจัย ผลงานของพนักงานเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มไม่แตกต่างกันทางสถิติ และเมื่อเลิกวิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อองค์กรและพฤติกรรมองค์กร อย่างมาก มากกว่าสิ่งแวดล้อมทางกายภาพเช่น แสง เสียง ความร้อน หรือแม้แต่สวัสดิการ ฯลฯ นักวิจัยจึงสรุปว่า ธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ในที่ทำงานรวมหมู่กันในโรงงานหรือองค์กร ณ ขณะทำการวิจัยนั้นน่าจะปรับตัวไปตามสิ่งแวดล้อมที่เข้ามาบีบรัด ณ ขณะนั้น หมายความว่าผู้ปฏิบัติงานจะทำงานหนักขึ้นเพราะว่าพวกเขาคิดว่าเขากำลังอยู่ในท่ามกลางสถานการณ์พิเศษ (กำลังวิจัยอยู่) ควรจะต้องทำอะไรที่พิเศษสักหน่อย นักวิจัยยังได้ทำการทดลองต่ออีก โดยคราวนี้กำหนดให้มีคนที่มาทำงานด้วยเป็น coworkers ของแต่คน ทำงานเป็นคู่ ๆ ผลลัพธ์ที่ออกมาพบว่า คนที่มาเป็นคู่ร่วมทำงานก็กลายมาเป็นตัวกระตุ้นเร้าพิเศษในระยะแรก มีผลต่อจิตวิทยาและผลงานในระยะแรกไม่ต่างจากการตั้งชื่อว่าจะมีงานวิจัยในโรงงาน ในระยะหลัง ตั้งแต่ปี ๑๙๗๑ เป็นต้นมา "the Hawthorne effect" ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกระตุ้นเร้าเป็นช่วงๆ เพื่อให้องค์กรเกิด นั่นคือสร้างให้มีปรากฏการณ์พิเศษขึ้นในองค์กรในบางช่วงเวลา พนักงานก็จะหันมาสนใจเรื่องการ learning, ซึ่งก็จะทำให้พนักงานมีความเชี่ยวชาญ expertise มากขึ้น แล้วก็ให้เขาเหล่านั้นได้มีโอกาสทบทวนภูมิปัญญาของตนเอง reflection ซึ่งก็จะกลับกลายมาเป็นการยกระดับการพัฒนาคุณภาพงาน ผลงานอย่างต่อเนื่องต่อไป การสร้างปรากฏการณ์พิเศษทางการบริหารยุคใหม่หลังยุค ๑๙๙๑ โดยทั่วไปไม่ทำว่าจะต้องวิจัยอะไรในโรงงานหรือองค์กร แต่มักนิยมใช้เครื่องมือที่ชื่อ "implicit social cognition" คือการ “สร้างปฏิทินการจัดงานขึ้นมาเองโดยฝ่ายบริหาร” (เช่น วันสถาปนาโรงงาน วันประกวดผู้ปฏิบัติงานดีเด่น วัน ๕ ส. ดีเด่น วันครบรอบ ...... ฯลฯ) จัดกิจกรรมในพื้นที่งานหรือในพื้นที่สาธารณะหรือต่อสังคม ผลงานของพนักงานก็จะดีขึ้นเองจากการสร้างปฏิทินกิจกรรมพิเศษโดยฝ่ายบริหาร ในระยะหลังบางทีจึงเรียก " Hawthorne effect”
กูเต็นเบิร์ก
เป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม “คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด”
ในบรรดาผลงานของเขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดตือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น การประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นเป็นการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน และสามารถใช้งานได้จริง
ตัวเรียงพิมพ์โลหะได้ถูกนำเข้ามาใช้ในการทำต้นฉบับคือว่างานประดิษฐ์นี้ได้ล้มล้างวิธีการพิมพ์แบบเก่าสมัยที่ยังเป็นแท่นพิมพ์แกะไม้อยู่ วิธีการพิมพ์แบบใหม่นี้ได้เป็นที่นิยมในยุโรปอย่างกว้างขวาง และถือว่ามีส่วนสำคัญต่อมาอย่างมากในงานพิมพ์สมัยเรเนอซองส์ กูเต็นเบิร์กได้ถูกจารึกชื่ออยู่ในหอคอยเกียรติยศปี 1998 รวมถึงA&E network ได้จัดอันดับให้เขาติดอันดับ 1 ใน People of the Millennium และในปี 1997 นิตยสารTime จัดให้สิ่งประดิษฐ์ของกูเต็นเบิร์กเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญที่สุดในยุคศตวรรษที่ 20
ชีวิตส่วนตัว
กูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของเจ้าของร้านค้า บางตำรากล่าวว่าพ่อของกูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400
ในสมัยนั้นผู้ที่มีอันจะกินในเมืองโมนซ์นิยมตั้งชื่อตามบ้านที่ครอบครอง และในช่วงปี 1411 เกิดจราจลต่อต้านผู้มีอันจะกินในเมืองโมนซ์ ผู้คนกว่า 100 หลังคาเรือนต้องอพยพไปเมืองอื่น ครอบครัวกูเต็นเบิร์กย้ายไปที่เมือง Eltville am Rhein ที่ซึ่งมารดาของเขาเป็นเจ้าของ เขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 และกูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการ
ไม่มีการระบุแน่ชัดว่าภายในระยะ 15 ปีต่อ กูเต็นเบิร์กทำอะไร แต่ในปี 1434 มีจดหมายแสดงว่ากูเต็นเบิร์กได้มาอาศัยอยู่กับญาติของมารดา ภายในเมือง Strasbourg และมีการค้นพบอีกว่าที่เมืองนี้นั้นเขามีอาชีพเป็นนักขุดทอง ในปี 1437 พบหลักฐานว่าเขาเป็นผู้อบรมเรื่องการเจียระไนเพชรพลอย ซึ่งไม่ทราบว่าเขามีความรู้ทางด้านนี้ได้อย่างไร ในปี 1436/37 เขาได้ไปปรากฏตัวต่อหน้าศาลข้อหาละเมิดสัญญาการแต่งงานกับสาวชาวเมือง Strasbourg แต่ไม่มีการบันทึกว่าการแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อใด
จนกระทั่งปี 1444 กูเต็นเบิร์กยังอาศัยอยู่ในเมือง Strasbourg แถบ St.Arbogast แถวชานเมือง ยังไม่แน่ชัดว่าที่นี้เขาทำอะไร หรือสถานที่นี้หรือว่าที่เขาสามารถคิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะขึ้นมาได้
เว้นว่างไปจนกระทั่งปี 1448 เขากลับมายังเมืองโมนซ์ เขาได้เงินจากน้องเขย Arnold Gelthus สันนิษฐานว่าเพื่อใช้สิ่งพิมพ์
ในปี 1450 สิ่งพิมพ์เริ่มมีบทบาท มีการพิมพ์บทกลอนของเยอรมัน เป็นไปได้มีการพิมพ์ครั้งแรกกันที่เมืองนี้ กูเต็นเบิร์กได้ทำการยืมเงิน 800 g. จาก Fust ต่อมา Peter Schoefler ได้แต่งงานกับน้องสาวของ Fust และเข้าร่วมกิจการนี้ด้วย Schoefler ทำงานเป็นผู้ช่วยอยู่ที่ปารีส และช่วยออกแบบหน้าตาของตัวเรียงพิมพ์
โรงงานของกูเต็นเบิร์กตั้งอยู่ในเมือง Hof Humbrecht ซึ่งเป็นสมบัติของญาติห่างๆ ของเขาเอง ไม่ทราบแน่ชัดว่ากูเต็นเบิร์กรับงานการพิมพ์คัมภีร์มาเมื่อใด แต่เพื่องานชิ้นนี้ กูเต็นเบิร์กได้ยืมเงิน Fust เพิ่มอีก 800g. และเริ่มงานในปี 1452 ในขณะเดียวกัน มีการพิมพ์หนังสือไวยากรณ์ภาษาลาติน เชื่อกันว่ากูเต็นเบิร์กมีแท่นพิมพ์ 2 ชิ้น ชิ้นแรกจะไว้รับงานทั่วๆ ไป และอีกชิ้นจะรับงานการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล ธุรกิจของเขาได้กำไรจากการพิมพ์คัมภีร์เป็นส่วนใหญ่จากหลัฐานที่ได้พบในปี 1454-55
.ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กได้ตีมพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด ซึ่งเป็นที่รุ้จักกันในนาม “คัมภีร์ไบเบิ้ลกูเต็นเบิร์ก” พิมพ์ออกมา 180 ชุด ลงบนกระดาษและหนังลูกวัว
การขึ้นศาล
ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กกับ Fust ทะเลาะกันและ Fust ได้เรียกร้องเงินทั้งหมดของเขาคืน และเงินนั้นได้ลงทุนไปกับการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล ทำให้เขาไม่มีเงินจะคืน Fust ได้ยื่นฟ้องกับ Archbishop’s count ผลการตัดสินได้ให้สิทธิการดูแลทั้งหมดแก่ Fust
กูเต็นเบิร์กล้มละลาย แต่มีหลักฐานปรากฏว่าเขาได้ตั้งโรงพิมพ์เล็กๆ ขึ้นมาในปี 1459 และจัดพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ลให้กับเมือง Bamberg แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการพิมพ์ไม่มีการลงชื่อและวันที่ไว้เลย
ในขณะเดียวกัน Fust – Schoefler ถือเป็นโรงพิมพ์แรกที่ใส่ชื่อผู้พิมพ์และวันที่ลงไป
ชีวิตต่อมา
ในปี 1462 เกิดกรณีพิพาทระหว่าง Archbishop เมือง Mainz กูเต็นเบิร์กได้ถูกเนรเทศ เข้าย้ายไปอยู่ที่เมือง Eltville ที่ซึ่งเขาได้ถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ในเรื่องการพิมพ์ให้กับน้องชาย Bechtermunze
ในปี 1465 กูเต็นเบิร์กได้รับยศ Hofman จาก Archbishop Van Nasse ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าหลังจากนั้นกูเต็นเบิร์กได้ย้ายกลับ Mainz หรือไม่
กูเต็นเบิร์กเสียชีวิตลงในปี 1468 ต่อมาโบสถ์และสุสานของเขาได้ถูกทำลาย
ในปี 1504 เขาได้ถูกจารึกเป็นผู้คิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะ ซึ่งปรากฏในหนังสือของ Professor Iwo Wittig
นาย สง่า แสนจักร์ 501476010
เอก การจัดการอุตสาหกรรม หมู่ 1

การรดน้ำแบบเรือรดน้ำใช้วิทยุบังคับ
กรณีการปรับปรุงการทำงาน โดยจะใช้เรือรดน้ำที่สามารถควบคุมการทำงานโดยใช้วิทยุบังคับ คล้ายกับการเล่นรถวิทยุบังคับทั่วไป โดยวิทยุบังคับนี้มีระยะทางการส่งสัญญาณประมาณ 100 เมตร ซึ่งเกษตรกรไม่ต้องลงไปลุยน้ำในท้องร่อง เพียงแต่เดินตามเพื่อควบคุมทิศทางเรืออยู่บนฝั่ง ทำให้เกษตรกรทำงานได้เร็วและสะดวกมากขึ้นด้วยHawthorne Effect
เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น (บางทีเรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ)
ในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร คำว่า เป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี 1924 และ 1932.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่ ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีของแสงในโรงงานอย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพผลผลิตของพนักงาน ก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการศึกษา ได้เพิ่มเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาใหม่ในโรงงานเดิม โดยครั้งใหม่นี้ใช้กลุ่มคนงาน ๕ กลุ่มที่อายุแตกต่างกัน แบ่งเพศเป็นเพศชาย กับเพศหญิง ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมการทำงานอื่นด้วย (ได้แก่ วิธีการจ่ายเงิน การให้พักครั้งละ ๕ นาที ๒ครั้งต่อกะโดยให้เลือกเวลาเอง ต่อด้วยการให้พัก ๑๐ นาที ๒ครั้งต่อกะงานโดยหัวหน้างานกำหนดเวลา ต่อด้วยให้หยุดพักครั้งละ ๕ นาทีเมื่อเวลาที่พนักงานเบื่องานถึงที่สุดในกะงานนั้นแต่ต้องบอกหัวหน้างานก่อน และพักได้ถึง ๖ ครั้งต่อกะ การปรับเปลี่ยนให้มีอาหารว่างกินระหว่างพัก การให้กลับบ้านก่อนเลิกกะ ๓๐ นาทีถ้าผลงานดี ผลการวิจัย กลับพบเช่นเดิมว่า ขณะทำการวิจัย ผลงานของพนักงานเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มไม่แตกต่างกันทางสถิติ และเมื่อเลิกวิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อองค์กรและพฤติกรรมองค์กร อย่างมาก มากกว่าสิ่งแวดล้อมทางกายภาพเช่น แสง เสียง ความร้อน หรือแม้แต่สวัสดิการ ฯลฯ นักวิจัยจึงสรุปว่า ธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ในที่ทำงานรวมหมู่กันในโรงงานหรือองค์กร ณ ขณะทำการวิจัยนั้นน่าจะปรับตัวไปตามสิ่งแวดล้อมที่เข้ามาบีบรัด ณ ขณะนั้น หมายความว่าผู้ปฏิบัติงานจะทำงานหนักขึ้นเพราะว่าพวกเขาคิดว่าเขากำลังอยู่ในท่ามกลางสถานการณ์พิเศษ (กำลังวิจัยอยู่) ควรจะต้องทำอะไรที่พิเศษสักหน่อย นักวิจัยยังได้ทำการทดลองต่ออีก โดยคราวนี้กำหนดให้มีคนที่มาทำงานด้วยเป็น coworkers ของแต่คน ทำงานเป็นคู่ ๆ ผลลัพธ์ที่ออกมาพบว่า คนที่มาเป็นคู่ร่วมทำงานก็กลายมาเป็นตัวกระตุ้นเร้าพิเศษในระยะแรก มีผลต่อจิตวิทยาและผลงานในระยะแรกไม่ต่างจากการตั้งชื่อว่าจะมีงานวิจัยในโรงงาน ในระยะหลัง ตั้งแต่ปี ๑๙๗๑ เป็นต้นมา "the Hawthorne effect" ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกระตุ้นเร้าเป็นช่วงๆ เพื่อให้องค์กรเกิด นั่นคือสร้างให้มีปรากฏการณ์พิเศษขึ้นในองค์กรในบางช่วงเวลา พนักงานก็จะหันมาสนใจเรื่องการ learning, ซึ่งก็จะทำให้พนักงานมีความเชี่ยวชาญ expertise มากขึ้น แล้วก็ให้เขาเหล่านั้นได้มีโอกาสทบทวนภูมิปัญญาของตนเอง reflection ซึ่งก็จะกลับกลายมาเป็นการยกระดับการพัฒนาคุณภาพงาน ผลงานอย่างต่อเนื่องต่อไป การสร้างปรากฏการณ์พิเศษทางการบริหารยุคใหม่หลังยุค ๑๙๙๑ โดยทั่วไปไม่ทำว่าจะต้องวิจัยอะไรในโรงงานหรือองค์กร แต่มักนิยมใช้เครื่องมือที่ชื่อ "implicit social cognition" คือการ "สร้างปฏิทินการจัดงานขึ้นมาเองโดยฝ่ายบริหาร" (เช่น วันสถาปนาโรงงาน วันประกวดผู้ปฏิบัติงานดีเด่น วัน ๕ ส. ดีเด่น วันครบรอบ ...... ฯลฯ) จัดกิจกรรมในพื้นที่งานหรือในพื้นที่สาธารณะหรือต่อสังคม ผลงานของพนักงานก็จะดีขึ้นเองจากการสร้างปฏิทินกิจกรรมพิเศษโดยฝ่ายบริหาร ในระยะหลังบางทีจึงเรียก " Hawthorne effect
กูเต็นเบิร์ก
เป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม "คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด"
ในบรรดาผลงานของเขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดตือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น การประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นเป็นการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน และสามารถใช้งานได้จริง
ตัวเรียงพิมพ์โลหะได้ถูกนำเข้ามาใช้ในการทำต้นฉบับคือว่างานประดิษฐ์นี้ได้ล้มล้างวิธีการพิมพ์แบบเก่าสมัยที่ยังเป็นแท่นพิมพ์แกะไม้อยู่ วิธีการพิมพ์แบบใหม่นี้ได้เป็นที่นิยมในยุโรปอย่างกว้างขวาง และถือว่ามีส่วนสำคัญต่อมาอย่างมากในงานพิมพ์สมัยเรเนอซองส์ กูเต็นเบิร์กได้ถูกจารึกชื่ออยู่ในหอคอยเกียรติยศปี 1998 รวมถึงA&E network ได้จัดอันดับให้เขาติดอันดับ 1 ใน People of the Millennium และในปี 1997 นิตยสารTime จัดให้สิ่งประดิษฐ์ของกูเต็นเบิร์กเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญที่สุดในยุคศตวรรษที่ 20
ชีวิตส่วนตัว
กูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของเจ้าของร้านค้า บางตำรากล่าวว่าพ่อของกูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400
ในสมัยนั้นผู้ที่มีอันจะกินในเมืองโมนซ์นิยมตั้งชื่อตามบ้านที่ครอบครอง และในช่วงปี 1411 เกิดจราจลต่อต้านผู้มีอันจะกินในเมืองโมนซ์ ผู้คนกว่า 100 หลังคาเรือนต้องอพยพไปเมืองอื่น ครอบครัวกูเต็นเบิร์กย้ายไปที่เมือง Eltville am Rhein ที่ซึ่งมารดาของเขาเป็นเจ้าของ เขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 และกูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการ
ไม่มีการระบุแน่ชัดว่าภายในระยะ 15 ปีต่อ กูเต็นเบิร์กทำอะไร แต่ในปี 1434 มีจดหมายแสดงว่ากูเต็นเบิร์กได้มาอาศัยอยู่กับญาติของมารดา ภายในเมือง Strasbourg และมีการค้นพบอีกว่าที่เมืองนี้นั้นเขามีอาชีพเป็นนักขุดทอง ในปี 1437 พบหลักฐานว่าเขาเป็นผู้อบรมเรื่องการเจียระไนเพชรพลอย ซึ่งไม่ทราบว่าเขามีความรู้ทางด้านนี้ได้อย่างไร ในปี 1436/37 เขาได้ไปปรากฏตัวต่อหน้าศาลข้อหาละเมิดสัญญาการแต่งงานกับสาวชาวเมือง Strasbourg แต่ไม่มีการบันทึกว่าการแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อใด
จนกระทั่งปี 1444 กูเต็นเบิร์กยังอาศัยอยู่ในเมือง Strasbourg แถบ St.Arbogast แถวชานเมือง ยังไม่แน่ชัดว่าที่นี้เขาทำอะไร หรือสถานที่นี้หรือว่าที่เขาสามารถคิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะขึ้นมาได้
เว้นว่างไปจนกระทั่งปี 1448 เขากลับมายังเมืองโมนซ์ เขาได้เงินจากน้องเขย Arnold Gelthus สันนิษฐานว่าเพื่อใช้สิ่งพิมพ์
ในปี 1450 สิ่งพิมพ์เริ่มมีบทบาท มีการพิมพ์บทกลอนของเยอรมัน เป็นไปได้มีการพิมพ์ครั้งแรกกันที่เมืองนี้ กูเต็นเบิร์กได้ทำการยืมเงิน 800 g. จาก Fust ต่อมา Peter Schoefler ได้แต่งงานกับน้องสาวของ Fust และเข้าร่วมกิจการนี้ด้วย Schoefler ทำงานเป็นผู้ช่วยอยู่ที่ปารีส และช่วยออกแบบหน้าตาของตัวเรียงพิมพ์
โรงงานของกูเต็นเบิร์กตั้งอยู่ในเมือง Hof Humbrecht ซึ่งเป็นสมบัติของญาติห่างๆ ของเขาเอง ไม่ทราบแน่ชัดว่ากูเต็นเบิร์กรับงานการพิมพ์คัมภีร์มาเมื่อใด แต่เพื่องานชิ้นนี้ กูเต็นเบิร์กได้ยืมเงิน Fust เพิ่มอีก 800g. และเริ่มงานในปี 1452 ในขณะเดียวกัน มีการพิมพ์หนังสือไวยากรณ์ภาษาลาติน เชื่อกันว่ากูเต็นเบิร์กมีแท่นพิมพ์ 2 ชิ้น ชิ้นแรกจะไว้รับงานทั่วๆ ไป และอีกชิ้นจะรับงานการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล ธุรกิจของเขาได้กำไรจากการพิมพ์คัมภีร์เป็นส่วนใหญ่จากหลัฐานที่ได้พบในปี 1454-55
ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กได้ตีมพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด ซึ่งเป็นที่รุ้จักกันในนาม "คัมภีร์ไบเบิ้ลกูเต็นเบิร์ก" พิมพ์ออกมา 180 ชุด ลงบนกระดาษและหนังลูกวัว
การขึ้นศาล
ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กกับ Fust ทะเลาะกันและ Fust ได้เรียกร้องเงินทั้งหมดของเขาคืน และเงินนั้นได้ลงทุนไปกับการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล ทำให้เขาไม่มีเงินจะคืน Fust ได้ยื่นฟ้องกับ Archbishop's count ผลการตัดสินได้ให้สิทธิการดูแลทั้งหมดแก่ Fust
กูเต็นเบิร์กล้มละลาย แต่มีหลักฐานปรากฏว่าเขาได้ตั้งโรงพิมพ์เล็กๆ ขึ้นมาในปี 1459 และจัดพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ลให้กับเมือง Bamberg แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการพิมพ์ไม่มีการลงชื่อและวันที่ไว้เลย
ในขณะเดียวกัน Fust – Schoefler ถือเป็นโรงพิมพ์แรกที่ใส่ชื่อผู้พิมพ์และวันที่ลงไป
ชีวิตต่อมา
ในปี 1462 เกิดกรณีพิพาทระหว่าง Archbishop เมือง Mainz กูเต็นเบิร์กได้ถูกเนรเทศ เข้าย้ายไปอยู่ที่เมือง Eltville ที่ซึ่งเขาได้ถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ในเรื่องการพิมพ์ให้กับน้องชาย Bechtermunze
ในปี 1465 กูเต็นเบิร์กได้รับยศ Hofman จาก Archbishop Van Nasse ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าหลังจากนั้นกูเต็นเบิร์กได้ย้ายกลับ Mainz หรือไม่
กูเต็นเบิร์กเสียชีวิตลงในปี 1468 ต่อมาโบสถ์และสุสานของเขาได้ถูกทำลาย
ในปี 1504 เขาได้ถูกจารึกเป็นผู้คิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะ ซึ่งปรากฏในหนังสือของ Professor Iwo Wittig
Hawthorne effect
Hawthorne เป็นเวลาและการเคลื่อนไหวเป็นปัญหาหนึ่งผลกระทบในโรงงานแต่ไม่ใช่บุคคล สิ่งนี้ในแก่นสารที่จริงไม่เกี่ยวกับลูกจ้าง/เครื่องมือแต่เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมภายในโรงงาน ถ้าสภาพแวดล้อมภายในโรงงานไม่ดีงานที่ออกมาอาจจะไม่ตรงตามเป้าที่ว่างไว้ และการทำงานต้องแบ่งให้เข้ากับคนที่เหมาะสม กับงานนั้น ถ้าแบ่งงานกันแล้ว ทำงาน ชิ้นงานที่ออกมาไม่ดีดูว่าควรปรับปรุงตรงไหน เราก็มาทำการปรับปรุงแก้ไข ควรปรับปรุงที่ คนงานหรือว่าเครื่องจักร ถ้าเป็นคนงานควรจะทำอย่างไร ฝึกอบรมหรือไม่ ถ้าเป็นเครื่องจักร ควรจะทำอย่างไร เครื่องจักรมีน้อย หรือ ชำรุด/เสีย ตรงไหน เป็นต้น ผู้สังเกตการณ์ก็น่าจะรู้ว่าเกิดความเสียหายตรงไหน ควรปรับปรุงตรงไหน และ Hawthorne จะแสดงจุดที่เสียให้ทำการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น เช่น ใช้วัสดุ/อุปกรณ์/วิธีในการทำมากเกิดไปควรตักอันที่ไม่จำเป็นต้องใช้ออก ให้เหลือเวลาทำงานน้อยในแต่ละชิ้น ให้งานที่ออกมาคงเหมือนรูปแบบเดิม/สภาพเดิม การทำวิธีนี้ เป็นการทำ ใน 1 ชิ้นงานให้เหลือเวลาน้อยที่สุดเพื่อจะได้จะให้ชิ้นงานเพิ่มขึ้นในการทำงานแต่ละวัน...
---------- Forwarded message ----------
From: Jaipun Jafa <lahu...@hotmail.com>
Date: ก.ค. 8, 2008 1:14 หลังเที่ยง
Subject: 1/2551work1
To: im3...@googlegroups.com
Hawthorne Effect คืออะไร
The Hawthorne effect เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของกลุ่มคน ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้นบางทีเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่องหน้าสนใจใหม่ๆหรือความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็นในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร คำว่า Hawthorne Works เป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานทำการศึกษาในระหว่างปี 1924 และ 1932 การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์เดิมว่า จะศึกษาอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงานจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง ผู้ทำการศึกษา ได้เพิ่มเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาใหม่ในโรงงานเดิม โดยครั้งใหม่นี้ใช้กลุ่มคนงาน ๕ กลุ่มที่อายุแตกต่างกัน มีการแบ่งเพศเป็นเพศชาย กับเพศหญิง ได้ปรับเปลี่ยนการทำงานอื่น ได้แก่ การให้พักครั้งละ ๕ นาที ๒ครั้งต่อกะโดยให้เลือกเวลาเอง ต่อด้วยการให้พัก ๑๐ นาที ๒ครั้งต่อกะงานโดยหัวหน้างานกำหนดเวลา ต่อด้วยให้หยุดพักครั้งละ ๕ นาทีเมื่อเวลาที่พนักงานเบื่องานถึงที่สุดในกะงานนั้นแต่ต้องบอกหัวหน้างานก่อน และพักได้ถึง ๖ ครั้งต่อกะ การปรับเปลี่ยนให้มีอาหารว่างกินระหว่างพัก การให้กลับบ้านก่อนเลิกกะ ๓๐ นาที ผลการวิจัย กลับพบเช่นเดิมว่า ขณะทำการวิจัย ผลงานของพนักงานเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มไม่แตกต่างกับทางสถิติ และเมื่อเลิกวิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อองค์กร อย่างมาก มากกว่าสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ เช่น แสง เสียง ความร้อน หรือแม้แต่สวัสดิการ และหลายๆอย่าง นักวิจัยจึงสรุปได้ว่า ธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ในที่ทำงานรวมหมู่กันในโรงงานหรือองค์กร ขณะทำการวิจัยนั้นน่าจะปรับตัวไปตามสิ่งแวดล้อมที่เข้ามาบีบรัด ในขณะนั้น หมายความว่าผู้ปฏิบัติงานจะทำงานหนักขึ้นเพราะว่าพวกเขาคิดว่าเขากำลังอยู่ในท่ามกลางสถานการณ์พิเศษควรจะต้องทำอะไรที่พิเศษสักหน่อย นักวิจัยยังได้ทำการทดลองต่ออีก โดยคราวนี้กำหนดให้มีคนที่มาทำงานด้วยเป็น coworkers ของแต่คนทำงานเป็นคู่ ๆ ผลลัพธ์ที่ออกมาพบว่า คนที่มาเป็นคู่ร่วมทำงานก็กลายมาเป็นตัวกระตุ้นเร้าพิเศษในระยะแรก มีผลต่อจิตวิทยาและผลงานในระยะแรกไม่ต่างจากงานวิจัยในโรงงาน ในระยะหลัง ตั้งแต่ปี ๑๙๗๑ เป็นต้นมา "the Hawthorne effect" ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกระตุ้นเร้าเป็นช่วงๆ เพื่อให้องค์กรเกิด continuous improvement. นั่นคือสร้างให้มีปรากฏการณ์พิเศษขึ้นในองค์กรในบางช่วงเวลา พนักงานก็จะหันมาสนใจเรื่องการ learning, ซึ่งก็จะทำให้พนักงานมีความเชี่ยวชาญ expertise มากขึ้นแล้วก็ให้เขาเหล่านั้นได้มีโอกาสทบทวนภูมิปัญญาของตนเอง reflection ซึ่งก็จะกลับกลายมาเป็นการยกระดับการพัฒนาคุณภาพงาน ผลงานอย่างต่อเนื่องต่อไป การสร้างปรากฏการณ์พิเศษทางการบริหารยุคใหม่หลังยุค ๑๙๙๑ โดยทั่วไปไม่ต้องวิจัยอะไรในโรงงานหรือองค์กร แต่มักนิยมใช้เครื่องมือที่ชื่อ "implicit social cognition" คือการ “สร้างปฏิทินการจัดงานขึ้นมาเองโดยฝ่ายบริหาร” เช่น วันสถาปนาโรงงาน วันประกวดผู้ปฏิบัติงานดีเด่น วัน ๕ ส. ดีเด่น วันครบรอบ เป็นต้น จัดกิจกรรมในพื้นที่งานหรือต่อสังคม ผลงานของพนักงานก็จะดีขึ้นเองจากการสร้างปฏิทินกิจกรรมพิเศษโดยฝ่ายบริหาร ในระยะหลังบางทีจึงเรียก " Hawthorne effect” เป็น halo effect ก็มี
บทความโดย : นายแพทย์ชูชัย ศรชำนิ
กูเต็นเบิร์ก
กูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม “คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด”ในบรรดาผลงานของเขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดคือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น การประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นเป็นการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน และสามารถใช้งานได้จริง
ตัวเรียงพิมพ์โลหะได้ถูกนำเข้ามาใช้ในการทำต้นฉบับคือว่างานประดิษฐ์นี้ได้ล้มล้างวิธีการพิมพ์แบบเก่าที่ยังเป็นแท่นพิมพ์แกะไม้อยู่ วิธีการพิมพ์แบบใหม่นี้ได้เป็นที่นิยมในยุโรปอย่างกว้างขวาง และถือว่ามีส่วนสำคัญต่อมาอย่างมากในงานพิมพ์สมัยเรเนอซองส์ กูเต็นเบิร์กได้ถูกจารึกชื่ออยู่ในหอคอยเกียรติยศปี 1998 รวมถึงA&E network ได้จัดอันดับให้เขาติดอันดับ 1 ใน People of the Millennium และในปี 1997 นิตยสารTime จัดให้สิ่งประดิษฐ์ของกูเต็นเบิร์กเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญที่สุดในยุคศตวรรษที่ 20
ชีวิตส่วนตัว
กูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของเจ้าของร้านค้า บางตำรากล่าวว่าพ่อของกูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400
ในสมัยนั้นผู้ที่มีอันจะกินในเมืองโมนซ์นิยมตั้งชื่อตามบ้านที่ครอบครอง และในช่วงปี 1411 เกิดจราจลต่อต้านผู้มีอันจะกินในเมืองโมนซ์ ผู้คนกว่า 100 หลังคาเรือนต้องอพยพไปเมืองอื่น ครอบครัวกูเต็นเบิร์กย้ายไปที่เมือง Eltville am Rhein ที่ซึ่งมารดาของเขาเป็นเจ้าของ เขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 และกูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการไม่มีการระบุแน่ชัดว่าภายในระยะ 15 ปีต่อ กูเต็นเบิร์กทำอะไร แต่ในปี 1434 มีจดหมายแสดงว่ากูเต็นเบิร์กได้มาอาศัยอยู่กับญาติของมารดา ภายในเมือง Strasbourg และมีการค้นพบอีกว่าที่เมืองนี้นั้นเขามีอาชีพเป็นนักขุดทอง ในปี 1437 พบหลักฐานว่าเขาเป็นผู้อบรมเรื่องการเจียระไนเพชรพลอย ซึ่งไม่ทราบว่าเขามีความรู้ทางด้านนี้ได้อย่างไร ในปี 1436/37 เขาได้ไปปรากฏตัวต่อหน้าศาลข้อหาละเมิดสัญญาการแต่งงานกับสาวชาวเมือง Strasbourg แต่ไม่มีการบันทึกว่าการแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อใดจนกระทั่งปี 1444 กูเต็นเบิร์กยังอาศัยอยู่ในเมือง Strasbourg แถบ St.Arbogast แถวชานเมือง ยังไม่แน่ชัดว่าที่นี้เขาทำอะไร หรือสถานที่นี้หรือว่าที่เขาสามารถคิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะขึ้นมาได้เว้นว่างไปจนกระทั่งปี 1448 เขากลับมายังเมืองโมนซ์ เขาได้เงินจากน้องเขย Arnold Gelthus สันนิษฐานว่าเพื่อใช้สิ่งพิมพ์ในปี 1450 สิ่งพิมพ์เริ่มมีบทบาท มีการพิมพ์บทกลอนของเยอรมัน เป็นไปได้มีการพิมพ์ครั้งแรกกันที่เมืองนี้ กูเต็นเบิร์กได้ทำการยืมเงิน 800 g. จาก Fust ต่อมา Peter Schoefler ได้แต่งงานกับน้องสาวของ Fust และเข้าร่วมกิจการนี้ด้วย Schoefler ทำงานเป็นผู้ช่วยอยู่ที่ปารีส และช่วยออกแบบหน้าตาของตัวเรียงพิมพ์โรงงานของกูเต็นเบิร์กตั้งอยู่ในเมือง Hof Humbrecht ซึ่งเป็นสมบัติของญาติห่างๆ ของเขาเอง ไม่ทราบแน่ชัดว่ากูเต็นเบิร์กรับงานการพิมพ์คัมภีร์มาเมื่อใด แต่เพื่องานชิ้นนี้ กูเต็นเบิร์กได้ยืมเงิน Fust เพิ่มอีก 800g. และเริ่มงานในปี 1452 ในขณะเดียวกัน มีการพิมพ์หนังสือไวยากรณ์ภาษาลาติน เชื่อกันว่ากูเต็นเบิร์กมีแท่นพิมพ์ 2 ชิ้น ชิ้นแรกจะไว้รับงานทั่วๆ ไป และอีกชิ้นจะรับงานการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล ธุรกิจของเขาได้กำไรจากการพิมพ์คัมภีร์เป็นส่วนใหญ่จากหลัฐานที่ได้พบในปี 1454-55
.ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กได้ตีมพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด ซึ่งเป็นที่รุ้จักกันในนาม “คัมภีร์ไบเบิ้ลกูเต็นเบิร์ก” พิมพ์ออกมา 180 ชุด ลงบนกระดาษและหนังลูกวัว
การขึ้นศาล
ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กกับ Fust ทะเลาะกันและ Fust ได้เรียกร้องเงินทั้งหมดของเขาคืน และเงินนั้นได้ลงทุนไปกับการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล ทำให้เขาไม่มีเงินจะคืน Fust ได้ยื่นฟ้องกับ Archbishop’s count ผลการตัดสินได้ให้สิทธิการดูแลทั้งหมดแก่ Fust
กูเต็นเบิร์กล้มละลาย แต่มีหลักฐานปรากฏว่าเขาได้ตั้งโรงพิมพ์เล็กๆ ขึ้นมาในปี 1459 และจัดพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ลให้กับเมือง Bamberg แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการพิมพ์ไม่มีการลงชื่อและวันที่ไว้เลยในขณะเดียวกัน Fust – Schoefler ถือเป็นโรงพิมพ์แรกที่ใส่ชื่อผู้พิมพ์และวันที่ลงไป
ชีวิตต่อมา
ในปี 1462 เกิดกรณีพิพาทระหว่าง Archbishop เมือง Mainz กูเต็นเบิร์กได้ถูกเนรเทศ เข้าย้ายไปอยู่ที่เมือง Eltville ที่ซึ่งเขาได้ถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ในเรื่องการพิมพ์ให้กับน้องชาย Bechtermunzeในปี 1465 กูเต็นเบิร์กได้รับยศ Hofman จาก Archbishop Van Nasse ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าหลังจากนั้นกูเต็นเบิร์กได้ย้ายกลับ Mainz หรือไม่กูเต็นเบิร์กเสียชีวิตลงในปี 1468 ต่อมาโบสถ์และสุสานของเขาได้ถูกทำลายในปี 1504 เขาได้ถูกจารึกเป็นผู้คิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะ ซึ่งปรากฏในหนังสือของ Professor Iwo Wittig
ตัวอย่างกรณีการศึกษาการทำงาน
การวิจัยเรื่อง การศึกษาการทำงานของพนักงานขับรถ ปอ. 2 กาญจนบุรี – กรุงเทพฯ (สายใหม่) มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความคิดเห็นของพนักงานขับรถต่อสภาพการทำงานและสวัสดิการที่ได้รับจากบริษัทฯ ต้องการสวัสดิการอื่นใดเพิ่มเติมที่ที่ได้รับอยู่ก่อนแล้ว รวมไปถึงปัญหาและอุปสรรคในการทำงาน โดยการวิจัยในครั้งนี้ได้ใช้ประชากรที่เป็นพนักงานขับรถ ปอ. 2 กาญจนบุรี – กรุงเทพฯ (สายใหม่) เป็นจำนวน 41 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม (Questionnaire) เป็นหลัก ซึงจำแนกเป็น 2 ตอนHawthorne Effect
The Hawthorne effect เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น (บางทีเรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ) เรื่องใหม่ในองค์กร คำว่า Hawthorne Worksเป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี 1924 และ 1932.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่ ....... ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีของแสงในโรงงานอย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพผลผลิตของพนักงาน ก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการศึกษา ได้เพิ่มเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาใหม่ในโรงงานเดิม โดยครั้งใหม่นี้ใช้กลุ่มคนงาน ๕ กลุ่มที่อายุแตกต่างกัน แบ่งเพศเป็นเพศชาย กับเพศหญิง ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมการทำงานอื่นด้วย (ได้แก่ วิธีการจ่ายเงิน การให้พักครั้งละ ๕ นาที ๒ครั้งต่อกะโดยให้เลือกเวลาเอง ต่อด้วยการให้พัก ๑๐ นาที ๒ครั้งต่อกะงานโดยหัวหน้างานกำหนดเวลา ต่อด้วยให้หยุดพักครั้งละ ๕ นาทีเมื่อเวลาที่พนักงานเบื่องานถึงที่สุดในกะงานนั้นแต่ต้องบอกหัวหน้างานก่อน และพักได้ถึง ๖ ครั้งต่อกะ การปรับเปลี่ยนให้มีอาหารว่างกินระหว่างพัก การให้กลับบ้านก่อนเลิกกะ ๓๐ นาทีถ้าผลงานดี ผลการวิจัย กลับพบเช่นเดิมว่า ขณะทำการวิจัย ผลงานของพนักงานเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มไม่แตกต่างกันทางสถิติ และเมื่อเลิกวิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อองค์กรและพฤติกรรมองค์กร อย่างมาก มากกว่าสิ่งแวดล้อมทางกายภาพเช่น แสง เสียง ความร้อน หรือแม้แต่สวัสดิการ ฯลฯ นักวิจัยจึงสรุปว่า ธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ในที่ทำงานรวมหมู่กันในโรงงานหรือองค์กร ณ ขณะทำการวิจัยนั้นน่าจะปรับตัวไปตามสิ่งแวดล้อมที่เข้ามาบีบรัด ณ ขณะนั้น
ที่มา www.google.com
...
นายกิติศัพท์ แก้วรากมุข
501476033
การจัดการอุตสาหกรรม
Hawthorne Effect
_________________________________________________________________
จัดการอีเมลทั้งหมดของคุณง่ายๆ ด้วย Windows Live Mail
http://get.live.com/wlmail/overview
นายกิติศัพท์ แก้วรากมุข
501476033
การจัดการอุตสาหกรรม
Hawthorne Effect
กูเต็นเบิร์ก
เป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม “คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด” ...