1/2551work1

20 views
Skip to first unread message

piyapong jira

unread,
Jun 24, 2008, 11:52:48 PM6/24/08
to im3...@googlegroups.com
 


                                             Hawthorne Effect
 
The Hawthorne effect เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคนเปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น (บางที เรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ) ในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร  คำว่า เป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี  1924 และ 1932.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่  ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีของแสงในโรงงานอย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพผลผลิตของพนักงาน ก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการศึกษา ได้เพิ่มเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาใหม่ในโรงงานเดิม โดยครั้งใหม่นี้ใช้กลุ่มคนงาน ๕ กลุ่มที่อายุแตกต่างกัน แบ่งเพศเป็นเพศชาย กับเพศหญิง ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมการทำงานอื่นด้วย (ได้แก่ วิธีการจ่ายเงิน การให้พักครั้งละ ๕ นาที ๒ครั้งต่อกะโดยให้เลือกเวลาเอง ต่อด้วยการให้พัก ๑๐ นาที ๒ครั้งต่อกะงานโดยหัวหน้างานกำหนดเวลา ต่อด้วยให้หยุดพักครั้งละ ๕ นาทีเมื่อเวลาที่พนักงานเบื่องานถึงที่สุดในกะงานนั้นแต่ต้องบอกหัวหน้างานก่อน และพักได้ถึง ๖ ครั้งต่อกะ การปรับเปลี่ยนให้มีอาหารว่างกินระหว่างพัก  การให้กลับบ้านก่อนเลิกกะ ๓๐ นาทีถ้าผลงานดี ผลการวิจัย กลับพบเช่นเดิมว่า ขณะทำการวิจัย ผลงานของพนักงานเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มไม่แตกต่างกันทางสถิติ และเมื่อเลิกวิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อประสิทธิภาพของคนงาน วิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อองค์กรและพฤติกรรมองค์กร อย่างมาก มากกว่าสิ่งแวดล้อมทางกายภาพเช่น แสง เสียง ความร้อน หรือแม้แต่สวัสดิการ ฯลฯ  นักวิจัยจึงสรุปว่า ธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ในที่ทำงานรวมหมู่กันในโรงงานหรือองค์กร ณ ขณะทำการวิจัยนั้นน่าจะปรับตัวไปตามสิ่งแวดล้อมที่เข้ามาบีบรัด ณ ขณะนั้น หมายความว่าผู้ปฏิบัติงานจะทำงานหนักขึ้นเพราะว่าพวกเขาคิดว่าเขากำลังอยู่ในท่ามกลางสถานการณ์พิเศษ (กำลังวิจัยอยู่) ควรจะต้องทำอะไรที่พิเศษสักหน่อย นักวิจัยยังได้ทำการทดลองต่ออีก โดยคราวนี้กำหนดให้มีคนที่มาทำงานด้วยเป็น coworkers ของแต่คน ทำงานเป็นคู่ ๆ ผลลัพธ์ที่ออกมาพบว่า คนที่มาเป็นคู่ร่วมทำงานก็กลายมาเป็นตัวกระตุ้นเร้าพิเศษในระยะแรก มีผลต่อจิตวิทยาและผลงานในระยะแรกไม่ต่างจากการตั้งชื่อว่าจะมีงานวิจัยในโรงงาน  ในระยะหลัง ตั้งแต่ปี ๑๙๗๑ เป็นต้นมา "the Hawthorne effect" ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกระตุ้นเร้าเป็นช่วงๆ เพื่อให้องค์กรเกิด นั่นคือสร้างให้มีปรากฏการณ์พิเศษขึ้นในองค์กรในบางช่วงเวลา

โยฮาน กูเต็นเบิร์ก

 

นักประดิษฐ์ชาวเยอรมัน ในศตวรรษที่ 15 เขาเป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์ด้วยโลหะและเป็นคนแรกที่นำการพิมพ์หนังสือเข้าสู่ยูโรป หนังสือเล่มแรกของเขาคือหนังสือพระคัมภีร์ภาษาลาติน พิมพ์ในราวปี ค.ศ.1455

กูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด
ในบรรดาผลงานของเขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดตือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น การประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นเป็นการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน และสามารถใช้งานได้จริงตัวเรียงพิมพ์โลหะได้ถูกนำเข้ามาใช้ในการทำต้นฉบับคือว่างานประดิษฐ์นี้ได้ล้มล้างวิธีการพิมพ์แบบเก่าสมัยที่ยังเป็นแท่นพิมพ์แกะไม้อยู่ วิธีการพิมพ์แบบใหม่นี้ได้เป็นที่นิยมในยุโรปอย่างกว้างขวาง และถือว่ามีส่วนสำคัญต่อมาอย่างมากในงานพิมพ์สมัยเรเนอซองส์ กูเต็นเบิร์กได้ถูกจารึกชื่ออยู่ในหอคอยเกียรติยศปี 1998 รวมถึงA&E network ได้จัดอันดับให้เขาติดอันดับ 1 ใน People of the Millennium และในปี 1997 นิตยสารTime จัดให้สิ่งประดิษฐ์ของกูเต็นเบิร์กเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญที่สุดในยุคศตวรรษที่ 20

                                                             กรณีในการศึกษา

 

1.  การประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงโลหะของ  กูเต็นเบิร์ก  ใช้ไม้น็อตทำ  การปรับปรุงแก้ไขโดย     การใช้   โลหะหรือเหล็ก  เพราะว่าจะทำให้ไม่ผุพังง่าย  และทนทานต่อการใช้งานมาก

 

2.   วิธีการพิมพ์แบบสมัยเก่ายังเป็นแท่นพิมพ์แกะไม้อยู่   การปรับปรุงแก้ไขก็คือ  เปลี่ยนมาใช้

พลาสติกหรือแท่นพิมพ์แบบคอมพิวเตอร์

 

3. การปรับปรุงแก้ไขอีกอย่างหนึ่งก็คือ  การนำเอาเครื่องพิมพ์ของกูเต็นเบิร์ก  มาใส่โปรแกรมและแผงวงจรก็จะใช้งานได้เหมือนกับคอมพิวเตอร์ในยุคปัจจุบัน   และอีกอย่างหนึ่งก็คือ  การใช้น้ำมันคงจะเปลี่ยนเป็นการใช้ไฟฟ้าแทนก็ได้

 

  

                                                แหล่งที่มา   www.google.co.th      



 

 


Invite your mail contacts to join your friends list with Windows Live Spaces. It's easy! Try it!

วิชิต พุทธก้อน

unread,
Jun 25, 2008, 6:16:08 AM6/25/08
to im3...@googlegroups.com

                                                                                                                                                วิชิต    พุทธก้อน

 501476009

                                                                                                              การจัดการอุตสาหกรรม

กูเต็นเบิร์ก

เป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด


ในบรรดาผลงานของเขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดตือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น การประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นเป็นการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน และสามารถใช้งานได้จริง

ชีวิตส่วนตัว
กูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของเจ้าของร้านค้า บางตำรากล่าวว่าพ่อของกูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400
ในสมัยนั้นผู้ที่มีอันจะกินในเมืองโมนซ์นิยมตั้งชื่อตามบ้านที่ครอบครอง และในช่วงปี 1411 เกิดจราจลต่อต้านผู้มีอันจะกินในเมืองโมนซ์ ผู้คนกว่า 100 หลังคาเรือนต้องอพยพไปเมืองอื่น ครอบครัวกูเต็นเบิร์กย้ายไปที่เมือง Eltville am Rhein ที่ซึ่งมารดาของเขาเป็นเจ้าของ เขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 และกูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการ
จนกระทั่งปี 1444 กูเต็นเบิร์กยังอาศัยอยู่ในเมือง Strasbourg แถบ St.Arbogast แถวชานเมือง ยังไม่แน่ชัดว่าที่นี้เขาทำอะไร หรือสถานที่นี้หรือว่าที่เขาสามารถคิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะขึ้นมา
           โรงงานของกูเต็นเบิร์กตั้งอยู่ในเมือง Hof Humbrecht ซึ่งเป็นสมบัติของญาติห่างๆ ของเขาเอง ไม่ทราบแน่ชัดว่ากูเต็นเบิร์กรับงานการพิมพ์คัมภีร์มาเมื่อใด แต่เพื่องานชิ้นนี้ กูเต็นเบิร์กได้ยืมเงิน Fust เพิ่มอีก 800g. และเริ่มงานในปี 1452 ในขณะเดียวกัน มีการพิมพ์หนังสือไวยากรณ์ภาษาลาติน เชื่อกันว่ากูเต็นเบิร์กมีแท่นพิมพ์ 2 ชิ้น ชิ้นแรกจะไว้รับงานทั่วๆ ไป และอีกชิ้นจะรับงานการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล ธุรกิจของเขาได้กำไรจากการพิมพ์คัมภีร์เป็นส่วนใหญ่จากหลัฐานที่ได้พบในปี 1454-55

 

 

 

ชีวิตต่อมา
ในปี 1462 เกิดกรณีพิพาทระหว่าง Archbishop เมือง Mainz กูเต็นเบิร์กได้ถูกเนรเทศ เข้าย้ายไปอยู่ที่เมือง Eltville ที่ซึ่งเขาได้ถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ในเรื่องการพิมพ์ให้กับน้องชาย Bechtermunze
ในปี 1465 กูเต็นเบิร์กได้รับยศ Hofman จาก Archbishop Van Nasse ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าหลังจากนั้นกูเต็นเบิร์กได้ย้ายกลับ Mainz หรือไม่
กูเต็นเบิร์กเสียชีวิตลงในปี 1468 ต่อมาโบสถ์และสุสานของเขาได้ถูกทำลาย
ในปี 1504 เขาได้ถูกจารึกเป็นผู้คิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะ ซึ่งปรากฏในหนังสือของ Professor Iwo Wittig

 

 

Hawthorne Effect คืออะไร

        The Hawthorne effect เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น (บางทีเรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ) ในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร  คำว่า Hawthorne Works,[1] เป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี  1924 และ 1932.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่ ....... ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีของแสงในโรงงานอย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพผลผลิตของพนักงาน ก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการศึกษา ได้เพิ่มเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาใหม่ในโรงงานเดิม โดยครั้งใหม่นี้ใช้กลุ่มคนงาน ๕ กลุ่มที่อายุแตกต่างกัน แบ่งเพศเป็นเพศชาย กับเพศหญิง ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมการทำงานอื่นด้วย (ได้แก่ วิธีการจ่ายเงิน การให้พักครั้งละ ๕ นาที ๒ครั้งต่อกะโดยให้เลือกเวลาเอง ต่อด้วยการให้พัก ๑๐ นาที ๒ครั้งต่อกะงานโดยหัวหน้างานกำหนดเวลา ต่อด้วยให้หยุดพักครั้งละ ๕ นาทีเมื่อเวลาที่พนักงานเบื่องานถึงที่สุดในกะงานนั้นแต่ต้องบอกหัวหน้างานก่อน และพักได้ถึง ๖ ครั้งต่อกะ การปรับเปลี่ยนให้มีอาหารว่างกินระหว่างพัก  การให้กลับบ้านก่อนเลิกกะ ๓๐ นาทีถ้าผลงานดี ผลการวิจัย กลับพบเช่นเดิมว่า ขณะทำการวิจัย ผลงานของพนักงานเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มไม่แตกต่างกันทางสถิติ และเมื่อเลิกวิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อองค์กรและพฤติกรรมองค์กร อย่างมาก มากกว่าสิ่งแวดล้อมทางกายภาพเช่น แสง เสียง ความร้อน หรือแม้แต่สวัสดิการ   ผลงานของพนักงานก็จะดีขึ้นเองจากการสร้างปฏิทินกิจกรรมพิเศษโดยฝ่ายบริหาร ในระยะหลังบางทีจึงเรียก " Hawthorne effect” เป็น  halo effect ก็มี  บทความโดย : นายแพทย์ชูชัย  ศรชำน

ตัวอย่างการปรับปรุงการทำงาน
เอกชนไทยไอเดียบรรเจิด พัฒนารถจักรยานแคระเอื้อต่อการเคลื่อนย้าย แถมยังใช้เป็นเครื่องออกกำลังกายประจำครัวเรือนได้ด้วย ขณะที่รูปแบบใช้งานไม่ต่างจากรถจักรยานคันใหญ่ และไม่ขัดต่อสรีระของร่างกาย
นายอมรชัย ชัยรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ช.ฐิติชัย จำกัด เจ้าของไอเดีย 'จักรยานแคระ' เปิดเผยว่า รถจักรยานที่ใช้ทั่วไปมีขนาดใหญ่ ไม่สะดวกที่จะขนย้ายไปใช้ตามสถานที่ต่างๆ หรือถ้ามีก็จะเป็นรถจักรยานล้อเดียว แต่ก็มีปัญหาด้านการขับขี่ เพราะต้องฝึกการทรงตัวให้ดี ซึ่งเป็นเรื่องยาก จึงนำไปสู่แนวคิดการพัฒนารถจักรยานแคระขึ้นมาเพื่ออุดช่องว่างดังกล่าว
นอกจากนี้ รถจักรยานแคระยังได้รับการออกแบบให้สัดส่วนมีความสมดุล หรือไม่ขัดต่อสรีระของร่างกาย อีกทั้งยังสามารถปรับระดับให้เหมาะกับขนาดความสูงของผู้ขี่ได้ด้วยมือเปล่า โดยสามารถปรับได้ตั้งแต่ 68-80 เซนติเมตร เช่น ระดับ 68 เซนติเมตรจะสูงเท่ากับรถจักรยานเด็ก 9-10 ขวบ แต่ถ้าระดับ 80 เซนติเมตรจะสูงคล้ายเสือภูเขา หรือรถจักรยานแม่บ้าน
สำหรับรถจักรยานแคระน้ำหนัก 9.3 กิโลกรัมคันนี้ สามารถรับน้ำหนักได้ 80 กิโลกรัม และมีขนาดกะทัดรัดชนิดที่ว่าใส่ท้ายรถได้มากถึง 3 คัน โดยไม่ต้องรื้อชิ้นส่วนออก แต่หากจะถอดชิ้นส่วนออกเพื่อให้ง่ายต่อการเคลื่อนย้ายเข้าไปอีก ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะประกอบยาก เพราะแต่ละชิ้นส่วนจะมีร่องล็อกที่ตายตัว
จุดเด่นอีกอย่างของสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้คือ ใช้เป็นรถจักรยานออกกำลังกายกับที่ ซึ่งจะต้องใช้งานคู่กับแท่นออกกำลังกาย ทั้งนี้ ปัจจุบันรถจักรยานแคระไม่ได้มีขายเฉพาะในประเทศเท่านั้น อมรชัยบอกว่าตอนนี้ส่งออกไปที่สวิตเซอร์แลนด์แล้ว และกำลังจะส่งไปยังประเทศอังกฤษด้วย ซึ่งขณะนี้ผ่านการตรวจสอบด้านความปลอดภัยเรียบร้อยแล้ว
 

 

 



ติดตามข่าวสาร สาระบันเทิง กีฬา และอื่นๆ ที่ MSN Thailand Homepage MSN Thailand Homepage
สัน.doc

piyapong jira

unread,
Jun 25, 2008, 12:00:35 AM6/25/08
to im3...@googlegroups.com

                                        Hawthorne Effect

 

The Hawthorne effect เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคนเปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น (บางที เรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ) ในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร  คำว่า เป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี  1924 และ 1932.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่  ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีของแสงในโรงงานอย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพผลผลิตของพนักงาน ก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการศึกษา ได้เพิ่มเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาใหม่ในโรงงานเดิม โดยครั้งใหม่นี้ใช้กลุ่มคนงาน ๕ กลุ่มที่อายุแตกต่างกัน แบ่งเพศเป็นเพศชาย กับเพศหญิง ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมการทำงานอื่นด้วย (ได้แก่ วิธีการจ่ายเงิน การให้พักครั้งละ ๕ นาที ๒ครั้งต่อกะโดยให้เลือกเวลาเอง ต่อด้วยการให้พัก ๑๐ นาที ๒ครั้งต่อกะงานโดยหัวหน้างานกำหนดเวลา ต่อด้วยให้หยุดพักครั้งละ ๕ นาทีเมื่อเวลาที่พนักงานเบื่องานถึงที่สุดในกะงานนั้นแต่ต้องบอกหัวหน้างานก่อน และพักได้ถึง ๖ ครั้งต่อกะ การปรับเปลี่ยนให้มีอาหารว่างกินระหว่างพัก  การให้กลับบ้านก่อนเลิกกะ ๓๐ นาทีถ้าผลงานดี ผลการวิจัย กลับพบเช่นเดิมว่า ขณะทำการวิจัย ผลงานของพนักงานเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มไม่แตกต่างกันทางสถิติ และเมื่อเลิกวิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อประสิทธิภาพของคนงาน วิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อองค์กรและพฤติกรรมองค์กร อย่างมาก มากกว่าสิ่งแวดล้อมทางกายภาพเช่น แสง เสียง ความร้อน หรือแม้แต่สวัสดิการ ฯลฯ  นักวิจัยจึงสรุปว่า ธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ในที่ทำงานรวมหมู่กันในโรงงานหรือองค์กร ณ ขณะทำการวิจัยนั้นน่าจะปรับตัวไปตามสิ่งแวดล้อมที่เข้ามาบีบรัด ณ ขณะนั้น หมายความว่าผู้ปฏิบัติงานจะทำงานหนักขึ้นเพราะว่าพวกเขาคิดว่าเขากำลังอยู่ในท่ามกลางสถานการณ์พิเศษ (กำลังวิจัยอยู่) ควรจะต้องทำอะไรที่พิเศษสักหน่อย นักวิจัยยังได้ทำการทดลองต่ออีก โดยคราวนี้กำหนดให้มีคนที่มาทำงานด้วยเป็น coworkers ของแต่คน ทำงานเป็นคู่ ๆ ผลลัพธ์ที่ออกมาพบว่า คนที่มาเป็นคู่ร่วมทำงานก็กลายมาเป็นตัวกระตุ้นเร้าพิเศษในระยะแรก มีผลต่อจิตวิทยาและผลงานในระยะแรกไม่ต่างจากการตั้งชื่อว่าจะมีงานวิจัยในโรงงาน  ในระยะหลัง ตั้งแต่ปี ๑๙๗๑ เป็นต้นมา "the Hawthorne effect" ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกระตุ้นเร้าเป็นช่วงๆ เพื่อให้องค์กรเกิด นั่นคือสร้างให้มีปรากฏการณ์พิเศษขึ้นในองค์กรในบางช่วงเวลา

 

โยฮาน กูเต็นเบิร์ก

 

 

นักประดิษฐ์ชาวเยอรมัน ในศตวรรษที่ 15 เขาเป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์ด้วยโลหะและเป็นคนแรกที่นำการพิมพ์หนังสือเข้าสู่ยูโรป หนังสือเล่มแรกของเขาคือหนังสือพระคัมภีร์ภาษาลาติน พิมพ์ในราวปี ค.ศ.1455กูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม คัมภีร์ไบเบิ้ล 42    

ในบรรดาผลงานของเขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดตือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น การประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นเป็นการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน และสามารถใช้งานได้จริงตัวเรียงพิมพ์โลหะได้ถูกนำเข้ามาใช้ในการทำต้นฉบับคือว่างานประดิษฐ์นี้ได้ล้มล้างวิธีการพิมพ์แบบเก่าสมัยที่ยังเป็นแท่นพิมพ์แกะไม้อยู่ วิธีการพิมพ์แบบใหม่นี้ได้เป็นที่นิยมในยุโรปอย่างกว้างขวาง และถือว่ามีส่วนสำคัญต่อมาอย่างมากในงานพิมพ์สมัยเรเนอซองส์ กูเต็นเบิร์กได้ถูกจารึกชื่ออยู่ในหอคอยเกียรติยศปี 1998 รวมถึง

A&E network ได้จัดอันดับให้เขาติดอันดับ 1 ใน People of the Millennium และในปี 1997 นิตยสารTime จัดให้สิ่งประดิษฐ์ของกูเต็นเบิร์กเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญที่สุดในยุคศตวรรษที่ 20

                                                            

                                                            กรณีในการศึกษา

 

1.  การประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงโลหะของ  กูเต็นเบิร์ก  ใช้ไม้น็อตทำ  การปรับปรุงแก้ไขโดย     การใช้   โลหะหรือเหล็ก  เพราะว่าจะทำให้ไม่ผุพังง่าย  และทนทานต่อการใช้งานมาก

 

2.   วิธีการพิมพ์แบบสมัยเก่ายังเป็นแท่นพิมพ์แกะไม้อยู่   การปรับปรุงแก้ไขก็คือ  เปลี่ยนมาใช้

พลาสติกหรือแท่นพิมพ์แบบคอมพิวเตอร์

 

3. การปรับปรุงแก้ไขอีกอย่างหนึ่งก็คือ  การนำเอาเครื่องพิมพ์ของกูเต็นเบิร์ก  มาใส่โปรแกรมและแผงวงจรก็จะใช้งานได้เหมือนกับคอมพิวเตอร์ในยุคปัจจุบัน   และอีกอย่างหนึ่งก็คือ  การใช้น้ำมันคงจะเปลี่ยนเป็นการใช้ไฟฟ้าแทนก็ได้

 

  

                                                แหล่งที่มา   www.google.co.th     




Discover the new Windows Vista Learn more!

ไพสิฐ ศรีวิชัย

unread,
Jun 24, 2008, 11:06:24 PM6/24/08
to im3...@googlegroups.com
 


hamthorne ettect

เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้นเรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ) ในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน ใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร  คำว่า เป็นชื่อของงา.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่  ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีนวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี  1924 ก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการศึกษา ได้เพิ่มเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาใหม่ในโรงงานเดิม โดยครั้งใหม่นี้ใช้กลุ่มคนงาน ๕ กลุ่มที่อายุแตกต่างกัน แบ่งเพศเป็นเพศชาย กับเพศหญิง ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมการทำงานอื่นด้วย (ได้แก่ วิธีการจ่ายเงิน การให้พักครั้งละ ๕ นาที ๒ครั้งต่อกะโดยให้เลือกเวลาเอง ต่อด้วยการให้พัก ๑๐ นาที ๒ครั้งต่อกะงานงานโดยหัวหน้างานกำหนดเวลา ต่อด้วยให้หยุดพักครั้งละ ๕ นาทีเมื่อเวลาที่พนักงานเบื่องานถึงที่สุดผลงานของพนักงานเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มไม่แตกต่างกันทางสถิติ และเมื่อเลิกวิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อองค์กรและพฤติกรรมองค์กร อย่างมาก มากกว่าสิ่งแวดล้อมทางกายภาพเช่น แสง เสียง ความร้อน หรือแม้แต่สวัสดิการ ฯลฯ  

ประวัติโยฮันกูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัดกูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของเจ้าของร้านค้า บางตำรากล่าวว่าพ่อของกูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็เบกนั้ยังแนชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400ในสมัยนั้นผู้ที่มีอันจะกินในเมืองโมนซ์นิยมตั้งชื่อตามบ้านที่ครอบครอง และในช่วงปี 1411 เกิดจราจลต่อต้านผู้มีอันจะกินในเมืองโมนซ์ ผู้คนกว่า 100 หลังคาเรือนต้องอพยพไปเมืองอื่น ครอบครัวกูเต็นเบิร์กย้ายไปที่เมือง Eltville am Rhein ที่ซึ่งมารดาของเขาเป็นเจ้าของ เขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 และกูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการจนกระทั่งปี 1444 กูเต็นเบิร์กยังอาศัยอยู่ในเมือง Strasbourg แถบ St.Arbogast แถวชานเมือง ยังไม่แน่ชัดว่าที่นี้เขาทำอะไร หรือสถานที่นี้หรือว่าที่เขาสามารถคิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะขึ้นมาได้

กรณีในการศึกษาของ hamthorne ettect

1.       การเปลี่ยนแปลงสีแสงในโรงงาน

2.       การปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมในการทำงาน

                                                                   กรณีในการศึกษาของโยฮัล

1.       สินค้าการปรับปรุงการค้าขายผ้า

2.       การเจียระในเพชรพลอย

 

แหล่งที่มา   www.google.co.th


นายไพสิฐ ศรีวิชัย 501476005 โปรแกรมการจัดการอุตสาหกรรม










โหลดฟรี! โปรแกรม Windows Live ครบชุด Windows Live Services

ธีระวัฒน์ บ่อเงิน

unread,
Jun 25, 2008, 6:54:07 AM6/25/08
to im3...@googlegroups.com

                                                                                                                                        นายธีระวัฒน์  บ่อเงิน  501476008

                                                                                                                                                การจักการอุตสาหกรรม

                                                                                                                                     Section   AA                                                                                            

                                          รายงานกรณีศึกษา การศึกษาและปรับปรุงการทำงาน                                                        

                                                  

                                           Johannes Gutenberg

         กูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด

ประวัติ
        กูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของเจ้าของร้านค้า บางตำรากล่าวว่าพ่อของกูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400

       ในสมัยนั้นผู้ที่มีอันจะกินในเมืองโมนซ์นิยมตั้งชื่อตามบ้านที่ครอบครอง และในช่วงปี 1411 เกิดจลาจลต่อต้านผู้มีอันจะกินในเมืองโมนซ์ ผู้คนกว่า 100 หลังคาเรือนต้องอพยพไปเมืองอื่น ครอบครัวกูเต็นเบิร์กย้ายไปที่เมือง Eltville am Rhein ที่ซึ่งมารดาของเขาเป็นเจ้าของ เขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 และกูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการ

       ไม่มีการระบุแน่ชัดว่าภายในระยะ 15 ปีต่อ กูเต็นเบิร์กทำอะไร แต่ในปี 1434 มีจดหมายแสดงว่ากูเต็นเบิร์กได้มาอาศัยอยู่กับญาติของมารดา ภายในเมือง Strasbourg และมีการค้นพบอีกว่าที่เมืองนี้นั้นเขามีอาชีพเป็นนักขุดทอง ในปี 1437 พบหลักฐานว่าเขาเป็นผู้อบรมเรื่องการเจียระไนเพชรพลอย ซึ่งไม่ทราบว่าเขามีความรู้ทางด้านนี้ได้อย่างไร ในปี 1436/37 เขาได้ไปปรากฏตัวต่อหน้าศาลข้อหาละเมิดสัญญาการแต่งงานกับสาวชาวเมือง Strasbourg แต่ไม่มีการบันทึกว่าการแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อใด    

        เว้นว่างไปจนกระทั่งปี 1448 เขากลับมายังเมืองโมนซ์ เขาได้เงินจากน้องเขย Arnold Gelthus สันนิษฐานว่าเพื่อใช้สิ่งพิมพ์   

   ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กได้ตีมพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด ซึ่งเป็นที่จักกันในนาม คัมภีร์ไบเบิ้ลกูเต็นเบิร์กพิมพ์ออกมา 180 ชุด ลงบนกระดาษและหนังลูกวัว


การขึ้นศาล
         ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กกับ Fust ทะเลาะกันและ Fust ได้เรียกร้องเงินทั้งหมดของเขาคืน และเงินนั้นได้ลงทุนไปกับการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล ทำให้เขาไม่มีเงินจะคืน Fust ได้ยื่นฟ้องกับ Archbishop’s count ผลการตัดสินได้ให้สิทธิการดูแลทั้งหมดแก่ Fust

     กูเต็นเบิร์กล้มละลาย แต่มีหลักฐานปรากฏว่าเขาได้ตั้งโรงพิมพ์เล็กๆ ขึ้นมาในปี 1459 และจัดพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ลให้กับเมือง Bamberg แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการพิมพ์ไม่มีการลงชื่อและวันที่ไว้เลย
ในขณะเดียวกัน Fust – Schoefler ถือเป็นโรงพิมพ์แรกที่ใส่ชื่อผู้พิมพ์และวันที่ลงไป

 

ชีวิตต่อมา

        ในปี 1462 เกิดกรณีพิพาทระหว่าง Archbishop เมือง Mainz กูเต็นเบิร์กได้ถูกเนรเทศ เข้าย้ายไปอยู่ที่เมือง Eltville ที่ซึ่งเขาได้ถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ในเรื่องการพิมพ์ให้กับน้องชาย Bechtermunze

       ในปี 1465 กูเต็นเบิร์กได้รับยศ Hoffman จาก Archbishop Van Nasse ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าหลังจากนั้นกูเต็นเบิร์กได้ย้ายกลับ Mainz หรือไม่


        กูเต็นเบิร์กเสียชีวิตลงในปี 1468 ต่อมาโบสถ์และสุสานของเขาได้ถูกทำลาย

ในปี 1504 เขาได้ถูกจารึกเป็นผู้คิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะ ซึ่งปรากฏในหนังสือของ Professor Iwo Wittig

                                          

         ในบรรดาผลงานของเขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดคือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น การประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นเป็นการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน และสามารถใช้งานได้จริง


กูเต็นเบิร์กได้ถูกจารึกชื่ออยู่ในหอคอยเกียรติยศปี 1998 รวมถึงA&E network ได้จัดอันดับให้เขาติดอันดับ 1 ใน People of the Millennium และในปี 1997 นิตยสารTime จัดให้สิ่งประดิษฐ์ของกูเต็นเบิร์กเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญที่สุดในยุคศตวรรษที่ 20

 

 

 

 

                                Hawthorne Effect .

          The Hawthorne effect  เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น บางทีเรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ   

           ในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น

         

         ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร 

       

          ตั้งแต่ปี ๑๙๗๑ เป็นต้นมา "The Hawthorne effect" ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกระตุ้นเร้าเป็นช่วงๆ เพื่อให้องค์กรเกิด continuous improvement. นั่นคือสร้างให้มีปรากฏการณ์พิเศษขึ้นในองค์กรในบางช่วงเวลา พนักงานก็จะหันมาสนใจเรื่องการ learning, ซึ่งก็จะทำให้พนักงานมีความเชี่ยวชาญ expertise มากขึ้น แล้วก็ให้เขาเหล่านั้นได้มีโอกาสทบทวนภูมิปัญญาของตนเอง reflection ซึ่งก็จะกลับกลายมาเป็นการยกระดับการพัฒนาคุณภาพงาน ผลงานอย่างต่อเนื่องต่อไป การสร้างปรากฏการณ์พิเศษทางการบริหารยุคใหม่หลังยุค ๑๙๙๑ โดยทั่วไปไม่ทำว่าจะต้องวิจัยอะไรในโรงงานหรือองค์กร แต่มักนิยมใช้เครื่องมือที่ชื่อ  "implicit social cognition" คือการสร้างปฏิทินการจัดงานขึ้นมาเองโดยฝ่ายบริหาร” (เช่น วันสถาปนาโรงงาน วันประกวดผู้ปฏิบัติงานดีเด่น วัน ๕ ส. ดีเด่น วันครบรอบ ...... ฯลฯ) จัดกิจกรรมในพื้นที่งานหรือในพื้นที่สาธารณะหรือต่อสังคม ผลงานของพนักงานก็จะดีขึ้นเองจากการสร้างปฏิทินกิจกรรมพิเศษโดยฝ่ายบริหาร ในระยะหลังบางทีจึงเรียก " Hawthorne effect”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                            ตัวอย่างการปรับปรุงการทำงาน

 

 

          เครื่องนวดข้าว  เดิมมีบทบาทในการนวดข้าว   นวดถั่วเหลือง  ถั่วเขียว  และในขณะนี้ก็นวดข้าวโพดได้ด้วย  มีส่วนในระบบของการนวดมายาวนาน
ประโยชน์หลักของเครื่องนวดข้าว  คือ ทำให้กระบวนการนวดข้าวรวดเร็ว  ประหยัดค่าใช้จ่ายลงเมื่อเทียบกับการใช้แรงงานคน หรือใช้เครื่องมือล้าสมัยแบบดั้งเดิม  คือจะทำให้ต้นทุนในการนวดต่ำลง  ทำให้ขั้นตอนในกระบวนการสุดท้ายของการเก็บเกี่ยวข้าวเร็วขึ้น   แต่ปัจจุบันมีการพัฒนาเครื่องนวดข้าวมาเป็น

 เครื่องเกี่ยวนวดข้าว ขึ้นมาทดแทน เพราะเครื่องเกี่ยวนวดข้าวมีบทบาทมากกว่าเครื่องนวดข้าว หมายถึง การเกี่ยวนวดข้าวสามารถสำเร็จได้ในกระบวนการเดียว เมื่อข้าวสามารถเก็บเกี่ยวได้  สามารถขับเครื่องเกี่ยวนวดข้าวลงไปเก็บเกี่ยวเอาเฉพาะเมล็ดข้าวขึ้นมาได้เลย  จึงทำให้ระบบการทำนาสั้นลง เพราะ ใช้แรงงานน้อยลง ใช้เวลาน้อยลงในการเก็บเกี่ยวและนวด ซึ่งทั้ง 2 กระบวนการเข้าไปอยู่ ในกระบวนการเดียวกันด้วย

 

 

 


                 
          ที่มา                  http://typoknowledge.blogspot.com

                                                http://learners.in.th/blog/yanawut/99604

                                                    www.farmmechatronic.org/projects           

Johannes Gutenberg.doc

ปฏิพัทธ์ มีจันทร์

unread,
Jun 25, 2008, 7:02:22 AM6/25/08
to im3...@googlegroups.com

 

 

                                                                                                                                                              ปฏิพัทธ์  มีจันทร์

                                                                                                                                                              501476015

                                                                                                                                                     การจัดการอุตสาหกรรม     

                                                      รายงานกรณีศึกษา การศึกษาและปรับปรุงการทำงาน                                                                                                                  

 

   .

                                                               กูเต็นเบิร์ก 

          กูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด
ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดตือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ

ตัวเรียงพิมพ์โลหะได้ถูกนำเข้ามาใช้ในการทำต้นฉบับคือว่างานประดิษฐ์นี้ได้ล้มล้างวิธีการพิมพ์แบบเก่าสมัยที่ยังเป็นแท่นพิมพ์แกะไม้อยู่ วิธีการพิมพ์แบบใหม่นี้ได้เป็นที่นิยมในยุโรปอย่างกว้างขวาง และถือว่ามีส่วนสำคัญต่อมาอย่างมากในงานพิมพ์สมัยเรเนอซองส์ กูเต็นเบิร์กได้ถูกจารึกชื่ออยู่ในหอคอยเกียรติยศปี 1998 รวมถึงA&E network ได้จัดอันดับให้เขาติดอันดับ 1 ใน People of the Millennium และในปี 1997 นิตยสารTime จัดให้สิ่งประดิษฐ์ของกูเต็นเบิร์กเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญที่สุดในยุคศตวรรษที่ 20


ชีวิตส่วนตัว

         กูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของเจ้าของร้านค้า บางตำรากล่าวว่าพ่อของกูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400

ในสมัยนั้นผู้ที่มีอันจะกินในเมืองโมนซ์นิยมตั้งชื่อตามบ้านที่ครอบครอง และในช่วงปี 1411 เกิดจราจลต่อต้านผู้มีอันจะกินในเมืองโมนซ์ ผู้คนกว่า 100 หลังคาเรือนต้องอพยพไปเมืองอื่น ครอบครัวกูเต็นเบิร์กย้ายไปที่เมือง Eltville am Rhein ที่ซึ่งมารดาของเขาเป็นเจ้าของ เขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 และกูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการ

 

 

Hawthorne Effect คืออะไร

           The Hawthorne effect เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น (บางทีเรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ) เรื่องใหม่ในองค์กร  คำว่า Hawthorne Worksเป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี  1924 และ 1932.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่ ....... ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีของแสงในโรงงานอย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพผลผลิตของพนักงาน ก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการศึกษา ได้เพิ่มเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาใหม่ในโรงงานเดิม โดยครั้งใหม่นี้ใช้กลุ่มคนงาน ๕ กลุ่มที่อายุแตกต่างกัน แบ่งเพศเป็นเพศชาย กับเพศหญิง ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมการทำงานอื่นด้วย (ได้แก่ วิธีการจ่ายเงิน การให้พักครั้งละ ๕ นาที ๒ครั้งต่อกะโดยให้เลือกเวลาเอง ต่อด้วยการให้พัก ๑๐ นาที ๒ครั้งต่อกะงานโดยหัวหน้างานกำหนดเวลา ต่อด้วยให้หยุดพักครั้งละ ๕ นาทีเมื่อเวลาที่พนักงานเบื่องานถึงที่สุดในกะงานนั้นแต่ต้องบอกหัวหน้างานก่อน และพักได้ถึง ๖ ครั้งต่อกะ การปรับเปลี่ยนให้มีอาหารว่างกินระหว่างพัก  การให้กลับบ้านก่อนเลิกกะ ๓๐ นาทีถ้าผลงานดี ผลการวิจัย กลับพบเช่นเดิมว่า ขณะทำการวิจัย ผลงานของพนักงานเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มไม่แตกต่างกันทางสถิติ และเมื่อเลิกวิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อองค์กรและพฤติกรรมองค์กร อย่างมาก มากกว่าสิ่งแวดล้อมทางกายภาพเช่น แสง เสียง ความร้อน หรือแม้แต่สวัสดิการ ฯลฯ  นักวิจัยจึงสรุปว่า ธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ในที่ทำงานรวมหมู่กันในโรงงานหรือองค์กร ณ ขณะทำการวิจัยนั้นน่าจะปรับตัวไปตามสิ่งแวดล้อมที่เข้ามาบีบรัด ณ ขณะนั้น หมายความว่าผู้ปฏิบัติงานจะทำงานหนักขึ้นเพราะว่าพวกเขาคิดว่าเขากำลังอยู่ในท่ามกลางสถานการณ์พิเศษ (กำลังวิจัยอยู่) ควรจะต้องทำอะไรที่พิเศษสักหน่อย นักวิจัยยังได้ทำการทดลองต่ออีก โดยคราวนี้กำหนดให้มีคนที่มาทำงานด้วยเป็น coworkers ของแต่คน ทำงานเป็นคู่ ๆ

ตัวอย่างการปรับปรุงการทำงาน

           เครืองซักผ้า fisher and packer มีการพัฒนาปรับปรุงให้แตกต่างจากเครื่องซักผ้าทั่วไปคือมีระบบกลไกอันชาญฉลาดที่จะปรับเปลี่ยนการไหลของน้ำและระดับน้ำให้ได้ปริมาณที่เหมาะสมกับปริมาณการซักได้อย่างต่อเนื่องเครื่องซักผ้าที่มีระบบการใช้ซอยครบครันนี้ขับเคลื่อนด้วย smart drive ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวและยังออกแบบเพื่อรักษาสิ่งแวดด้วย การปรับระดับน้ำอัตโนมัติมีโปรแกรมการทำงานแบบประยัดน้ำและยังมีรูปแบบการทำงานที่สะดวก และประยัดเวลา

 

 

 

ที่มาwww.raidai.com/modules.

http://typoknowledge.blogspot.com

 

http://learners.in.th/blog/yanawut/99604

ชัยสิทธิ์ สุทธะ

unread,
Jun 25, 2008, 7:07:37 AM6/25/08
to im3...@googlegroups.com

 

                                                                                                   นายชัยสิทธิ์  สุทธะ

                                                                                                   501476038

                                                                                                               Industrial  management

                                 รายงานกรณีศึกษา การศึกษาและปรับปรุงการทำงาน

 

 

 

 

.

 

                       กูเต็นเบิร์ก

 

กูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม

คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด
         ในบรรดาผลงานของเขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดตือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น การประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นเป็นการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน และสามารถใช้งานได้จริง


        ตัวเรียงพิมพ์โลหะได้ถูกนำเข้ามาใช้ในการทำต้นฉบับคือว่างานประดิษฐ์นี้ได้ล้มล้างวิธีการพิมพ์แบบเก่าสมัยที่ยังเป็นแท่นพิมพ์แกะไม้อยู่ วิธีการพิมพ์แบบใหม่นี้ได้เป็นที่นิยมในยุโรปอย่างกว้างขวาง และถือว่ามีส่วนสำคัญต่อมาอย่างมากในงานพิมพ์สมัยเรเนอซองส์ กูเต็นเบิร์กได้ถูกจารึกชื่ออยู่ในหอคอยเกียรติยศปี 1998 รวมถึงA&E network ได้จัดอันดับให้เขาติดอันดับ 1 ใน People of the Millennium และในปี 1997 นิตยสารTime จัดให้สิ่งประดิษฐ์ของกูเต็นเบิร์กเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญที่สุดในยุคศตวรรษที่ 20

ประวัติส่วนตัว


กูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของเจ้าของร้านค้า บางตำรากล่าวว่าพ่อของกูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400

        ไม่มีการระบุแน่ชัดว่าภายในระยะ 15 ปีต่อ กูเต็นเบิร์กทำอะไร แต่ในปี 1434 มีจดหมายแสดงว่ากูเต็นเบิร์กได้มาอาศัยอยู่กับญาติของมารดา ภายในเมือง Strasbourg และมีการค้นพบอีกว่าที่เมืองนี้นั้นเขามีอาชีพเป็นนักขุดทอง ในปี 1437 พบหลักฐานว่าเขาเป็นผู้อบรมเรื่องการเจียระไนเพชรพลอย ซึ่งไม่ทราบว่าเขามีความรู้ทางด้านนี้ได้อย่างไร ในปี 1436/37 เขาได้ไปปรากฏตัวต่อหน้าศาลข้อหาละเมิดสัญญาการแต่งงานกับสาวชาวเมือง Strasbourg แต่ไม่มีการบันทึกว่าการแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อใด

        จนกระทั่งปี 1444 กูเต็นเบิร์กยังอาศัยอยู่ในเมือง Strasbourg แถบ St.Arbogast แถวชานเมือง ยังไม่แน่ชัดว่าที่นี้เขาทำอะไร หรือสถานที่นี้หรือว่าที่เขาสามารถคิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะขึ้นมาได้

        ในปี 1450 สิ่งพิมพ์เริ่มมีบทบาท มีการพิมพ์บทกลอนของเยอรมัน เป็นไปได้มีการพิมพ์ครั้งแรกกันที่เมืองนี้ กูเต็นเบิร์กได้ทำการยืมเงิน 800 g. จาก Fust ต่อมา Peter Schoefler ได้แต่งงานกับน้องสาวของ Fust และเข้าร่วมกิจการนี้ด้วย Schoefler ทำงานเป็นผู้ช่วยอยู่ที่ปารีส และช่วยออกแบบหน้าตาของตัวเรียงพิมพ์



        โรงงานของกูเต็นเบิร์กตั้งอยู่ในเมือง Hof Humbrecht ซึ่งเป็นสมบัติของญาติห่างๆ ของเขาเอง ไม่ทราบแน่ชัดว่ากูเต็นเบิร์กรับงานการพิมพ์คัมภีร์มาเมื่อใด แต่เพื่องานชิ้นนี้ กูเต็นเบิร์กได้ยืมเงิน Fust เพิ่มอีก 800g. และเริ่มงานในปี 1452 ในขณะเดียวกัน มีการพิมพ์หนังสือไวยากรณ์ภาษาลาติน เชื่อกันว่ากูเต็นเบิร์กมีแท่นพิมพ์ 2 ชิ้น ชิ้นแรกจะไว้รับงานทั่วๆ ไป และอีกชิ้นจะรับงานการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล ธุรกิจของเขาได้กำไรจากการพิมพ์คัมภีร์เป็นส่วนใหญ่จากหลัฐานที่ได้พบในปี 1454-55

      ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กได้ตีมพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด ซึ่งเป็นที่รุ้จักกันในนาม คัมภีร์ไบเบิ้ลกูเต็นเบิร์กพิมพ์ออกมา 180 ชุด ลงบนกระดาษและหนังลูกวัว


การขึ้นศาล
ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กกับ Fust ทะเลาะกันและ Fust ได้เรียกร้องเงินทั้งหมดของเขาคืน และเงินนั้นได้ลงทุนไปกับการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล ทำให้เขาไม่มีเงินจะคืน Fust ได้ยื่นฟ้องกับ Archbishop’s count ผลการตัดสินได้ให้สิทธิการดูแลทั้งหมดแก่ Fust

กูเต็นเบิร์กล้มละลาย แต่มีหลักฐานปรากฏว่าเขาได้ตั้งโรงพิมพ์เล็กๆ ขึ้นมาในปี

1459 และจัดพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ลให้กับเมือง Bamberg แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการพิมพ์ไม่มีการลงชื่อและวันที่ไว้เลย


 ชีวิตต่อมา
        ในปี 1462 เกิดกรณีพิพาทระหว่าง Archbishop เมือง Mainz กูเต็นเบิร์กได้ถูกเนรเทศ เข้าย้ายไปอยู่ที่เมือง Eltville ที่ซึ่งเขาได้ถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ในเรื่องการพิมพ์ให้กับน้องชาย Bechtermunze

 Hawthorne Effect

           The Hawthorne effect เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น (บางทีเรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ) ในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร  คำว่า Hawthorne Works เป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี  1924 และ 1932.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่ ....... ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีของแสงในโรงงานอย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพผลผลิตของพนักงาน ก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการศึกษา ได้เพิ่มเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาใหม่ในโรงงานเดิม โดยครั้งใหม่นี้ใช้กลุ่มคนงาน ๕ กลุ่มที่อายุแตกต่างกัน  ที่สุดในกะงานนั้นแต่ต้องบอกหัวหน้างานก่อน และพักได้ถึง ๖ ครั้งต่อกะ การปรับเปลี่ยนให้มีอาหารว่างกินระหว่างพัก  การให้กลับบ้านก่อนเลิกกะ ๓๐ นาทีถ้าผลงานดี ผลการวิจัย กลับพบเช่นเดิมว่า ขณะทำการวิจัย ผลงานของพนักงานเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มไม่แตกต่างกันทางสถิติ และเมื่อเลิกวิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อองค์กรและพฤติกรรมองค์กร อย่างมาก มากกว่าสิ่งแวดล้อมทางกายภาพเช่น แสง เสียง ความร้อน หรือแม้แต่สวัสดิการ ฯลฯ  นักวิจัยจึงสรุปว่า ธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ในที่ทำงานรวมหมู่กันในโรงงานหรือองค์กร ณ ขณะทำการวิจัยนั้นน่าจะปรับตัวไปตามสิ่งแวดล้อมที่เข้ามาบีบรัด ณ ขณะนั้น หมายความว่าผู้ปฏิบัติงานจะทำงานหนักขึ้นเพราะว่าพวกเขาคิดว่าเขากำลังอยู่ในท่ามกลางสถานการณ์พิเศษ (กำลังวิจัยอยู่) ควรจะต้องทำอะไรที่พิเศษสักหน่อย นักวิจัยยังได้ทำการทดลองต่ออีก โดยคราวนี้กำหนดให้มีคนที่มาทำงานด้วยเป็น coworkers ของแต่คน ทำงานเป็นคู่ ๆ ผลลัพธ์ที่ออกมาพบว่า คนที่มาเป็นคู่ร่วมทำงานก็กลายมาเป็นตัวกระตุ้นเร้าพิเศษในระยะแรก มีผลต่อจิตวิทยาและผลงานในระยะแรกไม่ต่างจากการตั้งชื่อว่าจะมีงานวิจัยในโรงงาน  ในระยะหลัง ตั้งแต่ปี ๑๙๗๑ เป็นต้นมา "the Hawthorne effect" ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกระตุ้นเร้าเป็นช่วงๆ เพื่อให้องค์กรเกิด continuous improvement. นั่นคือสร้างให้มีปรากฏการณ์พิเศษขึ้นในองค์กรในบางช่วงเวลา พนักงานก็จะหันมาสนใจเรื่องการ learning, ซึ่งก็จะทำให้พนักงานมีความเชี่ยวชาญ expertise มากขึ้น แล้วก็ให้เขาเหล่านั้นได้มีโอกาสทบทวนภูมิปัญญาของตนเอง reflection ซึ่งก็จะกลับกลายมาเป็นการยกระดับการพัฒนาคุณภาพงาน ผลงานอย่างต่อเนื่องต่อไป การสร้างปรากฏการณ์พิเศษทางการบริหารยุคใหม่หลังยุค ๑๙๙๑ โดยทั่วไปไม่ทำว่าจะต้องวิจัยอะไรในโรงงานหรือองค์กร แต่มักนิยมใช้เครื่องมือที่ชื่อ  "implicit social cognition" คือการสร้างปฏิทินการจัดงานขึ้นมาเองโดยฝ่ายบริหาร” (เช่น วันสถาปนาโรงงาน วันประกวดผู้ปฏิบัติงานดีเด่น วัน ๕ ส. ดีเด่น วันครบรอบ ...... ฯลฯ) จัดกิจกรรมในพื้นที่งานหรือในพื้นที่สาธารณะหรือต่อสังคม ผลงานของพนักงานก็จะดีขึ้นเองจากการสร้าง

ตัวอย่างการปรับปรุงการทำงาน

ผลิตภัณฑ์ตู้เย็น

ตู้เย็นในปัจจุบันได้มีทำการพัฒนาและออกแบบรูปลักษณ์ให้มีความโดดเด่นสวยงามทันสมัย  ใช้เทคโนโลยีการถนอมอาหารที่ก้าวล้ำ  เช่น Vitamin Factory หรือ Vitamin C Plus ซึ่งติดตั้งอุปกรณ์ในช่องแช่ผัก เพิ่มประโยชน์การถนอมอาหาร ใช้เทคโนโลยีการกระจายความเย็น  การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความสะดวกใช้สอยและมีความสะอาดปลอดภัยยิ่งขึ้น เช่น ติดตั้งอุปกรณ์ระบบ V-Led ช่วยจำกัดกลิ่น และเชื้อแบคทีเรียในช่องแช่ รวมถึงการใช้สารยับยั้งแบคทีเรียในผนังภายในตู้เย็น (Anti-Bacteria) ทั้งนี้เพื่อเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยและข้อ กำหนดในด้านการประหยัดพลังงาน รวมถึงการใช้วัสดุ วัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีความทันสมัยและมีคุณภาพกว่าตู้เย็นในรุ่นก่อนๆ

ชัยสิทธิ์ สุทธะ

unread,
Jun 25, 2008, 6:13:27 AM6/25/08
to im3...@googlegroups.com

 

                                                                                                   นายชัยสิทธิ์  สุทธะ

                                                                                                   501476038

                                                                                                               Industrial  management

 

 

 

 

.


แต่งบล็อกใน Space ของคุณง่ายๆ ด้วย Windows Live Writer Windows Live Writer
นายชัยสิทธิ์ สุทธะ.doc

ไพสิฐ ศรีวิชัย

unread,
Jun 24, 2008, 10:50:25 PM6/24/08
to im3...@googlegroups.com


แบ่งปันช่วงเวลาพิเศษของคุณด้วย Photo Gallery Windows Live Photo Gallery
hamthorne ettect[1]123.doc

ทวีชัย ป้านตู่น

unread,
Jun 25, 2008, 12:42:27 AM6/25/08
to im3...@googlegroups.com


 

   Hawthorne Effect

The Hawthorne effect เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้นในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร  คำว่า เป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี  1924 และ 1932.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่  ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีของแสงในโรงงานอย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพผลผลิตของพนักงาน ก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการศึกษา ได้เพิ่มเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาใหม่ในโรงงานเดิม โดยครั้งใหม่นี้ใช้กลุ่มคนงาน ๕ กลุ่มที่อายุแตกต่างกัน แบ่งเพศเป็นเพศชาย กับเพศหญิง ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมการทำงานอื่นด้วย  ผลการวิจัย กลับพบเช่นเดิมว่า ขณะทำการวิจัย ผลงานของพนักงานเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มไม่แตกต่างกันทางสถิติ และเมื่อเลิกวิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อองค์กรและพฤติกรรมองค์กร อย่างมาก มากกว่าสิ่งแวดล้อมทางกายภาพเช่น แสง เสียง ความร้อน หรือแม้แต่สวัสดิการ ฯลฯ  นักวิจัยจึงสรุปว่า ธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ในที่ทำงานรวมหมู่กันในโรงงานหรือองค์กร ณ ขณะทำการวิจัยนั้นน่าจะปรับตัวไปตามสิ่งแวดล้อมที่เข้ามาบีบรัด ณ ขณะนั้น หมายความว่าผู้ปฏิบัติงานจะทำงานหนักขึ้นเพราะว่าพวกเขาคิดว่าเขากำลังอยู่ในท่ามกลางสถานการณ์พิเศษ นักวิจัยยังได้ทำการทดลองต่ออีก โดยคราวนี้กำหนดให้มีคนที่มาทำงานด้วยเป็น coworkers ของแต่คน ทำงานเป็นคู่ ๆ ผลลัพธ์ที่ออกมาพบว่า คนที่มาเป็นคู่ร่วมทำงานก็กลายมาเป็นตัวกระตุ้นเร้าพิเศษในระยะแรก มีผลต่อจิตวิทยาและผลงานในระยะแรกไม่ต่างจากการตั้งชื่อว่าจะมีงานวิจัยในโรงงาน  ในระยะหลัง ตั้งแต่ปี ๑๙๗๑ เป็นต้นมา "the Hawthorne effect" ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกระตุ้นเร้าเป็นช่วงๆ เพื่อให้องค์กรเกิด นั่นคือสร้างให้มีปรากฏการณ์พิเศษขึ้นในองค์กรในบางช่วงเวลา พนักงานก็จะหันมาสนใจเรื่องการ learning, ซึ่งก็จะทำให้พนักงานมีความเชี่ยวชาญ expertise มากขึ้น แล้วก็ให้เขาเหล่านั้นได้มีโอกาสทบทวนภูมิปัญญาของตนเอง reflection ซึ่งก็จะกลับกลายมาเป็นการยกระดับการพัฒนาคุณภาพงาน ผลงานอย่างต่อเนื่องต่อไปบริหาร”  Hawthorne effect”

 

ประวัติโยฮันกูเต็นเบิร์ก

กูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด

 
ในบรรดาผลงานของเขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดตือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น การประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นเป็นการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน และสามารถใช้งานได้จริง

ตัวเรียงพิมพ์โลหะได้ถูกนำเข้ามาใช้ในการทำต้นฉบับคือว่างานประดิษฐ์นี้ได้ล้มล้างวิธีการพิมพ์แบบเก่าสมัยที่ยังเป็นแท่นพิมพ์แกะไม้อยู่ วิธีการพิมพ์แบบใหม่นี้ได้เป็นที่นิยมในยุโรปอย่างกว้างขวาง และถือว่ามีส่วนสำคัญต่อมาอย่างมากในงานพิมพ์สมัยเรเนอซองส์ กูเต็นเบิร์กได้ถูกจารึกชื่ออยู่ในหอคอยเกียรติยศปี 1998 รวมถึงA&E network ได้จัดอันดับให้เขาติดอันดับ 1 ใน People of the Millennium และในปี 1997 นิตยสารTime จัดให้สิ่งประดิษฐ์ของกูเต็นเบิร์กเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญที่สุดในยุคศตวรรษที่ 20

ชีวิตส่วนตัว


กูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของเจ้าของร้านค้า บางตำรากล่าวว่าพ่อของกูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400

ในสมัยนั้นผู้ที่มีอันจะกินในเมืองโมนซ์นิยมตั้งชื่อตามบ้านที่ครอบครอง และในช่วงปี 1411 เกิดจราจลต่อต้านผู้มีอันจะกินในเมืองโมนซ์ ผู้คนกว่า 100 หลังคาเรือนต้องอพยพไปเมืองอื่น ครอบครัวกูเต็นเบิร์กย้ายไปที่เมือง Eltville am Rhein ที่ซึ่งมารดาของเขาเป็นเจ้าของ เขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 และกูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการ

 

                                                                     

กรณีศึกษา Hawthorne Effect

1.การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน

2.พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน

3. พบว่า คนที่มาเป็นคู่ร่วมทำงานก็กลายมาเป็นตัวกระตุ้นเร้าพิเศษในระยะแรก มีผลต่อจิตวิทยาและผลงานในระยะแรกไม่ต่างจากการตั้งชื่อว่าจะมีงานวิจัยในโรงงาน

กรณีการศึกษาของโยฮัน

1.การประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ

2.วิธีการพิมพ์แบบเก่าสมัยที่ยังเป็นแท่นพิมพ์แกะไม้

 

แหล่งที่มา www.google.com

วิชิต พุทธก้อน

unread,
Jun 25, 2008, 7:11:11 AM6/25/08
to im3...@googlegroups.com

                                                                                                                                                วิชิต    พุทธก้อน

 501476009

                                                                                                                    การจัดการอุตสาหกรรม  

                                                  รายงานกรณีศึกษา การศึกษาและปรับปรุงการทำงาน

 

 

กูเต็นเบิร์ก

เป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด


ในบรรดาผลงานของเขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดตือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น การประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นเป็นการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน และสามารถใช้งานได้จริง

ชีวิตส่วนตัว
กูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ

Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของเจ้าของร้านค้า บางตำรากล่าวว่าพ่อของกูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400


ในสมัยนั้นผู้ที่มีอันจะกินในเมืองโมนซ์นิยมตั้งชื่อตามบ้านที่ครอบครอง และในช่วงปี 1411 เกิดจราจลต่อต้านผู้มีอันจะกินในเมืองโมนซ์ ผู้คนกว่า 100 หลังคาเรือนต้องอพยพไปเมืองอื่น ครอบครัวกูเต็นเบิร์กย้ายไปที่เมือง Eltville am Rhein ที่ซึ่งมารดาของเขาเป็นเจ้าของ เขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 และกูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการ

จนกระทั่งปี 1444 กูเต็นเบิร์กยังอาศัยอยู่ในเมือง Strasbourg แถบ St.Arbogast แถวชานเมือง ยังไม่แน่ชัดว่าที่นี้เขาทำอะไร หรือสถานที่นี้หรือว่าที่เขาสามารถคิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะขึ้นมา

           โรงงานของกูเต็นเบิร์กตั้งอยู่ในเมือง Hof Humbrecht ซึ่งเป็นสมบัติของญาติห่างๆ ของเขาเอง ไม่ทราบแน่ชัดว่ากูเต็นเบิร์กรับงานการพิมพ์คัมภีร์มาเมื่อใด แต่เพื่องานชิ้นนี้ กูเต็นเบิร์กได้ยืมเงิน Fust เพิ่มอีก 800g. และเริ่มงานในปี 1452 ในขณะเดียวกัน มีการพิมพ์หนังสือไวยากรณ์ภาษาลาติน เชื่อกันว่ากูเต็นเบิร์กมีแท่นพิมพ์ 2 ชิ้น ชิ้นแรกจะไว้รับงานทั่วๆ ไป และอีกชิ้นจะรับงานการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล ธุรกิจของเขาได้กำไรจากการพิมพ์คัมภีร์เป็นส่วนใหญ่จากหลัฐานที่ได้พบในปี 1454-55

 

 

 

ชีวิตต่อมา

ในปี 1462 เกิดกรณีพิพาทระหว่าง Archbishop เมือง Mainz กูเต็นเบิร์กได้ถูกเนรเทศ เข้าย้ายไปอยู่ที่เมือง Eltville ที่ซึ่งเขาได้ถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ในเรื่องการพิมพ์ให้กับน้องชาย Bechtermunze

ในปี 1465 กูเต็นเบิร์กได้รับยศ Hofman จาก Archbishop Van Nasse ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าหลังจากนั้นกูเต็นเบิร์กได้ย้ายกลับ Mainz หรือไม่


กูเต็นเบิร์กเสียชีวิตลงในปี 1468 ต่อมาโบสถ์และสุสานของเขาได้ถูกทำลาย
ในปี 1504 เขาได้ถูกจารึกเป็นผู้คิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะ ซึ่งปรากฏในหนังสือของ Professor Iwo Wittig

 

 

Hawthorne Effect คืออะไร

        The Hawthorne effect เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น (บางทีเรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ) ในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร  คำว่า Hawthorne Works,[1] เป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี  1924 และ 1932.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่ ....... ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีของแสงในโรงงานอย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพผลผลิตของพนักงาน ก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการศึกษา ได้เพิ่มเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาใหม่ในโรงงานเดิม โดยครั้งใหม่นี้ใช้กลุ่มคนงาน ๕ กลุ่มที่อายุแตกต่างกัน แบ่งเพศเป็นเพศชาย กับเพศหญิง ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมการทำงานอื่นด้วย (ได้แก่ วิธีการจ่ายเงิน การให้พักครั้งละ ๕ นาที ๒ครั้งต่อกะโดยให้เลือกเวลาเอง ต่อด้วยการให้พัก ๑๐ นาที ๒ครั้งต่อกะงานโดยหัวหน้างานกำหนดเวลา ต่อด้วยให้หยุดพักครั้งละ ๕ นาทีเมื่อเวลาที่พนักงานเบื่องานถึงที่สุดในกะงานนั้นแต่ต้องบอกหัวหน้างานก่อน และพักได้ถึง ๖ ครั้งต่อกะ การปรับเปลี่ยนให้มีอาหารว่างกินระหว่างพัก  การให้กลับบ้านก่อนเลิกกะ ๓๐ นาทีถ้าผลงานดี ผลการวิจัย กลับพบเช่นเดิมว่า ขณะทำการวิจัย ผลงานของพนักงานเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มไม่แตกต่างกันทางสถิติ และเมื่อเลิกวิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อองค์กรและพฤติกรรมองค์กร อย่างมาก มากกว่าสิ่งแวดล้อมทางกายภาพเช่น แสง เสียง ความร้อน หรือแม้แต่สวัสดิการ   ผลงานของพนักงานก็จะดีขึ้นเองจากการสร้างปฏิทินกิจกรรมพิเศษโดยฝ่ายบริหาร ในระยะหลังบางทีจึงเรียก " Hawthorne effect” เป็น  halo effect ก็มี  บทความโดย : นายแพทย์ชูชัย  ศรชำน

ตัวอย่างการปรับปรุงการทำงาน

เอกชนไทยไอเดียบรรเจิด พัฒนารถจักรยานแคระเอื้อต่อการเคลื่อนย้าย แถมยังใช้เป็นเครื่องออกกำลังกายประจำครัวเรือนได้ด้วย ขณะที่รูปแบบใช้งานไม่ต่างจากรถจักรยานคันใหญ่ และไม่ขัดต่อสรีระของร่างกาย
นายอมรชัย ชัยรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ช.ฐิติชัย จำกัด เจ้าของไอเดีย 'จักรยานแคระ' เปิดเผยว่า รถจักรยานที่ใช้ทั่วไปมีขนาดใหญ่ ไม่สะดวกที่จะขนย้ายไปใช้ตามสถานที่ต่างๆ หรือถ้ามีก็จะเป็นรถจักรยานล้อเดียว แต่ก็มีปัญหาด้านการขับขี่ เพราะต้องฝึกการทรงตัวให้ดี ซึ่งเป็นเรื่องยาก จึงนำไปสู่แนวคิดการพัฒนารถจักรยานแคระขึ้นมาเพื่ออุดช่องว่างดังกล่าว
นอกจากนี้ รถจักรยานแคระยังได้รับการออกแบบให้สัดส่วนมีความสมดุล หรือไม่ขัดต่อสรีระของร่างกาย อีกทั้งยังสามารถปรับระดับให้เหมาะกับขนาดความสูงของผู้ขี่ได้ด้วยมือเปล่า โดยสามารถปรับได้ตั้งแต่ 68-80 เซนติเมตร เช่น ระดับ 68 เซนติเมตรจะสูงเท่ากับรถจักรยานเด็ก 9-10 ขวบ แต่ถ้าระดับ 80 เซนติเมตรจะสูงคล้ายเสือภูเขา หรือรถจักรยานแม่บ้าน
สำหรับรถจักรยานแคระน้ำหนัก 9.3 กิโลกรัมคันนี้ สามารถรับน้ำหนักได้ 80 กิโลกรัม และมีขนาดกะทัดรัดชนิดที่ว่าใส่ท้ายรถได้มากถึง 3 คัน โดยไม่ต้องรื้อชิ้นส่วนออก แต่หากจะถอดชิ้นส่วนออกเพื่อให้ง่ายต่อการเคลื่อนย้ายเข้าไปอีก ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะประกอบยาก เพราะแต่ละชิ้นส่วนจะมีร่องล็อกที่ตายตัว
จุดเด่นอีกอย่างของสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้คือ ใช้เป็นรถจักรยานออกกำลังกายกับที่ ซึ่งจะต้องใช้งานคู่กับแท่นออกกำลังกาย ทั้งนี้ ปัจจุบันรถจักรยานแคระไม่ได้มีขายเฉพาะในประเทศเท่านั้น อมรชัยบอกว่าตอนนี้ส่งออกไปที่สวิตเซอร์แลนด์แล้ว และกำลังจะส่งไปยังประเทศอังกฤษด้วย ซึ่งขณะนี้ผ่านการตรวจสอบด้านความปลอดภัยเรียบร้อยแล้ว
 

 

ธีระวัฒน์ วงศ์ดวง

unread,
Jun 25, 2008, 6:58:40 AM6/25/08
to im3...@googlegroups.com

                                                                                                นาย ธีระวัฒน์  วงศ์ดวง

                                                                                                                                       501476026

                                                                                                          การจัดการอุตสาหกรรม

รายงานกรณีศึกษา การศึกษาและปรับปรุงการทำงาน

Johannes Gutenberg

 

        เป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด
ในบรรดาผลงานของเขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดตือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น การประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นเป็นการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน และสามารถใช้งานได้จริง

ชีวิตส่วนตัว
กูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของเจ้าของร้านค้า บางตำรากล่าวว่าพ่อของกูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400
ในสมัยนั้นผู้ที่มีอันจะกินในเมืองโมนซ์นิยมตั้งชื่อตามบ้านที่ครอบครอง และในช่วงปี 1411 เกิดจราจลต่อต้านผู้มีอันจะกินในเมืองโมนซ์ ผู้คนกว่า 100 หลังคาเรือนต้องอพยพไปเมืองอื่น ครอบครัวกูเต็นเบิร์กย้ายไปที่เมือง Eltville am Rhein ที่ซึ่งมารดาของเขาเป็นเจ้าของ เขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 และกูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการ
จนกระทั่งปี 1444 กูเต็นเบิร์กยังอาศัยอยู่ในเมือง Strasbourg แถบ St.Arbogast แถวชานเมือง ยังไม่แน่ชัดว่าที่นี้เขาทำอะไร หรือสถานที่นี้หรือว่าที่เขาสามารถคิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะขึ้นมา
           โรงงานของกูเต็นเบิร์กตั้งอยู่ในเมือง Hof Humbrecht ซึ่งเป็นสมบัติของญาติห่างๆ ของเขาเอง ไม่ทราบแน่ชัดว่ากูเต็นเบิร์กรับงานการพิมพ์คัมภีร์มาเมื่อใด แต่เพื่องานชิ้นนี้ กูเต็นเบิร์กได้ยืมเงิน Fust เพิ่มอีก 800g. และเริ่มงานในปี 1452 ในขณะเดียวกัน มีการพิมพ์หนังสือไวยากรณ์ภาษาลาติน เชื่อกันว่ากูเต็นเบิร์กมีแท่นพิมพ์ 2 ชิ้น ชิ้นแรกจะไว้รับงานทั่วๆ ไป และอีกชิ้นจะรับงานการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล ธุรกิจของเขาได้กำไรจากการพิมพ์คัมภีร์เป็นส่วนใหญ่จากหลัฐานที่ได้พบในปี 1454-55


ชีวิตต่อมา
ในปี 1462 เกิดกรณีพิพาทระหว่าง Archbishop เมือง Mainz กูเต็นเบิร์กได้ถูกเนรเทศ เข้าย้ายไปอยู่ที่เมือง Eltville ที่ซึ่งเขาได้ถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ในเรื่องการพิมพ์ให้กับน้องชาย Bechtermunze
ในปี 1465 กูเต็นเบิร์กได้รับยศ Hofman จาก Archbishop Van Nasse ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าหลังจากนั้นกูเต็นเบิร์กได้ย้ายกลับ Mainz หรือไม่
กูเต็นเบิร์กเสียชีวิตลงในปี 1468 ต่อมาโบสถ์และสุสานของเขาได้ถูกทำลาย
ในปี 1504 เขาได้ถูกจารึกเป็นผู้คิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะ ซึ่งปรากฏในหนังสือของ Professor Iwo Wittig

 

 

Hawthorne Effect คืออะไร

         The Hawthorne effect เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น (บางทีเรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ) ในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร  คำว่า Hawthorne Works,[1] เป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี  1924 และ 1932.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่ ....... ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีของแสงในโรงงานอย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพผลผลิตของพนักงาน ก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการศึกษา ได้เพิ่มเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาใหม่ในโรงงานเดิม โดยครั้งใหม่นี้ใช้กลุ่มคนงาน ๕ กลุ่มที่อายุแตกต่างกัน แบ่งเพศเป็นเพศชาย กับเพศหญิง ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมการทำงานอื่นด้วย (ได้แก่ วิธีการจ่ายเงิน การให้พักครั้งละ ๕ นาที ๒ครั้งต่อกะโดยให้เลือกเวลาเอง ต่อด้วยการให้พัก ๑๐ นาที ๒ครั้งต่อกะงานโดยหัวหน้างานกำหนดเวลา ต่อด้วยให้หยุดพักครั้งละ ๕ นาทีเมื่อเวลาที่พนักงานเบื่องานถึงที่สุดในกะงานนั้นแต่ต้องบอกหัวหน้างานก่อน และพักได้ถึง ๖ ครั้งต่อกะ การปรับเปลี่ยนให้มีอาหารว่างกินระหว่างพัก  การให้กลับบ้านก่อนเลิกกะ ๓๐ นาทีถ้าผลงานดี ผลการวิจัย กลับพบเช่นเดิมว่า ขณะทำการวิจัย ผลงานของพนักงานเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มไม่แตกต่างกันทางสถิติ และเมื่อเลิกวิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อองค์กรและพฤติกรรมองค์กร อย่างมาก มากกว่าสิ่งแวดล้อมทางกายภาพเช่น แสง เสียง ความร้อน หรือแม้แต่สวัสดิการ   ผลงานของพนักงานก็จะดีขึ้นเองจากการสร้างปฏิทินกิจกรรมพิเศษโดยฝ่ายบริหาร ในระยะหลังบางทีจึงเรียก " Hawthorne effect” เป็น  halo effect ก็มี  บทความโดย : นายแพทย์ชูชัย  ศรชำน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ตัวอย่างการศึกษากระบวนการทำงาน

 

 

           ในขบวนการผลิตหญ้าแพงโกล่าเพื่อจำหน่าย อุปกรณ์ในการตัดหญ้าเพื่อขายหญ้าสดหรือเข้าสู่ขั้นตอนการทำหญ้าแห้ง นับเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญ เนื่องจากพื้นที่การผลิตขนาดใหญ่ การอาศัยเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพต่ำ เช่น เครื่องตัดหญ้าแบบข้อแข็ง (เครื่องสะพายไหล่) นอกจากต้นทุนการผลิตสูงแล้วยังต้องใช้แรงงานและเวลามากในการทำงาน การอาศัยเครื่องมือซึ่งมีประสิทธิภาพสูง ต้องใช้เงินทุนมาก เกินกำลังที่เกษตรกรจะหาได้ ดังนั้นความคิดเพื่อเอาชนะปัญหานี้เกิดขึ้นครั้งแรกที่จังหวัดกำแพงเพชร ได้มีเกษตรกรไทยคนเก่งประดิษฐ์เครื่องตัดหญ้าแบบปัตตาเลี่ยน ขับเคลื่อนโดยใช้รถไถนาแบบเดินตาม พบว่าสามารถทำงานได้ดีระดับหนึ่ง ประสิทธิภาพการทำงานสูงกว่าเครื่องตัดหญ้าแบบข้อแข็ง แต่ข้อเสียที่พบก็คือใบมีดกับเครื่องยนต์ยังขาดความสมดุลย์ ช่วงขณะทำงานซึ่งต้องใช้คนเดินตามเครื่องยนต์ใบมีดจะสั่นมาก ดังนั้นคนตัดหญ้าต้องมีร่างกายแข็งแรงเท่านั้นจึงจะสามารถใช้เครื่องนี้ได้ จากจุดบกพร่องเหล่านี้ การพัฒนาเครื่องตัดหญ้าแพงโกล่าได้เกิดขึ้นอีกครั้งที่จังหวัดเพชรบุรี คุณณรงค์ คงวัฒนา ประธานกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสัตว์นาวุ้ง อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์และมีนิสัยชอบทางด้านเครื่องจักรกล ได้ประยุกต์เครื่องตัดหญ้าแพงโกล่าแบบนั่งขับ ประกอบด้วยอุปกรณ์ที่สำคัญ 2 ชิ้น คือ ใบมีดตัดหญ้าแบบปัตตาเลี่ยน ติดตั้งกับรถยนต์ยี่ห้อไดฮัทสุ ซึ่งได้ปรับตัวถังรถยนต์ให้เข้ากับชุดใบมีด คนตัดหญ้าสามารถนั่งขับรถและรถสามารถเดินหน้าและถอยหลังได้เหมือนรถยนต์ทั่วๆ ไป ซึ่งสะดวกสบายต่อคนใช้งาน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ที่มาhttp://typoknowledge.blogspot.com

 

    http://learners.in.th/blog/yanawut/99604

    www.buddyjob.com

นาย อานนท์ บัวแดง

unread,
Jun 24, 2008, 10:05:08 AM6/24/08
to im3...@googlegroups.com
นาย อานนท์ บัวแดง
501476013
 
 

The Hawthorne effect

              The Hawthorne effect เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น (บางทีเรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ) ในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น

              ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร  คำว่า Hawthorne Works,[1] เป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี  1924 และ 1932.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่ ....... ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีของแสงในโรงงานอย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพผลผลิตของพนักงาน ก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการศึกษา ได้เพิ่มเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาใหม่ในโรงงานเดิม โดยครั้งใหม่นี้

 

 

ชีวิตส่วนตัว

 

-          กูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม คัมภีร์ไบเบิ้ล

 

-          เขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดตือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้                                  นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต

 

-          วิธีการพิมพ์แบบใหม่นี้ได้เป็นที่นิยมในยุโรปอย่างกว้างขวาง และถือว่ามีส่วนสำคัญต่อมาอย่างมากในงานพิมพ์สมัยเรเนอซองส์ กูเต็นเบิร์กได้ถูกจารึกชื่ออยู่ในหอคอยเกียรติยศปี 1998 รวมถึงA&E network ได้จัดอันดับให้เขาติดอันดับ 1 ใน People of the Millennium และในปี 1997 นิตยสารTime จัดให้สิ่งประดิษฐ์ของกูเต็นเบิร์กเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญที่สุดในยุคศตวรรษที่

 

-          กูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400

 

-          ครอบครัวกูเต็นเบิร์กย้ายไปที่เมือง Eltville am Rhein ที่ซึ่งมารดาของเขาเป็นเจ้าของ เขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 และกูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการ

 

-       ระบุแน่ชัดว่าภายในระยะ 15 ปีต่อ กูเต็นเบิร์กทำอะไร แต่ในปี 1434 มีจดหมายแสดงว่ากูเต็นเบิร์กได้มา          อาศัยอยู่กับญาติของมารดา ภายในเมือง Strasbourg และมีการค้นพบอีกว่าที่เมืองนี้นั้นเขามีอาชีพเป็น            นักขุดทอง ในปี 1437 พบหลักฐานว่าเขาเป็นผู้อบรมเรื่องการเจียระไนเพชรพลอย

 

-          จนกระทั่งปี 1444 กูเต็นเบิร์กยังอาศัยอยู่ในเมือง Strasbourg แถบ St.Arbogast แถวชานเมือง ยังไม่แน่ชัดว่าที่นี้เขาทำอะไร หรือสถานที่นี้หรือว่าที่เขาสามารถคิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะขึ้นมาได้

-          ในปี 1450 สิ่งพิมพ์เริ่มมีบทบาท มีการพิมพ์บทกลอนของเยอรมัน เป็นไปได้มีการพิมพ์ครั้งแรกกันที่เมืองนี้ กูเต็นเบิร์กได้ทำการยืมเงิน 800 g. จาก Fust ต่อมา Peter Schoefler ได้แต่งงานกับน้องสาวของ Fust

-          โรงงานของกูเต็นเบิร์กตั้งอยู่ในเมือง Hof Humbrecht ซึ่งเป็นสมบัติของญาติห่างๆ ของเขาเอง ไม่ทราบแน่ชัดว่ากูเต็นเบิร์กรับงานการพิมพ์คัมภีร์มาเมื่อใด แต่เพื่องานชิ้นนี้ กูเต็นเบิร์กได้ยืมเงิน Fust เพิ่มอีก 800g. และเริ่มงานในปี 1452 ในขณะเดียวกัน มีการพิมพ์หนังสือไวยากรณ์ภาษาลาติน เชื่อกันว่ากูเต็นเบิร์กมีแท่นพิมพ์ 2 ชิ้น ชิ้นแรกจะไว้รับงานทั่วๆ ไป

-          ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กได้ตีมพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด ซึ่งเป็นที่รุ้จักกันในนาม คัมภีร์ไบเบิ้ลกูเต็นเบิร์กพิมพ์ออกมา 180 ชุด ลงบนกระดาษและหนังลูกวัว

 

การขึ้นศาล
-      ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กกับ Fust ทะเลาะกันและ Fust

-          กูเต็นเบิร์กล้มละลาย แต่มีหลักฐานปรากฏว่าเขาได้ตั้งโรงพิมพ์เล็กๆ ขึ้นมาในปี 1459

 

        ชีวิตต่อมา

-          ในปี 1462 เกิดกรณีพิพาทระหว่าง Archbishop เมือง Mainz กูเต็นเบิร์กได้ถูกเนรเทศ เข้าย้ายไปอยู่ที่เมือง Eltville

-          ในปี 1465 กูเต็นเบิร์กได้รับยศ Hofman จาก Archbishop Van Nasse ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าหลังจากนั้นกูเต็นเบิร์กได้ย้ายกลับ Mainz

-          กูเต็นเบิร์กเสียชีวิตลงในปี 1468 ต่อมาโบสถ์และสุสานของเขาได้ถูกทำลาย

-          ในปี 1504 เขาได้ถูกจารึกเป็นผู้คิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะ ซึ่งปรากฏในหนังสือของ Professor Iwo Wittig

 

     เป็นกรณีศึกษา

                  เป็นกรณีศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนากระบวนการผลิตของโรงงานไก่สดแช่แข็ง โดยนำทฤษฎีการศึกษาการทำงานและการจับเวลาการทำงานมาใช้เพื่อวางแผนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความสามารถในการผลิตและการนำทรัพยากรที่มีอยู่มาใช้อย่างเหมาะสม จากการศึกษาพบว่าในกระบวนการผลิตมีขั้นตอนที่ทำให้เกิดการรอคอยและของเสียที่ต้องนำกลับมาแก้ไขใหม่อยู่เป็นจำนวนมาก โดยปริญญานิพนธ์ฉบับนี้ได้ศึกษาปัญหาที่เกิดขึ้นพบว่าเกิดการคั้งค้างของงานในสายการผลิต คนงานทำงานผิดพลาดและทำงานเสร็จไม่ทันตามกำหนดเวลา จึงมีการปรับปรุงการทำงาน และเสนอแนวทางการแก้ไขโดยเสนอให้มีการฝึกอบรมพนักงานและวางแผนการตรวจสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์ และคุณภาพของเครื่องมือเครื่องจักรให้เหมาะสมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานต่อไป

                    ที่มา        http://library.kmitnb.ac.th/projects/itm/IM/im0332t.html

            

          แหล่งที่มา: http://en.wikipedia.org/wiki/Johannes_Gutenberg

ธีระวัฒน์ บ่อเงิน

unread,
Jun 25, 2008, 6:07:24 AM6/25/08
to im3...@googlegroups.com

                                                                                                                                        นายธีระวัฒน์  บ่อเงิน  501476008

                                                                                                                                                การจักการอุตสาหกรรม

                                                                                                                                                        Section   AA

                                                  

                                           Johannes Gutenberg

         กูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด

ประวัติ

        กูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของเจ้าของร้านค้า บางตำรากล่าวว่าพ่อของกูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400

       ในสมัยนั้นผู้ที่มีอันจะกินในเมืองโมนซ์นิยมตั้งชื่อตามบ้านที่ครอบครอง และในช่วงปี 1411 เกิดจลาจลต่อต้านผู้มีอันจะกินในเมืองโมนซ์ ผู้คนกว่า 100 หลังคาเรือนต้องอพยพไปเมืองอื่น ครอบครัวกูเต็นเบิร์กย้ายไปที่เมือง Eltville am Rhein ที่ซึ่งมารดาของเขาเป็นเจ้าของ เขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 และกูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการ



       ไม่มีการระบุแน่ชัดว่าภายในระยะ 15 ปีต่อ กูเต็นเบิร์กทำอะไร แต่ในปี 1434 มีจดหมายแสดงว่ากูเต็นเบิร์กได้มาอาศัยอยู่กับญาติของมารดา ภายในเมือง Strasbourg และมีการค้นพบอีกว่าที่เมืองนี้นั้นเขามีอาชีพเป็นนักขุดทอง ในปี 1437 พบหลักฐานว่าเขาเป็นผู้อบรมเรื่องการเจียระไนเพชรพลอย ซึ่งไม่ทราบว่าเขามีความรู้ทางด้านนี้ได้อย่างไร ในปี 1436/37 เขาได้ไปปรากฏตัวต่อหน้าศาลข้อหาละเมิดสัญญาการแต่งงานกับสาวชาวเมือง Strasbourg แต่ไม่มีการบันทึกว่าการแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อใด    

        เว้นว่างไปจนกระทั่งปี 1448 เขากลับมายังเมืองโมนซ์ เขาได้เงินจากน้องเขย Arnold Gelthus สันนิษฐานว่าเพื่อใช้สิ่งพิมพ์   

   ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กได้ตีมพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด ซึ่งเป็นที่จักกันในนาม คัมภีร์ไบเบิ้ลกูเต็นเบิร์กพิมพ์ออกมา 180 ชุด ลงบนกระดาษและหนังลูกวัว


การขึ้นศาล

         ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กกับ Fust ทะเลาะกันและ Fust ได้เรียกร้องเงินทั้งหมดของเขาคืน และเงินนั้นได้ลงทุนไปกับการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล ทำให้เขาไม่มีเงินจะคืน Fust ได้ยื่นฟ้องกับ Archbishop’s count ผลการตัดสินได้ให้สิทธิการดูแลทั้งหมดแก่ Fust

     กูเต็นเบิร์กล้มละลาย แต่มีหลักฐานปรากฏว่าเขาได้ตั้งโรงพิมพ์เล็กๆ ขึ้นมาในปี 1459 และจัดพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ลให้กับเมือง Bamberg แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการพิมพ์ไม่มีการลงชื่อและวันที่ไว้เลย

ในขณะเดียวกัน Fust – Schoefler ถือเป็นโรงพิมพ์แรกที่ใส่ชื่อผู้พิมพ์และวันที่ลงไป

 

ชีวิตต่อมา

        ในปี 1462 เกิดกรณีพิพาทระหว่าง Archbishop เมือง Mainz กูเต็นเบิร์กได้ถูกเนรเทศ เข้าย้ายไปอยู่ที่เมือง Eltville ที่ซึ่งเขาได้ถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ในเรื่องการพิมพ์ให้กับน้องชาย Bechtermunze

       ในปี 1465 กูเต็นเบิร์กได้รับยศ Hoffman จาก Archbishop Van Nasse ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าหลังจากนั้นกูเต็นเบิร์กได้ย้ายกลับ Mainz หรือไม่


        กูเต็นเบิร์กเสียชีวิตลงในปี 1468 ต่อมาโบสถ์และสุสานของเขาได้ถูกทำลาย

ในปี 1504 เขาได้ถูกจารึกเป็นผู้คิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะ ซึ่งปรากฏในหนังสือของ Professor Iwo Wittig

                                          

         ในบรรดาผลงานของเขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดคือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น การประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นเป็นการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน และสามารถใช้งานได้จริง
กูเต็นเบิร์กได้ถูกจารึกชื่ออยู่ในหอคอยเกียรติยศปี 1998 รวมถึงA&E network ได้จัดอันดับให้เขาติดอันดับ 1 ใน People of the Millennium และในปี 1997 นิตยสารTime จัดให้สิ่งประดิษฐ์ของกูเต็นเบิร์กเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญที่สุดในยุคศตวรรษที่ 20

 

 

 

 

                                Hawthorne Effect .

          The Hawthorne effect  เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น บางทีเรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ   

           ในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น

         

         ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร 

       

          ตั้งแต่ปี ๑๙๗๑ เป็นต้นมา "The Hawthorne effect" ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกระตุ้นเร้าเป็นช่วงๆ เพื่อให้องค์กรเกิด continuous improvement. นั่นคือสร้างให้มีปรากฏการณ์พิเศษขึ้นในองค์กรในบางช่วงเวลา พนักงานก็จะหันมาสนใจเรื่องการ learning, ซึ่งก็จะทำให้พนักงานมีความเชี่ยวชาญ expertise มากขึ้น แล้วก็ให้เขาเหล่านั้นได้มีโอกาสทบทวนภูมิปัญญาของตนเอง reflection ซึ่งก็จะกลับกลายมาเป็นการยกระดับการพัฒนาคุณภาพงาน ผลงานอย่างต่อเนื่องต่อไป การสร้างปรากฏการณ์พิเศษทางการบริหารยุคใหม่หลังยุค ๑๙๙๑ โดยทั่วไปไม่ทำว่าจะต้องวิจัยอะไรในโรงงานหรือองค์กร แต่มักนิยมใช้เครื่องมือที่ชื่อ  "implicit social cognition" คือการสร้างปฏิทินการจัดงานขึ้นมาเองโดยฝ่ายบริหาร” (เช่น วันสถาปนาโรงงาน วันประกวดผู้ปฏิบัติงานดีเด่น วัน ๕ ส. ดีเด่น วันครบรอบ ...... ฯลฯ) จัดกิจกรรมในพื้นที่งานหรือในพื้นที่สาธารณะหรือต่อสังคม ผลงานของพนักงานก็จะดีขึ้นเองจากการสร้างปฏิทินกิจกรรมพิเศษโดยฝ่ายบริหาร ในระยะหลังบางทีจึงเรียก " Hawthorne effect”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                            ตัวอย่างการปรับปรุงการทำงาน

 

 

          เครื่องนวดข้าว  เดิมมีบทบาทในการนวดข้าว   นวดถั่วเหลือง  ถั่วเขียว  และในขณะนี้ก็นวดข้าวโพดได้ด้วย  มีส่วนในระบบของการนวดมายาวนาน


ประโยชน์หลักของเครื่องนวดข้าว  คือ ทำให้กระบวนการนวดข้าวรวดเร็ว  ประหยัดค่าใช้จ่ายลงเมื่อเทียบกับการใช้แรงงานคน หรือใช้เครื่องมือล้าสมัยแบบดั้งเดิม  คือจะทำให้ต้นทุนในการนวดต่ำลง  ทำให้ขั้นตอนในกระบวนการสุดท้ายของการเก็บเกี่ยวข้าวเร็วขึ้น   แต่ปัจจุบันมีการพัฒนาเครื่องนวดข้าวมาเป็น

 เครื่องเกี่ยวนวดข้าว ขึ้นมาทดแทน เพราะเครื่องเกี่ยวนวดข้าวมีบทบาทมากกว่าเครื่องนวดข้าว หมายถึง การเกี่ยวนวดข้าวสามารถสำเร็จได้ในกระบวนการเดียว เมื่อข้าวสามารถเก็บเกี่ยวได้  สามารถขับเครื่องเกี่ยวนวดข้าวลงไปเก็บเกี่ยวเอาเฉพาะเมล็ดข้าวขึ้นมาได้เลย  จึงทำให้ระบบการทำนาสั้นลง เพราะ ใช้แรงงานน้อยลง ใช้เวลาน้อยลงในการเก็บเกี่ยวและนวด ซึ่งทั้ง 2 กระบวนการเข้าไปอยู่ ในกระบวนการเดียวกันด้วย

 

 

 


                 
                                       


Johannes Gutenberg.doc

ธีระวัฒน์ วงศ์ดวง

unread,
Jun 25, 2008, 6:21:50 AM6/25/08
to im3...@googlegroups.com

                                                                                                นาย ธีระวัฒน์  วงศ์ดวง

                                                                                                                                       501476026

                                                                                                          การจัดการอุตสาหกรรม

 

Johannes Gutenberg

 

        เป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม

คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด
ในบรรดาผลงานของเขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดตือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น การประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นเป็นการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน และสามารถใช้งานได้จริง

ชีวิตส่วนตัว

กูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของเจ้าของร้านค้า บางตำรากล่าวว่าพ่อของกูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400

ในสมัยนั้นผู้ที่มีอันจะกินในเมืองโมนซ์นิยมตั้งชื่อตามบ้านที่ครอบครอง และในช่วงปี 1411 เกิดจราจลต่อต้านผู้มีอันจะกินในเมืองโมนซ์ ผู้คนกว่า 100 หลังคาเรือนต้องอพยพไปเมืองอื่น ครอบครัวกูเต็นเบิร์กย้ายไปที่เมือง Eltville am Rhein ที่ซึ่งมารดาของเขาเป็นเจ้าของ เขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 และกูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการ
จนกระทั่งปี 1444 กูเต็นเบิร์กยังอาศัยอยู่ในเมือง Strasbourg แถบ St.Arbogast แถวชานเมือง ยังไม่แน่ชัดว่าที่นี้เขาทำอะไร หรือสถานที่นี้หรือว่าที่เขาสามารถคิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะขึ้นมา
           โรงงานของกูเต็นเบิร์กตั้งอยู่ในเมือง Hof Humbrecht ซึ่งเป็นสมบัติของญาติห่างๆ ของเขาเอง ไม่ทราบแน่ชัดว่ากูเต็นเบิร์กรับงานการพิมพ์คัมภีร์มาเมื่อใด แต่เพื่องานชิ้นนี้ กูเต็นเบิร์กได้ยืมเงิน Fust เพิ่มอีก 800g. และเริ่มงานในปี 1452 ในขณะเดียวกัน มีการพิมพ์หนังสือไวยากรณ์ภาษาลาติน เชื่อกันว่ากูเต็นเบิร์กมีแท่นพิมพ์ 2 ชิ้น ชิ้นแรกจะไว้รับงานทั่วๆ ไป และอีกชิ้นจะรับงานการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล ธุรกิจของเขาได้กำไรจากการพิมพ์คัมภีร์เป็นส่วนใหญ่จากหลัฐานที่ได้พบในปี 1454-55

ชีวิตต่อมา
ในปี

1462 เกิดกรณีพิพาทระหว่าง Archbishop เมือง Mainz กูเต็นเบิร์กได้ถูกเนรเทศ เข้าย้ายไปอยู่ที่เมือง Eltville ที่ซึ่งเขาได้ถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ในเรื่องการพิมพ์ให้กับน้องชาย Bechtermunze
ในปี 1465 กูเต็นเบิร์กได้รับยศ Hofman จาก Archbishop Van Nasse ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าหลังจากนั้นกูเต็นเบิร์กได้ย้ายกลับ Mainz หรือไม่


กูเต็นเบิร์กเสียชีวิตลงในปี 1468 ต่อมาโบสถ์และสุสานของเขาได้ถูกทำลาย
ในปี 1504 เขาได้ถูกจารึกเป็นผู้คิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะ ซึ่งปรากฏในหนังสือของ Professor Iwo Wittig

 

 

Hawthorne Effect คืออะไร

         The Hawthorne effect เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น (บางทีเรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ) ในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร  คำว่า Hawthorne Works,[1] เป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี  1924 และ 1932.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่ ....... ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีของแสงในโรงงานอย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพผลผลิตของพนักงาน ก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการศึกษา ได้เพิ่มเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาใหม่ในโรงงานเดิม โดยครั้งใหม่นี้ใช้กลุ่มคนงาน ๕ กลุ่มที่อายุแตกต่างกัน แบ่งเพศเป็นเพศชาย กับเพศหญิง ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมการทำงานอื่นด้วย (ได้แก่ วิธีการจ่ายเงิน การให้พักครั้งละ ๕ นาที ๒ครั้งต่อกะโดยให้เลือกเวลาเอง ต่อด้วยการให้พัก ๑๐ นาที ๒ครั้งต่อกะงานโดยหัวหน้างานกำหนดเวลา ต่อด้วยให้หยุดพักครั้งละ ๕ นาทีเมื่อเวลาที่พนักงานเบื่องานถึงที่สุดในกะงานนั้นแต่ต้องบอกหัวหน้างานก่อน และพักได้ถึง ๖ ครั้งต่อกะ การปรับเปลี่ยนให้มีอาหารว่างกินระหว่างพัก  การให้กลับบ้านก่อนเลิกกะ ๓๐ นาทีถ้าผลงานดี ผลการวิจัย กลับพบเช่นเดิมว่า ขณะทำการวิจัย ผลงานของพนักงานเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มไม่แตกต่างกันทางสถิติ และเมื่อเลิกวิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อองค์กรและพฤติกรรมองค์กร อย่างมาก มากกว่าสิ่งแวดล้อมทางกายภาพเช่น แสง เสียง ความร้อน หรือแม้แต่สวัสดิการ   ผลงานของพนักงานก็จะดีขึ้นเองจากการสร้างปฏิทินกิจกรรมพิเศษโดยฝ่ายบริหาร ในระยะหลังบางทีจึงเรียก " Hawthorne effect” เป็น  halo effect ก็มี  บทความโดย : นายแพทย์ชูชัย  ศรชำน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ตัวอย่างการศึกษากระบวนการทำงาน

 

 

           ในขบวนการผลิตหญ้าแพงโกล่าเพื่อจำหน่าย อุปกรณ์ในการตัดหญ้าเพื่อขายหญ้าสดหรือเข้าสู่ขั้นตอนการทำหญ้าแห้ง นับเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญ เนื่องจากพื้นที่การผลิตขนาดใหญ่ การอาศัยเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพต่ำ เช่น เครื่องตัดหญ้าแบบข้อแข็ง (เครื่องสะพายไหล่) นอกจากต้นทุนการผลิตสูงแล้วยังต้องใช้แรงงานและเวลามากในการทำงาน การอาศัยเครื่องมือซึ่งมีประสิทธิภาพสูง ต้องใช้เงินทุนมาก เกินกำลังที่เกษตรกรจะหาได้ ดังนั้นความคิดเพื่อเอาชนะปัญหานี้เกิดขึ้นครั้งแรกที่จังหวัดกำแพงเพชร ได้มีเกษตรกรไทยคนเก่งประดิษฐ์เครื่องตัดหญ้าแบบปัตตาเลี่ยน ขับเคลื่อนโดยใช้รถไถนาแบบเดินตาม พบว่าสามารถทำงานได้ดีระดับหนึ่ง ประสิทธิภาพการทำงานสูงกว่าเครื่องตัดหญ้าแบบข้อแข็ง แต่ข้อเสียที่พบก็คือใบมีดกับเครื่องยนต์ยังขาดความสมดุลย์ ช่วงขณะทำงานซึ่งต้องใช้คนเดินตามเครื่องยนต์ใบมีดจะสั่นมาก ดังนั้นคนตัดหญ้าต้องมีร่างกายแข็งแรงเท่านั้นจึงจะสามารถใช้เครื่องนี้ได้ จากจุดบกพร่องเหล่านี้ การพัฒนาเครื่องตัดหญ้าแพงโกล่าได้เกิดขึ้นอีกครั้งที่จังหวัดเพชรบุรี คุณณรงค์ คงวัฒนา ประธานกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสัตว์นาวุ้ง อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์และมีนิสัยชอบทางด้านเครื่องจักรกล ได้ประยุกต์เครื่องตัดหญ้าแพงโกล่าแบบนั่งขับ ประกอบด้วยอุปกรณ์ที่สำคัญ 2 ชิ้น คือ ใบมีดตัดหญ้าแบบปัตตาเลี่ยน ติดตั้งกับรถยนต์ยี่ห้อไดฮัทสุ ซึ่งได้ปรับตัวถังรถยนต์ให้เข้ากับชุดใบมีด คนตัดหญ้าสามารถนั่งขับรถและรถสามารถเดินหน้าและถอยหลังได้เหมือนรถยนต์ทั่วๆ ไป ซึ่งสะดวกสบายต่อคนใช้งาน



Explore the seven wonders of the world Learn more!
บอย.doc

piyapong jira

unread,
Jun 26, 2008, 11:14:10 PM6/26/08
to im3...@googlegroups.com


นาย  ปิยะพงษ์  จิระ  501476007   การจัดการอุตสาหกรรม   หมู่ 1
 

                                   Hawthorne Effect

 

The Hawthorne effect เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคนเปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น (บางที เรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ) ในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร  คำว่า เป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี  1924 และ 1932.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่  ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีของแสงในโรงงานอย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพผลผลิตของพนักงาน ก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการศึกษา ได้เพิ่มเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาใหม่ในโรงงานเดิม โดยครั้งใหม่นี้ใช้กลุ่มคนงาน ๕ กลุ่มที่อายุแตกต่างกัน แบ่งเพศเป็นเพศชาย กับเพศหญิง ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมการทำงานอื่น จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อประสิทธิภาพของคนงาน วิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อองค์กรและพฤติกรรมองค์กร อย่างมาก มากกว่าสิ่งแวดล้อมทางกายภาพเช่น แสง เสียง ความร้อน หรือแม้แต่สวัสดิการ ฯลฯ  นักวิจัยจึงสรุปว่า ธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ในที่ทำงานรวมหมู่กันในโรงงานหรือองค์กร ณ ขณะทำการวิจัยนั้นน่าจะปรับตัวไปตามสิ่งแวดล้อมที่เข้ามาบีบรัด ณ ขณะนั้น หมายความว่าผู้ปฏิบัติงานจะทำงานหนักขึ้นเพราะว่าพวกเขาคิดว่าเขากำลังอยู่ในท่ามกลางสถานการณ์พิเศษ (กำลังวิจัยอยู่) ควรจะต้องทำอะไรที่พิเศษสักหน่อย นักวิจัยยังได้ทำการทดลองต่ออีก โดยคราวนี้กำหนดให้มีคนที่มาทำงานด้วยเป็น coworkers ของแต่คน ทำงานเป็นคู่ ๆ ผลลัพธ์ที่ออกมาพบว่า คนที่มาเป็นคู่ร่วมทำงานก็กลายมาเป็นตัวกระตุ้นเร้าพิเศษในระยะแรก มีผลต่อจิตวิทยาและผลงานในระยะแรกไม่ต่างจากการตั้งชื่อว่าจะมีงานวิจัยในโรงงาน  ในระยะหลัง ตั้งแต่ปี ๑๙๗๑ เป็นต้นมา "the Hawthorne effect" ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกระตุ้นเร้าเป็นช่วงๆ เพื่อให้องค์กรเกิด นั่นคือสร้างให้มีปรากฏการณ์พิเศษขึ้นในองค์กรในบางช่วงเวลา

โยฮาน กูเต็นเบิร์ก

 

นักประดิษฐ์ชาวเยอรมัน ในศตวรรษที่ 15 เขาเป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์ด้วยโลหะและเป็นคนแรกที่นำการพิมพ์หนังสือเข้าสู่ยูโรป หนังสือเล่มแรกของเขาคือหนังสือพระคัมภีร์ภาษาลาติน พิมพ์ในราวปี ค.ศ.1455กูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด
ในบรรดาผลงานของเขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดตือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น การประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นเป็นการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน และสามารถใช้งานได้จริงตัวเรียงพิมพ์โลหะได้ถูกนำเข้ามาใช้ในการทำต้นฉบับคือว่างานประดิษฐ์นี้ได้ล้มล้างวิธีการพิมพ์แบบเก่าสมัยที่ยังเป็นแท่นพิมพ์แกะไม้อยู่ วิธีการพิมพ์แบบใหม่นี้ได้เป็นที่นิยมในยุโรปอย่างกว้างขวาง และถือว่ามีส่วนสำคัญต่อมาอย่างมากในงานพิมพ์สมัยเรเนอซองส์ กูเต็นเบิร์กได้ถูกจารึกชื่ออยู่ในหอคอยเกียรติยศปี 1998 รวมถึง
A&E network ได้จัดอันดับให้เขาติดอันดับ 1 ใน People of the Millennium และในปี 1997 นิตยสารTime จัดให้สิ่งประดิษฐ์ของกูเต็นเบิร์กเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญที่สุดในยุคศตวรรษที่ 20

                                                           กรณีในการศึกษา

1.     ในปัจจุบันเด็กมักจะไม่ค่อยชอบแปลงฟันเนื่องจากไม่ชอบยาสีฟัน   เพราฉะนั้นผมจึงได้เปลี่ยนแปลงสียาสีฟันหรือ  กลิ่น  ที่หวานเหมือนกับขนมเพื่อที่จะให้เด็กชอบ

2.     เครื่องตัดหญ้าเรามักจะเห็นชาวนา หรือ บุคคลทั่วไปที่ตัดหญ้าแต่  การตัดนั้นได้หน้างานน้อยมากผมจึงคิดที่จะให้เครื่องตัดหญ้ามีเกียร์  เพราะว่าในการทำงานจะได้เร็วขึ้น

 

                                                   แหล่งที่มา            http://groups.google.co.th/group/im3307/web/howthorne-effect

 

 


Connect to the next generation of MSN Messenger  Get it now!

ภานุวัฒน์ โปธาเจริญ

unread,
Jun 26, 2008, 6:11:49 AM6/26/08
to im3...@googlegroups.com
Johannes Gutenberg.    

 

กูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม

คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด

 
ในบรรดาผลงานของเขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดตือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น การประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นเป็นการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน และสามารถใช้งานได้จริง

ตัวเรียงพิมพ์โลหะได้ถูกนำเข้ามาใช้ในการทำต้นฉบับคือว่างานประดิษฐ์นี้ได้ล้มล้างวิธีการพิมพ์แบบเก่าสมัยที่ยังเป็นแท่นพิมพ์แกะไม้อยู่ วิธีการพิมพ์แบบใหม่นี้ได้เป็นที่นิยมในยุโรปอย่างกว้างขวาง และถือว่ามีส่วนสำคัญต่อมาอย่างมากในงานพิมพ์สมัยเรเนอซองส์ กูเต็นเบิร์กได้ถูกจารึกชื่ออยู่ในหอคอยเกียรติยศปี 1998 รวมถึงA&E network ได้จัดอันดับให้เขาติดอันดับ 1 ใน People of the Millennium และในปี 1997 นิตยสารTime จัดให้สิ่งประดิษฐ์ของกูเต็นเบิร์กเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญที่สุดในยุคศตวรรษที่ 20

ชีวิตส่วนตัว
กูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของเจ้าของร้านค้า บางตำรากล่าวว่าพ่อของกูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400

ในสมัยนั้นผู้ที่มีอันจะกินในเมืองโมนซ์นิยมตั้งชื่อตามบ้านที่ครอบครอง และในช่วงปี 1411 เกิดจราจลต่อต้านผู้มีอันจะกินในเมืองโมนซ์ ผู้คนกว่า 100 หลังคาเรือนต้องอพยพไปเมืองอื่น ครอบครัวกูเต็นเบิร์กย้ายไปที่เมือง Eltville am Rhein ที่ซึ่งมารดาของเขาเป็นเจ้าของ เขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 และกูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการ

ไม่มีการระบุแน่ชัดว่าภายในระยะ 15 ปีต่อ กูเต็นเบิร์กทำอะไร แต่ในปี 1434 มีจดหมายแสดงว่ากูเต็นเบิร์กได้มาอาศัยอยู่กับญาติของมารดา ภายในเมือง Strasbourg และมีการค้นพบอีกว่าที่เมืองนี้นั้นเขามีอาชีพเป็นนักขุดทอง ในปี 1437 พบหลักฐานว่าเขาเป็นผู้อบรมเรื่องการเจียระไนเพชรพลอย ซึ่งไม่ทราบว่าเขามีความรู้ทางด้านนี้ได้อย่างไร ในปี 1436/37 เขาได้ไปปรากฏตัวต่อหน้าศาลข้อหาละเมิดสัญญาการแต่งงานกับสาวชาวเมือง Strasbourg แต่ไม่มีการบันทึกว่าการแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อใด

จนกระทั่งปี 1444 กูเต็นเบิร์กยังอาศัยอยู่ในเมือง Strasbourg แถบ St.Arbogast แถวชานเมือง ยังไม่แน่ชัดว่าที่นี้เขาทำอะไร หรือสถานที่นี้หรือว่าที่เขาสามารถคิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะขึ้นมาได้



เว้นว่างไปจนกระทั่งปี 1448 เขากลับมายังเมืองโมนซ์ เขาได้เงินจากน้องเขย Arnold Gelthus สันนิษฐานว่าเพื่อใช้สิ่งพิมพ์

ในปี 1450 สิ่งพิมพ์เริ่มมีบทบาท มีการพิมพ์บทกลอนของเยอรมัน เป็นไปได้มีการพิมพ์ครั้งแรกกันที่เมืองนี้ กูเต็นเบิร์กได้ทำการยืมเงิน 800 g. จาก Fust ต่อมา Peter Schoefler ได้แต่งงานกับน้องสาวของ Fust และเข้าร่วมกิจการนี้ด้วย Schoefler ทำงานเป็นผู้ช่วยอยู่ที่ปารีส และช่วยออกแบบหน้าตาของตัวเรียงพิมพ์

โรงงานของกูเต็นเบิร์กตั้งอยู่ในเมือง Hof Humbrecht ซึ่งเป็นสมบัติของญาติห่างๆ ของเขาเอง ไม่ทราบแน่ชัดว่ากูเต็นเบิร์กรับงานการพิมพ์คัมภีร์มาเมื่อใด แต่เพื่องานชิ้นนี้ กูเต็นเบิร์กได้ยืมเงิน Fust เพิ่มอีก 800g. และเริ่มงานในปี 1452 ในขณะเดียวกัน มีการพิมพ์หนังสือไวยากรณ์ภาษาลาติน เชื่อกันว่ากูเต็นเบิร์กมีแท่นพิมพ์ 2 ชิ้น ชิ้นแรกจะไว้รับงานทั่วๆ ไป และอีกชิ้นจะรับงานการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล ธุรกิจของเขาได้กำไรจากการพิมพ์คัมภีร์เป็นส่วนใหญ่จากหลัฐานที่ได้พบในปี 1454-55

.ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กได้ตีมพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด ซึ่งเป็นที่รุ้จักกันในนาม คัมภีร์ไบเบิ้ลกูเต็นเบิร์กพิมพ์ออกมา 180 ชุด ลงบนกระดาษและหนังลูกวัว



การขึ้นศาล
ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กกับ Fust ทะเลาะกันและ Fust ได้เรียกร้องเงินทั้งหมดของเขาคืน และเงินนั้นได้ลงทุนไปกับการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล ทำให้เขาไม่มีเงินจะคืน Fust ได้ยื่นฟ้องกับ Archbishop’s count ผลการตัดสินได้ให้สิทธิการดูแลทั้งหมดแก่ Fust

กูเต็นเบิร์กล้มละลาย แต่มีหลักฐานปรากฏว่าเขาได้ตั้งโรงพิมพ์เล็กๆ ขึ้นมาในปี 1459 และจัดพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ลให้กับเมือง Bamberg แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการพิมพ์ไม่มีการลงชื่อและวันที่ไว้เลย

ในขณะเดียวกัน Fust – Schoefler ถือเป็นโรงพิมพ์แรกที่ใส่ชื่อผู้พิมพ์และวันที่ลงไป

ชีวิตต่อมา
ในปี 1462 เกิดกรณีพิพาทระหว่าง Archbishop เมือง Mainz กูเต็นเบิร์กได้ถูกเนรเทศ เข้าย้ายไปอยู่ที่เมือง Eltville ที่ซึ่งเขาได้ถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ในเรื่องการพิมพ์ให้กับน้องชาย Bechtermunze

ในปี 1465 กูเต็นเบิร์กได้รับยศ Hofman จาก Archbishop Van Nasse ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าหลังจากนั้นกูเต็นเบิร์กได้ย้ายกลับ Mainz หรือไม่

กูเต็นเบิร์กเสียชีวิตลงในปี 1468 ต่อมาโบสถ์และสุสานของเขาได้ถูกทำลาย

ในปี 1504 เขาได้ถูกจารึกเป็นผู้คิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะ ซึ่งปรากฏในหนังสือของ Professor Iwo Wittig

 

 Hawthorne Effect

The Hawthorne effect เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคนเปลี่ยน­แปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น (บางที เรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ) ในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่­องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร  คำว่า เป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี  1924 และ 1932.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่  ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีของแสงในโรงงานอย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพผลผลิตของพนักงาน ก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการศึกษา ได้เพิ่มเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาใหม่ในโรงงานเดิม โดยครั้งใหม่นี้ใช้กลุ่มคนงาน ๕ กลุ่มที่อายุแตกต่างกัน แบ่งเพศเป็นเพศชาย กับเพศหญิง ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมการทำงานอื่นด้วย (ได้แก่ วิธีการจ่ายเงิน การให้พักครั้งละ ๕ นาที ๒ครั้งต่อกะโดยให้เลือกเวลาเอง ต่อด้วยการให้พัก ๑๐ นาที ๒ครั้งต่อกะงานโดยหัวหน้างานกำหนดเวลา ต่อด้วยให้หยุดพักครั้งละ ๕ นาทีเมื่อเวลาที่พนักงานเบื่องานถึงที่สุดในกะงานนั้นแต่ต้องบอกหัวหน้างานก่อน และพักได้ถึง ๖ ครั้งต่อกะ การปรับเปลี่ยนให้มีอาหารว่างกินระหว่างพัก  การให้กลับบ้านก่อนเลิกกะ ๓๐ นาทีถ้าผลงานดี ผลการวิจัย กลับพบเช่นเดิมว่า ขณะทำการวิจัย ผลงานของพนักงานเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มไม่แตกต่างกันทางสถิติ และเมื่อเลิกวิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อประสิทธิภาพของคนงาน วิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อองค์กรและพฤติกรรมองค์กร อย่างมาก มากกว่าสิ่งแวดล้อมทางกายภาพเช่น แสง เสียง ความร้อน หรือแม้แต่สวัสดิการ ฯลฯ  นักวิจัยจึงสรุปว่า ธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ในที่ทำงานรวมหมู่กันในโรงงานหรือองค์กร ณ ขณะทำการวิจัยนั้นน่าจะปรับตัวไปตามสิ่งแวดล้อมที่เข้ามาบีบรัด ณ ขณะนั้น หมายความว่าผู้ปฏิบัติงานจะทำงานหนักขึ้นเพราะว่าพวกเขาคิดว่าเขากำลังอยู่ในท่­ามกลางสถานการณ์พิเศษ (กำลังวิจัยอยู่) ควรจะต้องทำอะไรที่พิเศษสักหน่อย นักวิจัยยังได้ทำการทดลองต่ออีก โดยคราวนี้กำหนดให้มีคนที่มาทำงานด้วยเป็น coworkers ของแต่คน ทำงานเป็นคู่ ๆ ผลลัพธ์ที่ออกมาพบว่า คนที่มาเป็นคู่ร่วมทำงานก็กลายมาเป็นตัวกระตุ้นเร้าพิเศษในระยะแรก มีผลต่อจิตวิทยาและผลงานในระยะแรกไม่ต่างจากการตั้งชื่อว่าจะมีงานวิจัยในโรงงา­น  ในระยะหลัง ตั้งแต่ปี ๑๙๗๑ เป็นต้นมา "the Hawthorne effect" ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกระตุ้นเร้าเป็นช่วงๆ เพื่อให้องค์กรเกิด นั่นคือสร้างให้มีปรากฏการณ์พิเศษขึ้นในองค์กรในบางช่วงเวลา

โยฮาน กูเต็นเบิร์ก

นักประดิษฐ์ชาวเยอรมัน ในศตวรรษที่ 15 เขาเป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์ด้วยโลหะและเป็นคนแรกที่นำการพิมพ์หนังสือเข้า­สู่ยูโรป หนังสือเล่มแรกของเขาคือหนังสือพระคัมภีร์ภาษาลาติน พิมพ์ในราวปี ค.ศ.1455กูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม “คัมภีร์ไบเบิ้ล 42     ในบรรดาผลงานของเขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดตือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ­้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น การประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นเป็นการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน

                                            ตัวอย่างการปรับปรุงการทำงาน

 เครื่องนวดข้าว  เดิมมีบทบาทในการนวดข้าว   นวดถั่วเหลือง  ถั่วเขียว  และในขณะนี้ก็นวดข้าวโพดได้ด้วย  มีส่วนในระบบของการนวดมายาวนาน  ประโยชน์หลักของเครื่องนวดข้าว  คือ ทำให้กระบวนการนวดข้าวรวดเร็ว  ประหยัดค่าใช้จ่ายลงเมื่อเทียบกับการใช้แรงงานคน หรือใช้เครื่องมือล้าสมัยแบบดั้งเดิม  คือจะทำให้ต้นทุนในการนวดต่ำลง  ทำให้ขั้นตอนในกระบวนการสุดท้ายของการเก็บเกี่ยวข้าวเร็วขึ้น   แต่ปัจจุบันมีการพัฒนาเครื่องนวดข้าวมาเป็น

 เครื่องเกี่ยวนวดข้าว ขึ้นมาทดแทน เพราะเครื่องเกี่ยวนวดข้าวมีบทบาทมากกว่าเครื่องนวดข้าว หมายถึง การเกี่ยวนวดข้าวสามารถสำเร็จได้ในกระบวนการเดียว เมื่อข้าวสามารถเก็บเกี่ยวได้  สามารถขับเครื่องเกี่ยวนวดข้าวลงไปเก็บเกี่ยวเอาเฉพาะเมล็ดข้าวขึ้นมาได้เลย  จึงทำให้ระบบการทำนาสั้นลง เพราะ ใช้แรงงานน้อยลง ใช้เวลาน้อยลงในการเก็บเกี่ยวและนวด ซึ่งทั้ง 2 กระบวนการเข้าไปอยู่ ในกระบวนการเดียวกันด้วย

 
จาก นายพงศกร  เมืองวงศ์     รหัส 501476017 
แหล่งที่มา www.google.co.th 
 
 

 

พงศกร เมืองวงศ์

unread,
Jun 26, 2008, 6:21:16 AM6/26/08
to im3...@googlegroups.com

Johannes Gutenberg.  

 

จาก นายพงศกร  เมืองวงศ์     รหัส 501476017      โปรแกรมวิชา เทคโนโลยีการจัดการอุตสาหกรรม
แหล่งที่มา www.google.co.th 



แชตออนไลน์ทันใจกับเพื่อนและครอบครัวของคุณ! Windows Live Messenger

ปรีชา ไพรสีเขียว

unread,
Jun 26, 2008, 11:40:59 AM6/26/08
to im3...@googlegroups.com
นายปรีชา ไพรสีเขียว
รหัส501476003
ส่งงานครับ
work1.doc

ไพสิฐ ศรีวิชัย

unread,
Jun 26, 2008, 10:41:06 PM6/26/08
to im3...@googlegroups.com, sriw...@hotmail.com

501476005 นายไพสิฐ ศรีวิชัย

hamthorne ettect

เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน

เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้นเรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ) ในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร  คำว่า เป็นชื่อของงา.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่  ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีนวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี  1924 ก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการศึกษา ได้เพิ่มเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาใหม่ในโรงงานเดิม โดยครั้งใหม่นี้ใช้กลุ่มคนงาน ๕ กลุ่มที่อายุแตกต่างกัน แบ่งเพศเป็นเพศชาย กับเพศหญิง ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมการทำงานอื่นด้วย (ได้แก่ วิธีการจ่ายเงิน การให้พักครั้งละ ๕ นาที ๒ครั้งต่อกะโดยให้เลือกเวลาเอง ต่อด้วยการให้พัก ๑๐ นาที ๒ครั้งต่อกะงานโดยหัวหน้างานกำหนดเวลา ต่อด้วยให้หยุดพักครั้งละ ๕ นาทีเมื่อเวลาที่พนักงานเบื่องานถึงที่สุดผลงานของพนักงานเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มไม่แตกต่างกันทางสถิติ และเมื่อเลิกวิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อองค์กรและพฤติกรรมองค์กร อย่างมาก มากกว่าสิ่งแวดล้อมทางกายภาพเช่น แสง เสียง ความร้อน หรือแม้แต่สวัสดิการ ฯลฯ  

ประวัติโยฮัน

กูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัดกูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของเจ้าของร้านค้า บางตำรากล่าวว่าพ่อของกูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็เบกนั้ยังแนชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400



ในสมัยนั้นผู้ที่มีอันจะกินในเมืองโมนซ์นิยมตั้งชื่อตามบ้านที่ครอบครอง และในช่วงปี 1411 เกิดจราจลต่อต้านผู้มีอันจะกินในเมืองโมนซ์ ผู้คนกว่า 100 หลังคาเรือนต้องอพยพไปเมืองอื่น ครอบครัวกูเต็นเบิร์กย้ายไปที่เมือง

Eltville am Rhein ที่ซึ่งมารดาของเขาเป็นเจ้าของ เขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 และกูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการ


จนกระทั่งปี 1444 กูเต็นเบิร์กยังอาศัยอยู่ในเมือง

Strasbourg แถบ St.Arbogast แถวชานเมือง ยังไม่แน่ชัดว่าที่นี้เขาทำอะไร หรือสถานที่นี้หรือว่าที่เขาสามารถคิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะขึ้นมาได้


กรณีในการศึกษา

ตัวอย่างเช่น การปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมรอบๆในการทำงานให้ดูสดใสยิ่งขึ้นกว่าเดิมและทำให้พนักงานทำงานอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

 

 

           แหล่งที่มา   http://groups.google.co.th/group/im3307/web/howthorne-effect



niwet chinabunrueang

unread,
Jun 27, 2008, 11:44:48 AM6/27/08
to im3...@googlegroups.com
พงศกร เมืองวงศ์ <nai_...@hotmail.com>
Date: มิ.ย. 26, 2008 5:21 หลังเที่ยง
Subject: 1/2551work1
To: im3...@googlegroups.com

niwet chinabunrueang

unread,
Jun 27, 2008, 10:53:26 PM6/27/08
to im3...@googlegroups.com
นายปรีชา ไพรสีเขียว
501476003



---------- Forwarded message ----------
From: ปรีชา ไพรสีเขียว <preecha_...@hotmail.com>
Date: มิ.ย. 26, 2008 10:40 หลังเที่ยง
Subject: 1/2551work1
To: im3...@googlegroups.com

 
work1.doc

niwet chinabunrueang

unread,
Jun 27, 2008, 11:03:06 PM6/27/08
to im3...@googlegroups.com
ปิยะพงษ์  จิระ
501476007  

---------- Forwarded message ----------
From: piyapong jira <jira...@hotmail.com>
Date: มิ.ย. 27, 2008 10:14 ก่อนเที่ยง
Subject: 1/2551work1
To: im3...@googlegroups.com

 

niwet chinabunrueang

unread,
Jun 27, 2008, 11:05:10 PM6/27/08
to im3...@googlegroups.com
พงศกร  เมืองวงศ์
501476017 



---------- Forwarded message ----------
From: ภานุวัฒน์ โปธาเ��ริญ <fres...@hotmail.com>
Date: มิ.ย. 26, 2008 5:11 หลังเที่ยง
Subject: 1/2551work1
To: im3...@googlegroups.com

 

niwet chinabunrueang

unread,
Jun 27, 2008, 11:11:27 PM6/27/08
to im3...@googlegroups.com
ไพสิฐ ศรีวิชัย
501476005

---------- Forwarded message ----------
From: ไพสิฐ ศรีวิชัย <sriw...@hotmail.com>
Date: มิ.ย. 27, 2008 9:41 ก่อนเที่ยง
Subject: 1/2551work1

ศรัณญู พลศิริ

unread,
Jun 28, 2008, 2:44:19 AM6/28/08
to im3...@googlegroups.com

 501476057   นายศรัณยู     พลศิริ    โปรแกรม..เทคโนโลยีการจัดการอุตสาหกรรม

รายงานการศึกษา- การศึกษางานและปรับปรุงการทำงาน

Hawthorne Effect

The Hawthorne effect เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น (บางทีเรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ) ในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร  คำว่า เป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี  1924 และ 1932.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่  ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีของแสงในโรงงานอย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพผลผลิตของพนักงาน ก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการศึกษา ได้เพิ่มเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาใหม่ในโรงงานเดิม โดยครั้งใหม่นี้ใช้กลุ่มคนงาน ๕ กลุ่มที่อายุแตกต่างกัน แบ่งเพศเป็นเพศชาย กับเพศหญิง ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมการทำงานอื่นด้วย (ได้แก่ วิธีการจ่ายเงิน การให้พักครั้งละ ๕ นาที ๒ครั้งต่อกะโดยให้เลือกเวลาเอง ต่อด้วยการให้พัก ๑๐ นาที ๒ครั้งต่อกะงานโดยหัวหน้างานกำหนดเวลา ต่อด้วยให้หยุดพักครั้งละ ๕ นาทีเมื่อเวลาที่พนักงานเบื่องานถึงที่สุดในกะงานนั้นแต่ต้องบอกหัวหน้างานก่อน และพักได้ถึง ๖ ครั้งต่อกะ การปรับเปลี่ยนให้มีอาหารว่างกินระหว่างพัก  การให้กลับบ้านก่อนเลิกกะ ๓๐ นาทีถ้าผลงานดี ผลการวิจัย กลับพบเช่นเดิมว่า ขณะทำการวิจัย ผลงานของพนักงานเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มไม่แตกต่างกันทางสถิติ และเมื่อเลิกวิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อองค์กรและพฤติกรรมองค์กร อย่างมาก มากกว่าสิ่งแวดล้อมทางกายภาพเช่น แสง เสียง ความร้อน หรือแม้แต่สวัสดิการ ฯลฯ  นักวิจัยจึงสรุปว่า ธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ในที่ทำงานรวมหมู่กันในโรงงานหรือองค์กร ณ ขณะทำการวิจัยนั้นน่าจะปรับตัวไปตามสิ่งแวดล้อมที่เข้ามาบีบรัด ณ ขณะนั้น หมายความว่าผู้ปฏิบัติงานจะทำงานหนักขึ้นเพราะว่าพวกเขาคิดว่าเขากำลังอยู่ในท่ามกลางสถานการณ์พิเศษ (กำลังวิจัยอยู่) ควรจะต้องทำอะไรที่พิเศษสักหน่อย นักวิจัยยังได้ทำการทดลองต่ออีก โดยคราวนี้กำหนดให้มีคนที่มาทำงานด้วยเป็น coworkers ของแต่คน ทำงานเป็นคู่ ๆ ผลลัพธ์ที่ออกมาพบว่า คนที่มาเป็นคู่ร่วมทำงานก็กลายมาเป็นตัวกระตุ้นเร้าพิเศษในระยะแรก มีผลต่อจิตวิทยาและผลงานในระยะแรกไม่ต่างจากการตั้งชื่อว่าจะมีงานวิจัยในโรงงาน  ในระยะหลัง ตั้งแต่ปี ๑๙๗๑ เป็นต้นมา "the Hawthorne effect" ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกระตุ้นเร้าเป็นช่วงๆ เพื่อให้องค์กรเกิด นั่นคือสร้างให้มีปรากฏการณ์พิเศษขึ้นในองค์กรในบางช่วงเวลา พนักงานก็จะหันมาสนใจเรื่องการ learning, ซึ่งก็จะทำให้พนักงานมีความเชี่ยวชาญ expertise มากขึ้น แล้วก็ให้เขาเหล่านั้นได้มีโอกาสทบทวนภูมิปัญญาของตนเอง reflection ซึ่งก็จะกลับกลายมาเป็นการยกระดับการพัฒนาคุณภาพงาน ผลงานอย่างต่อเนื่องต่อไป การสร้างปรากฏการณ์พิเศษทางการบริหารยุคใหม่หลังยุค ๑๙๙๑ โดยทั่วไปไม่ทำว่าจะต้องวิจัยอะไรในโรงงานหรือองค์กร แต่มักนิยมใช้เครื่องมือที่ชื่อ  "implicit social cognition" คือการ สร้างปฏิทินการจัดงานขึ้นมาเองโดยฝ่ายบริหาร” (เช่น วันสถาปนาโรงงาน วันประกวดผู้ปฏิบัติงานดีเด่น วัน ๕ ส. ดีเด่น วันครบรอบ ...... ฯลฯ) จัดกิจกรรมในพื้นที่งานหรือในพื้นที่สาธารณะหรือต่อสังคม ผลงานของพนักงานก็จะดีขึ้นเองจากการสร้างปฏิทินกิจกรรมพิเศษโดยฝ่ายบริหาร ในระยะหลังบางทีจึงเรียก " Hawthorne effect”

กูเต็นเบิร์ก

กูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของเจ้าของร้านค้า บางตำรากล่าวว่าพ่อของกูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400

ในบรรดาผลงานกูเต็นเบิร์ก  ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุด คือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น การประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นเป็นการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน และสามารถใช้งานได้จริง และมีการค้นพบอีกว่าที่เมืองนี้นั้นเขามีอาชีพเป็นนักขุดทอง ในปี 1437 พบหลักฐานว่าเขาเป็นผู้อบรมเรื่องการเจียระไนเพชรพลอย ซึ่งไม่ทราบว่าเขามีความรู้ทางด้านนี้ได้อย่างไร ในปี 1436/37 เขาได้ไปปรากฏตัวต่อหน้าศาลข้อหาละเมิดสัญญาการแต่งงานกับสาวชาวเมือง Strasbourg แต่ไม่มีการบันทึกว่าการแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อใด


ในปี 1450 สิ่งพิมพ์เริ่มมีบทบาท มีการพิมพ์บทกลอนของเยอรมัน เป็นไปได้มีการพิมพ์ครั้งแรกกันที่เมืองนี้ กูเต็นเบิร์กได้ทำการยืมเงิน 800 g. จาก Fust ต่อมา Peter Schoefler ได้แต่งงานกับน้องสาวของ Fust และเข้าร่วมกิจการนี้ด้วย Schoefler ทำงานเป็นผู้ช่วยอยู่ที่ปารีส และช่วยออกแบบหน้าตาของตัวเรียงพิมพ์

ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กได้ตีมพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด ซึ่งเป็นที่รุ้จักกันในนาม คัมภีร์ไบเบิ้ลกูเต็นเบิร์กพิมพ์ออกมา 180 ชุด ลงบนกระดาษและหนังลูกวัว


ในปี 1462 เกิดกรณีพิพาทระหว่าง Archbishop เมือง Mainz กูเต็นเบิร์กได้ถูกเนรเทศ เข้าย้ายไปอยู่ที่เมือง Eltville ที่ซึ่งเขาได้ถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ในเรื่องการพิมพ์ให้กับน้องชาย Bechtermunze
ในปี 1465 กูเต็นเบิร์กได้รับยศ Hofman จาก Archbishop Van Nasse ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าหลังจากนั้นกูเต็นเบิร์กได้ย้ายกลับ Mainz หรือไม่
กูเต็นเบิร์กเสียชีวิตลงในปี 1468 ต่อมาโบสถ์และสุสานของเขาได้ถูกทำลาย
ในปี 1504 เขาได้ถูกจารึกเป็นผู้คิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะ ซึ่งปรากฏในหนังสือของ Professor Iwo Wittig

 

ตัวอย่างกรณีศึกษาที่ปรับปรุงการทำงาน

1. เมื่อก่อนจะใช้เครื่องพิมพ์ดีดทำให้เกิดความล้าช้าเสียเวลาและปวดนิ้วมือแต่ตอนนี้ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่า เช่น ใช้คอมพิวเตอร์แทนเครื่องพิมพ์ดีด

2. เนื้อสัตว์แต่ก่อนจะใช้วิธีการสับด้วยมีด มีผลทำให้เสียเวลาในการสับเนื้อสัตว์แต่ตอนนี้ผู้คนส่วนใหญ่หันมาใช้เครื่องบด เพราะไม่ต้องเสียเวลาและยุ้งยาก

ศรัณญู พลศิริ

unread,
Jun 28, 2008, 3:06:38 AM6/28/08
to im3...@googlegroups.com

niwet chinabunrueang

unread,
Jun 28, 2008, 3:42:29 AM6/28/08
to im3...@googlegroups.com
ศรัณยู     พลศิริ
501476057

---------- Forwarded message ----------
From: ศรัณญู พลศิริ <saruny...@hotmail.com>
Date: มิ.ย. 28, 2008 1:44 หลังเที่ยง
Subject: 1/2551work1
To: im3...@googlegroups.com

ศรัณญู พลศิริ

unread,
Jun 28, 2008, 4:01:14 AM6/28/08
to im3...@googlegroups.com

1. เมื่อก่อนจะใช้เครื่องพิมพ์ดีดทำงาน ทำให้เกิดความล้าช้าเสียเวลาและปวดนิ้วมือแต่ตอนนี้ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่า เช่น ใช้คอมพิวเตอร์แทนเครื่องพิมพ์ดีด

2. เนื้อสัตว์แต่ก่อนจะใช้วิธีการสับด้วยมีด มีผลทำให้เสียเวลาในการสับเนื้อสัตว์แต่ตอนนี้ผู้คนส่วนใหญ่หันมาใช้เครื่องบด เพราะไม่ต้องเสียเวลาและยุ่งยาก

 



นาย วีระพงา ลื่อชา

unread,
Jun 28, 2008, 5:26:32 AM6/28/08
to im3...@googlegroups.com
501476101  นายววีระพงษ์  ลือชา
การจัดการอุตสาหกรรม
 

ประวัติกูเต็นเบิร์ก

         กูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด

        ในบรรดาผลงานของเขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดคือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น และตัวเรียงพิมพ์โลหะนี้ได้นำมาเป็นต้นฉบับคือว่างานประดิษฐ์นี้ได้ล้มล้างวิธีการพิมพ์แบบเก่า

 

ชีวิตส่วนตัว

                กูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของเจ้าของร้านค้า  ส่วนปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400

 

              ในสมัยนั้นผู้ที่มีอันจะกินในเมืองโมนซ์นิยมตั้งชื่อตามบ้านที่ครอบครอง และในช่วงปี 1411 เกิดจลาจลมีการอบพยพ และ ครอบครัวกูเต็นเบิร์กย้ายไปที่เมือง Eltville am Rhein ที่ซึ่งมารดาของเขาเป็นเจ้า และ ของเขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa        ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 กูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการ และ ไม่มีการระบุแน่ชัดว่าภายในระยะ 15 ปีต่อ กูเต็นเบิร์กทำอะไร

              จนกระทั่งปี 1444  กูเต็นเบิร์ก ยังอาศัยอยู่ในเมือง Strasbourg แถบ St.Arbogast แถวชานเมือง ยังไม่แน่ชัดว่าที่นี้เขาทำอะไร หรือสถานที่นี้เขาสามารถคิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะขึ้นมาได้
           

 

 

            กระทั่งปี 1448 เขากลับมายังเมืองโมนซ์ เขาได้เงินจากน้องเขย Arnold Gelthus สันนิษฐานว่าเพื่อใช้สิ่งพิมพ์  ในปี 1450 สิ่งพิมพ์เริ่มมีบทบาท มีการพิมพ์บทกลอนของเยอรมัน เป็นไปได้มีการพิมพ์ครั้งแรกกันที่เมืองนี้ กูเต็นเบิร์กได้ทำการยืมเงิน 800 g. จาก Fust ต่อมา Peter Schoefler ได้แต่งงานกับน้องสาวของ Fust และเข้าร่วมกิจการนี้ด้วยกัน  

          โรงงานของกูเต็นเบิร์กตั้งอยู่ในเมือง Hof Humbrecht ซึ่งเป็นสมบัติของญาติห่างๆ ของเขาเอง ไม่ทราบแน่ชัดว่ากูเต็นเบิร์ก รับงานการพิมพ์คัมภีร์มาเมื่อใด ไม่มีใครรู้

และ ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กได้ตีมพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด ซึ่งเป็นที่รุ้จักกันในนาม คัมภีร์ไบเบิ้ลกูเต็นเบิร์กพิมพ์ออกมา 180 ชุด ลงบนกระดาษและหนังลูกวัว


การขึ้นศาล
            ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กกับ Fust ทะเลาะกันและ Fust ได้เรียกร้องเงินทั้งหมดของเขาคืน และเงินนั้นได้ลงทุนไปกับการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล ทำให้เขาไม่มีเงินจะคืน Fust ได้ยื่นฟ้องกับ Archbishop’s count ผลการตัดสินได้ให้สิทธิการดูแลกิจการทั้งหมดแก่ Fust

 กูเต็นเบิร์กลมละลาย   มีหลักฐานปรากฏว่าเขาได้ตั้งโรงพิมพ์เล็กๆ ขึ้นมาในปี 1459

 

                                                            ชีวิตต่อมา

         ในปี 1462 เกิดกรณีพิพาทระหว่าง Archbishop เมือง Mainz กูเต็นเบิร์กได้ถูกเนรเทศ เข้าย้ายไปอยู่ที่เมือง Eltville ที่ซึ่งเขาได้ถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ในเรื่องการพิมพ์ให้กับน้องชาย Bechtermunze

                 ในปี 1465 กูเต็นเบิร์กได้รับยศ Hofman จาก Archbishop Van Nasse ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าหลังจากนั้นกูเต็นเบิร์กได้ย้ายกลับ Mainz หรือไม่   กูเต็นเบิร์กเสียชีวิตลงในปี 1468 ต่อมาโบสถ์และสุสานของเขาได้ถูกทำลาย  และ ในปี 1504 เขาได้ถูกจารึกเป็นผู้คิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะ ซึ่งปรากฏในหนังสือของ Professor Iwo Wittig

niwet chinabunrueang

unread,
Jun 28, 2008, 10:20:03 PM6/28/08
to im3...@googlegroups.com
ศรัณยู     พลศิริ
501476057


---------- จดหมายที่ถูกส่งต่อ ----------
จาก: ศรัณญู พลศิริ <saruny...@hotmail.com>
วันที่: มิถุนายน 28, 2008 3:01 หลังเที่ยง
หัวเรื่อง: 1/2551work1
ถึง: im3...@googlegroups.com

niwet chinabunrueang

unread,
Jun 29, 2008, 3:15:01 AM6/29/08
to im3...@googlegroups.com


---------- Forwarded message ----------
From: นาย วีระพงา ลื่อชา <tomtom...@hotmail.com>
Date: มิ.ย. 28, 2008 4:26 หลังเที่ยง
Subject: 1/2551work1
To: im3...@googlegroups.com

niwet chinabunrueang

unread,
Jun 29, 2008, 4:58:58 AM6/29/08
to im3...@googlegroups.com
พรชัย ศรีวิชัย 501476108

---------- Forwarded message ----------
From: พรชัย ศรีวิชัย <5014...@stu.cru.in.th>
Date: มิ.ย. 29, 2008 1:00 หลังเที่ยง
Subject: 1/2551 WORK 1
To: "im3...@googlegroups.com" <im3...@googlegroups.com>

พรชัย ศรีวิชัย 501476108

การจักการอุตสาหกรรม
Section AA

                                        Johannes Gutenberg
กูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม "คัมภีร์ไบเบิ้ล เขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดตือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต วิธีการพิมพ์แบบใหม่นี้ได้เป็นที่นิยมในยุโรปอย่างกว้างขวาง และถือว่ามีส่วนสำคัญต่อมาอย่างมากในงานพิมพ์สมัยเรเนอซองส์ กูเต็นเบิร์กได้ถูกจารึกชื่ออยู่ในหอคอยเกียรติยศปี 1998 รวมถึงA&E network ได้จัดอันดับให้เขาติดอันดับ 1 ใน People of the Millennium และในปี 1997 นิตยสารTime จัดให้สิ่งประดิษฐ์ของกูเต็นเบิร์กเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญที่สุดกูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400 ครอบครัวกูเต็นเบิร์กย้ายไปที่เมือง Eltville am Rhein ที่ซึ่งมารดาของเขาเป็นเจ้าของ เขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 และกูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการ
ระบุแน่ชัดว่าภายในระยะ 15 ปีต่อ กูเต็นเบิร์กทำอะไร แต่ในปี 1434 มีจดหมายแสดงว่ากูเต็นเบิร์กได้มา          อาศัยอยู่กับญาติของมารดา ภายในเมือง Strasbourg และมีการค้นพบอีกว่าที่เมืองนี้นั้นเขามีอาชีพเป็น            นักขุดทอง ในปี 1437 พบหลักฐานว่าเขาเป็นผู้อบรมเรื่องการเจียระไนเพชรพลอย จนกระทั่งปี 1444 กูเต็นเบิร์กยังอาศัยอยู่ในเมือง Strasbourg แถบ St.Arbogast แถวชานเมือง ยังไม่แน่ชัดว่าที่นี้เขาทำอะไร หรือสถานที่นี้หรือว่าที่เขาสามารถคิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะขึ้นมาได้ ในปี 1450 สิ่งพิมพ์เริ่มมีบทบาท มีการพิมพ์บทกลอนของเยอรมัน เป็นไปได้มีการพิมพ์ครั้งแรกกันที่เมืองนี้ กูเต็นเบิร์กได้ทำการยืมเงิน 800 g. จาก Fust ต่อมา Peter Schoefler ได้แต่งงานกับน้องสาวของ Fust โรงงานของกูเต็นเบิร์กตั้งอยู่ในเมือง Hof Humbrecht ซึ่งเป็นสมบัติของญาติห่างๆ ของเขาเอง ไม่ทราบแน่ชัดว่ากูเต็นเบิร์กรับงานการพิมพ์คัมภีร์มาเมื่อใด แต่เพื่องานชิ้นนี้ กูเต็นเบิร์กได้ยืมเงิน Fust เพิ่มอีก 800g. และเริ่มงานในปี 1452 ในขณะเดียวกัน มีการพิมพ์หนังสือไวยากรณ์ภาษาลาติน เชื่อกันว่ากูเต็นเบิร์กมีแท่นพิมพ์ 2 ชิ้น ชิ้นแรกจะไว้รับงานทั่วๆ ไป ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กได้ตีมพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด ซึ่งเป็นที่รุ้จักกันในนาม "คัมภีร์ไบเบิ้ลกูเต็นเบิร์ก" พิมพ์ออกมา 180 ชุด ลงบนกระดาษและหนังลูกวัว
การขึ้นศาล-      ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กกับ Fust ทะเลาะกันและ Fust กูเต็นเบิร์กล้มละลาย แต่มีหลักฐานปรากฏว่าเขาได้ตั้งโรงพิมพ์เล็กๆ ขึ้นมาในปี 1459ในปี 1462 เกิดกรณีพิพาทระหว่าง Archbishop เมือง Mainz กูเต็นเบิร์กได้ถูกเนรเทศ เข้าย้ายไปอยู่ที่เมือง Eltville ในปี 1465 กูเต็นเบิร์กได้รับยศ Hofman จาก Archbishop Van Nasse ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าหลังจากนั้นกูเต็นเบิร์กได้ย้ายกลับ Mainz กูเต็นเบิร์กเสียชีวิตลงในปี 1468 ต่อมาโบสถ์และสุสานของเขาได้ถูกทำลาย ในปี 1504 เขาได้ถูกจารึกเป็นผู้คิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะ ซึ่งปรากฏในหนังสือของ Professor Iwo Wittig

Hawthorne Effect

The Hawthorne effect เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคนเปลี่ยน¬¬แปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น (บางที เรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ) ในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่¬¬องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร  คำว่า เป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี  1924 และ 1932.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่  ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีของแสงในโรงงานอย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพผลผลิตของพนักงาน ก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการศึกษา ได้เพิ่มเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาใหม่ในโรงงานเดิม โดยครั้งใหม่นี้ใช้กลุ่มคนงาน ๕ กลุ่มที่อายุแตกต่างกัน แบ่งเพศเป็นเพศชาย กับเพศหญิง ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมการทำงานอื่นด้วย (ได้แก่ วิธีการจ่ายเงิน การให้พักครั้งละ ๕ นาที ๒ครั้งต่อกะโดยให้เลือกเวลาเอง ต่อด้วยการให้พัก ๑๐ นาที ๒ครั้งต่อกะงานโดยหัวหน้างานกำหนดเวลา ต่อด้วยให้หยุดพักครั้งละ ๕ นาทีเมื่อเวลาที่พนักงานเบื่องานถึงที่สุดในกะงานนั้นแต่ต้องบอกหัวหน้างานก่อน และพักได้ถึง ๖ ครั้งต่อกะ การปรับเปลี่ยนให้มีอาหารว่างกินระหว่างพัก  การให้กลับบ้านก่อนเลิกกะ ๓๐ นาทีถ้าผลงานดี ผลการวิจัย กลับพบเช่นเดิมว่า ขณะทำการวิจัย ผลงานของพนักงานเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มไม่แตกต่างกันทางสถิติ และเมื่อเลิกวิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อประสิทธิภาพของคนงาน วิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อองค์กรและพฤติกรรมองค์กร อย่างมาก มากกว่าสิ่งแวดล้อมทางกายภาพเช่น แสง เสียง ความร้อน หรือแม้แต่สวัสดิการ ฯลฯ  นักวิจัยจึงสรุปว่า ธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ในที่ทำงานรวมหมู่กันในโรงงานหรือองค์กร ณ ขณะทำการวิจัยนั้นน่าจะปรับตัวไปตามสิ่งแวดล้อมที่เข้ามาบีบรัด ณ ขณะนั้น หมายความว่าผู้ปฏิบัติงานจะทำงานหนักขึ้นเพราะว่าพวกเขาคิดว่าเขากำลังอยู่ในท่¬¬ามกลางสถานการณ์พิเศษ (กำลังวิจัยอยู่) ควรจะต้องทำอะไรที่พิเศษสักหน่อย นักวิจัยยังได้ทำการทดลองต่ออีก โดยคราวนี้กำหนดให้มีคนที่มาทำงานด้วยเป็น coworkers ของแต่คน ทำงานเป็นคู่ ๆ ผลลัพธ์ที่ออกมาพบว่า คนที่มาเป็นคู่ร่วมทำงานก็กลายมาเป็นตัวกระตุ้นเร้าพิเศษในระยะแรก มีผลต่อจิตวิทยาและผลงานในระยะแรกไม่ต่างจากการตั้งชื่อว่าจะมีงานวิจัยในโรงงา¬¬น  ในระยะหลัง ตั้งแต่ปี ๑๙๗๑ เป็นต้นมา "the Hawthorne effect" ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกระตุ้นเร้าเป็นช่วงๆ เพื่อให้องค์กรเกิด นั่นคือสร้างให้มีปรากฏการณ์พิเศษขึ้นในองค์กรในบางช่วงเวลา
โยฮาน กูเต็นเบิร์ก
นักประดิษฐ์ชาวเยอรมัน ในศตวรรษที่ 15 เขาเป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์ด้วยโลหะและเป็นคนแรกที่นำการพิมพ์หนังสือเข้า¬¬สู่ยูโรป หนังสือเล่มแรกของเขาคือหนังสือพระคัมภีร์ภาษาลาติน พิมพ์ในราวปี ค.ศ.1455กูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม "คัมภีร์ไบเบิ้ล 42     ในบรรดาผลงานของเขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดตือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ¬¬้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น การประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นเป็นการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน






เรื่องที่ 2
หาตัวอย่างกรณีศึกษาที่เป็นการปรับปรุงการทำงาน/กระบวนการ/สินค้า

การปรับปรุงกรอบการทำงานของกระบวนการวางแผนการผลิตในอุตสาหกรรมการผลิตแม่พิมพ์ โดยใช้กระบวนการคิดจากทฤษฎีข้อจำกัด
วัตถุประสงค์ในการทำวิจัยครั้งนี้ คือ 1) การปรับปรุงและสร้างกรอบการทำงานระบบใหม่ ของระบบการวางแผนและจัดการการผลิตเพื่อเปรีบบเทียบความเป็นไปได้ในการทดแทนระบบเดิม และยังเป็นการหาวิธีการของการลดและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับกระบวนการ 2) เป็นการสร้างกรอบการทำงานหลัก หรือเป็นแบบแผนของกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมการผลิตแม่พิมพ์
ในการทำวิจัยครั้งนี้ เป็นการแก้ปัญหาในกระบวนการวางแผนและการจัดการการผลิต โดยใช้หลักการของทฤษฎีข้อจำกัด เครื่องมือประกอบด้วยกระบวนการคิด กระบวนการ 5 ขั้นตอนและแผนภูมิ ECE โดยการแก้ปัญหาพบว่าผลคำตอบของเครื่องมือ เป็นวิธีการของการแก้ปัญหาได้ และการสร้างกรอบการทำงานระบบใหม่ ก็เป็นแนวทางของการแก้ปัญหาวิธีการหนึ่ง และเพื่อเป็นการหาแนวทางของการนำกรอบการทำงานไปใช้ทดแทนกรอบการทำงานระบบเดิม จึงได้นำกรอบการทำงานที่สร้างขึ้นไปขอรับความคิดเห็นจากผู้มี ประสบการณ์ทางด้านการผลิตแม่พิมพ์ โดยการกรอกแบบสอบถามและสัมภาษณ์เพื่อเป็นการยืนยัน ความเป็นไปได้ของกรอบการทำงานนี้ว่าเหมาะสมที่จะนำไปใช้ในกระบวนการผลิตแม่พิมพ์ และช่วยลดปัญหาในการผลิตแม่พิมพ์ได้จริง
จากผลการวิเคราะห์การกรอกแบบสอบถามจากผู้ใช้กรอบการทำงานของบริษัท กรณีศึกษา พบว่า มีความเป็นไปได้ในการรับงานได้มากกว่าเดิม และรูปแบบของการจัดการการผลิตมีรูปแบบ มีข้อมูลชัดเจนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และจากผู้มีประสบการณ์ในการผลิตจำนวน 28 คน จาก 15 บริษัท ได้มีความเห็นว่ากรอบการทำงานสามารที่จะลดความเสื่ยงของการเลยกำหนดการส่งมอบได้ การสร้างข้อมูลเพื่อรองรับกับระบบ การจัดการการผลิตมีรูปแบบชัดเจน ข้อมูลของการปรับกลยุทธ์ การผลิตมีข้อมูลและทางเลือกมากขึ้น รูปแบบในการทำงานเป็นระบบชัดเจนมากขึ้น ความเหมาะสมในการนำไปใช้เป็นกรอบในการทำงานของกระบวนการจัดการผลิตแม่พิมพ์อยู่ในระดับที่น่าพอใจของผู้ที่กรอกแบบสอบถาม
ที่มา : www.ismed.or.th , http://en.wikipedia.org/wiki/Johannes_Gutenberg



พรชัย.doc

สง่า แสนจักร์

unread,
Jul 1, 2008, 7:05:36 AM7/1/08
to im3...@googlegroups.com


501476010  นาย  สง่า  แสนจักร์
รายงานกรณีศึกษา  การศึกษาและการปรับปรุงการทำงาน
The Hawthorne effect
The Hawthorne effect เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น (บางทีเรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ) "the Hawthorne effect" ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกระตุ้นเร้าเป็นช่วงๆ เพื่อให้องค์กรเกิดนั่นคือสร้างให้มีปรากฏการณ์พิเศษขึ้นในองค์กรในบางช่วงเวลา พนักงานก็จะหันมาสนใจเรื่องการ learning, ซึ่งก็จะทำให้พนักงานมีความเชี่ยวชาญ expertise มากขึ้น แล้วก็ให้เขาเหล่านั้นได้มีโอกาสทบทวนภูมิปัญญาของตนเอง reflection ซึ่งก็จะกลับกลายมาเป็นการยกระดับการพัฒนาคุณภาพงาน ผลงานอย่างต่อเนื่องต่อไป การจัดกิจกรรมในพื้นที่งานหรือในพื้นที่สาธารณะหรือต่อสังคม ผลงานของพนักงานก็จะดีขึ้นเองจากการสร้างปฏิทินกิจกรรมพิเศษโดยฝ่ายบริหาร ในระยะหลังบางทีจึงเรียก " Hawthorne effect”

 
 
กูเต็นเบิร์ก
กูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัดในบรรดาผลงานของเขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดตือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น การประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นเป็นการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน และสามารถใช้งานได้จริง
กูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง   เขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 และกูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการ   ต่อมาจนกระทั่งปี 1444 กูเต็นเบิร์กยังอาศัยอยู่ในเมือง Strasbourg แถบ St.Arbogast แถวชานเมือง ยังไม่แน่ชัดว่าที่นี้เขาทำอะไร หรือสถานที่นี้หรือว่าที่เขาสามารถคิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะขึ้นมาได้    โรงงานของกูเต็นเบิร์กตั้งอยู่ในเมือง Hof Humbrecht ซึ่งเป็นสมบัติของญาติห่างๆ ของเขาเอง กูเต็นเบิร์กมีแท่นพิมพ์ 2 ชิ้น ชิ้นแรกจะไว้รับงานทั่วๆ ไป และอีกชิ้นจะรับงานการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล ธุรกิจของเขาได้กำไรจากการพิมพ์คัมภีร์เป็นส่วนใหญ่

กูเต็นเบิร์กเสียชีวิตลงในปี 1468 ต่อมาโบสถ์และสุสานของเขาได้ถูกทำลายในปี 1504 เขาได้ถูกจารึกเป็นผู้คิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะ ซึ่งปรากฏในหนังสือของ Professor Iwo Wittig
 
 
ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการปรับปรุงการทำงาน
 กรณีการศึกษาเกี่ยวกับการปรับปรุงในการเลี้ยงหมู 
 โดยในแง่ของการลงทุนและการใช้เวลานับว่ามีปัญหาของผู้ที่คิดจะทำกิจการนี้ เพราะต้องลงทุนค่อนข้างสูง เป็นค่าปลูกสร้างโรงเรือนสำ หรับเลี้ยงสุกร  ปัญหาราคาอาหารสุกรที่มีราคาสูงขึ้นทุกวัน   และกลิ่นของมูลสุกร 
      - ดังนั้นผมจึงศึกษาเกี่ยวกับการเลี้ยงสุกรที่มีการลงทุนที่ต่ำ  โดยการเลี้ยงแบบเกษตรธรรมชาติหรือเรียกว่า (หมูหลุม)
   ยังสามารถลดต้นทุนอาหารได้ ถึง 70 % ทำให้ภาระการเลี้ยงหมูของเกษตรกรเบาแรงลง เนื่องจากเกษตรกร ไม่ต้องกวาดพื้นคอก กำจัดขี้หมู ไม่มีกลิ่นเหม็นของขี้หมูรบกวน พื้นคอก ไม่เฉอะแฉะ และไม่มีแมลงวันตอม
ดังนี้
ลักษณะของโรงเรือน
        
         โรงเรือนแบบหมูหลุม                                                 โรงเรือนแบบฟาล์ม
สุกร 10 ตัว จะใช้พื้นที่ในการเลี้ยงขนาดความกว้าง 3 เมตร x ความยาว 6 เมตร หลังคายกสูงให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก
อาหารที่ให้
ใช้พืชผักสีเขียว เป็นอาหารเสริม อาหารหมัก ใช้ผักสีเขียว หยวกกล้วย มะละกอดิบ ใบบอน วัชพืชต่างๆ ที่หมูชอบ สับผักเป็นชิ้นเล็กๆ คลุกน้ำตาลทรายแดง โดยหมักในอัตราส่วน 100 : 4 : 1 คือ ใช้พืช 100กิโลกรม : น้ำตาล 4 กิโลกรม : เกลือ 1 กิโลกรัม นำไปเลี้ยงสุกรโดยผสมปลายข้าว รำอ่อน ก็จะช่วยลดต้นทุนในการเลี้ยง
 การกำจัดกลิ่นของขี้หมู
 สำหรับ น้ำ 1 ถัง ( 20 ลิตร) ส่วนผสมน้ำดื่มให้สุกร
1. หัวเชื้อจุลินทรีย์ผัก หรือผลไม้ 2 ช้อนโต๊ะ
2. น้ำฮอร์โมน สมุนไพร 2 ช้อนโต๊ะ (เหล้าดองยา)
3. นมเปรี้ยว 2 ช้อนโต๊ะ
4. น้ำหมักแคลเซียม 2 ช้อนโต๊ะ
5. น้ำสะอาด 20 ลิตร
ผสมให้ดื่มเป็นประจำทุกวัน หากพื้นคอกสุกรแน่น หรือแข็ง ก็ใช้น้ำดังกล่าวราดบนพื้นคอก จะทำให้เกิดกลิ่นหอม จูงใจให้สุกรขุดคุ้ยเป็นการกลับหน้าดิน ช่วยให้พื้นคอกร่วนโปร่ง มีอากาศถ่ายเท เกิดจุลินทรีย์มากมาย   ก็จะช่วยลดกลิ่นขี้หมูให้หายเหม็นได้ และไม่มีแมลงวันตอม

รายรับ - รายจ่าย การเลี้ยงหมูหลุม 
(เริ่มเลี้ยงหมู ระหว่างวันที่ 5 พฤษภาคม 2548 - 20 กันยายน 2548)
ต้นทุนการเลี้ยงหมูหลุม
1. ลูกหมู 10 ตัว 11,500 บาท
2. อาหารสำเร็จรูป 12 ถุง 3,700 บาท
3. รำ 40 ถังๆละ 20 บาท 800 บาท
4. น้ำตาลทรายแดง 60 กิโลๆ ละ 14 บาท 840 บาท
5. เกลือ (3 ถุง 50 บาท) 6 ถุง 100 บาท
6. เหล้าขาว 6 ถุงๆละ 20 บาท 120 บาท
7. ยาดอง 2 ถุงๆละ 20 บาท 40 บาท
8. ค่าวัสดุ + อุปกรณ์ 965 บาท
ต้นทุน รวมทั้งสิ้น 18,065 บาท

รายรับ-จากการขายหมู
หมู 10 ตัว ตัวละ 66 กิโลกรัม ๆละ 43 บาท 28,380 บาท
หัก ต้นทุน 18,065 บาท
กำไรจาการขายหมู 10,315 บาท 
บวก รายได้จากการขายปุ๋ย 50 กระสอบๆละ 20 บาท 1,000 บาท 
รวม กำไรทั้งสิ้น 11,315 บาท 


 

แหล่งที่อ้างอิง :  http://groups.google.co.th/group/aj-niwet
                          http://learners.in.th/blog/yanawut/tag/hawthorne%20effect
                          http://province.prd.go.th/phrae/mulum.htm


นายบัญชา หมอปาร้า

unread,
Jun 30, 2008, 4:09:25 AM6/30/08
to im3...@googlegroups.com

  นายบัญชา หมอปาร้า

                                                                                                                 501476021

                                                                                                                 การจัดการอุตสาหกรรม

 

 

 

 

HAWTHORNE EffECT คืออะไร

  เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคนเปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเล้าภายนอกองค์กรที่ถูกวิจัย การบริหารองค์กรความหมายจะสื่อว่าพฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆในการศึกษาที่เรียกว่า hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์ที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่      คำว่า hawthorne works เป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี 1924และ1932 การศึกษานี้ทำให้กลุ่มผู้ทำงานในโรงงานมีวัตถุประสงค์ถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนนักวิจัยจึงสรุปว่าธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ในที่ทำงานรวมหมู่กันในโรงงานหรือองค์กรขณะทำการวิจัยนั้นหน้าจะปรับตัวไปตามสิ่งแวดล้อม ในระยะแรกมีผลต่อจิตวิทยาและผลงานในระยะแรกไม่ต่างจากการตั้งชื่อว่าจะมีงานวิจัยในโรงงานในระยะหลังตั้งแต่ปี1971เป็นต้นมา continuous improvement นั่นคือสร้างให้มีปรากฎการพิเศษขึ้นในองค์กรในบางเวลา พนักงานจะหันมาสนใจเรื่องการ learning ซึ่งก็จะทำให้พนักงานมีความเชี่ยวชาญมากขึ้น แล้วให้เขาเหล่านั้นได้มีโอกาสทบทวนภูมิปัญญาของตนเองซึ่งก็กลับกลายมาเป็นการยกระดับการพัฒนาคุณภาพงานต่อไป

 

 

 

 

 

 

 

การปรับปรุงระบบบำบัดของเสีย

          จากการที่กลุ่มวิจัยได้ทำการศึกษาและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จึงมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเรื่องของระบบบำบัด รวมทั้งมีประสบการณ์ที่ยาวนานในการเดินระบบ  นอกเหนือจากการให้บริการการออกแบบ และเดินระบบใหม่แล้ว  กลุ่มผู้วิจัยยังได้ถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ไปให้บุคลากรที่ดูแลระบบบำบัดที่มีอยู่เดิม รวมทั้งให้คำปรึกษาในการแก้ไขปัญหาของระบบที่มีการลงทุนไปแล้ว แต่ทำงานไม่ได้   ซึ่งจากการดำเนินงานที่ผ่านมา กลุ่มวิจัยได้ให้บริการถ่ายทอดเทคโนโลยี และให้คำปรึกษาในการปรับปรุงและแก้ไขระบบบำบัดน้ำเสียที่มีปัญหาให้กับโรงงานอุตสาหกรรมอาหารกว่า 20 โรงงาน ทำให้ระบบบำบัดเหล่านี้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ลดค่าใช้จ่ายในการบำบัด และในหลายกรณี ยังมีผลพลอยได้ในรูปของพลังงานด้วย ดังตัวอย่างต่อไปนี้

          • การให้คำปรึกษาด้านระบบบำบัดน้ำเสียโรงงานผลิตผลไม้แช่อิ่มอบแห้ง โรงงานดังกล่าวมีปริมาณน้ำเสียวันละ 400-450 ลูกบาศก์เมตร น้ำเสียมีปริมาณสารอินทรีย์ในรูปของซีโอดี สูงถึง 12,000 มิลลิกรัมต่อลิตร และมีค่าซัลเฟต 850-1,000 มิลลิกรัมต่อลิตร ระบบบำบัดเดิมของโรงงานเป็นแบบบ่อเปิด 7 บ่อ จากระบบบำบัดเดิมที่เป็นบ่อเปิดและน้ำเสียมีซีโอดีและซัลเฟตสูง ทำให้โรงงานประสบกับปัญหากลิ่นอย่างมาก

          เพื่อแก้ไขให้บ่อบำบัดเดิมที่มีอยู่ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ กลุ่มนักวิจัยเสนอให้มีการปรับปรุงระบบบำบัด โดยการใส่แผ่นไนล่อน (ตัวกลาง) ลงไปในบ่อบำบัด เพื่อเพิ่มจำนวนจุลินทรีย์ รวมทั้งมีผ้าคลุมบ่อเพื่อเก็บก๊าซที่เกิดขึ้น เข้าเครื่องปั่นไฟเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า  โดยมีค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงระบบทั้งสิ้น 4 ล้านบาท (รวมค่าเครื่องปั่นไฟ)  จากการปรับปรุงระบบ ทำให้ปริมาณซีโอดีลดลงจาก 12,000 มิลลิกรัมต่อลิตร เหลือ 3,000 มิลลิกรัมต่อลิตร (ประสิทธิภาพร้อยละ 75 %)  ค่าพีเอชเพิ่มขึ้นจาก 4 เป็น 6.8 (จากกรดเป็นใกล้สภาพเป็นกลาง) ทั้งยังลดค่าสารเคมีที่เคยใช้ในระบบบำบัดน้ำเสียได้ถึงเดือนละ 300,000 บาท ประหยัดค่าไฟฟ้าเดือนละ 300,000 บาท ทั้งนี้คิดเป็นเงินที่ประหยัดได้มากกว่าปีละ 7.2 ล้านบาท

          • การปรับปรุงประสิทธิภาพระบบบำบัดน้ำเสียโรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลัง โรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลังโรงงานนี้ มีระบบบำบัดน้ำเสียแบบไม่ใช้อากาศ ขนาด 6,000 ลูกบาศก์เมตรอยู่แล้ว ระบบมีประสิทธิภาพในการกำจัดสารอินทรีย์ร้อยละ 80  แต่เมื่อเดินระบบไปนานขึ้น บริษัทพบว่า ปริมาณก๊าซชีวภาพลดน้อยลง และเสียเงินในการดูแลระบบเพิ่มขึ้น  กลุ่มนักวิจัยจึงทำการศึกษาข้อมูลระบบบำบัดของโรงงาน เพื่อระบุสาเหตุของปัญหาและดำเนินการแก้ไขปรับปรุงระบบ พบว่าปัญหาที่เกิดขึ้น เกิดจากตะกอนจุลินทรีย์หลุดออกจากระบบมากเกินไป  จึงมีการปรับปรุงระบบดักตะกอนจุลินทรีย์ รวมทั้งระบบการวนกลับตะกอนจุลินทรีย์ เพื่อรักษาจุลินทรีย์ให้อยู่ในระบบ จัดฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ภายในโรงงาน ให้มีความรู้ความเข้าใจในระบบบำบัดน้ำเสีย  ผลจากการปรับปรุงระบบและการฝึกอบรมบุคลากร ทำให้ลดการหลุดของตะกอนจุลินทรีย์ลงไปได้ถึงร้อยละ 40  ลดค่าใช้จ่ายในการใช้โซดาไฟเดือนละ 200,000 บาท และประสิทธิภาพการกำจัดซีโอดีเพิ่มขึ้น

          • การปรับปรุงประสิทธิภาพระบบบำบัดน้ำเสียโรงงานผลิตเครื่องดื่ม  เดิมบริษัทใช้ระบบบำบัดน้ำเสียแบบเติมอากาศ ซึ่งเสียค่าใช้จ่ายในการเติมอากาศให้กับระบบต่อปีสูง  บริษัทจึงทดลองใช้ระบบบำบัดน้ำเสียแบบไร้อากาศ แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากเกิดปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็นรบกวนชุมชนข้างเคียง และประสิทธิภาพของระบบไม่ดีพอ   กลุ่มนักวิจัยจึงฝึกอบรมให้พนักงานและปรับปรุงระบบบำบัดน้ำเสียแบบไร้อากาศให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ  จากการดำเนินงานพบว่า ช่วยให้ระบบมีประสิทธิภาพการบำบัดสารอินทรีย์ได้ร้อยละ 80  ผลิตก๊าซชีวภาพได้ประมาณ 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน  ลดปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็นในระดับหนึ่ง และประหยัดค่าไฟในเบื้องต้นได้เดือนละไม่ต่ำกว่า 160,000 บาท

กูเตนเบอก.doc

niwet chinabunrueang

unread,
Jul 2, 2008, 3:40:32 PM7/2/08
to im3...@googlegroups.com
501476010  นาย  สง่า  แสนจักร์

---------- Forwarded message ----------
From: สง่า แสนจักร์ <sanga50...@hotmail.com>
Date: ก.ค. 1, 2008 6:05 หลังเที่ยง
Subject: 1/2551work1
To: im3...@googlegroups.com

niwet chinabunrueang

unread,
Jul 2, 2008, 3:41:47 PM7/2/08
to im3...@googlegroups.com
501476057   นายศรัณยู     พลศิริ   

---------- Forwarded message ----------
From: ศรัณญู พลศิริ <saruny...@hotmail.com>
Date: มิ.ย. 30, 2008 8:51 หลังเที่ยง
Subject: 1/2551 work1
To: im3...@googlegroups.com

501476057   นายศรัณยู     พลศิริ    โปรแกรม..เทคโนโลยีการจัดการอุตสาหกรรม

รายงานการศึกษา- การศึกษางานและปรับปรุงการทำงาน

 

Hawthorne Effect

The Hawthorne effect เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น (บางทีเรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ) ในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร  คำว่า เป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี  1924 และ 1932.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่  ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีของแสงในโรงงานอย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพผลผลิตของพนักงาน ก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการศึกษา ได้เพิ่มเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาใหม่ในโรงงานเดิม โดยครั้งใหม่นี้ใช้กลุ่มคนงาน ๕ กลุ่มที่อายุแตกต่างกัน แบ่งเพศเป็นเพศชาย กับเพศหญิง ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมการทำงานอื่นด้วย (ได้แก่ วิธีการจ่ายเงิน การให้พักครั้งละ ๕ นาที ๒ครั้งต่อกะโดยให้เลือกเวลาเอง ต่อด้วยการให้พัก ๑๐ นาที ๒ครั้งต่อกะงานโดยหัวหน้างานกำหนดเวลา ต่อด้วยให้หยุดพักครั้งละ ๕ นาทีเมื่อเวลาที่พนักงานเบื่องานถึงที่สุดในกะงานนั้นแต่ต้องบอกหัวหน้างานก่อน และพักได้ถึง ๖ ครั้งต่อกะ การปรับเปลี่ยนให้มีอาหารว่างกินระหว่างพัก  การให้กลับบ้านก่อนเลิกกะ ๓๐ นาทีถ้าผลงานดี ผลการวิจัย กลับพบเช่นเดิมว่า ขณะทำการวิจัย ผลงานของพนักงานเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มไม่แตกต่างกันทางสถิติ และเมื่อเลิกวิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อองค์กรและพฤติกรรมองค์กร อย่างมาก มากกว่าสิ่งแวดล้อมทางกายภาพเช่น แสง เสียง ความร้อน หรือแม้แต่สวัสดิการ ฯลฯ  นักวิจัยจึงสรุปว่า ธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ในที่ทำงานรวมหมู่กันในโรงงานหรือองค์กร ณ ขณะทำการวิจัยนั้นน่าจะปรับตัวไปตามสิ่งแวดล้อมที่เข้ามาบีบรัด ณ ขณะนั้น หมายความว่าผู้ปฏิบัติงานจะทำงานหนักขึ้นเพราะว่าพวกเขาคิดว่าเขากำลังอยู่ในท่ามกลางสถานการณ์พิเศษ (กำลังวิจัยอยู่) ควรจะต้องทำอะไรที่พิเศษสักหน่อย นักวิจัยยังได้ทำการทดลองต่ออีก โดยคราวนี้กำหนดให้มีคนที่มาทำงานด้วยเป็น coworkers ของแต่คน ทำงานเป็นคู่ ๆ ผลลัพธ์ที่ออกมาพบว่า คนที่มาเป็นคู่ร่วมทำงานก็กลายมาเป็นตัวกระตุ้นเร้าพิเศษในระยะแรก มีผลต่อจิตวิทยาและผลงานในระยะแรกไม่ต่างจากการตั้งชื่อว่าจะมีงานวิจัยในโรงงาน  ในระยะหลัง ตั้งแต่ปี ๑๙๗๑ เป็นต้นมา "the Hawthorne effect" ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกระตุ้นเร้าเป็นช่วงๆ เพื่อให้องค์กรเกิด นั่นคือสร้างให้มีปรากฏการณ์พิเศษขึ้นในองค์กรในบางช่วงเวลา พนักงานก็จะหันมาสนใจเรื่องการ learning, ซึ่งก็จะทำให้พนักงานมีความเชี่ยวชาญ expertise มากขึ้น แล้วก็ให้เขาเหล่านั้นได้มีโอกาสทบทวนภูมิปัญญาของตนเอง reflection ซึ่งก็จะกลับกลายมาเป็นการยกระดับการพัฒนาคุณภาพงาน ผลงานอย่างต่อเนื่องต่อไป การสร้างปรากฏการณ์พิเศษทางการบริหารยุคใหม่หลังยุค ๑๙๙๑ โดยทั่วไปไม่ทำว่าจะต้องวิจัยอะไรในโรงงานหรือองค์กร แต่มักนิยมใช้เครื่องมือที่ชื่อ  "implicit social cognition" คือการ "สร้างปฏิทินการจัดงานขึ้นมาเองโดยฝ่ายบริหาร" (เช่น วันสถาปนาโรงงาน วันประกวดผู้ปฏิบัติงานดีเด่น วัน ๕ ส. ดีเด่น วันครบรอบ ...... ฯลฯ) จัดกิจกรรมในพื้นที่งานหรือในพื้นที่สาธารณะหรือต่อสังคม ผลงานของพนักงานก็จะดีขึ้นเองจากการสร้างปฏิทินกิจกรรมพิเศษโดยฝ่ายบริหาร ในระยะหลังบางทีจึงเรียก " Hawthorne effect"

 

 

กูเต็นเบิร์ก

กูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของเจ้าของร้านค้า บางตำรากล่าวว่าพ่อของกูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400

ในบรรดาผลงานกูเต็นเบิร์ก  ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุด คือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น การประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นเป็นการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน และสามารถใช้งานได้จริง และมีการค้นพบอีกว่าที่เมืองนี้นั้นเขามีอาชีพเป็นนักขุดทอง ในปี 1437 พบหลักฐานว่าเขาเป็นผู้อบรมเรื่องการเจียระไนเพชรพลอย ซึ่งไม่ทราบว่าเขามีความรู้ทางด้านนี้ได้อย่างไร ในปี 1436/37 เขาได้ไปปรากฏตัวต่อหน้าศาลข้อหาละเมิดสัญญาการแต่งงานกับสาวชาวเมือง Strasbourg แต่ไม่มีการบันทึกว่าการแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อใด
ในปี 1450 สิ่งพิมพ์เริ่มมีบทบาท มีการพิมพ์บทกลอนของเยอรมัน เป็นไปได้มีการพิมพ์ครั้งแรกกันที่เมืองนี้ กูเต็นเบิร์กได้ทำการยืมเงิน 800 g. จาก Fust ต่อมา Peter Schoefler ได้แต่งงานกับน้องสาวของ Fust และเข้าร่วมกิจการนี้ด้วย Schoefler ทำงานเป็นผู้ช่วยอยู่ที่ปารีส และช่วยออกแบบหน้าตาของตัวเรียงพิมพ์

ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กได้ตีมพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด ซึ่งเป็นที่รุ้จักกันในนาม "คัมภีร์ไบเบิ้ลกูเต็นเบิร์ก" พิมพ์ออกมา 180 ชุด ลงบนกระดาษและหนังลูกวัว


ในปี 1462 เกิดกรณีพิพาทระหว่าง Archbishop เมือง Mainz กูเต็นเบิร์กได้ถูกเนรเทศ เข้าย้ายไปอยู่ที่เมือง Eltville ที่ซึ่งเขาได้ถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ในเรื่องการพิมพ์ให้กับน้องชาย Bechtermunze

ในปี 1465 กูเต็นเบิร์กได้รับยศ Hofman จาก Archbishop Van Nasse ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าหลังจากนั้นกูเต็นเบิร์กได้ย้ายกลับ Mainz หรือไม่


กูเต็นเบิร์กเสียชีวิตลงในปี 1468 ต่อมาโบสถ์และสุสานของเขาได้ถูกทำลาย
ในปี 1504 เขาได้ถูกจารึกเป็นผู้คิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะ ซึ่งปรากฏในหนังสือของ Professor Iwo Wittig

 

ตัวอย่างกรณีศึกษาที่ปรับปรุงการทำงาน

1. เมื่อก่อนจะใช้เครื่องพิมพ์ดีดทำให้เกิดความล้าช้าเสียเวลาและปวดนิ้วมือแต่ตอนนี้ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่า เช่น ใช้คอมพิวเตอร์แทนเครื่องพิมพ์ดีด

2. เนื้อสัตว์แต่ก่อนจะใช้วิธีการสับด้วยมีด มีผลทำให้เสียเวลาในการสับเนื้อสัตว์แต่ตอนนี้ผู้คนส่วนใหญ่หันมาใช้เครื่องบด เพราะไม่ต้องเสียเวลาและยุ้งยาก


niwet chinabunrueang

unread,
Jul 2, 2008, 4:32:31 PM7/2/08
to im3...@googlegroups.com
501476021 นายบัญชา หมอปาร้า


---------- Forwarded message ----------
From: นายบัญชา หมอปาร้า <www.banc...@hotmail.com>
Date: มิ.ย. 30, 2008 3:09 หลังเที่ยง
Subject: 1/2551work1
To: im3...@googlegroups.com

 

                                                                                                                

                                                                                                                 การจัดการอุตสาหกรรม

กูเตนเบอก.doc

niwet chinabunrueang

unread,
Jul 2, 2008, 5:01:49 PM7/2/08
to im3...@googlegroups.com
501476031 นายทวีชัย  ป้านตุ่น


---------- Forwarded message ----------
From: ทวีชัย ป้านตู่น <taweecha...@hotmail.com>
Date: ก.ค. 1, 2008 7:43 หลังเที่ยง
Subject: 1/2551 Work1
To: im3...@googlegroups.com

นายทวีชัย  ป้านตุ่น
รหัส 501476031

การจัดการอุตสาหกรรม หมู่ 1 
  Section   AA
 

Hawthorne Effect


The Hawthorne effect เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้นในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร  คำว่า เป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี  1924 และ 1932.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่  ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีของแสงในโรงงานอย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพผลผลิตของพนักงาน ก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการศึกษา ได้เพิ่มเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาใหม่ในโรงงานเดิม โดยครั้งใหม่นี้ใช้กลุ่มคนงาน ๕ กลุ่มที่อายุแตกต่างกัน แบ่งเพศเป็นเพศชาย กับเพศหญิง ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมการทำงานอื่นด้วย  ผลการวิจัย กลับพบเช่นเดิมว่า ขณะทำการวิจัย ผลงานของพนักงานเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มไม่แตกต่างกันทางสถิติ และเมื่อเลิกวิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อองค์กรและพฤติกรรมองค์กร อย่างมาก มากกว่าสิ่งแวดล้อมทางกายภาพเช่น แสง เสียง ความร้อน หรือแม้แต่สวัสดิการ ฯลฯ  นักวิจัยจึงสรุปว่า ธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ในที่ทำงานรวมหมู่กันในโรงงานหรือองค์กร ณ ขณะทำการวิจัยนั้นน่าจะปรับตัวไปตามสิ่งแวดล้อมที่เข้ามาบีบรัด ณ ขณะนั้น หมายความว่าผู้ปฏิบัติงานจะทำงานหนักขึ้นเพราะว่าพวกเขาคิดว่าเขากำลังอยู่ในท่ามกลางสถานการณ์พิเศษ นักวิจัยยังได้ทำการทดลองต่ออีก โดยคราวนี้กำหนดให้มีคนที่มาทำงานด้วยเป็น coworkers ของแต่คน ทำงานเป็นคู่ ๆ ผลลัพธ์ที่ออกมาพบว่า คนที่มาเป็นคู่ร่วมทำงานก็กลายมาเป็นตัวกระตุ้นเร้าพิเศษในระยะแรก มีผลต่อจิตวิทยาและผลงานในระยะแรกไม่ต่างจากการตั้งชื่อว่าจะมีงานวิจัยในโรงงาน  ในระยะหลัง ตั้งแต่ปี ๑๙๗๑ เป็นต้นมา "the Hawthorne effect" ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกระตุ้นเร้าเป็นช่วงๆ เพื่อให้องค์กรเกิด นั่นคือสร้างให้มีปรากฏการณ์พิเศษขึ้นในองค์กรในบางช่วงเวลา พนักงานก็จะหันมาสนใจเรื่องการ learning, ซึ่งก็จะทำให้พนักงานมีความเชี่ยวชาญ expertise มากขึ้น แล้วก็ให้เขาเหล่านั้นได้มีโอกาสทบทวนภูมิปัญญาของตนเอง reflection ซึ่งก็จะกลับกลายมาเป็นการยกระดับการพัฒนาคุณภาพงาน ผลงานอย่างต่อเนื่องต่อไปบริหาร"  Hawthorne effect"

 

ประวัติโยฮันกูเต็นเบิร์ก


กูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม "คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด" ในบรรดาผลงานของเขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดตือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น การประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นเป็นการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน และสามารถใช้งานได้จริงตัวเรียงพิมพ์โลหะได้ถูกนำเข้ามาใช้ในการทำต้นฉบับคือว่างานประดิษฐ์นี้ได้ล้มล้างวิธีการพิมพ์แบบเก่าสมัยที่ยังเป็นแท่นพิมพ์แกะไม้อยู่ วิธีการพิมพ์แบบใหม่นี้ได้เป็นที่นิยมในยุโรปอย่างกว้างขวาง และถือว่ามีส่วนสำคัญต่อมาอย่างมากในงานพิมพ์สมัยเรเนอซองส์ กูเต็นเบิร์กได้ถูกจารึกชื่ออยู่ในหอคอยเกียรติยศปี 1998 รวมถึงA&E network ได้จัดอันดับให้เขาติดอันดับ 1 ใน People of the Millennium และในปี 1997 นิตยสารTime จัดให้สิ่งประดิษฐ์ของกูเต็นเบิร์กเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญที่สุดในยุคศตวรรษที่ 20ชีวิตส่วนตัวกูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของเจ้าของร้านค้า บางตำรากล่าวว่าพ่อของกูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400ในสมัยนั้นผู้ที่มีอันจะกินในเมืองโมนซ์นิยมตั้งชื่อตามบ้านที่ครอบครอง และในช่วงปี 1411 เกิดจราจลต่อต้านผู้มีอันจะกินในเมืองโมนซ์ ผู้คนกว่า 100 หลังคาเรือนต้องอพยพไปเมืองอื่น ครอบครัวกูเต็นเบิร์กย้ายไปที่เมือง Eltville am Rhein ที่ซึ่งมารดาของเขาเป็นเจ้าของ เขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 และกูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการ


 

กรณีศึกษา Hawthorne Effect
1.การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน
2.พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน
3. พบว่า คนที่มาเป็นคู่ร่วมทำงานก็กลายมาเป็นตัวกระตุ้นเร้าพิเศษในระยะแรก มีผลต่อจิตวิทยาและผลงานในระยะแรกไม่ต่างจากการตั้งชื่อว่าจะมีงานวิจัยในโรงงาน


กรณีการศึกษาของโยฮัน
1.การประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ
2.วิธีการพิมพ์แบบเก่าสมัยที่ยังเป็นแท่นพิมพ์แกะไม้
 
ตัวอย่าง กรณีการศึกษาปรับปรุงการทำงานของ  รถจักรยาน    
 
การพัฒนาสมัยใหม่ของรถจักรยานตอนนี้หันมาใช้ติดไฟฟ้าแทนที่จะขี่รถจักรยานยนต์จึงทำให้รู้ว่าการทำงานเปลื่ยนแปลงของอุสาหกรรมยานยนต์ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องมาในปัจจุบัน

ศรัณญู พลศิริ

unread,
Jul 3, 2008, 12:29:14 AM7/3/08
to im3...@googlegroups.com

501476059 อนันต์         ยืนยงแสน   เอก...การจัดการอุตสาหกรรม

รายงานการศึกษา-การศึกษางานและปรับปรุงการทำงาน

กูเต็นเบิร์ก

            เป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด
ผลงานของเขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดตือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น
   ตัวเรียงพิมพ์โลหะได้ถูกนำเข้ามาใช้ในการทำต้นฉบับคือว่างานประดิษฐ์นี้ได้ล้มล้างวิธีการพิมพ์แบบเก่าสมัยที่ยังเป็นแท่นพิมพ์แกะไม้อยู่ วิธีการพิมพ์แบบใหม่นี้ได้เป็นที่นิยมในยุโรปอย่างกว้างขวาง และถือว่ามีส่วนสำคัญต่อมาอย่างมากในงานพิมพ์สมัยเรเนอซองส์ กูเต็นเบิร์กได้ถูกจารึกชื่ออยู่ในหอคอยเกียรติยศปี 1998 รวมถึงA&E network ได้จัดอันดับให้เขาติดอันดับ 1 ใน People of the Millennium และในปี 1997 นิตยสารTime จัดให้สิ่งประดิษฐ์ของกูเต็นเบิร์กเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญที่สุดในยุคศตวรรษที่ 20


ชีวิตส่วนตัว

กูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของเจ้าของร้านค้า บางตำรากล่าวว่าพ่อของกูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400

ไม่มีการระบุแน่ชัดว่าภายในระยะ 15 ปีต่อ กูเต็นเบิร์กทำอะไร แต่ในปี 1434 มีจดหมายแสดงว่ากูเต็นเบิร์กได้มาอาศัยอยู่กับญาติของมารดา ภายในเมือง Strasbourg และมีการค้นพบอีกว่าที่เมืองนี้นั้นเขามีอาชีพเป็นนักขุดทอง ในปี 1437 พบหลักฐานว่าเขาเป็นผู้อบรมเรื่องการเจียระไนเพชรพลอย ซึ่งไม่ทราบว่าเขามีความรู้ทางด้านนี้ได้อย่างไร ในปี 1436/37 เขาได้ไปปรากฏตัวต่อหน้าศาลข้อหาละเมิดสัญญาการแต่งงานกับสาวชาวเมือง Strasbourg แต่ไม่มีการบันทึกว่าการแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อใด
จนกระทั่งปี 1444 กูเต็นเบิร์กยังอาศัยอยู่ในเมือง Strasbourg แถบ St.Arbogast แถวชานเมือง ยังไม่แน่ชัดว่าที่นี้เขาทำอะไร หรือสถานที่นี้หรือว่าที่เขาสามารถคิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะขึ้นมาได้
ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กได้ตีมพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด ซึ่งเป็นที่รุ้จักกันในนาม คัมภีร์ไบเบิ้ลกูเต็นเบิร์กพิมพ์ออกมา 180 ชุด ลงบนกระดาษและหนังลูกวัว
การขึ้นศาล
ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กกับ Fust ทะเลาะกันและ Fust ได้เรียกร้องเงินทั้งหมดของเขาคืน และเงินนั้นได้ลงทุนไปกับการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล ทำให้เขาไม่มีเงินจะคืน Fust ได้ยื่นฟ้องกับ Archbishop’s count ผลการตัดสินได้ให้สิทธิการดูแลทั้งหมดแก่ Fust


กูเต็นเบิร์กล้มละลาย แต่มีหลักฐานปรากฏว่าเขาได้ตั้งโรงพิมพ์เล็กๆ ขึ้นมาในปี 1459 และจัดพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ลให้กับเมือง Bamberg แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการพิมพ์ไม่มีการลงชื่อและวันที่ไว้เลย

ชีวิตต่อมา


ในปี 1462 เกิดกรณีพิพาทระหว่าง Archbishop เมือง Mainz กูเต็นเบิร์กได้ถูกเนรเทศ เข้าย้ายไปอยู่ที่เมือง Eltville ที่ซึ่งเขาได้ถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ในเรื่องการพิมพ์ให้กับน้องชาย Bechtermunze
ในปี 1465 กูเต็นเบิร์กได้รับยศ Hofman จาก Archbishop Van Nasse ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าหลังจากนั้นกูเต็นเบิร์กได้ย้ายกลับ Mainz หรือไม่
กูเต็นเบิร์กเสียชีวิตลงในปี 1468 ต่อมาโบสถ์และสุสานของเขาได้ถูกทำลาย
ในปี 1504 เขาได้ถูกจารึกเป็นผู้คิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะ ซึ่งปรากฏในหนังสือของ Professor Iwo Wittig

                 Hawthorne Effect

The Hawthorne effect เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคล เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น เรียกว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่  ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีของแสงในโรงงานอย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพผลผลิตของพนักงาน ก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการศึกษา ได้เพิ่มเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาใหม่ในโรงงานเดิม โดยครั้งใหม่นี้ใช้กลุ่มคนงาน ๕ กลุ่มที่อายุแตกต่างกัน แบ่งเพศเป็นเพศชาย กับเพศหญิง ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมการทำงานอื่นด้วย (ได้แก่ วิธีการจ่ายเงิน การให้พักครั้งละ ๕ นาที ๒ครั้งต่อกะโดยให้เลือกเวลาเอง ต่อด้วยการให้พัก ๑๐ นาที ๒ครั้งต่อกะงานโดยหัวหน้างานกำหนดเวลา ต่อด้วยให้หยุดพักครั้งละ ๕ นาทีเมื่อเวลาที่พนักงานเบื่องานถึงที่สุดในกะงานนั้นแต่ต้องบอกหัวหน้างานก่อน และพักได้ถึง ๖ ครั้งต่อกะ การปรับเปลี่ยนให้มีอาหารว่างกินระหว่างพัก  การให้กลับบ้านก่อนเลิกกะ ๓๐ นาทีถ้าผลงานดี ผลการวิจัย กลับพบเช่นเดิมว่า ขณะทำการวิจัย ผลงานของพนักงานเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มไม่แตกต่างกันทางสถิติ และเมื่อเลิกวิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อองค์กรและพฤติกรรมองค์กร อย่างมาก นักวิจัยจึงสรุปว่า ธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ในที่ทำงานรวมหมู่กันในโรงงานหรือองค์กร ณ ขณะทำการวิจัยนั้นน่าจะปรับตัวไปตามสิ่งแวดล้อมที่เข้ามาบีบรัด ณ ขณะนั้น หมายความว่าผู้ปฏิบัติงานจะทำงานหนักขึ้นเพราะว่าพวกเขาคิดว่าเขากำลังอยู่ในท่ามกลางสถานการณ์พิเศษ (กำลังวิจัยอยู่) ควรจะต้องทำอะไรที่พิเศษสักหน่อย นักวิจัยยังได้ทำการทดลองต่ออีก โดยคราวนี้กำหนดให้มีคนที่มาทำงานด้วยเป็น coworkers ของแต่คน ทำงานเป็นคู่ ๆ ผลลัพธ์ที่ออกมาพบว่า คนที่มาเป็นคู่ร่วมทำงานก็กลายมาเป็นตัวกระตุ้นเร้าพิเศษในระยะแรก มีผลต่อจิตวิทยาและผลงานในระยะแรกไม่ต่างจากการตั้งชื่อว่าจะมีงานวิจัยในโรงงาน  ในระยะหลัง ตั้งแต่ปี ๑๙๗๑ เป็นต้นมา "the Hawthorne effect" ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกระตุ้นเร้าเป็นช่วงๆ เพื่อให้องค์กรเกิด นั่นคือสร้างให้มีปรากฏการณ์พิเศษขึ้นในองค์กรในบางช่วงเวลา พนักงานก็จะหันมาสนใจเรื่องการ learning, ซึ่งก็จะทำให้พนักงานมีความเชี่ยวชาญ expertise มากขึ้น แล้วก็ให้เขาเหล่านั้นได้มีโอกาสทบทวนภูมิปัญญาของตนเอง reflection ซึ่งก็จะกลับกลายมาเป็นการยกระดับการพัฒนาคุณภาพงาน ผลงานอย่างต่อเนื่องต่อไป การสร้างปรากฏการณ์พิเศษทางการบริหารยุคใหม่หลังยุค ๑๙๙๑ โดยทั่วไปไม่ทำว่าจะต้องวิจัยอะไรในโรงงานหรือองค์กร แต่มักนิยมใช้เครื่องมือที่ชื่อ  "implicit social cognition" คือการสร้างปฏิทินการจัดงานขึ้นมาเองโดยฝ่ายบริหาร

 

กรณีตัวอย่างการศึกษาการทำงาน

1.   เป็นคนสร้างเครื่องพิมพ์ที่ทันสมัยอย่างรวดเร็ว  เขาเป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์ 

 

 



รับไปเลยชุดบริการพิเศษฟรีจาก Window Live services! วินโดว์ไลฟ์

ศรัณญู พลศิริ

unread,
Jul 2, 2008, 11:30:54 PM7/2/08
to im3...@googlegroups.com

 

501476079 นายสมคิด   วงศ์ราษฎร์   เอก  การจัดการอุตสาหกรรม

รายงานการศึกษา-การทำงานและปรับปรุงการทำงาน

 

กูเต็นเบิร์ก

กูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด


ในบรรดาผลงานของเขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดตือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น การประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นเป็นการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน และสามารถใช้งานได้จริง

กูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของเจ้าของร้านค้า บางตำรากล่าวว่าพ่อของกูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400

ในสมัยนั้นผู้ที่มีอันจะกินในเมืองโมนซ์นิยมตั้งชื่อตามบ้านที่ครอบครอง และในช่วงปี 1411 เกิดจราจลต่อต้านผู้มีอันจะกินในเมืองโมนซ์ ผู้คนกว่า 100 หลังคาเรือนต้องอพยพไปเมืองอื่น ครอบครัวกูเต็นเบิร์กย้ายไปที่เมือง Eltville am Rhein ที่ซึ่งมารดาของเขาเป็นเจ้าของ เขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 และกูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการ

ไม่มีการระบุแน่ชัดว่าภายในระยะ 15 ปีต่อ กูเต็นเบิร์กทำอะไร แต่ในปี 1434 มีจดหมายแสดงว่ากูเต็นเบิร์กได้มาอาศัยอยู่กับญาติของมารดา ภายในเมือง Strasbourg และมีการค้นพบอีกว่าที่เมืองนี้นั้นเขามีอาชีพเป็นนักขุดทอง ในปี 1437 พบหลักฐานว่าเขาเป็นผู้อบรมเรื่องการเจียระไนเพชรพลอย ซึ่งไม่ทราบว่าเขามีความรู้ทางด้านนี้ได้อย่างไร ในปี 1436/37 เขาได้ไปปรากฏตัวต่อหน้าศาลข้อหาละเมิดสัญญาการแต่งงานกับสาวชาวเมือง Strasbourg แต่ไม่มีการบันทึกว่าการแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อใด
จนกระทั่งปี 1444 กูเต็นเบิร์กยังอาศัยอยู่ในเมือง Strasbourg แถบ St.Arbogast แถวชานเมือง ยังไม่แน่ชัดว่าที่นี้เขาทำอะไร หรือสถานที่นี้หรือว่าที่เขาสามารถคิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะขึ้นมาได้

เว้นว่างไปจนกระทั่งปี 1448 เขากลับมายังเมืองโมนซ์ เขาได้เงินจากน้องเขย Arnold Gelthus สันนิษฐานว่าเพื่อใช้สิ่งพิมพ์


ชีวิตต่อมา
ในปี 1462 เกิดกรณีพิพาทระหว่าง Archbishop เมือง Mainz กูเต็นเบิร์กได้ถูกเนรเทศ เข้าย้ายไปอยู่ที่เมือง Eltville ที่ซึ่งเขาได้ถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ในเรื่องการพิมพ์ให้กับน้องชาย Bechtermunze
ในปี 1465 กูเต็นเบิร์กได้รับยศ Hofman จาก Archbishop Van Nasse ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าหลังจากนั้นกูเต็นเบิร์กได้ย้ายกลับ Mainz หรือไม่
กูเต็นเบิร์กเสียชีวิตลงในปี 1468 ต่อมาโบสถ์และสุสานของเขาได้ถูกทำลาย
ในปี 1504 เขาได้ถูกจารึกเป็นผู้คิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะ ซึ่งปรากฏในหนังสือของ Professor Iwo Wittig

                 Hawthorne Effect คืออะไร

The Hawthorne effect เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น (บางทีเรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ) ในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร  คำว่า เป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี  1924 และ 1932.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่  ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีของแสงในโรงงานอย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพผลผลิตของพนักงาน ก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการศึกษา ได้เพิ่มเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาใหม่ในโรงงานเดิม โดยครั้งใหม่นี้ใช้กลุ่มคนงาน ๕ กลุ่มที่อายุแตกต่างกัน แบ่งเพศเป็นเพศชาย กับเพศหญิง ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมการทำงานอื่นด้วย (ได้แก่ วิธีการจ่ายเงิน การให้พักครั้งละ ๕ นาที ๒ครั้งต่อกะโดยให้เลือกเวลาเอง ต่อด้วยการให้พัก ๑๐ นาที ๒ครั้งต่อกะงานโดยหัวหน้างานกำหนดเวลา ต่อด้วยให้หยุดพักครั้งละ ๕ นาทีเมื่อเวลาที่พนักงานเบื่องานถึงที่สุดในกะงานนั้นแต่ต้องบอกหัวหน้างานก่อน และพักได้ถึง ๖ ครั้งต่อกะ การปรับเปลี่ยนให้มีอาหารว่างกินระหว่างพัก  การให้กลับบ้านก่อนเลิกกะ ๓๐ นาทีถ้าผลงานดี ผลการวิจัย กลับพบเช่นเดิมว่า ขณะทำการวิจัย ผลงานของพนักงานเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มไม่แตกต่างกันทางสถิติ และเมื่อเลิกวิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อองค์กรและพฤติกรรมองค์กร อย่างมาก มากกว่าสิ่งแวดล้อมทางกายภาพเช่น แสง เสียง ความร้อน หรือแม้แต่สวัสดิการ ฯลฯ  นักวิจัยจึงสรุปว่า ธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ในที่ทำงานรวมหมู่กันในโรงงานหรือองค์กร ณ ขณะทำการวิจัยนั้นน่าจะปรับตัวไปตามสิ่งแวดล้อมที่เข้ามาบีบรัด ณ ขณะนั้น หมายความว่าผู้ปฏิบัติงานจะทำงานหนักขึ้นเพราะว่าพวกเขาคิดว่าเขากำลังอยู่ในท่ามกลางสถานการณ์พิเศษ (กำลังวิจัยอยู่) ควรจะต้องทำอะไรที่พิเศษสักหน่อย นักวิจัยยังได้ทำการทดลองต่ออีก โดยคราวนี้กำหนดให้มีคนที่มาทำงานด้วยเป็น coworkers ของแต่คน ทำงานเป็นคู่ ๆ ผลลัพธ์ที่ออกมาพบว่า คนที่มาเป็นคู่ร่วมทำงานก็กลายมาเป็นตัวกระตุ้นเร้าพิเศษในระยะแรก มีผลต่อจิตวิทยาและผลงานในระยะแรกไม่ต่างจากการตั้งชื่อว่าจะมีงานวิจัยในโรงงาน  ในระยะหลัง ตั้งแต่ปี ๑๙๗๑ เป็นต้นมา "the Hawthorne effect" ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกระตุ้นเร้าเป็นช่วงๆ เพื่อให้องค์กรเกิด นั่นคือสร้างให้มีปรากฏการณ์พิเศษขึ้นในองค์กรในบางช่วงเวลา พนักงานก็จะหันมาสนใจเรื่องการ learning, ซึ่งก็จะทำให้พนักงานมีความเชี่ยวชาญ expertise มากขึ้น แล้วก็ให้เขาเหล่านั้นได้มีโอกาสทบทวนภูมิปัญญาของตนเอง reflection ซึ่งก็จะกลับกลายมาเป็นการยกระดับการพัฒนาคุณภาพงาน ผลงานอย่างต่อเนื่องต่อไป การสร้างปรากฏการณ์พิเศษทางการบริหารยุคใหม่หลังยุค ๑๙๙๑ โดยทั่วไปไม่ทำว่าจะต้องวิจัยอะไรในโรงงานหรือองค์กร แต่มักนิยมใช้เครื่องมือที่ชื่อ  "implicit social cognition" คือการสร้างปฏิทินการจัดงานขึ้นมาเองโดยฝ่ายบริหาร” (เช่น วันสถาปนาโรงงาน วันประกวดผู้ปฏิบัติงานดีเด่น วัน ๕ ส. ดีเด่น วันครบรอบ ...... ฯลฯ) จัดกิจกรรมในพื้นที่งานหรือในพื้นที่สาธารณะหรือต่อสังคม ผลงานของพนักงานก็จะดีขึ้นเองจากการสร้างปฏิทินกิจกรรมพิเศษโดยฝ่ายบริหาร ในระยะหลังบางทีจึงเรียก " Hawthorne effect”

 

ตัวอย่าง

1.ศึกษาอิธิพลของแสงต่อประสิธิภาพของคนงานแต่ผลของการศึกษาพบว่าไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข็มของแสงเท่าไรหรือปรับสีแสงของโรงงานอย่างไรก็ตามประสิทธิภาพของพนักงานก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการจึงได้ทำการศึกษาสภาพสิ่งแวดลอมในโรงงานใหม่ก็พบว่ากราทำงานได้ประสิทธิภามเพิ่มขึ้น

นาย ณรงค์ศักดิ์ เขื่อนเพ็ชร์

unread,
Jul 3, 2008, 2:38:45 AM7/3/08
to im3...@googlegroups.com


บอกตัวตนของคุณด้วย Window Live Messengerเวอร์ชั่นล่าสุดได้แล้ววันนี้ ฟรี!!! วินโดว์ไลฟ์ แมสเซ็นเจอร์
นายคงฤทธิ์ โชติ.doc

niwet chinabunrueang

unread,
Jul 4, 2008, 1:40:13 AM7/4/08
to im3...@googlegroups.com
491799057      สิทธิชัย    ก๋าอินแก้ว 


---------- Forwarded message ----------
From: ศรัณญู พลศิริ <saruny...@hotmail.com>
Date: ก.ค. 3, 2008 10:58 ก่อนเที่ยง
Subject: 1/2551 work1
To: im3...@googlegroups.com

 โปรแกรม..การจัดการอุตสาหกรรม

รายงานการศึกษา-การทำงานและปรับปรุงการศึกษาการทำงาน

 

 

กูเต็นเบิร์ก

ตัวเรียงพิมพ์โลหะได้ถูกนำเข้ามาใช้ในการทำต้นฉบับคือว่างานประดิษฐ์นี้ได้ล้มล้างวิธีการพิมพ์แบบเก่าสมัยที่ยังเป็นแท่นพิมพ์แกะไม้อยู่ วิธีการพิมพ์แบบใหม่นี้ได้เป็นที่นิยมในยุโรปอย่างกว้างขวาง และถือว่ามีส่วนสำคัญต่อมาอย่างมากในงานพิมพ์สมัยเรเนอซองส์ กูเต็นเบิร์กได้ถูกจารึกชื่ออยู่ในหอคอยเกียรติยศปี 1998 รวมถึงA&E network ได้จัดอันดับให้เขาติดอันดับ 1 ใน People of the Millennium และในปี 1997 นิตยสารTime จัดให้สิ่งประดิษฐ์ของกูเต็นเบิร์กเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญที่สุดในยุคศตวรรษที่ 20
ชีวิตส่วนตัว

กูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของเจ้าของร้านค้า บางตำรากล่าวว่าพ่อของกูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400
ในสมัยนั้นผู้ที่มีอันจะกินในเมืองโมนซ์นิยมตั้งชื่อตามบ้านที่ครอบครอง และในช่วงปี 1411 เกิดจราจลต่อต้านผู้มีอันจะกินในเมืองโมนซ์ ผู้คนกว่า 100 หลังคาเรือนต้องอพยพไปเมืองอื่น ครอบครัวกูเต็นเบิร์กย้ายไปที่เมือง Eltville am Rhein ที่ซึ่งมารดาของเขาเป็นเจ้าของ เขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 และกูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการ
ไม่มีการระบุแน่ชัดว่าภายในระยะ 15 ปีต่อ กูเต็นเบิร์กทำอะไร แต่ในปี 1434 มีจดหมายแสดงว่ากูเต็นเบิร์กได้มาอาศัยอยู่กับญาติของมารดา ภายในเมือง Strasbourg และมีการค้นพบอีกว่าที่เมืองนี้นั้นเขามีอาชีพเป็นนักขุดทอง ในปี 1437 พบหลักฐานว่าเขาเป็นผู้อบรมเรื่องการเจียระไนเพชรพลอย ซึ่งไม่ทราบว่าเขามีความรู้ทางด้านนี้ได้อย่างไร ในปี 1436/37 เขาได้ไปปรากฏตัวต่อหน้าศาลข้อหาละเมิดสัญญาการแต่งงานกับสาวชาวเมือง Strasbourg แต่ไม่มีการบันทึกว่าการแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อใด
จนกระทั่งปี 1444 กูเต็นเบิร์กยังอาศัยอยู่ในเมือง Strasbourg แถบ St.Arbogast แถวชานเมือง ยังไม่แน่ชัดว่าที่นี้เขา

เว้นว่างไปจนกระทั่งปี 1448 เขากลับมายังเมืองโมนซ์ เขาได้เงินจากน้องเขย Arnold Gelthus สันนิษฐานว่าเพื่อใช้สิ่งพิมพ์

ในปี 1450 สิ่งพิมพ์เริ่มมีบทบาท มีการพิมพ์บทกลอนของเยอรมัน เป็นไปได้มีการพิมพ์ครั้งแรกกันที่เมืองนี้ กูเต็นเบิร์กได้ทำการยืมเงิน 800 g. จาก Fust ต่อมา Peter Schoefler ได้แต่งงานกับน้องสาวของ Fust และเข้าร่วมกิจการนี้ด้วย Schoefler ทำงานเป็นผู้ช่วยอยู่ที่ปารีส และช่วยออกแบบหน้าตาของตัวเรียงพิมพ์

.ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กได้ตีมพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด ซึ่งเป็นที่รุ้จักกันในนาม "คัมภีร์ไบเบิ้ลกูเต็นเบิร์ก" พิมพ์ออกมา 180 ชุด ลงบนกระดาษและหนังลูกวั


กูเต็นเบิร์กล้มละลาย แต่มีหลักฐานปรากฏว่าเขาได้ตั้งโรงพิมพ์เล็กๆ ขึ้นมาในปี 1459 และจัดพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ลให้กับเมือง Bamberg แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการพิมพ์ไม่มีการลงชื่อและวันที่ไว้เลย

ในขณะเดียวกัน Fust – Schoefler ถือเป็นโรงพิมพ์แรกที่ใส่ชื่อผู้พิมพ์และวันที่ลงไป

ชีวิตต่อมา
ในปี 1462 เกิดกรณีพิพาทระหว่าง Archbishop เมือง Mainz กูเต็นเบิร์กได้ถูกเนรเทศ เข้าย้ายไปอยู่ที่เมือง Eltville ที่ซึ่งเขาได้ถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ในเรื่องการพิมพ์ให้กับน้องชาย Bechtermunze
ในปี 1465 กูเต็นเบิร์กได้รับยศ Hofman จาก Archbishop Van Nasse ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าหลังจากนั้นกูเต็นเบิร์กได้ย้ายกลับ Mainz หรือไม่


                 Hawthorne Effect

The Hawthorne effect เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น (บางทีเรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ) ในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร  คำว่า เป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี  1924 และ 1932.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่  ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีของแสงในโรงงานอย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพผลผลิตของพนักงาน ก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการศึกษา ทุกกลุ่มไม่แตกต่างกันทางสถิติ และเมื่อเลิกวิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อองค์กรและพฤติกรรมองค์กร อย่างมาก มากกว่าสิ่งแวดล้อมทางกายภาพเช่น แสง เสียง ความร้อน หรือแม้แต่สวัสดิการ ฯลฯ  นักวิจัยจึงสรุปว่า ธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ในที่ทำงานรวมหมู่กันในโรงงานหรือองค์กร ณ ขณะทำการวิจัยนั้นน่าจะปรับตัวไปตามสิ่งแวดล้อมที่เข้ามาบีบรัด ณ ขณะนั้น หมายความตัวกระตุ้นเร้าพิเศษในระยะแรก มีผลต่อจิตวิทยาและผลงานในระยะแรกไม่ต่างจากการตั้งชื่อว่าจะมีงานวิจัยในโรงงาน  ในระยะหลัง ตั้งแต่ปี ๑๙๗๑ เป็นต้นมา "the Hawthorne effect" ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกระตุ้นเร้าเป็นช่วงๆ เพื่อให้องค์กรเกิด นั่นคือสร้างให้มีปรากฏการณ์พิเศษขึ้นในองค์กรในบางช่วงเวลา พนักงานก็จะหันมาสนใจเรื่องการ learning, ซึ่งก็จะทำให้พนักงานมีความเชี่ยวชาญ expertise มาก ผลงานอย่างต่อเนื่อง การสร้างปรากฏการณ์พิเศษทางการบริหารยุคใหม่หลังยุค ๑๙๙๑ โดยทั่วไปไม่ทำว่าจะต้องวิจัยอะไรในโรงงานหรือองค์กร แต่มักนิยมใช้เครื่องมือที่ชื่อ  "implicit social cognition" คือการ "สร้างปฏิทินการจัดงานขึ้นมาเองโดยฝ่ายบริหาร

 

กรณีตัวอย่างในการทำงาน

เช่น การทำงานสามาปรับปรุงและรับการอบรมได้สามารถปฎิบัตได้ตามความเหมาะสมของหน้าที่ที่ได้รับ

1 การใช้เวลาในการทำงานอย่างเหมาะสมกับงานที่รับผิดชอบ

2 อุปกรณ์หรือเครื่องมือในการทำงานสามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

niwet chinabunrueang

unread,
Jul 4, 2008, 1:58:46 AM7/4/08
to im3...@googlegroups.com


---------- Forwarded message ----------
From: ศรัณญู พลศิริ <saruny...@hotmail.com>
Date: ก.ค. 3, 2008 11:29 ก่อนเที่ยง
Subject: 1/2551work1
To: im3...@googlegroups.com

niwet chinabunrueang

unread,
Jul 4, 2008, 2:00:09 AM7/4/08
to im3...@googlegroups.com
501476059 อนันต์         ยืนยงแสน

---------- Forwarded message ----------
From: ศรัณญู พลศิริ <saruny...@hotmail.com>
Date: ก.ค. 3, 2008 11:29 ก่อนเที่ยง
Subject: 1/2551work1
To: im3...@googlegroups.com

niwet chinabunrueang

unread,
Jul 4, 2008, 2:02:10 AM7/4/08
to im3...@googlegroups.com
501476079 นายสมคิด   วงศ์ราษฎร์  

---------- Forwarded message ----------
From: ศรัณญู พลศิริ <saruny...@hotmail.com>
Date: ก.ค. 3, 2008 10:30 ก่อนเที่ยง
Subject: 1/2551work1
To: im3...@googlegroups.com

 

เอก  การจัดการอุตสาหกรรม

สง่า แสนจักร์

unread,
Jul 8, 2008, 5:06:27 AM7/8/08
to im3...@googlegroups.com

นาย สง่า    แสนจักร์     501476010

เอก  การจัดการอุตสาหกรรม  หมู่  1

 
 
 
 
 
 
 
The Hawthorne effect
The Hawthorne effect เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น (บางทีเรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ) "the Hawthorne effect" ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกระตุ้นเร้าเป็นช่วงๆ เพื่อให้องค์กรเกิดนั่นคือสร้างให้มีปรากฏการณ์พิเศษขึ้นในองค์กรในบางช่วงเวลา พนักงานก็จะหันมาสนใจเรื่องการ learning, ซึ่งก็จะทำให้พนักงานมีความเชี่ยวชาญ expertise มากขึ้น แล้วก็ให้เขาเหล่านั้นได้มีโอกาสทบทวนภูมิปัญญาของตนเอง reflection ซึ่งก็จะกลับกลายมาเป็นการยกระดับการพัฒนาคุณภาพงาน ผลงานอย่างต่อเนื่องต่อไป การจัดกิจกรรมในพื้นที่งานหรือในพื้นที่สาธารณะหรือต่อสังคม ผลงานของพนักงานก็จะดีขึ้นเองจากการสร้างปฏิทินกิจกรรมพิเศษโดยฝ่ายบริหาร ในระยะหลังบางทีจึงเรียก " Hawthorne effect”

 
 
กูเต็นเบิร์ก
กูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัดในบรรดาผลงานของเขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดตือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น การประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นเป็นการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน และสามารถใช้งานได้จริง
กูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง   เขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 และกูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการ   ต่อมาจนกระทั่งปี 1444 กูเต็นเบิร์กยังอาศัยอยู่ในเมือง Strasbourg แถบ St.Arbogast แถวชานเมือง ยังไม่แน่ชัดว่าที่นี้เขาทำอะไร หรือสถานที่นี้หรือว่าที่เขาสามารถคิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะขึ้นมาได้    โรงงานของกูเต็นเบิร์กตั้งอยู่ในเมือง Hof Humbrecht ซึ่งเป็นสมบัติของญาติห่างๆ ของเขาเอง กูเต็นเบิร์กมีแท่นพิมพ์ 2 ชิ้น ชิ้นแรกจะไว้รับงานทั่วๆ ไป และอีกชิ้นจะรับงานการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล ธุรกิจของเขาได้กำไรจากการพิมพ์คัมภีร์เป็นส่วนใหญ่

กูเต็นเบิร์กเสียชีวิตลงในปี 1468 ต่อมาโบสถ์และสุสานของเขาได้ถูกทำลายในปี 1504 เขาได้ถูกจารึกเป็นผู้คิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะ ซึ่งปรากฏในหนังสือของ Professor Iwo Wittig
 
 
ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการปรับปรุงการทำงาน

กรณีการศึกษา  เกี่ยวกับการรดน้ำพืชผล      

 

                                                                         การรดน้ำแบบเดิม
โดยแต่ก่อน จากวิธีรดน้ำแบบเดิม ที่เกษตรกรต้องลงไปลุยน้ำเพื่อผลักเรือรดน้ำไปตามร่องสวน ทำให้เกิดความเหน็ดเหนื่อย มีผลกระทบต่อร่างกายและต้องใช้เวลานานในการรดน้ำแต่ละแปลง

การรดน้ำแบบเรือรดน้ำใช้วิทยุบังคับ

กรณีการปรับปรุงการทำงาน   โดยจะใช้เรือรดน้ำที่สามารถควบคุมการทำงานโดยใช้วิทยุบังคับ คล้ายกับการเล่นรถวิทยุบังคับทั่วไป โดยวิทยุบังคับนี้มีระยะทางการส่งสัญญาณประมาณ 100 เมตร ซึ่งเกษตรกรไม่ต้องลงไปลุยน้ำในท้องร่อง เพียงแต่เดินตามเพื่อควบคุมทิศทางเรืออยู่บนฝั่ง ทำให้เกษตรกรทำงานได้เร็วและสะดวกมากขึ้นด้วย

 
 
 
แหล่งที่อ้างอิง :  http://groups.google.co.th/group/aj-niwet
                          http://learners.in.th/blog/yanawut/tag/hawthorne%20effect

สง่า แสนจักร์

unread,
Jul 8, 2008, 5:04:02 AM7/8/08
to im3...@googlegroups.com

wichai chaiudom

unread,
Jul 6, 2008, 5:40:28 AM7/6/08
to im3...@googlegroups.com
501476056 นายวิขัย   ไชยอุดม
รายงานกรณีศึกษา  การศึกษาและปรับปรุงการทำงาน
Hawthorne Effect
The Hawthorne effect describes a temporary change to behavior or performance in respone to a change in the environmentel conditions,with by Henry A. Landsberger  when analyzing older experiments from 1924-1932 at the Hawthorne Works (outside Chicago). Landsberger defined the  Hawthorme effectas:
Junannes  Gutenberg
กูเด็นเบิร์กเป็นนักขุดทองและช่งพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันมาในนาม "คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด"
ในบรรดาผลงานของเขาผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดคือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึนโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้น็ต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น การประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นเป็นการผสมผสานสิ่งเห่านี้ไว้ด้วยกัน และสามารถใช้งานได้จริง
ตัวเรียงพิมพ์โลหะได้ถูกนำมาใช้ในการทำต้นฉบับคือว่างานประดิษฐ์นี้ได้ล้มล้างวิธีการพิมพ์แบบเก่าสมัยที่ยังเป็นแท่นพิมพ์แบบใหม่นี้ที่ได้เป็นที่นิยมในยุโรปอย่างกว้างขวางและถือว่ามีส่วนสำคัญต่อมาอย่างมากในงานพิมพ์สมัยเรเนอซองส์ กูเต็นเบิร์กได้ถูกจารึกชื่ออยู่ในหอคอยเกียรติยศปี 1998 รวมถึง A&E network ได้จัดอันดับให้เขาติดอันดับ 1 ใน People of the Millennium
การปรับปรุงการทำงาน/กระบวนการ/สินค้า
      โดยการปรับปรุงคุณภาพสินค้า เช่น การบรรจุหีบห่อ สีสันของสินค้า ส่วนประกอบของสินค้า หรือการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการจำหน่าย เช่น การให้บริการหลังการขาย สถานที่จำหน่ายสินค้า หรือกลยุทธ์ในการขายสินค้าต่างๆ เพื่อดึงดูดลูกค้าให้ซื้อสินค้าของตน โดยผู้ผลิตสามารถชี้แจงความแตกต่างของสินค้าตนกับสินค้าของผู้ผลิตรายอื่น ดังนั้น ในการปรับปรุงสินค้า ทำให้มีต้นทุนในการผลิตสูงขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดการยอมรับในสินค้ามากขึ้น ปริมาณการขายเพิ่มขึ้น ฉะนั้นผู้ผลิตจึงควรพิจารณาว่า ควรใช้จ่ายเพื่อปรับปรุงสินค้าเป็นจำนวนเท่าใด จึงจะก่อให้เกิดกำไรสูงสุด กล่าวคือ ผู้ผลิตควรใช้จ่ายในการปรับปรุงสินค้าของตนไปเรื่อยๆ ตราบใดที่รายรับเพิ่มจากการปรับปรุงสินค้ามีค่ามากกว่าต้นทุนเพิ่ม
ที่มาของข้อมูล
www.google.com

 


Invite your mail contacts to join your friends list with Windows Live Spaces. It's easy! Try it!

wichai chaiudom

unread,
Jul 6, 2008, 5:39:54 AM7/6/08
to im3...@googlegroups.com
Explore the seven wonders of the world Learn more!

นาย สมชาย พิมลพรเพิ่มชัย

unread,
Jul 8, 2008, 2:34:41 AM7/8/08
to im3...@googlegroups.com
นาย สมชาย พิมลพรเพิ่มชัย 
การจัดการอุตสาหกรรม   501476100

 

        Hawthorne Effect

     เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น   (บางทีเรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ) 

   ในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร  คำว่า เป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี  1924 และ 1932.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่  ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีของแสงในโรงงานอย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพผลผลิตของพนักงาน ก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการศึกษา ได้เพิ่มเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาใหม่ในโรงงานเดิม โดยครั้งใหม่นี้ใช้กลุ่มคนงาน ๕ กลุ่มที่อายุแตกต่างกัน แบ่งเพศเป็นเพศชาย กับเพศหญิง ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมการทำงานอื่นด้วย (ได้แก่ วิธีการจ่ายเงิน การให้พักครั้งละ ๕ นาที ๒ครั้งต่อกะโดยให้เลือกเวลาเอง ต่อด้วยการให้พัก ๑๐ นาที ๒ครั้งต่อกะงานโดยหัวหน้างานกำหนดเวลา ต่อด้วยให้หยุดพักครั้งละ ๕ นาทีเมื่อเวลาที่พนักงานเบื่องานถึงที่สุดในกะงานนั้นแต่ต้องบอกหัวหน้างานก่อน และพักได้ถึง ๖ ครั้งต่อกะ การปรับเปลี่ยนให้มีอาหารว่างกินระหว่างพัก  การให้กลับบ้านก่อนเลิกกะ ๓๐ นาทีถ้าผลงานดี ผลการวิจัย กลับพบเช่นเดิมว่า ขณะทำการวิจัย ผลงานของพนักงานเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มไม่แตกต่างกันทางสถิติ และเมื่อเลิกวิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อองค์กรและพฤติกรรมองค์กร อย่างมาก มากกว่าสิ่งแวดล้อมทางกายภาพเช่น แสง เสียง ความร้อน หรือแม้แต่สวัสดิการ ฯลฯ  นักวิจัยจึงสรุปว่า ธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ในที่ทำงานรวมหมู่กันในโรงงานหรือองค์กร ณ ขณะทำการวิจัยนั้นน่าจะปรับตัวไปตามสิ่งแวดล้อมที่เข้ามาบีบรัด ณ ขณะนั้น หมายความว่าผู้ปฏิบัติงานจะทำงานหนักขึ้นเพราะว่าพวกเขาคิดว่าเขากำลังอยู่ในท่ามกลางสถานการณ์พิเศษ (กำลังวิจัยอยู่) ควรจะต้องทำอะไรที่พิเศษสักหน่อย นักวิจัยยังได้ทำการทดลองต่ออีก โดยคราวนี้กำหนดให้มีคนที่มาทำงานด้วยเป็น coworkers ของแต่คน ทำงานเป็นคู่ ๆ ผลลัพธ์ที่ออกมาพบว่า คนที่มาเป็นคู่ร่วมทำงานก็กลายมาเป็นตัวกระตุ้นเร้าพิเศษในระยะแรก มีผลต่อจิตวิทยาและผลงานในระยะแรกไม่ต่างจากการตั้งชื่อว่าจะมีงานวิจัยในโรงงาน  ในระยะหลัง ตั้งแต่ปี ๑๙๗๑ เป็นต้นมา "the Hawthorne effect" ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกระตุ้นเร้าเป็นช่วงๆ เพื่อให้องค์กรเกิด นั่นคือสร้างให้มีปรากฏการณ์พิเศษขึ้นในองค์กรในบางช่วงเวลา พนักงานก็จะหันมาสนใจเรื่องการ learning, ซึ่งก็จะทำให้พนักงานมีความเชี่ยวชาญ expertise มากขึ้น แล้วก็ให้เขาเหล่านั้นได้มีโอกาสทบทวนภูมิปัญญาของตนเอง reflection ซึ่งก็จะกลับกลายมาเป็นการยกระดับการพัฒนาคุณภาพงาน ผลงานอย่างต่อเนื่องต่อไป การสร้างปรากฏการณ์พิเศษทางการบริหารยุคใหม่หลังยุค ๑๙๙๑ โดยทั่วไปไม่ทำว่าจะต้องวิจัยอะไรในโรงงานหรือองค์กร แต่มักนิยมใช้เครื่องมือที่ชื่อ  "implicit social cognition" คือการสร้างปฏิทินการจัดงานขึ้นมาเองโดยฝ่ายบริหาร” (เช่น วันสถาปนาโรงงาน วันประกวดผู้ปฏิบัติงานดีเด่น วัน ๕ ส. ดีเด่น วันครบรอบ ...... ฯลฯ) จัดกิจกรรมในพื้นที่งานหรือในพื้นที่สาธารณะหรือต่อสังคม ผลงานของพนักงานก็จะดีขึ้นเองจากการสร้างปฏิทินกิจกรรมพิเศษโดยฝ่ายบริหาร ในระยะหลังบางทีจึงเรียก " Hawthorne effect

กูเต็นเบิร์ก

เป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด
ในบรรดาผลงานของเขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดตือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น การประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นเป็นการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน และสามารถใช้งานได้จริง

ตัวเรียงพิมพ์โลหะได้ถูกนำเข้ามาใช้ในการทำต้นฉบับคือว่างานประดิษฐ์นี้ได้ล้มล้างวิธีการพิมพ์แบบเก่าสมัยที่ยังเป็นแท่นพิมพ์แกะไม้อยู่ วิธีการพิมพ์แบบใหม่นี้ได้เป็นที่นิยมในยุโรปอย่างกว้างขวาง และถือว่ามีส่วนสำคัญต่อมาอย่างมากในงานพิมพ์สมัยเรเนอซองส์ กูเต็นเบิร์กได้ถูกจารึกชื่ออยู่ในหอคอยเกียรติยศปี 1998 รวมถึงA&E network ได้จัดอันดับให้เขาติดอันดับ 1 ใน People of the Millennium และในปี 1997 นิตยสารTime จัดให้สิ่งประดิษฐ์ของกูเต็นเบิร์กเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญที่สุดในยุคศตวรรษที่ 20
ชีวิตส่วนตัว
กูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของเจ้าของร้านค้า บางตำรากล่าวว่าพ่อของกูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400
  ในสมัยนั้นผู้ที่มีอันจะกินในเมืองโมนซ์นิยมตั้งชื่อตามบ้านที่ครอบครอง และในช่วงปี 1411 เกิดจราจลต่อต้านผู้มีอันจะกินในเมืองโมนซ์ ผู้คนกว่า 100 หลังคาเรือนต้องอพยพไปเมืองอื่น ครอบครัวกูเต็นเบิร์กย้ายไปที่เมือง Eltville am Rhein ที่ซึ่งมารดาของเขาเป็นเจ้าของ เขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 และกูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการ
   ไม่มีการระบุแน่ชัดว่าภายในระยะ 15 ปีต่อ กูเต็นเบิร์กทำอะไร แต่ในปี 1434 มีจดหมายแสดงว่ากูเต็นเบิร์กได้มาอาศัยอยู่กับญาติของมารดา ภายในเมือง Strasbourg และมีการค้นพบอีกว่าที่เมืองนี้นั้นเขามีอาชีพเป็นนักขุดทอง ในปี 1437 พบหลักฐานว่าเขาเป็นผู้อบรมเรื่องการเจียระไนเพชรพลอย ซึ่งไม่ทราบว่าเขามีความรู้ทางด้านนี้ได้อย่างไร ในปี 1436/37 เขาได้ไปปรากฏตัวต่อหน้าศาลข้อหาละเมิดสัญญาการแต่งงานกับสาวชาวเมือง Strasbourg แต่ไม่มีการบันทึกว่าการแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อใด
จนกระทั่งปี 1444 กูเต็นเบิร์กยังอาศัยอยู่ในเมือง Strasbourg แถบ St.Arbogast แถวชานเมือง ยังไม่แน่ชัดว่าที่นี้เขาทำอะไร หรือสถานที่นี้หรือว่าที่เขาสามารถคิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะขึ้นมาได้
   เว้นว่างไปจนกระทั่งปี 1448 เขากลับมายังเมืองโมนซ์ เขาได้เงินจากน้องเขย Arnold Gelthus สันนิษฐานว่าเพื่อใช้สิ่งพิมพ์
ในปี 1450 สิ่งพิมพ์เริ่มมีบทบาท มีการพิมพ์บทกลอนของเยอรมัน เป็นไปได้มีการพิมพ์ครั้งแรกกันที่เมืองนี้ กูเต็นเบิร์กได้ทำการยืมเงิน 800 g. จาก Fust ต่อมา Peter Schoefler ได้แต่งงานกับน้องสาวของ Fust และเข้าร่วมกิจการนี้ด้วย Schoefler ทำงานเป็นผู้ช่วยอยู่ที่ปารีส และช่วยออกแบบหน้าตาของตัวเรียงพิมพ์
    โรงงานของกูเต็นเบิร์กตั้งอยู่ในเมือง Hof Humbrecht ซึ่งเป็นสมบัติของญาติห่างๆ ของเขาเอง ไม่ทราบแน่ชัดว่ากูเต็นเบิร์กรับงานการพิมพ์คัมภีร์มาเมื่อใด แต่เพื่องานชิ้นนี้ กูเต็นเบิร์กได้ยืมเงิน Fust เพิ่มอีก 800g. และเริ่มงานในปี 1452 ในขณะเดียวกัน มีการพิมพ์หนังสือไวยากรณ์ภาษาลาติน เชื่อกันว่ากูเต็นเบิร์กมีแท่นพิมพ์ 2 ชิ้น ชิ้นแรกจะไว้รับงานทั่วๆ ไป และอีกชิ้นจะรับงานการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล ธุรกิจของเขาได้กำไรจากการพิมพ์คัมภีร์เป็นส่วนใหญ่จากหลัฐานที่ได้พบในปี 1454-55
  ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กได้ตีมพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด ซึ่งเป็นที่รุ้จักกันในนาม คัมภีร์ไบเบิ้ลกูเต็นเบิร์กพิมพ์ออกมา 180 ชุด ลงบนกระดาษและหนังลูกวัว

การขึ้นศาล
  ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กกับ Fust ทะเลาะกันและ Fust ได้เรียกร้องเงินทั้งหมดของเขาคืน และเงินนั้นได้ลงทุนไปกับการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล ทำให้เขาไม่มีเงินจะคืน Fust ได้ยื่นฟ้องกับ Archbishop’s count ผลการตัดสินได้ให้สิทธิการดูแลทั้งหมดแก่ Fust
  กูเต็นเบิร์กล้มละลาย แต่มีหลักฐานปรากฏว่าเขาได้ตั้งโรงพิมพ์เล็กๆ ขึ้นมาในปี 1459 และจัดพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ลให้กับเมือง Bamberg แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการพิมพ์ไม่มีการลงชื่อและวันที่ไว้เลย
  ในขณะเดียวกัน Fust – Schoefler ถือเป็นโรงพิมพ์แรกที่ใส่ชื่อผู้พิมพ์และวันที่ลงไป
ชีวิตต่อมา
  ในปี 1462 เกิดกรณีพิพาทระหว่าง Archbishop เมือง Mainz กูเต็นเบิร์กได้ถูกเนรเทศ เข้าย้ายไปอยู่ที่เมือง Eltville ที่ซึ่งเขาได้ถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ในเรื่องการพิมพ์ให้กับน้องชาย Bechtermunze
  ในปี 1465 กูเต็นเบิร์กได้รับยศ Hofman จาก Archbishop Van Nasse ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าหลังจากนั้นกูเต็นเบิร์กได้ย้ายกลับ Mainz หรือไม่
กูเต็นเบิร์กเสียชีวิตลงในปี 1468 ต่อมาโบสถ์และสุสานของเขาได้ถูกทำลาย
ในปี 1504 เขาได้ถูกจารึกเป็นผู้คิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะ ซึ่งปรากฏในหนังสือของ Professor Iwo Wittig



แชตออนไลน์ทันใจกับเพื่อนและครอบครัวของคุณ! Windows Live Messenger

Jaipun Jafa

unread,
Jul 8, 2008, 2:14:13 AM7/8/08
to im3...@googlegroups.com

              นาย  ใจปั๋น  จ่าฟ้า

              501476094    การจัดการอุตสาหกรรม

 

   Hawthorne Effect

เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น (บางทีเรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ) ในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร  คำว่า เป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี  1924 และ 1932.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่  ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีของแสงในโรงงานอย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพผลผลิตของพนักงาน ก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการศึกษา ได้เพิ่มเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาใหม่ในโรงงานเดิม โดยครั้งใหม่นี้ใช้กลุ่มคนงาน ๕ กลุ่มที่อายุแตกต่างกัน แบ่งเพศเป็นเพศชาย กับเพศหญิง ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมการทำงานอื่นด้วย (ได้แก่ วิธีการจ่ายเงิน การให้พักครั้งละ ๕ นาที ๒ครั้งต่อกะโดยให้เลือกเวลาเอง ต่อด้วยการให้พัก ๑๐ นาที ๒ครั้งต่อกะงานโดยหัวหน้างานกำหนดเวลา ต่อด้วยให้หยุดพักครั้งละ ๕ นาทีเมื่อเวลาที่พนักงานเบื่องานถึงที่สุดในกะงานนั้นแต่ต้องบอกหัวหน้างานก่อน และพักได้ถึง ๖ ครั้งต่อกะ การปรับเปลี่ยนให้มีอาหารว่างกินระหว่างพัก  การให้กลับบ้านก่อนเลิกกะ ๓๐ นาทีถ้าผลงานดี ผลการวิจัย กลับพบเช่นเดิมว่า ขณะทำการวิจัย ผลงานของพนักงานเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มไม่แตกต่างกันทางสถิติ และเมื่อเลิกวิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อองค์กรและพฤติกรรมองค์กร อย่างมาก มากกว่าสิ่งแวดล้อมทางกายภาพเช่น แสง เสียง ความร้อน หรือแม้แต่สวัสดิการ ฯลฯ  นักวิจัยจึงสรุปว่า ธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ในที่ทำงานรวมหมู่กันในโรงงานหรือองค์กร ณ ขณะทำการวิจัยนั้นน่าจะปรับตัวไปตามสิ่งแวดล้อมที่เข้ามาบีบรัด ณ ขณะนั้น หมายความว่าผู้ปฏิบัติงานจะทำงานหนักขึ้นเพราะว่าพวกเขาคิดว่าเขากำลังอยู่ในท่ามกลางสถานการณ์พิเศษ (กำลังวิจัยอยู่) ควรจะต้องทำอะไรที่พิเศษสักหน่อย นักวิจัยยังได้ทำการทดลองต่ออีก โดยคราวนี้กำหนดให้มีคนที่มาทำงานด้วยเป็น coworkers ของแต่คน ทำงานเป็นคู่ ๆ ผลลัพธ์ที่ออกมาพบว่า คนที่มาเป็นคู่ร่วมทำงานก็กลายมาเป็นตัวกระตุ้นเร้าพิเศษในระยะแรก มีผลต่อจิตวิทยาและผลงานในระยะแรกไม่ต่างจากการตั้งชื่อว่าจะมีงานวิจัยในโรงงาน  ในระยะหลัง ตั้งแต่ปี ๑๙๗๑ เป็นต้นมา "the Hawthorne effect" ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกระตุ้นเร้าเป็นช่วงๆ เพื่อให้องค์กรเกิด นั่นคือสร้างให้มีปรากฏการณ์พิเศษขึ้นในองค์กรในบางช่วงเวลา พนักงานก็จะหันมาสนใจเรื่องการ learning, ซึ่งก็จะทำให้พนักงานมีความเชี่ยวชาญ expertise มากขึ้น แล้วก็ให้เขาเหล่านั้นได้มีโอกาสทบทวนภูมิปัญญาของตนเอง reflection ซึ่งก็จะกลับกลายมาเป็นการยกระดับการพัฒนาคุณภาพงาน ผลงานอย่างต่อเนื่องต่อไป การสร้างปรากฏการณ์พิเศษทางการบริหารยุคใหม่หลังยุค ๑๙๙๑ โดยทั่วไปไม่ทำว่าจะต้องวิจัยอะไรในโรงงานหรือองค์กร แต่มักนิยมใช้เครื่องมือที่ชื่อ  "implicit social cognition" คือการสร้างปฏิทินการจัดงานขึ้นมาเองโดยฝ่ายบริหาร” (เช่น วันสถาปนาโรงงาน วันประกวดผู้ปฏิบัติงานดีเด่น วัน ๕ ส. ดีเด่น วันครบรอบ ...... ฯลฯ) จัดกิจกรรมในพื้นที่งานหรือในพื้นที่สาธารณะหรือต่อสังคม ผลงานของพนักงานก็จะดีขึ้นเองจากการสร้างปฏิทินกิจกรรมพิเศษโดยฝ่ายบริหาร ในระยะหลังบางทีจึงเรียก " Hawthorne effect”

กูเต็นเบิร์ก

เป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด

 
ในบรรดาผลงานของเขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดตือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น การประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นเป็นการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน และสามารถใช้งานได้จริง

ตัวเรียงพิมพ์โลหะได้ถูกนำเข้ามาใช้ในการทำต้นฉบับคือว่างานประดิษฐ์นี้ได้ล้มล้างวิธีการพิมพ์แบบเก่าสมัยที่ยังเป็นแท่นพิมพ์แกะไม้อยู่ วิธีการพิมพ์แบบใหม่นี้ได้เป็นที่นิยมในยุโรปอย่างกว้างขวาง และถือว่ามีส่วนสำคัญต่อมาอย่างมากในงานพิมพ์สมัยเรเนอซองส์ กูเต็นเบิร์กได้ถูกจารึกชื่ออยู่ในหอคอยเกียรติยศปี 1998 รวมถึงA&E network ได้จัดอันดับให้เขาติดอันดับ 1 ใน People of the Millennium และในปี 1997 นิตยสารTime จัดให้สิ่งประดิษฐ์ของกูเต็นเบิร์กเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญที่สุดในยุคศตวรรษที่ 20

ชีวิตส่วนตัว
กูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของเจ้าของร้านค้า บางตำรากล่าวว่าพ่อของกูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400

ในสมัยนั้นผู้ที่มีอันจะกินในเมืองโมนซ์นิยมตั้งชื่อตามบ้านที่ครอบครอง และในช่วงปี 1411 เกิดจราจลต่อต้านผู้มีอันจะกินในเมืองโมนซ์ ผู้คนกว่า 100 หลังคาเรือนต้องอพยพไปเมืองอื่น ครอบครัวกูเต็นเบิร์กย้ายไปที่เมือง Eltville am Rhein ที่ซึ่งมารดาของเขาเป็นเจ้าของ เขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 และกูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการ

ไม่มีการระบุแน่ชัดว่าภายในระยะ 15 ปีต่อ กูเต็นเบิร์กทำอะไร แต่ในปี 1434 มีจดหมายแสดงว่ากูเต็นเบิร์กได้มาอาศัยอยู่กับญาติของมารดา ภายในเมือง Strasbourg และมีการค้นพบอีกว่าที่เมืองนี้นั้นเขามีอาชีพเป็นนักขุดทอง ในปี 1437 พบหลักฐานว่าเขาเป็นผู้อบรมเรื่องการเจียระไนเพชรพลอย ซึ่งไม่ทราบว่าเขามีความรู้ทางด้านนี้ได้อย่างไร ในปี 1436/37 เขาได้ไปปรากฏตัวต่อหน้าศาลข้อหาละเมิดสัญญาการแต่งงานกับสาวชาวเมือง Strasbourg แต่ไม่มีการบันทึกว่าการแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อใด

จนกระทั่งปี 1444 กูเต็นเบิร์กยังอาศัยอยู่ในเมือง Strasbourg แถบ St.Arbogast แถวชานเมือง ยังไม่แน่ชัดว่าที่นี้เขาทำอะไร หรือสถานที่นี้หรือว่าที่เขาสามารถคิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะขึ้นมาได้

เว้นว่างไปจนกระทั่งปี 1448 เขากลับมายังเมืองโมนซ์ เขาได้เงินจากน้องเขย Arnold Gelthus สันนิษฐานว่าเพื่อใช้สิ่งพิมพ์

ในปี 1450 สิ่งพิมพ์เริ่มมีบทบาท มีการพิมพ์บทกลอนของเยอรมัน เป็นไปได้มีการพิมพ์ครั้งแรกกันที่เมืองนี้ กูเต็นเบิร์กได้ทำการยืมเงิน 800 g. จาก Fust ต่อมา Peter Schoefler ได้แต่งงานกับน้องสาวของ Fust และเข้าร่วมกิจการนี้ด้วย Schoefler ทำงานเป็นผู้ช่วยอยู่ที่ปารีส และช่วยออกแบบหน้าตาของตัวเรียงพิมพ์

โรงงานของกูเต็นเบิร์กตั้งอยู่ในเมือง Hof Humbrecht ซึ่งเป็นสมบัติของญาติห่างๆ ของเขาเอง ไม่ทราบแน่ชัดว่ากูเต็นเบิร์กรับงานการพิมพ์คัมภีร์มาเมื่อใด แต่เพื่องานชิ้นนี้ กูเต็นเบิร์กได้ยืมเงิน Fust เพิ่มอีก 800g. และเริ่มงานในปี 1452 ในขณะเดียวกัน มีการพิมพ์หนังสือไวยากรณ์ภาษาลาติน เชื่อกันว่ากูเต็นเบิร์กมีแท่นพิมพ์ 2 ชิ้น ชิ้นแรกจะไว้รับงานทั่วๆ ไป และอีกชิ้นจะรับงานการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล ธุรกิจของเขาได้กำไรจากการพิมพ์คัมภีร์เป็นส่วนใหญ่จากหลัฐานที่ได้พบในปี 1454-55


.ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กได้ตีมพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด ซึ่งเป็นที่รุ้จักกันในนาม คัมภีร์ไบเบิ้ลกูเต็นเบิร์กพิมพ์ออกมา 180 ชุด ลงบนกระดาษและหนังลูกวัว



การขึ้นศาล
ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กกับ Fust ทะเลาะกันและ Fust ได้เรียกร้องเงินทั้งหมดของเขาคืน และเงินนั้นได้ลงทุนไปกับการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล ทำให้เขาไม่มีเงินจะคืน Fust ได้ยื่นฟ้องกับ Archbishop’s count ผลการตัดสินได้ให้สิทธิการดูแลทั้งหมดแก่ Fust

กูเต็นเบิร์กล้มละลาย แต่มีหลักฐานปรากฏว่าเขาได้ตั้งโรงพิมพ์เล็กๆ ขึ้นมาในปี 1459 และจัดพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ลให้กับเมือง Bamberg แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการพิมพ์ไม่มีการลงชื่อและวันที่ไว้เลย

ในขณะเดียวกัน Fust – Schoefler ถือเป็นโรงพิมพ์แรกที่ใส่ชื่อผู้พิมพ์และวันที่ลงไป

ชีวิตต่อมา
ในปี 1462 เกิดกรณีพิพาทระหว่าง Archbishop เมือง Mainz กูเต็นเบิร์กได้ถูกเนรเทศ เข้าย้ายไปอยู่ที่เมือง Eltville ที่ซึ่งเขาได้ถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ในเรื่องการพิมพ์ให้กับน้องชาย Bechtermunze

ในปี 1465 กูเต็นเบิร์กได้รับยศ Hofman จาก Archbishop Van Nasse ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าหลังจากนั้นกูเต็นเบิร์กได้ย้ายกลับ Mainz หรือไม่

กูเต็นเบิร์กเสียชีวิตลงในปี 1468 ต่อมาโบสถ์และสุสานของเขาได้ถูกทำลาย

ในปี 1504 เขาได้ถูกจารึกเป็นผู้คิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะ ซึ่งปรากฏในหนังสือของ Professor Iwo Wittig



Always-on security tools provide safer ways to connect and share anywhere. Find out more. Windows Live

wichai chaiudom

unread,
Jul 6, 2008, 5:34:01 AM7/6/08
to im3...@googlegroups.com

wichai chaiudom

unread,
Jul 6, 2008, 5:35:04 AM7/6/08
to im3...@googlegroups.com

wichai chaiudom

unread,
Jul 6, 2008, 5:35:28 AM7/6/08
to im3...@googlegroups.com
Discover the new Windows Vista Learn more!

สง่า แสนจักร์

unread,
Jul 8, 2008, 5:05:30 AM7/8/08
to im3...@googlegroups.com

นาย สง่า    แสนจักร์     501476010

เอก  การจัดการอุตสาหกรรม  หมู่  1

 
 
 
 
 
 
 
The Hawthorne effect
The Hawthorne effect เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น (บางทีเรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ) "the Hawthorne effect" ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกระตุ้นเร้าเป็นช่วงๆ เพื่อให้องค์กรเกิดนั่นคือสร้างให้มีปรากฏการณ์พิเศษขึ้นในองค์กรในบางช่วงเวลา พนักงานก็จะหันมาสนใจเรื่องการ learning, ซึ่งก็จะทำให้พนักงานมีความเชี่ยวชาญ expertise มากขึ้น แล้วก็ให้เขาเหล่านั้นได้มีโอกาสทบทวนภูมิปัญญาของตนเอง reflection ซึ่งก็จะกลับกลายมาเป็นการยกระดับการพัฒนาคุณภาพงาน ผลงานอย่างต่อเนื่องต่อไป การจัดกิจกรรมในพื้นที่งานหรือในพื้นที่สาธารณะหรือต่อสังคม ผลงานของพนักงานก็จะดีขึ้นเองจากการสร้างปฏิทินกิจกรรมพิเศษโดยฝ่ายบริหาร ในระยะหลังบางทีจึงเรียก " Hawthorne effect”

 
 
กูเต็นเบิร์ก
กูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัดในบรรดาผลงานของเขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดตือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น การประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นเป็นการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน และสามารถใช้งานได้จริง
กูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง   เขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 และกูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการ   ต่อมาจนกระทั่งปี 1444 กูเต็นเบิร์กยังอาศัยอยู่ในเมือง Strasbourg แถบ St.Arbogast แถวชานเมือง ยังไม่แน่ชัดว่าที่นี้เขาทำอะไร หรือสถานที่นี้หรือว่าที่เขาสามารถคิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะขึ้นมาได้    โรงงานของกูเต็นเบิร์กตั้งอยู่ในเมือง Hof Humbrecht ซึ่งเป็นสมบัติของญาติห่างๆ ของเขาเอง กูเต็นเบิร์กมีแท่นพิมพ์ 2 ชิ้น ชิ้นแรกจะไว้รับงานทั่วๆ ไป และอีกชิ้นจะรับงานการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล ธุรกิจของเขาได้กำไรจากการพิมพ์คัมภีร์เป็นส่วนใหญ่

กูเต็นเบิร์กเสียชีวิตลงในปี 1468 ต่อมาโบสถ์และสุสานของเขาได้ถูกทำลายในปี 1504 เขาได้ถูกจารึกเป็นผู้คิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะ ซึ่งปรากฏในหนังสือของ Professor Iwo Wittig
 
 
ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการปรับปรุงการทำงาน

กรณีการศึกษา  เกี่ยวกับการรดน้ำพืชผล      

 

                                                                         การรดน้ำแบบเดิม
โดยแต่ก่อน จากวิธีรดน้ำแบบเดิม ที่เกษตรกรต้องลงไปลุยน้ำเพื่อผลักเรือรดน้ำไปตามร่องสวน ทำให้เกิดความเหน็ดเหนื่อย มีผลกระทบต่อร่างกายและต้องใช้เวลานานในการรดน้ำแต่ละแปลง

การรดน้ำแบบเรือรดน้ำใช้วิทยุบังคับ

กรณีการปรับปรุงการทำงาน   โดยจะใช้เรือรดน้ำที่สามารถควบคุมการทำงานโดยใช้วิทยุบังคับ คล้ายกับการเล่นรถวิทยุบังคับทั่วไป โดยวิทยุบังคับนี้มีระยะทางการส่งสัญญาณประมาณ 100 เมตร ซึ่งเกษตรกรไม่ต้องลงไปลุยน้ำในท้องร่อง เพียงแต่เดินตามเพื่อควบคุมทิศทางเรืออยู่บนฝั่ง ทำให้เกษตรกรทำงานได้เร็วและสะดวกมากขึ้นด้วย
 
 
 
แหล่งที่อ้างอิง :  http://groups.google.co.th/group/aj-niwet
                          http://learners.in.th/blog/yanawut/tag/hawthorne%20effect



niwet chinabunrueang

unread,
Jul 9, 2008, 5:24:48 PM7/9/08
to im3...@googlegroups.com
501476010
นาย สง่า    แสนจักร์ 

---------- Forwarded message ----------
From: สง่า แสนจักร์ <sanga50...@hotmail.com>
Date: ก.ค. 8, 2008 4:06 หลังเที่ยง
Subject: 1/2551work1
To: im3...@googlegroups.com

 

niwet chinabunrueang

unread,
Jul 9, 2008, 5:25:46 PM7/9/08
to im3...@googlegroups.com
501476056 นายวิขัย   ไชยอุดม

---------- Forwarded message ----------
From: wichai chaiudom <wichai5...@hotmail.com>
Date: ก.ค. 6, 2008 4:39 หลังเที่ยง
Subject: 1/2551work1
To: im3...@googlegroups.com

niwet chinabunrueang

unread,
Jul 9, 2008, 5:29:05 PM7/9/08
to im3...@googlegroups.com
501476100 นาย สมชาย พิมลพรเพิ่มชัย

---------- Forwarded message ----------
From: นาย สมชาย พิมลพรเพิ่มชัย <somcha...@hotmail.com>
Date: ก.ค. 8, 2008 11:56 ก่อนเที่ยง
Subject: 1/2551 work1
To: im3...@googlegroups.com
Cc: somcha...@hotmail.com

 
การจัดการอุตสาหกรรม   
 

        Hawthorne Effect

     เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น   (บางทีเรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ) 

   ในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร  คำว่า เป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี  1924 และ 1932.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่  ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีของแสงในโรงงานอย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพผลผลิตของพนักงาน ก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการศึกษา ได้เพิ่มเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาใหม่ในโรงงานเดิม โดยครั้งใหม่นี้ใช้กลุ่มคนงาน ๕ กลุ่มที่อายุแตกต่างกัน แบ่งเพศเป็นเพศชาย กับเพศหญิง ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมการทำงานอื่นด้วย (ได้แก่ วิธีการจ่ายเงิน การให้พักครั้งละ ๕ นาที ๒ครั้งต่อกะโดยให้เลือกเวลาเอง ต่อด้วยการให้พัก ๑๐ นาที ๒ครั้งต่อกะงานโดยหัวหน้างานกำหนดเวลา ต่อด้วยให้หยุดพักครั้งละ ๕ นาทีเมื่อเวลาที่พนักงานเบื่องานถึงที่สุดในกะงานนั้นแต่ต้องบอกหัวหน้างานก่อน และพักได้ถึง ๖ ครั้งต่อกะ การปรับเปลี่ยนให้มีอาหารว่างกินระหว่างพัก  การให้กลับบ้านก่อนเลิกกะ ๓๐ นาทีถ้าผลงานดี ผลการวิจัย กลับพบเช่นเดิมว่า ขณะทำการวิจัย ผลงานของพนักงานเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มไม่แตกต่างกันทางสถิติ และเมื่อเลิกวิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อองค์กรและพฤติกรรมองค์กร อย่างมาก มากกว่าสิ่งแวดล้อมทางกายภาพเช่น แสง เสียง ความร้อน หรือแม้แต่สวัสดิการ ฯลฯ  นักวิจัยจึงสรุปว่า ธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ในที่ทำงานรวมหมู่กันในโรงงานหรือองค์กร ณ ขณะทำการวิจัยนั้นน่าจะปรับตัวไปตามสิ่งแวดล้อมที่เข้ามาบีบรัด ณ ขณะนั้น หมายความว่าผู้ปฏิบัติงานจะทำงานหนักขึ้นเพราะว่าพวกเขาคิดว่าเขากำลังอยู่ในท่ามกลางสถานการณ์พิเศษ (กำลังวิจัยอยู่) ควรจะต้องทำอะไรที่พิเศษสักหน่อย นักวิจัยยังได้ทำการทดลองต่ออีก โดยคราวนี้กำหนดให้มีคนที่มาทำงานด้วยเป็น coworkers ของแต่คน ทำงานเป็นคู่ ๆ ผลลัพธ์ที่ออกมาพบว่า คนที่มาเป็นคู่ร่วมทำงานก็กลายมาเป็นตัวกระตุ้นเร้าพิเศษในระยะแรก มีผลต่อจิตวิทยาและผลงานในระยะแรกไม่ต่างจากการตั้งชื่อว่าจะมีงานวิจัยในโรงงาน  ในระยะหลัง ตั้งแต่ปี ๑๙๗๑ เป็นต้นมา "the Hawthorne effect" ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกระตุ้นเร้าเป็นช่วงๆ เพื่อให้องค์กรเกิด นั่นคือสร้างให้มีปรากฏการณ์พิเศษขึ้นในองค์กรในบางช่วงเวลา พนักงานก็จะหันมาสนใจเรื่องการ learning, ซึ่งก็จะทำให้พนักงานมีความเชี่ยวชาญ expertise มากขึ้น แล้วก็ให้เขาเหล่านั้นได้มีโอกาสทบทวนภูมิปัญญาของตนเอง reflection ซึ่งก็จะกลับกลายมาเป็นการยกระดับการพัฒนาคุณภาพงาน ผลงานอย่างต่อเนื่องต่อไป การสร้างปรากฏการณ์พิเศษทางการบริหารยุคใหม่หลังยุค ๑๙๙๑ โดยทั่วไปไม่ทำว่าจะต้องวิจัยอะไรในโรงงานหรือองค์กร แต่มักนิยมใช้เครื่องมือที่ชื่อ  "implicit social cognition" คือการ "สร้างปฏิทินการจัดงานขึ้นมาเองโดยฝ่ายบริหาร" (เช่น วันสถาปนาโรงงาน วันประกวดผู้ปฏิบัติงานดีเด่น วัน ๕ ส. ดีเด่น วันครบรอบ ...... ฯลฯ) จัดกิจกรรมในพื้นที่งานหรือในพื้นที่สาธารณะหรือต่อสังคม ผลงานของพนักงานก็จะดีขึ้นเองจากการสร้างปฏิทินกิจกรรมพิเศษโดยฝ่ายบริหาร ในระยะหลังบางทีจึงเรียก " Hawthorne effect

กูเต็นเบิร์ก

เป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม "คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด"


ในบรรดาผลงานของเขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดตือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น การประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นเป็นการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน และสามารถใช้งานได้จริง
ตัวเรียงพิมพ์โลหะได้ถูกนำเข้ามาใช้ในการทำต้นฉบับคือว่างานประดิษฐ์นี้ได้ล้มล้างวิธีการพิมพ์แบบเก่าสมัยที่ยังเป็นแท่นพิมพ์แกะไม้อยู่ วิธีการพิมพ์แบบใหม่นี้ได้เป็นที่นิยมในยุโรปอย่างกว้างขวาง และถือว่ามีส่วนสำคัญต่อมาอย่างมากในงานพิมพ์สมัยเรเนอซองส์ กูเต็นเบิร์กได้ถูกจารึกชื่ออยู่ในหอคอยเกียรติยศปี 1998 รวมถึงA&E network ได้จัดอันดับให้เขาติดอันดับ 1 ใน People of the Millennium และในปี 1997 นิตยสารTime จัดให้สิ่งประดิษฐ์ของกูเต็นเบิร์กเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญที่สุดในยุคศตวรรษที่ 20

ชีวิตส่วนตัว
กูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของเจ้าของร้านค้า บางตำรากล่าวว่าพ่อของกูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400
  ในสมัยนั้นผู้ที่มีอันจะกินในเมืองโมนซ์นิยมตั้งชื่อตามบ้านที่ครอบครอง และในช่วงปี 1411 เกิดจราจลต่อต้านผู้มีอันจะกินในเมืองโมนซ์ ผู้คนกว่า 100 หลังคาเรือนต้องอพยพไปเมืองอื่น ครอบครัวกูเต็นเบิร์กย้ายไปที่เมือง Eltville am Rhein ที่ซึ่งมารดาของเขาเป็นเจ้าของ เขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 และกูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการ
   ไม่มีการระบุแน่ชัดว่าภายในระยะ 15 ปีต่อ กูเต็นเบิร์กทำอะไร แต่ในปี 1434 มีจดหมายแสดงว่ากูเต็นเบิร์กได้มาอาศัยอยู่กับญาติของมารดา ภายในเมือง Strasbourg และมีการค้นพบอีกว่าที่เมืองนี้นั้นเขามีอาชีพเป็นนักขุดทอง ในปี 1437 พบหลักฐานว่าเขาเป็นผู้อบรมเรื่องการเจียระไนเพชรพลอย ซึ่งไม่ทราบว่าเขามีความรู้ทางด้านนี้ได้อย่างไร ในปี 1436/37 เขาได้ไปปรากฏตัวต่อหน้าศาลข้อหาละเมิดสัญญาการแต่งงานกับสาวชาวเมือง Strasbourg แต่ไม่มีการบันทึกว่าการแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อใด

จนกระทั่งปี 1444 กูเต็นเบิร์กยังอาศัยอยู่ในเมือง Strasbourg แถบ St.Arbogast แถวชานเมือง ยังไม่แน่ชัดว่าที่นี้เขาทำอะไร หรือสถานที่นี้หรือว่าที่เขาสามารถคิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะขึ้นมาได้

   เว้นว่างไปจนกระทั่งปี 1448 เขากลับมายังเมืองโมนซ์ เขาได้เงินจากน้องเขย Arnold Gelthus สันนิษฐานว่าเพื่อใช้สิ่งพิมพ์
ในปี 1450 สิ่งพิมพ์เริ่มมีบทบาท มีการพิมพ์บทกลอนของเยอรมัน เป็นไปได้มีการพิมพ์ครั้งแรกกันที่เมืองนี้ กูเต็นเบิร์กได้ทำการยืมเงิน 800 g. จาก Fust ต่อมา Peter Schoefler ได้แต่งงานกับน้องสาวของ Fust และเข้าร่วมกิจการนี้ด้วย Schoefler ทำงานเป็นผู้ช่วยอยู่ที่ปารีส และช่วยออกแบบหน้าตาของตัวเรียงพิมพ์
    โรงงานของกูเต็นเบิร์กตั้งอยู่ในเมือง Hof Humbrecht ซึ่งเป็นสมบัติของญาติห่างๆ ของเขาเอง ไม่ทราบแน่ชัดว่ากูเต็นเบิร์กรับงานการพิมพ์คัมภีร์มาเมื่อใด แต่เพื่องานชิ้นนี้ กูเต็นเบิร์กได้ยืมเงิน Fust เพิ่มอีก 800g. และเริ่มงานในปี 1452 ในขณะเดียวกัน มีการพิมพ์หนังสือไวยากรณ์ภาษาลาติน เชื่อกันว่ากูเต็นเบิร์กมีแท่นพิมพ์ 2 ชิ้น ชิ้นแรกจะไว้รับงานทั่วๆ ไป และอีกชิ้นจะรับงานการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล ธุรกิจของเขาได้กำไรจากการพิมพ์คัมภีร์เป็นส่วนใหญ่จากหลัฐานที่ได้พบในปี 1454-55


  ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กได้ตีมพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด ซึ่งเป็นที่รุ้จักกันในนาม "คัมภีร์ไบเบิ้ลกูเต็นเบิร์ก" พิมพ์ออกมา 180 ชุด ลงบนกระดาษและหนังลูกวัว


การขึ้นศาล
  ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กกับ Fust ทะเลาะกันและ Fust ได้เรียกร้องเงินทั้งหมดของเขาคืน และเงินนั้นได้ลงทุนไปกับการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล ทำให้เขาไม่มีเงินจะคืน Fust ได้ยื่นฟ้องกับ Archbishop's count ผลการตัดสินได้ให้สิทธิการดูแลทั้งหมดแก่ Fust
  กูเต็นเบิร์กล้มละลาย แต่มีหลักฐานปรากฏว่าเขาได้ตั้งโรงพิมพ์เล็กๆ ขึ้นมาในปี 1459 และจัดพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ลให้กับเมือง Bamberg แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการพิมพ์ไม่มีการลงชื่อและวันที่ไว้เลย
  ในขณะเดียวกัน Fust – Schoefler ถือเป็นโรงพิมพ์แรกที่ใส่ชื่อผู้พิมพ์และวันที่ลงไป
ชีวิตต่อมา
  ในปี 1462 เกิดกรณีพิพาทระหว่าง Archbishop เมือง Mainz กูเต็นเบิร์กได้ถูกเนรเทศ เข้าย้ายไปอยู่ที่เมือง Eltville ที่ซึ่งเขาได้ถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ในเรื่องการพิมพ์ให้กับน้องชาย Bechtermunze
  ในปี 1465 กูเต็นเบิร์กได้รับยศ Hofman จาก Archbishop Van Nasse ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าหลังจากนั้นกูเต็นเบิร์กได้ย้ายกลับ Mainz หรือไม่

กูเต็นเบิร์กเสียชีวิตลงในปี 1468 ต่อมาโบสถ์และสุสานของเขาได้ถูกทำลาย
ในปี 1504 เขาได้ถูกจารึกเป็นผู้คิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะ ซึ่งปรากฏในหนังสือของ Professor Iwo Wittig

niwet chinabunrueang

unread,
Jul 9, 2008, 5:30:29 PM7/9/08
to im3...@googlegroups.com
501476101 นายวีระพงษ์  ลือชา  
 
---------- Forwarded message ----------
From: นาย วีระพงา ลื่อชา <tomtom...@hotmail.com>
Date: ก.ค. 8, 2008 2:07 หลังเที่ยง
Subject: work1
To: im3...@googlegroups.com

 

การจัดการอุตสาหกรรม
 
 
 

Hawthorne  effect

        Hawthorne เป็นเวลาและการเคลื่อนไหวเป็นปัญหาหนึ่งผลกระทบในโรงงานแต่ไม่ใช่บุคคล  สิ่งนี้ในแก่นสารที่จริงไม่เกี่ยวกับลูกจ้าง/เครื่องมือแต่เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมภายในโรงงาน  ถ้าสภาพแวดล้อมภายในโรงงานไม่ดีงานที่ออกมาอาจจะไม่ตรงตามเป้าที่ว่างไว้  และการทำงานต้องแบ่งให้เข้ากับคนที่เหมาะสม กับงานนั้น   ถ้าแบ่งงานกันแล้ว  ทำงาน  ชิ้นงานที่ออกมาไม่ดีดูว่าควรปรับปรุงตรงไหน  เราก็มาทำการปรับปรุงแก้ไข  ควรปรับปรุงที่  คนงานหรือว่าเครื่องจักร ถ้าเป็นคนงานควรจะทำอย่างไร  ฝึกอบรมหรือไม่  ถ้าเป็นเครื่องจักร  ควรจะทำอย่างไร  เครื่องจักรมีน้อย หรือ ชำรุด/เสีย ตรงไหน   เป็นต้น   ผู้สังเกตการณ์ก็น่าจะรู้ว่าเกิดความเสียหายตรงไหน  ควรปรับปรุงตรงไหน  และ Hawthorne  จะแสดงจุดที่เสียให้ทำการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น  เช่น ใช้วัสดุ/อุปกรณ์/วิธีในการทำมากเกิดไปควรตักอันที่ไม่จำเป็นต้องใช้ออก   ให้เหลือเวลาทำงานน้อยในแต่ละชิ้น ให้งานที่ออกมาคงเหมือนรูปแบบเดิม/สภาพเดิม   การทำวิธีนี้ เป็นการทำ ใน 1 ชิ้นงานให้เหลือเวลาน้อยที่สุดเพื่อจะได้จะให้ชิ้นงานเพิ่มขึ้นในการทำงานแต่ละวัน...

niwet chinabunrueang

unread,
Jul 9, 2008, 5:34:01 PM7/9/08
to im3...@googlegroups.com
501476094 

นาย  ใจปั๋น  จ่าฟ้า

             
---------- Forwarded message ----------
From: Jaipun Jafa <lahu...@hotmail.com>
Date: ก.ค. 8, 2008 1:14 หลังเที่ยง
Subject: 1/2551work1
To: im3...@googlegroups.com

นายพูนทรัพย์ บุญยวง

unread,
Jul 9, 2008, 6:40:53 AM7/9/08
to im3...@googlegroups.com

Hawthorne Effect คืออะไร

The Hawthorne effect เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของกลุ่มคน ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้นบางทีเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่องหน้าสนใจใหม่ๆหรือความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็นในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร  คำว่า Hawthorne Works  เป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานทำการศึกษาในระหว่างปี  1924 และ 1932 การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์เดิมว่า จะศึกษาอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงานจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง ผู้ทำการศึกษา ได้เพิ่มเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาใหม่ในโรงงานเดิม โดยครั้งใหม่นี้ใช้กลุ่มคนงาน ๕ กลุ่มที่อายุแตกต่างกัน มีการแบ่งเพศเป็นเพศชาย กับเพศหญิง ได้ปรับเปลี่ยนการทำงานอื่น ได้แก่ การให้พักครั้งละ ๕ นาที ๒ครั้งต่อกะโดยให้เลือกเวลาเอง ต่อด้วยการให้พัก ๑๐ นาที ๒ครั้งต่อกะงานโดยหัวหน้างานกำหนดเวลา ต่อด้วยให้หยุดพักครั้งละ ๕ นาทีเมื่อเวลาที่พนักงานเบื่องานถึงที่สุดในกะงานนั้นแต่ต้องบอกหัวหน้างานก่อน และพักได้ถึง ๖ ครั้งต่อกะ การปรับเปลี่ยนให้มีอาหารว่างกินระหว่างพัก  การให้กลับบ้านก่อนเลิกกะ ๓๐ นาที ผลการวิจัย กลับพบเช่นเดิมว่า ขณะทำการวิจัย ผลงานของพนักงานเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มไม่แตกต่างกับทางสถิติ และเมื่อเลิกวิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อองค์กร อย่างมาก มากกว่าสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ เช่น แสง เสียง ความร้อน หรือแม้แต่สวัสดิการ และหลายๆอย่าง นักวิจัยจึงสรุปได้ว่า ธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ในที่ทำงานรวมหมู่กันในโรงงานหรือองค์กร ขณะทำการวิจัยนั้นน่าจะปรับตัวไปตามสิ่งแวดล้อมที่เข้ามาบีบรัด ในขณะนั้น หมายความว่าผู้ปฏิบัติงานจะทำงานหนักขึ้นเพราะว่าพวกเขาคิดว่าเขากำลังอยู่ในท่ามกลางสถานการณ์พิเศษควรจะต้องทำอะไรที่พิเศษสักหน่อย นักวิจัยยังได้ทำการทดลองต่ออีก โดยคราวนี้กำหนดให้มีคนที่มาทำงานด้วยเป็น coworkers ของแต่คนทำงานเป็นคู่ ๆ ผลลัพธ์ที่ออกมาพบว่า คนที่มาเป็นคู่ร่วมทำงานก็กลายมาเป็นตัวกระตุ้นเร้าพิเศษในระยะแรก มีผลต่อจิตวิทยาและผลงานในระยะแรกไม่ต่างจากงานวิจัยในโรงงาน  ในระยะหลัง ตั้งแต่ปี ๑๙๗๑ เป็นต้นมา "the Hawthorne effect" ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกระตุ้นเร้าเป็นช่วงๆ เพื่อให้องค์กรเกิด continuous improvement. นั่นคือสร้างให้มีปรากฏการณ์พิเศษขึ้นในองค์กรในบางช่วงเวลา พนักงานก็จะหันมาสนใจเรื่องการ learning, ซึ่งก็จะทำให้พนักงานมีความเชี่ยวชาญ expertise มากขึ้นแล้วก็ให้เขาเหล่านั้นได้มีโอกาสทบทวนภูมิปัญญาของตนเอง reflection ซึ่งก็จะกลับกลายมาเป็นการยกระดับการพัฒนาคุณภาพงาน ผลงานอย่างต่อเนื่องต่อไป การสร้างปรากฏการณ์พิเศษทางการบริหารยุคใหม่หลังยุค ๑๙๙๑ โดยทั่วไปไม่ต้องวิจัยอะไรในโรงงานหรือองค์กร แต่มักนิยมใช้เครื่องมือที่ชื่อ  "implicit social cognition" คือการสร้างปฏิทินการจัดงานขึ้นมาเองโดยฝ่ายบริหารเช่น วันสถาปนาโรงงาน วันประกวดผู้ปฏิบัติงานดีเด่น วัน ๕ ส. ดีเด่น วันครบรอบ เป็นต้น จัดกิจกรรมในพื้นที่งานหรือต่อสังคม ผลงานของพนักงานก็จะดีขึ้นเองจากการสร้างปฏิทินกิจกรรมพิเศษโดยฝ่ายบริหาร ในระยะหลังบางทีจึงเรียก " Hawthorne effect” เป็น  halo effect ก็มี

บทความโดย : นายแพทย์ชูชัย  ศรชำนิ

 

 กูเต็นเบิร์ก

          กูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัดในบรรดาผลงานของเขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดคือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น การประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นเป็นการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน และสามารถใช้งานได้จริง
           ตัวเรียงพิมพ์โลหะได้ถูกนำเข้ามาใช้ในการทำต้นฉบับคือว่างานประดิษฐ์นี้ได้ล้มล้างวิธีการพิมพ์แบบเก่าที่ยังเป็นแท่นพิมพ์แกะไม้อยู่ วิธีการพิมพ์แบบใหม่นี้ได้เป็นที่นิยมในยุโรปอย่างกว้างขวาง และถือว่ามีส่วนสำคัญต่อมาอย่างมากในงานพิมพ์สมัยเรเนอซองส์ กูเต็นเบิร์กได้ถูกจารึกชื่ออยู่ในหอคอยเกียรติยศปี 1998 รวมถึงA&E network ได้จัดอันดับให้เขาติดอันดับ 1 ใน People of the Millennium และในปี 1997 นิตยสารTime จัดให้สิ่งประดิษฐ์ของกูเต็นเบิร์กเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญที่สุดในยุคศตวรรษที่ 20


ชีวิตส่วนตัว
           กูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของเจ้าของร้านค้า บางตำรากล่าวว่าพ่อของกูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400

          ในสมัยนั้นผู้ที่มีอันจะกินในเมืองโมนซ์นิยมตั้งชื่อตามบ้านที่ครอบครอง และในช่วงปี 1411 เกิดจราจลต่อต้านผู้มีอันจะกินในเมืองโมนซ์ ผู้คนกว่า 100 หลังคาเรือนต้องอพยพไปเมืองอื่น ครอบครัวกูเต็นเบิร์กย้ายไปที่เมือง Eltville am Rhein ที่ซึ่งมารดาของเขาเป็นเจ้าของ เขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 และกูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการไม่มีการระบุแน่ชัดว่าภายในระยะ 15 ปีต่อ กูเต็นเบิร์กทำอะไร แต่ในปี 1434 มีจดหมายแสดงว่ากูเต็นเบิร์กได้มาอาศัยอยู่กับญาติของมารดา ภายในเมือง Strasbourg และมีการค้นพบอีกว่าที่เมืองนี้นั้นเขามีอาชีพเป็นนักขุดทอง ในปี 1437 พบหลักฐานว่าเขาเป็นผู้อบรมเรื่องการเจียระไนเพชรพลอย ซึ่งไม่ทราบว่าเขามีความรู้ทางด้านนี้ได้อย่างไร ในปี 1436/37 เขาได้ไปปรากฏตัวต่อหน้าศาลข้อหาละเมิดสัญญาการแต่งงานกับสาวชาวเมือง Strasbourg แต่ไม่มีการบันทึกว่าการแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อใดจนกระทั่งปี 1444 กูเต็นเบิร์กยังอาศัยอยู่ในเมือง Strasbourg แถบ St.Arbogast แถวชานเมือง ยังไม่แน่ชัดว่าที่นี้เขาทำอะไร หรือสถานที่นี้หรือว่าที่เขาสามารถคิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะขึ้นมาได้เว้นว่างไปจนกระทั่งปี 1448 เขากลับมายังเมืองโมนซ์ เขาได้เงินจากน้องเขย Arnold Gelthus สันนิษฐานว่าเพื่อใช้สิ่งพิมพ์ในปี 1450 สิ่งพิมพ์เริ่มมีบทบาท มีการพิมพ์บทกลอนของเยอรมัน เป็นไปได้มีการพิมพ์ครั้งแรกกันที่เมืองนี้ กูเต็นเบิร์กได้ทำการยืมเงิน 800 g. จาก Fust ต่อมา Peter Schoefler ได้แต่งงานกับน้องสาวของ Fust และเข้าร่วมกิจการนี้ด้วย Schoefler ทำงานเป็นผู้ช่วยอยู่ที่ปารีส และช่วยออกแบบหน้าตาของตัวเรียงพิมพ์โรงงานของกูเต็นเบิร์กตั้งอยู่ในเมือง Hof Humbrecht ซึ่งเป็นสมบัติของญาติห่างๆ ของเขาเอง ไม่ทราบแน่ชัดว่ากูเต็นเบิร์กรับงานการพิมพ์คัมภีร์มาเมื่อใด แต่เพื่องานชิ้นนี้ กูเต็นเบิร์กได้ยืมเงิน Fust เพิ่มอีก 800g. และเริ่มงานในปี 1452 ในขณะเดียวกัน มีการพิมพ์หนังสือไวยากรณ์ภาษาลาติน เชื่อกันว่ากูเต็นเบิร์กมีแท่นพิมพ์ 2 ชิ้น ชิ้นแรกจะไว้รับงานทั่วๆ ไป และอีกชิ้นจะรับงานการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล ธุรกิจของเขาได้กำไรจากการพิมพ์คัมภีร์เป็นส่วนใหญ่จากหลัฐานที่ได้พบในปี 1454-55


.ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กได้ตีมพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด ซึ่งเป็นที่รุ้จักกันในนาม คัมภีร์ไบเบิ้ลกูเต็นเบิร์กพิมพ์ออกมา 180 ชุด ลงบนกระดาษและหนังลูกวัว
การขึ้นศาล
ในปี 1455 กูเต็นเบิร์กกับ Fust ทะเลาะกันและ Fust ได้เรียกร้องเงินทั้งหมดของเขาคืน และเงินนั้นได้ลงทุนไปกับการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล ทำให้เขาไม่มีเงินจะคืน Fust ได้ยื่นฟ้องกับ Archbishop’s count ผลการตัดสินได้ให้สิทธิการดูแลทั้งหมดแก่ Fust

กูเต็นเบิร์กล้มละลาย แต่มีหลักฐานปรากฏว่าเขาได้ตั้งโรงพิมพ์เล็กๆ ขึ้นมาในปี 1459 และจัดพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ลให้กับเมือง Bamberg แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการพิมพ์ไม่มีการลงชื่อและวันที่ไว้เลยในขณะเดียวกัน Fust – Schoefler ถือเป็นโรงพิมพ์แรกที่ใส่ชื่อผู้พิมพ์และวันที่ลงไป
ชีวิตต่อมา
ในปี 1462 เกิดกรณีพิพาทระหว่าง Archbishop เมือง Mainz กูเต็นเบิร์กได้ถูกเนรเทศ เข้าย้ายไปอยู่ที่เมือง Eltville ที่ซึ่งเขาได้ถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ในเรื่องการพิมพ์ให้กับน้องชาย Bechtermunzeในปี 1465 กูเต็นเบิร์กได้รับยศ Hofman จาก Archbishop Van Nasse ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าหลังจากนั้นกูเต็นเบิร์กได้ย้ายกลับ Mainz หรือไม่กูเต็นเบิร์กเสียชีวิตลงในปี 1468 ต่อมาโบสถ์และสุสานของเขาได้ถูกทำลายในปี 1504 เขาได้ถูกจารึกเป็นผู้คิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะ ซึ่งปรากฏในหนังสือของ Professor Iwo Wittig

--------------------------------------------------------------------------------------------
แหล่งที่มา: http://en.wikipedia.org/wiki/Johannes_Gutenberg

 

  ตัวอย่างกรณีการศึกษาการทำงาน

 การวิจัยเรื่อง การศึกษาการทำงานของพนักงานขับรถ ปอ. 2 กาญจนบุรี กรุงเทพฯ (สายใหม่) มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความคิดเห็นของพนักงานขับรถต่อสภาพการทำงานและสวัสดิการที่ได้รับจากบริษัทฯ ต้องการสวัสดิการอื่นใดเพิ่มเติมที่ที่ได้รับอยู่ก่อนแล้ว รวมไปถึงปัญหาและอุปสรรคในการทำงาน โดยการวิจัยในครั้งนี้ได้ใช้ประชากรที่เป็นพนักงานขับรถ ปอ. 2 กาญจนบุรี กรุงเทพฯ (สายใหม่) เป็นจำนวน 41 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม (Questionnaire) เป็นหลัก  ซึงจำแนกเป็น 2 ตอน
 ตอนที่ เป็นข้อมูลส่วนตัวของผู้ตอบแบบสอบถาม
 ตอนที่ เป็นข้อมูลด้านการทำงาน
 สรุปได้ดังนี้
 เวลาในการทำงานของวันปกติอยู่ที่ 8 – 10 ชั่วโมงต่อวัน เวลาในการทำงานของวันหยุดตามเทศกาลต่างๆ อยู่ที่ 11 – 13 ชั่วโมงต่อวัน จำนวนเที่ยวที่ขับต่ำสุดต่อวันในวันหยุดตามเทศกาลต่างๆ คือ 2 เที่ยว  จำนวนเที่ยวที่ขับสูงสุดต่อวันในวันหยุดตามเทศกาลต่างๆ คือ 3 เที่ยว รายได้เฉลี่ยคงที่ต่อเดือน อยู่ในช่วงระหว่าง 3,500 – 4,000 บาท  เบี้ยเลี้ยงที่ได้ต่อสัปดาห์ คือ 2,240 บาท  รายได้ที่เคยได้รับต่ำสุด อยู่ในช่วงระหว่าง 6,501 – 7,000 บาท  รายได้สูงสุดที่เคยได้รับต่อเดือน อยู่ในช่วงระหว่าง 10,001 – 10,500 บาท  กรณีที่รถเสียแล้ววันนั้นเป็นหน้าที่ที่เราต้องขับรถ วันนั้นพนักงานขับรถจะไม่ได้รับเบี้ยเลี้ยง  บริษัทฯ มีประกันสังคมให้กับพนักงานขับรถทุกคน โดยเรียกเก็บเดือนละ 200 บาท บริษัทฯ มีประกันภัยให้กับพนักงานขับรถ เครื่องแบบของพนักงานจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง ที่พักที่จังหวัดกาญจนบุรี ทางบริษัทฯ จัดให้  ที่พักที่กรุงเทพมหานคร ทางบริษัทฯ ไม่มีให้ แต่ให้พนักงานขับรถนอนกันบนรถ  วันหยุดปกติต่อเดือน คือ 4 วัน ใน 1 ปี พนักงานขับรถมีสิทธิที่จะลาป่วยและลากิจได้ ปีละ 15 วัน ยานพาหนะที่ใช้ที่ความสมบูรณ์ อายุการใช้งานของพาหนะคือ 15 ปี  การบริการของอู่ซ่อมและอะไหล่ที่บริษัทจัดให้ พนักงานขับรถมีความพอใจการบริการของอู่ซ่อมแอร์ที่ทางบริษัทฯ จัดให้  พนักงานขับรถมีความพึงพอใจการบริการของอู่เปลี่ยนยางที่ทางบริษัทฯ จัดให้  พนักงานขับรถมีความพอใจการดูแลเอาใจใส่ของเจ้าหน้าที่ของบริษัทฯ ที่มีต่อผู้ใต้บังคับบัญชาดีมาก พนักงานขับรถมีความต้องการสวัสดิการอื่นเพิ่มเติม สำหรับสวัสดิการที่พนักงานขับรถมีความต้องการเพิ่มเติมคือขอให้ปรับอัตราเดือนให้เพิ่มสูงขึ้นและขอวันหยุดเพิ่ม

นายพูนทรัพย์ บุญยวง

unread,
Jul 9, 2008, 8:14:22 AM7/9/08
to im3...@googlegroups.com

โหลดฟรี! โปรแกรม Windows Live ครบชุด Windows Live Services

นายพูนทรัพย์ บุญยวง

unread,
Jul 9, 2008, 8:10:25 AM7/9/08
to im3...@googlegroups.com

ศรัญญู มะโนเสาร์

unread,
Jul 10, 2008, 8:29:29 AM7/10/08
to im3...@googlegroups.com
 
นายศรัญญู มโนเสาร์
501476029
อ.นิเวศ จีนะบุญเรือง
วิชา การศึกษาความเคลื่อนไหวและเวลา
ประวัติโยฮันกูเต็นเบิร์ก
กูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัดในบรรดาผลงานของเขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดตือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ­้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น การประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นเป็นการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน และสามารถใช้งานได้จริงตัวเรียงพิมพ์โลหะได้ถูกนำเข้ามาใช้ในการทำต้นฉบับคือว่­างานประดิษฐ์นี้ได้ล้มล้างวิธีการพิมพ์แบบเก่าสมัยที่ยังเป็นแท่นพิมพ์แกะไม้อย­ู่ วิธีการพิมพ์แบบใหม่นี้ได้เป็นที่นิยมในยุโรปอย่างกว้างขวาง และถือว่ามีส่วนสำคัญต่อมาอย่างมากในงานพิมพ์สมัยเรเนอซองส์ กูเต็นเบิร์กได้ถูกจารึกชื่ออยู่ในหอคอยเกียรติยศปี 1998 รวมถึงA&E network ได้จัดอันดับให้เขาติดอันดับ 1 ใน People of the Millennium และในปี 1997 นิตยสารTime จัดให้สิ่งประดิษฐ์ของกูเต็นเบิร์กเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญที่สุดในยุคศตวรรษท­ี่ 20ชีวิตส่วนตัวกูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ...

Hawthorne Effect
           
The Hawthorne effect เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น (บางทีเรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ) เรื่องใหม่ในองค์กร  คำว่า Hawthorne Worksเป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี  1924 และ 1932.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่ ....... ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีของแสงในโรงงานอย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพผลผลิตของพนักงาน ก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการศึกษา ได้เพิ่มเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาใหม่ในโรงงานเดิม โดยครั้งใหม่นี้ใช้กลุ่มคนงาน ๕ กลุ่มที่อายุแตกต่างกัน แบ่งเพศเป็นเพศชาย กับเพศหญิง ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมการทำงานอื่นด้วย (ได้แก่ วิธีการจ่ายเงิน การให้พักครั้งละ ๕ นาที ๒ครั้งต่อกะโดยให้เลือกเวลาเอง ต่อด้วยการให้พัก ๑๐ นาที ๒ครั้งต่อกะงานโดยหัวหน้างานกำหนดเวลา ต่อด้วยให้หยุดพักครั้งละ ๕ นาทีเมื่อเวลาที่พนักงานเบื่องานถึงที่สุดในกะงานนั้นแต่ต้องบอกหัวหน้างานก่อน และพักได้ถึง ๖ ครั้งต่อกะ การปรับเปลี่ยนให้มีอาหารว่างกินระหว่างพัก  การให้กลับบ้านก่อนเลิกกะ ๓๐ นาทีถ้าผลงานดี ผลการวิจัย กลับพบเช่นเดิมว่า ขณะทำการวิจัย ผลงานของพนักงานเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มไม่แตกต่างกันทางสถิติ และเมื่อเลิกวิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อองค์กรและพฤติกรรมองค์กร อย่างมาก มากกว่าสิ่งแวดล้อมทางกายภาพเช่น แสง เสียง ความร้อน หรือแม้แต่สวัสดิการ ฯลฯ  นักวิจัยจึงสรุปว่า ธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ในที่ทำงานรวมหมู่กันในโรงงานหรือองค์กร ณ ขณะทำการวิจัยนั้นน่าจะปรับตัวไปตามสิ่งแวดล้อมที่เข้ามาบีบรัด ณ ขณะนั้น

ที่มา www.google.com
...

กิติศัพท์ แก้วรากมุข

unread,
Jul 10, 2008, 3:36:12 AM7/10/08
to im3...@googlegroups.com

   นายกิติศัพท์  แก้วรากมุข

    501476033

การจัดการอุตสาหกรรม

 
 
กูเต็นเบิร์ก

เป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัดในบรรดาผลงานของเขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดตือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น การประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นเป็นการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน และสามารถใช้งานได้จริงชีวิตส่วนตัวกูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของเจ้าของร้านค้า บางตำรากล่าวว่าพ่อของกูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400ในสมัยนั้นผู้ที่มีอันจะกินในเมืองโมนซ์นิยมตั้งชื่อตามบ้านที่ครอบครอง และในช่วงปี 1411 เกิดจราจลต่อต้านผู้มีอันจะกินในเมืองโมนซ์ ผู้คนกว่า 100 หลังคาเรือนต้องอพยพไปเมืองอื่น ครอบครัวกูเต็นเบิร์กย้ายไปที่เมือง Eltville am Rhein ที่ซึ่งมารดาของเขาเป็นเจ้าของ เขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 และกูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการจนกระทั่งปี 1444 กูเต็นเบิร์กยังอาศัยอยู่ในเมือง Strasbourg แถบ St.Arbogast แถวชานเมือง ยังไม่แน่ชัดว่าที่นี้เขาทำอะไร หรือสถานที่นี้หรือว่าที่เขาสามารถคิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะขึ้นมา โรงงานของกูเต็นเบิร์กตั้งอยู่ในเมือง Hof Humbrecht ซึ่งเป็นสมบัติของญาติห่างๆ ของเขาเอง  กูเต็นเบิร์กได้ยืมเงิน Fust เพิ่มอีก 800g. และเริ่มงานในปี 1452 ในขณะเดียวกัน มีการพิมพ์หนังสือไวยากรณ์ภาษาลาติน เชื่อกันว่ากูเต็นเบิร์กมีแท่นพิมพ์ 2 ชิ้น ชิ้นแรกจะไว้รับงานทั่วๆ ไป และอีกชิ้นจะรับงานการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล ธุรกิจของเขาได้กำไรจากการพิมพ์คัมภีร์เป็นส่วนใหญ่จากหลัฐานที่ได้พบในปี 1454-55

ชีวิตต่อมาในปี 1462 เกิดกรณีพิพาทระหว่าง Archbishop เมือง Mainz กูเต็นเบิร์กได้ถูกเนรเทศ เข้าย้ายไปอยู่ที่เมือง Eltville ที่ซึ่งเขาได้ถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ในเรื่องการพิมพ์ให้กับน้องชาย Bechtermunzeในปี 1465 กูเต็นเบิร์กได้รับยศ Hofman จาก Archbishop Van Nasse ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าหลังจากนั้นกูเต็นเบิร์กได้ย้ายกลับ Mainz หรือไม่กูเต็นเบิร์กเสียชีวิตลงในปี 1468 ต่อมาโบสถ์และสุสานของเขาได้ถูกทำลายในปี 1504 เขาได้ถูกจารึกเป็นผู้คิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะ ซึ่งปรากฏในหนังสือของ Professor Iwo Wittig

Hawthorne Effect


        The Hawthorne effect
เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น (บางทีเรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ) ในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่­องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร  คำว่า Hawthorne Works,[1] เป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี  1924 และ 1932.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน

เสกสรร อ่อนสา

unread,
Jul 9, 2008, 11:19:04 PM7/9/08
to im3...@googlegroups.com
   นาย  เสกสรร   อ่อนสา
              501476006  การจัดการอุตสาหกรรม
   Hawthorne Effect
เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น (บางทีเรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ) ในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่­องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร  คำว่า เป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี  1924 และ 1932.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่  ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีของแสงในโรงงานอย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพผลผลิตของพนักงาน ก็จะเพิ่มขึ้นผู้ทำการศึกษา ได้เพิ่มเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาใหม่ในโรงงานเดิม โดยครั้งใหม่นี้ใช้กลุ่มคนงาน ๕ กลุ่มที่อายุแตกต่างกัน แบ่งเพศเป็นเพศชาย กับเพศหญิง ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมการทำงานอื่นด้วย (ได้แก่ วิธีการจ่ายเงิน การให้พักครั้งละ ๕ นาที ๒ครั้งต่อกะโดยให้เลือกเวลาเอง ต่อด้วยการให้พัก ๑๐ นาที ๒ครั้งต่อกะงานโดยหัวหน้างานกำหนดเวลา ต่อด้วยให้หยุดพักครั้งละ ๕ นาทีเมื่อเวลาที่พนักงานเบื่องานถึงที่สุดในกะงานนั้นแต่ต้องบอกหัวหน้างานก่อน และพักได้ถึง ๖ ครั้งต่อกะ การปรับเปลี่ยนให้มีอาหารว่างกินระหว่างพัก  การให้กลับบ้านก่อนเลิกกะ ๓๐ นาทีถ้าผลงานดี ผลการวิจัย กลับพบเช่นเดิมว่า ขณะทำการวิจัย ผลงานของพนักงานเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มไม่แตกต่างกันทางสถิติ และเมื่อเลิกวิจัยผลงานก็ค่อยลดลงตามลำดับทุกกลุ่ม จึงมีการสรุปว่า การวิจัยเป็นสิ่งเร้าและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาต่อองค์กรและพฤติกรรมองค์กร อย่างมาก มากกว่าสิ่งแวดล้อมทางกายภาพเช่น แสง เสียง ความร้อน หรือแม้แต่สวัสดิการ ฯลฯ  นักวิจัยจึงสรุปว่า ธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ในที่ทำงานรวมหมู่กันในโรงงานหรือองค์กร ณ ขณะทำการวิจัยนั้นน่าจะปรับตัวไปตามสิ่งแวดล้อมที่เข้ามาบีบรัด ณ ขณะนั้น หมายความว่าผู้ปฏิบัติงานจะทำงานหนักขึ้นเพราะว่าพวกเขาคิดว่าเขากำลังอยู่ในท่­ามกลางสถานการณ์พิเศษ (กำลังวิจัยอยู่) ควรจะต้องทำอะไรที่พิเศษสักหน่อย นักวิจัยยังได้ทำการทดลองต่ออีก โดยคราวนี้กำหนดให้มีคนที่มาทำงานด้วยเป็น coworkers ของแต่คน ทำงานเป็นคู่ ๆ ผลลัพธ์ที่ออกมาพบว่า คนที่มาเป็นคู่ร่วมทำงานก็กลายมาเป็นตัวกระตุ้นเร้าพิเศษในระยะแรก มีผลต่อจิตวิทยาและผลงานในระยะแรกไม่ต่างจากการตั้งชื่อว่าจะมีงานวิจัยในโรงงา­น  ในระยะหลัง ตั้งแต่ปี ๑๙๗๑ เป็นต้นมา "the Hawthorne effect" ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกระตุ้นเร้าเป็นช่วงๆ เพื่อให้องค์กรเกิด นั่นคือสร้างให้มีปรากฏการณ์พิเศษขึ้นในองค์กรในบางช่วงเวลา พนักงานก็จะหันมาสนใจเรื่องการ learning, ซึ่งก็จะทำให้พนักงานมีความเชี่ยวชาญ expertise มากขึ้น แล้วก็ให้เขาเหล่านั้นได้มีโอกาสทบทวนภูมิปัญญาของตนเอง reflection ซึ่งก็จะกลับกลายมาเป็นการยกระดับการพัฒนาคุณภาพงาน ผลงานอย่างต่อเนื่องต่อไป การสร้างปรากฏการณ์พิเศษทางการบริหารยุคใหม่หลังยุค ๑๙๙๑ โดยทั่วไปไม่ทำว่าจะต้องวิจัยอะไรในโรงงานหรือองค์กร แต่มักนิยมใช้เครื่องมือที่ชื่อ  "implicit social cognition" คือการ “สร้างปฏิทินการจัดงานขึ้นมาเองโดยฝ่ายบริหาร” (เช่น วันสถาปนาโรงงาน วันประกวดผู้ปฏิบัติงานดีเด่น วัน ๕ ส. ดีเด่น วันครบรอบ ...... ฯลฯ) จัดกิจกรรมในพื้นที่งานหรือในพื้นที่สาธารณะหรือต่อสังคม ผลงานของพนักงานก็จะดีขึ้นเองจากการสร้างปฏิทินกิจกรรมพิเศษโดยฝ่ายบริหาร ในระยะหลังบางทีจึงเรียก " Hawthorne effect”
กูเต็นเบิร์ก
เป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม “คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด

ศักดาพร คำโมนะ

unread,
Jul 10, 2008, 5:58:31 AM7/10/08
to im3...@googlegroups.com

นายศักดาพร คำโมนะ เอก การจักการอุตสาหกรรม รหัส 501476083


_________________________________________________________________
จัดการอีเมลทั้งหมดของคุณง่ายๆ ด้วย Windows Live Mail
http://get.live.com/wlmail/overview

กรณีสร้างเขื่อน.doc
1.ppt

สินิทนาฏ สุตะวงค์

unread,
Jul 10, 2008, 3:22:56 AM7/10/08
to im3...@googlegroups.com
นายกฤษดา  สิงห์คำหน่อแก้ว
    501476042

 
 
กูเต็นเบิร์ก

เป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัดในบรรดาผลงานของเขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดตือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ­้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น การประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นเป็นการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน และสามารถใช้งานได้จริงชีวิตส่วนตัวกูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของเจ้าของร้านค้า บางตำรากล่าวว่าพ่อของกูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า และในช่วงปี 1411 เกิดจราจลต่อต้านผู้มีอันจะกินในเมืองโมนซ์ ผู้คนกว่า 100 หลังคาเรือนต้องอพยพไปเมืองอื่น ครอบครัวกูเต็นเบิร์กย้ายไปที่เมือง Eltville am Rhein ที่ซึ่งมารดาของเขาเป็นเจ้าของ เขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 และกูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการจนกระทั่งปี 1444 กูเต็นเบิร์กยังอาศัยอยู่ในเมือง Strasbourg แถบ St.Arbogast แถวชานเมือง ยังไม่แน่ชัดว่าที่นี้เขาทำอะไร หรือสถานที่นี้หรือว่าที่เขาสามารถคิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะขึ้นมา           โรงงานของกูเต็นเบิร์กตั้งอยู่ในเมือง Hof Humbrecht ซึ่งเป็นสมบัติของญาติห่างๆ ของเขาเอง ไม่ทราบแน่ชัดว่ากูเต็นเบิร์กรับงานการพิมพ์คัมภีร์มาเมื่อใด แต่เพื่องานชิ้นนี้ กูเต็นเบิร์กได้ยืมเงิน Fust เพิ่มอีก 800g. และเริ่มงานในปี 1452 ในขณะเดียวกัน มีการพิมพ์หนังสือไวยากรณ์ภาษาลาติน เชื่อกันว่ากูเต็นเบิร์กมีแท่นพิมพ์ 2 ชิ้น ชิ้นแรกจะไว้รับงานทั่วๆ ไป และอีกชิ้นจะรับงานการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล ธุรกิจของเขาได้กำไรจากการพิมพ์คัมภีร์เป็นส่วนใหญ่จากหลัฐานที่ได้พบในปี 1454-55

ชีวิตต่อมาในปี 1462 เกิดกรณีพิพาทระหว่าง Archbishop เมือง Mainz กูเต็นเบิร์กได้ถูกเนรเทศ เข้าย้ายไปอยู่ที่เมือง Eltville ที่ซึ่งเขาได้ถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ในเรื่องการพิมพ์ให้กับน้องชาย Bechtermunzeในปี 1465 กูเต็นเบิร์กได้รับยศ Hofman จาก Archbishop Van Nasse ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าหลังจากนั้นกูเต็นเบิร์กได้ย้ายกลับ Mainz หรือไม่กูเต็นเบิร์กเสียชีวิตลงในปี 1468 ต่อมาโบสถ์และสุสานของเขาได้ถูกทำลายในปี 1504 เขาได้ถูกจารึกเป็นผู้คิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะ ซึ่งปรากฏในหนังสือของ Professor Iwo Wittig
Hawthorne Effect คืออะไร
        The Hawthorne effect
เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น (บางทีเรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ) ในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่­องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร  คำว่า Hawthorne Works,[1] เป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี  1924 และ 1932.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่ ....... ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีของแสงในโรงงานอย่างไรก็ตาม

...

กิติศัพท์ แก้วรากมุข

unread,
Jul 10, 2008, 3:17:30 AM7/10/08
to im3...@googlegroups.com

   นายกิติศัพท์  แก้วรากมุข

    501476033

การจัดการอุตสาหกรรม

 
 
กูเต็นเบิร์ก

เป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัดในบรรดาผลงานของเขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดตือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น การประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นเป็นการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน และสามารถใช้งานได้จริงชีวิตส่วนตัวกูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของเจ้าของร้านค้า บางตำรากล่าวว่าพ่อของกูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400ในสมัยนั้นผู้ที่มีอันจะกินในเมืองโมนซ์นิยมตั้งชื่อตามบ้านที่ครอบครอง และในช่วงปี 1411 เกิดจราจลต่อต้านผู้มีอันจะกินในเมืองโมนซ์ ผู้คนกว่า 100 หลังคาเรือนต้องอพยพไปเมืองอื่น ครอบครัวกูเต็นเบิร์กย้ายไปที่เมือง Eltville am Rhein ที่ซึ่งมารดาของเขาเป็นเจ้าของ เขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 และกูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการจนกระทั่งปี 1444 กูเต็นเบิร์กยังอาศัยอยู่ในเมือง Strasbourg แถบ St.Arbogast แถวชานเมือง ยังไม่แน่ชัดว่าที่นี้เขาทำอะไร หรือสถานที่นี้หรือว่าที่เขาสามารถคิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะขึ้นมา โรงงานของกูเต็นเบิร์กตั้งอยู่ในเมือง Hof Humbrecht ซึ่งเป็นสมบัติของญาติห่างๆ ของเขาเอง  กูเต็นเบิร์กได้ยืมเงิน Fust เพิ่มอีก 800g. และเริ่มงานในปี 1452 ในขณะเดียวกัน มีการพิมพ์หนังสือไวยากรณ์ภาษาลาติน เชื่อกันว่ากูเต็นเบิร์กมีแท่นพิมพ์ 2 ชิ้น ชิ้นแรกจะไว้รับงานทั่วๆ ไป และอีกชิ้นจะรับงานการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล ธุรกิจของเขาได้กำไรจากการพิมพ์คัมภีร์เป็นส่วนใหญ่จากหลัฐานที่ได้พบในปี 1454-55

ชีวิตต่อมาในปี 1462 เกิดกรณีพิพาทระหว่าง Archbishop เมือง Mainz กูเต็นเบิร์กได้ถูกเนรเทศ เข้าย้ายไปอยู่ที่เมือง Eltville ที่ซึ่งเขาได้ถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ในเรื่องการพิมพ์ให้กับน้องชาย Bechtermunzeในปี 1465 กูเต็นเบิร์กได้รับยศ Hofman จาก Archbishop Van Nasse ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าหลังจากนั้นกูเต็นเบิร์กได้ย้ายกลับ Mainz หรือไม่กูเต็นเบิร์กเสียชีวิตลงในปี 1468 ต่อมาโบสถ์และสุสานของเขาได้ถูกทำลายในปี 1504 เขาได้ถูกจารึกเป็นผู้คิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะ ซึ่งปรากฏในหนังสือของ Professor Iwo Wittig

Hawthorne Effect


        The Hawthorne effect
เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น (บางทีเรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ) ในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่­องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร  คำว่า Hawthorne Works,[1] เป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี  1924 และ 1932.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน


แต่งบล็อกใน Space ของคุณง่ายๆ ด้วย Windows Live Writer Windows Live Writer

อัครินทร์ พินิจ

unread,
Jul 10, 2008, 11:25:03 AM7/10/08
to im3...@googlegroups.com
501476096 นาย อัครินทร์  พินิจ เทคโนโลยีการจัดการอุตสาหกรรม

  รายงานกรณีศึกษา การศึกษาและปรับปรุงการทำงาน
 
Hawthorne Effect.docx
Johannes Gutenberg.docx

ศักดาพร คำโมนะ

unread,
Jul 10, 2008, 10:26:15 AM7/10/08
to im3...@googlegroups.com
 นาย นนฒิชัย  นาทาม เอกการจัดการอุตสาหกรรม  รหัส 501476085
งาน.ppt
การปรับปรุงเทคนิคก่อสร้าง.doc

ศักดาพร คำโมนะ

unread,
Jul 10, 2008, 12:45:49 AM7/10/08
to im3...@googlegroups.com
นาย ศักดาพร คำโมนะ เอก การจัดการอุตสาหกรรม รหัส 501476083
1.ppt

patchara dawwadung

unread,
Jul 10, 2008, 11:32:50 AM7/10/08
to im3...@googlegroups.com
501476095 นาย ภัชระ ดาวดึงษ์ เทคโนโลยีการจัดการอุตสาหกรรม

  รายงานกรณีศึกษา การศึกษาและปรับปรุงการทำงาน
 
ที่มาwww.groups.google.co.th/group/im3307

Johannes Gutenberg.docx
Hawthorne Effect.docx

เสกสรร อ่อนสา

unread,
Jul 9, 2008, 11:03:31 PM7/9/08
to im3...@googlegroups.com

กูเต็นเบิร์ก

เป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม “คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัด” ...

 

สินิทนาฏ สุตะวงค์

unread,
Jul 10, 2008, 3:28:13 AM7/10/08
to im3...@googlegroups.com

   นายคงฤทธิ์ โชติ
    501476035

 
 
กูเต็นเบิร์ก
เป็นนักขุดทองและช่างพิมพ์ชาวเยอรมัน เป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับกูเต็นเบิร์ก หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม คัมภีร์ไบเบิ้ล 42 บรรทัดในบรรดาผลงานของเขา ผลงานที่น่าจะสร้างชื่อที่สุดตือการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ตัวเรียงพิมพ์โลหะ การประดิษฐ์คิดค้นนี้ได้นำมาซึ่งการพัฒนาขั้นตอนของการพิมพ์ให้มีความรวดเร็วขึ­้นโดยใช้น้ำมัน เครื่องพิมพ์ที่ทำด้วยไม้ น็อต และเครื่องสำหรับคั้นองุ่นเพื่อทำเหล้าองุ่น การประดิษฐ์คิดค้นของเขานั้นเป็นการผสมผสานสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน และสามารถใช้งานได้จริงชีวิตส่วนตัวกูเต็นเบิร์กเกิดในเมืองโมนซ์ ประเทศเยอรมัน เป็นบุตรคนสุดท้องของตระกูลพ่อค้าชนชั้นกลาง มีบิดาชื่อ Friele Gensfleish zur Laden และมีภรรยาชื่อ Else Wyrich ผู้ซึ่งเป็นบุตรสาวของเจ้าของร้านค้า บางตำรากล่าวว่าพ่อของกูเต็นเบิร์กเป็นนักขุดทองให้กับบิช็อปในเมืองโมนซ์ แต่บ้างก็กล่าวว่าเขาทำธุรกิจค้าขายผ้า ปีเกิดของกูเต็นเบิร์กนั้นยังไม่แน่ชัด คาดว่าจะอยู่ระหว่าง 1394 และ 1404 ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1400ในสมัยนั้นผู้ที่มีอันจะกินในเมืองโมนซ์นิยมตั้งชื่อตามบ้านที่ครอบครอง และในช่วงปี 1411 เกิดจราจลต่อต้านผู้มีอันจะกินในเมืองโมนซ์ ผู้คนกว่า 100 หลังคาเรือนต้องอพยพไปเมืองอื่น ครอบครัวกูเต็นเบิร์กย้ายไปที่เมือง Eltville am Rhein ที่ซึ่งมารดาของเขาเป็นเจ้าของ เขาได้เข้าศึกษาที่ University of Erfurt โดยใช้ชื่อ Johannes de Alta villa ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิตลงในปี 1419 และกูเต็นเบิร์กต้องเป็นผู้สืบทอดกิจการจนกระทั่งปี 1444 กูเต็นเบิร์กยังอาศัยอยู่ในเมือง Strasbourg แถบ St.Arbogast แถวชานเมือง ยังไม่แน่ชัดว่าที่นี้เขาทำอะไร หรือสถานที่นี้หรือว่าที่เขาสามารถคิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะขึ้นมา           โรงงานของกูเต็นเบิร์กตั้งอยู่ในเมือง Hof Humbrecht ซึ่งเป็นสมบัติของญาติห่างๆ ของเขาเอง ไม่ทราบแน่ชัดว่ากูเต็นเบิร์กรับงานการพิมพ์คัมภีร์มาเมื่อใด แต่เพื่องานชิ้นนี้ กูเต็นเบิร์กได้ยืมเงิน Fust เพิ่มอีก 800g. และเริ่มงานในปี 1452 ในขณะเดียวกัน มีการพิมพ์หนังสือไวยากรณ์ภาษาลาติน เชื่อกันว่ากูเต็นเบิร์กมีแท่นพิมพ์ 2 ชิ้น ชิ้นแรกจะไว้รับงานทั่วๆ ไป และอีกชิ้นจะรับงานการพิมพ์คัมภีร์ไบเบิ้ล ธุรกิจของเขาได้กำไรจากการพิมพ์คัมภีร์เป็นส่วนใหญ่จากหลัฐานที่ได้พบในปี 1454-55
ชีวิตต่อมาในปี 1462 เกิดกรณีพิพาทระหว่าง Archbishop เมือง Mainz กูเต็นเบิร์กได้ถูกเนรเทศ เข้าย้ายไปอยู่ที่เมือง Eltville ที่ซึ่งเขาได้ถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ในเรื่องการพิมพ์ให้กับน้องชาย Bechtermunzeในปี 1465 กูเต็นเบิร์กได้รับยศ Hofman จาก Archbishop Van Nasse ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าหลังจากนั้นกูเต็นเบิร์กได้ย้ายกลับ Mainz หรือไม่กูเต็นเบิร์กเสียชีวิตลงในปี 1468 ต่อมาโบสถ์และสุสานของเขาได้ถูกทำลายในปี 1504 เขาได้ถูกจารึกเป็นผู้คิดค้นตัวเรียงพิมพ์โลหะ ซึ่งปรากฏในหนังสือของ Professor Iwo Wittig
Hawthorne Effect คืออะไร
        The Hawthorne effect
เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคน เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ ในระหว่างที่มีการวิจัยหรือการกระทำจากสิ่งเร้าภายนอกองค์กรที่ถูกทำวิจัยนั้น (บางทีเรียกปรากฏการณ์นี้อีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ตอบสนองต่ออุปสงค์จำเพาะ) ในกรณีที่เอามาใช้ในการบริหารองค์กร ความหมายจะสื่อว่า พฤติกรรมของสมาชิกในองค์กรนั้นหรือผลงานขององค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีเรื่­องหรือประเด็นความสนใจใหม่ๆหรือการส่อว่ามีความสนใจใหม่มากขึ้นในบางประเด็น ในการศึกษาที่เรียกว่า Hawthorne studies พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้คนในองค์กรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ อย่างชัดเจน แม้ว่าสิ่งเร้าใหม่นั้น มิใช่เรื่องใหม่ในองค์กร  คำว่า Hawthorne Works,[1] เป็นชื่อของงานวิจัยที่โรงงานที่ทำการศึกษาในระหว่างปี  1924 และ 1932.การศึกษานี้ทำในกลุ่มผู้ทำงานในโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมว่า จะศึกษาถึงอิทธิพลของแสงต่อประสิทธิภาพของคนงาน แต่ ....... ผลการศึกษากลับพบว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงความเข้มของแสงเท่าใด หรือปรับสีของแสงในโรงงานอย่างไรก็ตาม
...

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages