|
บันทึกหมอแดง
ตอน : โรคกรดไหลย้อน กับการรักษา(แบบแพทย์แผนตะวันออก) ผมเคยนำเรื่องโรคเกิร์ด(GERD)มาลงในเวปไซต์ ครั้งหนึ่งแล้วครับ แต่เป็นเอกสารทางการแพทย์ จากโรงพยาบาลศิริราช ในรายการทางเคเบิ้ลทีวี ผู้ชมหลายท่านก็ให้ความสนใจกันดีครับ ผมจึงขอนำเรื่องนี้ มาคุยอีกซักรอบเพื่อให้ทุกท่านเข้าใจโรคเกิร์ดกันมากขึ้น และเพื่อแนะนำวิธีป้องกันโรคนี้ครับ..
ผมเองก็เพิ่งจะรู้จักชื่อโรคเกิร์ด ก็ตอนที่มีคนไข้ซึ่งเป็นดอกเตอร์คนไทย ท่านกลับมาจากอเมริกาแล้วมาหาผม บอกว่าท่านเป็นโรคเกิร์ด ทำเอาผมงงอยู่นาน ไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน ว่าเป็นโรคอะไร แปลเป็นไทยว่าอะไรก็ยังไม่ทราบ คิดในใจแย่แล้วเรา เป็นหมอแต่ไม่รู้จักโรค ได้เสียชื่อหมอแดงก็คราวนี้แน่ ผมจึงให้ท่านเล่าถึงอาการของโรคให้ฟัง เท่านั้นค่อยโล่งใจขึ้นหน่อย ว่าโรคเกิร์ดนี่มันเป็นอย่างนี้นี่เอง
อาการของโรคเกิร์ด เกิดจากการไหลย้อนกลับของกรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ขึ้นไปในหลอดอาหารส่วนบนจนถึงคอถึงปาก ซึ่งเกิดขึ้นได้ทั้งกลางวันและกลางคืน ไม่ว่าจะทานอาหารหรือไม่ก็ตาม ทำให้เกิดการระคายเคือง หลอดอาหารอาจเป็นแผลหรืออักเสบได้ และบางครั้งจะเกิดอาการทางปอด คอ และกล่องเสียง
• การแพทย์ตะวันตก มีความเชื่อว่าเกิดจากกล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารส่วนล่าง มีการคลายตัวอย่างผิดปกติ ทำให้มีการไหลย้อนขึ้นไปบนคอหอยจะกระตุ้นให้กล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารส่วนบนหดตัว ป้องกันไม่ให้กรดไหลย้อนขึ้นไป
• แต่การแพทย์ตะวันออกกลับมองว่า อาการดังกล่าวเป็นเรื่องของลมหรือพลังกระเพาะที่ย้อนกลับ คือโดยปกติแล้ว อวัยวะทุกอวัยวะต้องมีพลังในตัวเอง พลังนั้นจะเคลื่อนลงล่าง ขึ้นบน หรือออกข้างๆก็ได้ แล้วแต่อวัยวะนั้น อย่างเช่น พลังกระเพาะลงล่าง พลังม้ามขึ้นบน พลังปอดลงล่าง พลังไตลงล่าง เมื่อใดมีปัญหาร่างกายไม่สมดุล ทำให้ทิศทางการไหลเวียนของพลังนั้นเปลี่ยนทิศทางไป ย่อมเกิดปัญหาแก่ร่างกายของเรา
ดังนั้นเมื่อมีการไหลย้อนของน้ำย่อยหรือกรดในกระเพาะขึ้นเบื้องบน แสดงว่ากระเพาะของเราเสียสมดุลแน่นอน พลังกระเพาะจึงย้อนขึ้นบน หอบเอาน้ำย่อยและน้ำกรดขึ้นไปด้วย
จะเห็นว่ามุมมองทางการแพทย์ทางตะวันตกและตะวันออกจะแตกต่างกัน ทำให้การวินิจฉัยโรคแตกต่างกันบ้าง แพทย์สมัยใหม่อาจไม่รู้จักลมหรือพลัง แต่การแพทย์แผนโบราณนั้นวินิจฉัยโรคโดยพิจารณาจากธาตุทั้ง 5 คือ ดิน,น้ำ,ลม,ไฟและอากาศ ธาตุใดทำให้เกิดโรคขึ้นมาและ ” ธาตุลม ” นี่แหละเป็นธาตุที่ทำให้เกิดการเจ็บป่วยมากมายที่สุด อาจถึง 60-70 เปอร์เซ็นต์
ดังนั้น ผมจึงเห็นว่า ” โรคเกิร์ด ” นี้ก็คือโรคลมในกระเพาะนั่นเอง ฝรั่งทำเอาเราตกใจไปกับโรค แล้วยังบอกว่าโรคนี้รักษาไม่หายอีก
อาการของโรคเกิร์ดมีดังนี้ครับ ท่านมีอาการเหล่านี้บ้างหรือไม่ ถ้าท่านมีอาการจะได้ไปบอกใครๆได้ว่า “ ฉันเป็นโรคเกิร์ดนะ ” มันดูเท่ห์ดีนะ เป็นโรคฝรั่งเสียด้วย
ความรู้สึกเท่ห์นี้ เหมือนตอนที่คนไข้ซึ่งเป็นดอกเตอร์ จากต่างประเทศคนนั้นที่บอกผม ดูเขารู้สึกภูมิใจที่เป็นโรคฝรั่ง มีการตรวจวินิจฉัยโรคโดยหมอที่มีชื่อเสียง มีการตรวจสารพัดวิธีที่หมอเขาจะทำ หารู้ไม่ว่าโรคนี้มีคนเป็นกันมากเลย ผมเองก็เจอคนไข้ป่วยเป็นโรคเกิร์ดวันละ 5-6 รายในแต่ละวัน อาการมีดังนี้ครับ
1. อาการทางคอหอยและหลอดอาหาร • อาการปวดแสบปวดร้อนบริเวณหน้าอก ลิ้นปี่ และคอ • รู้สึกคล้ายมีก้อนอยู่ในคอ • กลืนลำบากติดๆขัดๆ หรือกลืนแล้วเจ็บคอ • มีเสมหะในลำคอ หรือระคายคอตลอดเวลา • เรอบ่อย คลื่นไส้ • รู้สึกจุกแน่นอยู่ในลำคอ หรือหน้าอก • มีกลิ่นปาก เสียวฟัน หรือมีฟันผุ 2. อาการทางกล่องเสียงและปอด
- เสียงแหบเรื้อรัง หรือเสียงแหบเฉพาะตอนเช้า - ไอเรื้อรัง หรือสำลักน้ำลาย หรือหายใจไม่ออกเวลากลางคืน - กระแอมไอบ่อย - อาการหอบหืดกำเริบหนัก - เจ็บหน้าอก - เป็นโรคปอดอักเสบ เป็นๆหายๆ การรักษา : พฤติกรรมในการดำเนินชีวิตของผู้ป่วย ทำให้เกิดโรคหรือเรียกได้ว่า ตัวเขาเองนั่นแหละทำให้เกิดโรคขึ้นมา ไม่มีใครทำให้ไม่มีเชื้อโรค อย่าไปโทษเวรโทษกรรม หรือกรรมพันธุ์เลยครับ ดังนั้นเราต้องปรับเปลี่ยนเหมือนปลาในตู้ปลาที่ต้องเปลี่ยนน้ำเมื่อปลามันป่วย ต้องเปลี่ยนอะไรบ้าง ผมจะแนะนำให้ท่านดังนี้ครับ
พฤติกรรมที่ควรปฏิบัติ
1. คนป่วยท้องจะแข็งมาก แสดงว่ามีความดันในช่องท้องมากอาจจะอ้วนเกินไป ทานอาหารมาก ทานเนื้อสัตว์มากเกินไป ไม่ถ่าย ดังนั้นจึงต้องลดน้ำหนัก ลดอาหาร ทานผักให้มากกว่าเนื้อสัตว์ และที่สำคัญต้องถ่ายอุจจาระได้ดี 2. อย่าสวมเสื้อผ้าที่คับหรือแน่นเกินไป โดยเฉพาะผู้หญิงอยากสวยทั้งหลาย ใส่สเต (stay) รัดจนหายใจหายคอไม่ออก หรือรัดเข็มขัดแน่นๆ ทำให้ลมลงมาข้างล่างไม่ได้ ก็ต้องลอยขึ้นข้างบนอย่างเดียว
3. ก่อน และ หลังอาหาร 30 นาทีไม่ควรดื่มน้ำเกินครึ่งแก้ว เพื่อรักษาน้ำย่อยให้มีความเข้มข้นไม่เจือจางเพราะน้ำ จนย่อยอาหารไม่ได้ (งดพฤติกรรมการทานข้าวคำน้ำคำ)
4. หลีกเลี่ยงอาหารมื้อดึก อย่างน้อย 3 ชั่วโมงก่อนนอน ไม่ควรรับประทานอาหารหนักๆ
5. หลีกเลี่ยงน้ำเย็น น้ำอัดลม นมและผลิตภัณฑ์ผม ของทอด ของมัน
6. ไม่ควรดื่มกาแฟขณะท้องว่าง ขอให้ดื่มหลังอาหาร หรือถ้าไม่ดื่มเลยยิ่งดี
7. หลีกเลี่ยง เครื่องดื่มแอลกอฮอล,เบียร์ เพราะทำให้ระบบลำไส้แปรปรวน จุลินทรีย์ที่ดีในการช่วยย่อยและดูดซึมจะน้อยลง
8. เวลานอน หนุนหัวเตียงให้สูงขึ้นจากพื้น 6-10 นิ้ว อย่ายกแต่ศีรษะโดยการใช้หมอนรองศีรษะ เพราะจะเพิ่มความดันในช่องท้องมากขึ้น
สมุนไพรที่ใช้รักษาโรคกรดไหลย้อน - ควรเป็นสมุนไพรที่มีคุณสมบัติช่วยย่อยหรือขับลม เช่น ขมิ้น ขิง พริกไทย อบเชย หรืออาจจะใช้ยาหอมช่วยย่อยและขับลมด้วยก็เป็นการดี ปัจจุบันมีเป็นแบบอัดเม็ดแคปซูล หาได้ตามร้านขายยาทั่วไป ทานก่อนอาหารเพื่อปรับสมดุลให้กระเพาะ - ดื่มน้ำเอนไซม์ช่วยย่อย หลังอาหาร (น้ำเอนไซม์ คือ น้ำหมักสมุนไพรและผลไม้)
ตัวอย่างของผู้ที่เป็นโรคเกิร์ด คุณสงวน มีอาการสะอึกตลอดเวลามากว่า 2-3 ปีแล้ว รักษามาตลอดแต่ก็ไม่หาย จะกิน จะนอน จะนั่งก็สะอึก ทรมานขนาดไหนท่านคิดดูนะครับ ผมสอบถามถึงพฤติกรรมของคุณสงวนแล้วก็ได้ทราบว่า ท่านดื่มน้ำเย็นตลอด ทานข้าวไปก็ดื่มน้ำไป กว่าจะทานข้าวหมด ก็ดื่มน้ำไป 2-3 แก้วแล้ว ดื่มน้ำมากเช่นนี้ก็ทำให้อาหารไม่ย่อย เลยเกิดปัญหาขึ้นมา
คุณสุมน ท่านเป็นนักเรียนนอก พ่อแม่อยู่ต่างประเทศตลอด ทานอาหารแบบฝรั่งประเภท เนื้อ นม ไข่ ขนมปัง ตื่นเช้าก็ทานแบบฝรั่ง นมแช่เย็น 1 กล่อง ขนมปัง หลังอาหารดื่มน้ำเย็นตลอดเช่นกัน และดื่มน้ำเย็นตลอดจึงเกิดลมในกระเพาะ แน่นหน้าอกและหายใจไม่ค่อยออก
คุณอนันต์ มีแก๊สในกระเพาะอาหาร เรอทั้งวัน อายุท่านแค่ 35 เท่านั้นแต่ลักษณะท่าทางอย่างกับคนแก่ ท่านนี้ก็ชอบอาหารฝรั่ง ดื่มน้ำเย็นตลอดต้องใส่น้ำแข็งด้วยถึงจะชื่นใจ หลังอาหารมีน้ำผลไม้แช่เย็นแล้วตามด้วยน้ำเย็นอีก 2 แก้ว ดื่มน้ำอัดลม 2-3 ขวดต่อวัน
นี่คือตัวอย่างของผู้ป่วยส่วนหนึ่งที่ผมได้รับ ท่านมีอาการอย่างนี้บ้างหรือเปล่าครับ ถ้ามีอาการตามที่ผมบอกมา ก็ขอให้ท่านเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของท่านเสียนะครับ เพราะอาการของโรคจะไม่หยุดอยู่แค่นี้ถ้าท่านไม่ใส่ใจร่างกายของท่านเอง มันจะคืบหน้าต่อไปเหมือนมันได้ใจ กลายเป็นโรคร้ายต่างๆ แล้วเมื่อนั้นท่านจะเสียใจ เพราะว่าเมื่อท่านจะมาแก้มันก็สายไปเสียแล้ว
____________________________________
วิธีการรักษา โรคกระเพาะด้วยธรรมชาติบำบัด (by ดิอโรคยา)
1. ทำให้เลือดหมุนเวียนได้ดี ของใหม่เอาเข้า (สารอาหาร อ๊อกซิเจน) ของเก่าเอาออก(ของเสีย) โดย การออกกำลังกาย , นวดฝ่าเท้า นวดตัวสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ,อบสมุนไพร *** สำคัญมากนะครับข้อนี้
2. เอาของเสียตกค้างออกโดยการ : ดีท๊อกซ์สวนล้างลำไส้ ,น้ำเอนไซม์ระบาย , จตุผลาธิกะ ,สมุนไพรช่วยระบาย ,ยาคลายเส้น(ธรณีสันฑฆาติ) มะขามแขก ส้มแขก
- ดีท๊อกซ์ : สัปดาห์ละไม่เกิน 3 ครั้ง - น้ำเอนไซม์ระบาย : ทานก่อนนอน 1-2 ช้อนโต๊ะ ตื่นมาจะขับถ่ายของเสียออกได้เยอะ (ถ้าไม่มีให้ใช้จตุผลาธิกะ) - ยาคลายเส้น : ทานก่อนนอน 2 แคปซูล ตื่นเช้ามาจะขับถ่ายได้ดี - จตุผลาธิการ : ทาน เช้า,เย็น 1-2 ช้อนโต๊ะ 3. ช่วยกระเพาะอาหารให้ย่อยและดูดซึมได้ดีขึ้น : ยาโรคกระเพาะ(ขมิ้นชัน) ,น้ำเอนไซม์แบบดั้งเดิม ,นมเปรี้ยว ,ผลิตภัณฑ์Probiotic ,ยาเร่งการเผาผลาญ ,น้ำขิง
- น้ำเอนไซม์(ดั้งเดิม) : ทานหลังอาหาร 2-3 ช้อนโต๊ะ เพื่อช่วยย่อยอาหาร - ผลิตภัณฑ์ Probiotic : ช่วยย่อย ดูดซึม และขับถ่ายได้ดีขึ้น - นมเปรี้ยว : มีกรดแลคติค และ จุลินทรีย์ ช่วยย่อยและดูดซึม ดื่มหลังอาหาร - ยาโรคกระเพาะ : ทานก่อนอาหาร 20 นาที (ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหารได้ดี) - ยาเร่งการเผาผลาญ : ทานก่อนอาหาร 20 นาที - น้ำขิง : ดื่มก่อนอาหารไม่เกิน 1 แก้ว กระตุ้นให้กระเพาะพร้อมย่อยอาหาร - สาหร่ายเกลียวทอง : ทานเช้า 5 เม็ด+น้ำ 2 แก้ว คลอโรฟิลล์ช่วยทำให้แผลในกระเพาะหายเร็ว และความเป็นด่างของสาหร่ายเกลียวทองช่วยลดกรดในกระเพาะได้ อีกทั้งยังสนับสนุนให้ Probiotic ที่ช่วยในการย่อย ดูดซึม และขับถ่าย สามารถเจริญเติบโตได้มากถึง 200% สอบถามข้อมูลผลิตภัณฑ์สมุนไพร ดิอโรคยา 02-682-1215 , 02-358-0050-2
แผนที่ http://www.the-arokaya.com/web5/map_thearokaya.html ![]() 339/77 The Spirit Condominium Srinakarin Rd., Nongborn, Pravate Bangkok 10250 Thailand | ||
|
|