Fwd: ย่อยได้ไม่ดี ต้นเหตุสารพัดโรค

3,025 views
Skip to first unread message

Adisak Chongchirasiri

unread,
Jul 12, 2013, 12:57:20 AM7/12/13
to

ย่อยได้ไม่ดี ต้นเหตุสารพัดโรค
ยิ่งอาหารเหลือมากในลำไส้ เราก็ยิ่งป่วยมากขึ้น
บทความโดย : หมอแดง ดิอโรคยา
 
ผู้ป่วยที่เข้ามาใน ดิ อโรคยา คลินิกของผมกว่า 80% มีปัญหาเรื่องของระบบการย่อยอาหารโดยเฉพาะโรคกระเพาะอาหาร คนไข้หลายคนที่ผมบอกว่าเป็นโรคกระเพาะ ถึงกับเกิดอาการงงงวยกันเลยทีเดียวเพราะเค้าไม่เคยมีอาการปวดท้อง ไม่มีแผลในกระเพาะอาหาร ทำไมถึงบอกว่าเป็น ซึ่งอาการที่ผู้ป่วยเข้ามารักษาคือโรคปวดหลัง ปวดเอว อ่อนเพลีย ไหล่ติด ยกแขนไม่ขึ้น มีกลิ่นปาก กรดไหลย้อน เจ็บเข่า ปัสสาวะบ่อย นอนไม่หลับ ริดสีดวงหรือสะอึก! เรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคกระเพาะกันใหม่นะครับ
 
โรคกระเพาะตามความเข้าใจของคนทั่วไปแล้วคืออาการเจ็บท้อง ปวดท้องหรือมีแผลในกระเพาะอาหารเนื่องจากทานอาหารไม่ตรงเวลา แต่โรคกระเพาะอีกประเภทหนึ่งคือการที่กระเพาะอาหารทำงานได้ไม่สมบูรณ์ ระบบการย่อยอาหารไม่ดี มีแก๊สในกระเพาะอาหารมาก โรคกระเพาะที่ผมพูดนี่แหละครับเป็นสาเหตุให้เกิดโรคต่างๆ เช่น อาการปวดหลัง ปวดเอว ปวดข้อ ปวดเข่า ริดสีดวง เก๊าต์ รูมาตอยด์ ไอ แม้กระทั่งสะอึก หรือโรค GERD (กรดไหลย้อน) ก็เกิดจากระบบการย่อยอาหารของท่านนี่แหละครับ เป็นไปได้ยังไงผมจะอธิบายให้ท่านเข้าใจ โดยยกตัวอย่างซักสองสามโรคครับ
 
คำว่าโรคกระเพาะในทางการแพทย์ตะวันตก หมายถึงการมีแผลในกระเพาะอาหาร มีเลือดออกในกระเพาะอาหาร หรือมีจุดในกระเพาะอาหาร โดยใช้การตรวจด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์
 
สำหรับแพทย์ตะวันออกหรือบางคนเรียกว่าหมอแผนโบราณอย่างเราใช้วิธีตรวจโดยการตรวจจุดสะท้อนผ่านทางเดินเส้นลมปราณ ร่วมกับการสัมภาษณ์อาการข้างเคียงต่างๆ กระเพาะอาหารที่มีปัญหาหมายถึงกระเพาะที่ไม่สามารถย่อยอาหารได้สมบูรณ์ หรือกระเพาะมีธาตุไฟอ่อนไม่สามารถทำงานได้อย่างปกติ ทำให้เกิดการหมักหมมในกระเพาะอาหาร, ลำไส้เล็ก-ใหญ่ เป็นสาเหตุให้เกิดลมและสารพิษขึ้น พลังของกระเพาะอาหาร ตามปกติจะต้องไหลลงไปตามลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่และถ่ายออกมา แต่ถ้าเกิดมีสารพิษขึ้นมากในเลือด เกิดลมมากในร่างกาย พลังของกระเพาะอาหารท่านจะดันขึ้นมา ทำให้เกิดอาการสะอึก อาการไอ มีคนไข้หลายคนไอมาตลอดรักษายังไงก็ไม่หาย เพราะส่วนใหญ่เราไปคิดว่าอาการไอเกิดจากการมีเสมหะ หรือเจ็บคอเท่านั้นจึงทานแต่ยาแก้อักเสบ ยารักษาแผล แต่การย่อยอาหารที่ไม่ดีต่างหากที่เป็นตัวทำให้เกิดปัญหา
 
คนไข้ของผมรายหนึ่ง จบการศึกษาจากต่างประเทศ ทำให้ติดพฤติกรรมการทานอาหารของฝรั่งมา คือชอบทานสเต็ก ชอบของปิ้งของย่าง ทานอาหารประเภทเนื้อ นมวันละ 1 ลิตร ไข่ ดื่มน้ำอัดลมวันละเกือบสิบกระป๋อง และช็อคโกแลตอีก พฤติกรรมการทานอาหารแบบนี้มีผลทำให้เค้าเป็นมะเร็งที่เต้านม เมื่อสี่ปีที่แล้วเค้าต้องไปผ่าตัดเอามะเร็งออก ฉายคีโม เพื่อรักษามะเร็ง แต่ปัจจุบันนี้เค้ากลับเป็นมะเร็งที่เต้านมอีกข้าง ทั้งที่ได้รับการรักษาอย่างดี ทานยาอย่างดี แต่ผู้ป่วยไม่เปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหาร เค้าชอบดื่มน้ำระหว่างทานอาหาร ทานน้ำเยอะๆทั้งวัน ก็ทำให้กระเพาะมีปัญหาพลังการย่อยหย่อนพิการอาหารจึงกลายเป็นของเสีย จนทำให้เกิดมะเร็งขึ้นมาอีกครั้ง จากการที่เรากดจุดต่างๆ ตามร่างกาย ปรากฏว่าเค้าเจ็บปวดมากทุกจุดที่กด วิธีการรักษาก็คือทำให้ลมที่อัดแน่นอยู่ในลำไส้ ตามกล้ามเนื้อ ออกไปให้ได้ก่อน เพื่อให้เลือดลมไหลเวียนให้ได้ เปรียบร่างกายคนเรากับแม่น้ำ เมื่อแม่น้ำมีอะไรไปอุดตัน ถ้าจะทำความสะอาดก็ต้องทำการเก็บขยะ ออกจากแม่น้ำนั้นเสียก่อนเพื่อให้น้ำไหลเวียนได้สะดวก
 
อีกโรคที่เป็นกันมากมายเหลือเกินคือโรคปวดหลัง เรียกได้ว่าเป็นโรคที่ติดอันดับท๊อปฮิตเลยทีเดียว สาเหตุของอาการปวดหลังก็เกิดจากการที่กระเพาะของท่านมีปัญหา ทำไมจึงเกี่ยวข้องกับกระเพาะอีกแล้ว เพราะถ้ากระเพาะอาหารไม่ย่อย ก็จะเกิดลมอัดแน่นที่หน้าอก และที่กลางหลังทำให้เกิดอาการปวดหลัง คนไข้ท่านหนึ่งอายุ 70 กว่าปี มีอาการปวดหลัง หลังค่อมมือไม้สั่น ไปหาหมอเค้าก็ให้ใส่ที่รัดหลัง แต่จากการสอบถามแล้ว พบว่าผู้ป่วยชอบทานทุเรียนมาก ลูกๆหวังดีก็เลยซื้อทุเรียนให้กินทุกวันร่างกายท่านก็ร้อน เกิดลมในท้องจนแน่นทำให้เกิดอาการปวด ต้องทำการกดจุดไล่ลมในร่างกาย นวดหรือทานสมุนไพรที่ช่วยในการย่อยอาหาร
 
วิธีการรักษาอาการปวดหลังง่ายๆครับ ท่านต้องเปลี่ยนพฤติกรรมของท่าน โรคส่วนใหญ่แล้วเกิดจากน้ำทั้งนั้นครับ ควรดื่มน้ำให้ถูกต้อง ดื่มน้ำในพอเหมาะกับน้ำหนักตัวของท่าน ไม่ดื่มน้ำระหว่างทานอาหาร เพื่อให้กระเพาะทำการย่อยอาหารได้ และหาเวลานวดกดจุดเพื่อไล่ลมและขจัดขยะออกจากร่างกาย เท่านี้อาการเจ็บป่วยของท่านก็จะค่อยๆดีขึ้นครับ
 
“ย่อยให้ได้ ถ่ายให้ดี ไม่ดื่มน้ำเย็น ไม่สร้างลมใหม่” นี่คือเคล็ดลับสุขภาพดีสำหรับคนไทย
 
การทานอาหารตามกระแสวัฒนธรรมตะวันตก หรือเรียกง่ายๆ ว่าอาหารฝรั่งเป็นอาหารประเภทเนื้อสัตว์, ไขมัน, แป้งมากกว่าผักผลไม้ ซึ่งอาหารเหล่านี้ไม่มีกากใยอาหาร จึงทำให้เป็นโรคท้องผูก ถ้าทานอาหารที่มีครบทั้งเนื้อสัตว์ ไขมัน แป้ง กากใยอาหารจากผักผลไม้
ระยะเวลาที่อาหารอยู่ในกระเพาะอาหารเพื่อย่อย 30 นาที - 3 ชม.
ในลำไส้เล็กเผื่อดูดซึม 3.5 – 4.5 ชม.
ในลำไส้ใหญ่เพื่อเตรียมกำจัดออก 12 – 15 ชม.
รวมเวลาที่อาหารอยู่ในร่างกายประมาณ 18 – 24 ชม.
 
แต่ผู้ที่ไม่ทานผักผลไม้ ข้าวกล้อง กากใยอาหาร อาหารจะอยู่ในร่างกาย 72 ชม. บางคนตกค้างถึง 1 เดือนจึงมีการขับถ่ายออกมา ระหว่างที่อาหารเดินทางอยู่ในกระเพาะอาหารถึงลำไส้ใหญ่อาหารที่ไม่ได้ถูกย่อยอย่างมีประสิทธิภาพจะตกค้างเข้าสู่กระบวนการบูดเน่า กลายเป็นแก๊สลมและสารพิษถ้าไม่รีบขับออกทางอุจจาระก็จะถูกลำไส้ใหญ่ดูดซึมของเสียกลับเข้าสู่ร่างกายปัญหาการเจ็บป่วยย่อมตามมา
 
กระเพาะอาหาร ผลิต “กรดไฮโดรคลอริกและน้ำย่อยอาหารประเภทโปรตีน” เมื่อไม่ได้ทานอาหารจะมีขนาดเล็กมาก และสามารถขยายได้หลายสิบเท่าตามแต่ปริมาณอาหารที่ทาน ซึ่งกรดในกระเพาะอาหารเป็นสิ่งจำเป็นมากในการย่อยอาหาร การบีบตัวของกระเพาะอาหารเพียงเพื่อคลุกเคล้าอาหารกับกรดเท่านั้นถ้าไม่มีกรด(น้ำย่อย) อาหารก็ไม่ถูกย่อยเป็นชิ้นเล็กๆเอนไซม์ที่ถูกหลั่งออกมาก็ไร้ความหมาย เพราะเอนไซม์ในกระเพาะอาหารจะทำงานได้ดีต่อเมื่อ ในกระเพาะอาหารมีสภาพเป็นกรดตามธรรมชาติ
 
ดังนั้นการทานยาลดกรดเป็นประจำเพื่อรักษาโรคกระเพาะหรือโรคกรดไหลย้อน ยิ่งทำให้กระเพาะย่อยอาหารได้ไม่ดีพอ อาหารที่ทานเข้าไปก็ยิ่งตกค้างเน่าเสียเกิดแก๊สต่อไปในลำไส้ พัดพาเอาน้ำย่อยขึ้นมาระคายเคืองต่ออีก การลดกรดจะหายก็แค่อาการแสบร้อนท้องและที่หน้าอกชั่วคราว แต่ได้ฤทธิ์ของลมพัดขึ้นจุกแน่นหน้าอก กลืนข้าวไม่ลง หายใจไม่เข้า นอนไม่หลับ นอนกรน ตื่นมาแล้วไม่สดชื่น ตามมาแบบนี้คงไม่คุ้มนะครับ ใช้ยาลดกรดเมื่อมีภาวะน้ำกรดมากเกินเท่านั้น
 
หน้าที่ของกระเพาะอาหาร
1. เก็บสะสมอาหาร จึงขยายตัวได้มากๆ
2. น้ำหรือของเหลวที่เราดื่มเข้าไป จะผ่านเลยไป มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เหลือไว้คลุกอาหารให้อ่อนตัวลง
ลำไส้เล็ก ยาว 7.5 เมตร ผลิตน้ำย่อยอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน และดูดซึมสารอาหารเข้าสู่เซลล์ มีน้ำดีจากตับทำหน้าที่ย่อยไขมันให้มีขนาดเล็กลงแล้วนำไปผลิตเป็นพลังงาน นอกจากนี้ลำไส้เล็กยังทำหน้าที่ดูดซึมสารอาหารเกือบทุกชนิด
 
ลำไส้ใหญ่ ยาว 1.5 เมตร ทำหน้าที่
1. ดูดซึมน้ำวิตามิน เกลือแร่ พวกโซเดียม และโพแทสเซียมจากกากอาหารเข้าสู่ร่างกาย
2. กักเก็บอุจจาระให้รวมตัวเป็นก้อน และควบคุมการเกิดความรู้สึกอยากถ่ายอุจจาระ
3. หมักย่อยกากอาหารชนิดที่ร่างกายไม่สามรถย่อยได้ เช่นกากอาหารจากข้าวกล้อง ใยอาหารจากผัก ผลไม้ โดยกากอาหารเหล่านี้จะถูกหมักย่อยโดยจุลินทรีย์ที่อยู่ในลำไส้ และดูดซึมสารอาหารที่เกิดจากกระบวนการหมักย่อยดังกล่าวเข้าสู่ร่างกาย
ผู้ที่ทานอาหารที่มีข้าวกล้อง ผัก ผลไม้ร่วมด้วย เมื่อถูกย่อยแล้ว ลำไส้เล็กจะดูดซึมสารอาหารพื้นฐานได้แก่ กลูโคส กรดอะมิโน กรดไขมันวิตามิน และเกลือแร่ ส่วนเส้นใยในผักผลไม้ย่อยไม่ได้ ก็จะไปอยู่ที่ลำไส้ใหญ่ส่วนปลายที่อุ้มน้ำไว้เพื่อให้อุจจาระอ่อนตัว จะได้บีบออกได้ง่ายทุกวัน หากไม่ได้ถ่ายอุจจาระทุกวัน อุจจาระจะยิ่งแห้งแข็ง เพราะลำไส้ใหญ่จะดูดน้ำกลับเข้าสู่ร่างกายตลอดเวลา อาหารเก่าๆที่อยู่ในลำไส้ใหญ่ 12 – 15 ชม. จะมีสารพิษ(Toxin) ที่ถูกผลิตจากจุลินทรีย์ตัวไม่ดีเกิดขึ้นมากเมื่อถูกดูดซึมกลับสู่กระแสเลือด ทำให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ
 
ในลำไส้จะมีเอนไซม์และจุลินทรีย์เพื่อย่อยอาหาร หากเราทานอาหารพวกเนื้อสัตว์มาก ไม่สามารถย่อยในกระเพาะอาหารได้หมด พอมาถึงลำไส้เล็ก โปรตีนในเนื้อสัตว์เหล่าจะถูกเอนไซม์ในลำไส้ย่อยอีกครั้งหนึ่งเพื่อกำจัดทิ้ง และการย่อยสลายโปรตีนในลำไส้นี้จะทำให้เกิดสารพิษ ท็อกซินมากมาย รวมถึงยังมีอาหารที่ย่อยสลายไม่หมดทำให้เกิดคราบตกค้างเกาะติดตามผนังลำไส้หมักหมมอยู่ทุกวี่วัน จะส่งผลให้อุจจาระมีกลิ่นเหม็น, มีกลิ่นปาก, กลิ่นตัวเหม็น เป็นลมที่คั่งค้างในลำไส้(โกฏฐาสยาวาตา)และกลายเป็นปัญหาสุขภาพบานปลายให้ตามแก้ไขอยู่ร่ำไป
กรณีที่ผมเห็นบ่อยๆใกล้ตัวคือ ชาวต่างชาติหลายท่านมานวดที่ ดิ อโรคยา ธรรมดาแล้วเวลาฝรั่งเขาไปที่ไหนคนไทยจะต้อนรับดี แต่ถ้ามาที่ ดิ อโรคยา หมอนวดจะแอบเกี่ยงงอนให้ผู้อื่นนวดแทน (หลายคนคงคิดไปแล้วว่าปัญหาเรื่องการสื่อสารแน่นอน) แต่เพราะการกินอยู่ต่างหากทำให้มีของเสียตกค้างเยอะ เส้นแข็ง ตึง และมีกลิ่นปาก กลิ่นตัว เนื้อตัวจะมันๆ นวดยากต้องใช้กำลังภายใน วิทยายุทธ และอาวุธออกมาใช้มาก ทั้งศอก เข่า เท้า บางครั้งต้องขออนุญาตยืนเหยียบ กว่าจะนวดเสร็จก็หมดกำลังไปมาก ต้องให้เวลาหยุดพักเหนื่อย ปรากฏว่าทั้งฝรั่ง และคนไทยที่เลียนแบบการกินอยู่อย่างฝรั่งเส้นตึงพอกัน เกิดติดใจฝีเท้าของหมอนวด บอกว่าเหยียบโดนเส้นที่ตึงมากกว่าใช้มือนวด เป็นอย่างงั้นไป!!
 
น้ำ
“ทานน้ำไม่ถูกต้องตามหลักธรรมชาติ ทำให้เป็นโรคในระบบทางเดินอาหาร”
น้ำเย็น ปัจจุบันการทานน้ำของเราไม่เหมือนเดิม มีแต่น้ำปรุงแต่งให้เย็นและหวาน ทานน้ำมากไปน้อยไป ทานผิดวิธี ก็เลยทำให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารเจือจางย่อยอาหารไม่ได้ เอนไซม์ไม่สามารถทำปฏิกิริยาต่อได้หมดในเวลาที่ควร จะเป็นอาหารจะอยู่ในกระเพาะประมาณ 3 ชม. เท่านั้น(ขึ้นอยู่กับชนิดของอาหาร)
น้ำเย็น, น้ำแข็ง, น้ำผลไม้, น้ำหวาน, น้ำอัดลม, กาแฟเย็น, ชาเย็น, เหล้าเบียร์ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ท้องอืด อาหารไม่ย่อยจนเป็นโรคกระเพาะอาหาร กรดไหลย้อน
 
ปกติอุณหภูมิร่างกายอยู่ที่ 37 องศาเซลเซียส ระบบภายในร่างกายจะทำงานเป็นปกติ แต่หากอุณหภูมิต่ำลงกว่านี้ กล้ามเนื้อที่ถูกความเย็นจะหดเกร็ง ทำให้เลือดไหลเวียนสะดุด ท่านก็นึกถึงตอนหน้าหนาว ปลายมือปลายเท้าชา จะหยิบจับอะไรก็ไม่ค่อยจะรู้สึก เพราะเลือดเดินไม่สะดวกหดเกร็ง หรือเวลาที่เราจับน้ำแข็งแล้วมือชาเลือดเดินไม่สะดวกนั่นแหละครับ
 
เวลาที่ดื่มชาเย็น เครื่องดื่มเย็นๆ กระเพาะอาหารต้องรับศึกหนัก กล้ามเนื้อหดเกร็ง ตีบ ทำให้กระเพาะขับน้ำย่อย เอนไซม์ออกมาไม่สะดวก ปริมาณของน้ำเย็น เครื่องดื่มเย็นที่เติมลงไปในกระเพาะก็ยิ่งทำให้น้ำย่อยเจือจาง เอนไซม์ที่รอทำปฏิกิริยาต่อจากการย่อยก็ไร้ความหมาย
 
เวลาทานอาหารควบคู่กับน้ำเย็น เครื่องดื่มเย็นๆ ปริมาณน้ำมากไปทั้งก่อนและระหว่างอาหาร น้ำย่อยไม่เข้มข้นเพียงพอ ยิ่งไปทานงานเลี้ยงโต๊ะจีน บุฟเฟ่ต์ มักไม่มีผักผลไม้ที่เป็นกากใย เนื้อเยื่อกระเพาะอาหารจะยึดเป็นถุงใหญ่ๆรับได้หมด แต่เป็นถุงขยะขนาดพิเศษ ทั้งหมดจึงเน่าอยู่ในถุง เพราะกระบวนการย่อยทำได้ไม่ดีแล้ว กระเพาะย่อยได้เพียงเป็นกากอาหารหยาบๆ อาหารก็ถูกบีบส่งผ่านต่อไปยังลำไส้เล็ก ลำไส้เล็กดูดซึมสารอาหารไม่ได้เพราะอาหารชิ้นโตเกินไป ยังไม่ผ่านการย่อยที่ดีจากกระเพาะ จึงต้องบีบผ่านไปตามกระบวนการส่งกากอาหารถึงลำไส้ใหญ่ ลำไส้ใหญ่ทำหน้าที่ดูดน้ำจากกากอาหารไปใช้เหลือแต่กากอาหารชิ้นใหญ่และหยาบๆ ทำให้ขับถ่ายออกยาก กลายเป็นท้องผูกต้องกินยาระบายตลอด
 
ตื่นเช้าก่อนทำงานผมชอบนั่งดูพนักงานออฟฟิศเดินผ่านหน้าร้านทุกวัน เพื่อดูว่าเช้าอย่างนี้เค้าทานอะไรกัน ส่วนมากจะเห็นเขาถือกาแฟเย็น ชาเย็น โกโก้เย็น 1 แก้วใหญ่ๆ เวลาทานอาหารก็จะเห็นเขาสั่งน้ำอัดลม เก็กฮวย น้ำใส่น้ำแข็งตลอด ผมไปพักอยู่ต่างจังหวัดทางรีสอร์ทจะจัดอาหารเช้าให้ทาน จะเห็นผู้คนที่มาพักเอาน้ำแข็งใส่แก้วเกือบทุกคนทานกับอาหารเช้า เด็กผู้หญิงคนหนึ่งอ้วนมาก อายุเกือบ 10 ขวบ แต่น้ำหนักเธอ 75 กิโลกรัม ก็สั่งนมปั่น 1 แก้วใหญ่ ทานกับอาหารเช้าที่ไม่ใช่ข้าว แต่เป็นไส้กรอก ปาท่องโก๋ ขนมครก ติดเครื่องดื่มเย็นๆตั้งแต่เด็กยันผู้ใหญ่
 
นั่นคือทุกวันนี้ น้ำแข็ง น้ำเย็น น้ำหวาน เป็นสิ่งจำเป็นในการทานอาหารทุกมื้อเสียแล้ว หรือแม้แต่มื้ออาหารว่างเป็นขนม ก็ยังมีน้ำแข็ง น้ำหวานรวมอยู่ด้วยทุกรายการ แล้วเราจะเหลือคนสุขภาพดีให้เป็นความหวัง เป็นตัวอย่างในประเทศสักกี่คน ในเมื่อมองไปทางไหนมีแต่คนทานน้ำเย็น น้ำหวาน น้ำอัดลม แอลกอฮอล์ หากต้องการสุขภาพที่ดี มีเงินเหลือใช้ หยุดทานน้ำเย็น น้ำแข็งลงบ้างเถอะครับ วิธีง่ายที่สุดที่ครอบครัวผมใช้คือ เอาขวดน้ำออกจากตู้เย็นทั้งที่บ้านและที่ทำงานนั่นเอง
 
…...................................................
 
พฤติกรรมที่ช่วยให้มีสุขภาพดี
 
- ตื่นเช้าก่อนแปรงฟันให้ดื่มน้ำ 2-3 แก้ว (การดื่มน้ำตอนเช้าจะส่งผลดีต่อระบบขับถ่ายมาก หากใครไม่ค่อยจะถ่ายอุจจาระในตอนเช้า ลองใช้วิธีนี้ดูก็ได้นะครับ)
 
- หลีกเลี่ยงน้ำเย็น น้ำอัดลม นมและผลิตภัณฑ์จากนม ของทอด ของมัน ช็อคโกแลต กาแฟ (ถ้าจะทานควรทานหลังอาหาร 1 ชั่วโมง)
 
- วิธีการดื่มน้ำให้ถูกต้อง ควรแบ่งดื่มน้ำทั้งวันให้ได้ 1.5 - 2 ลิตร ไม่ควรรอให้หิวน้ำมากๆ แล้วกระดกเป็นแก้วใหญ่ ร่างกายดูดซึมไม่ทันหรอกครับ การดื่มน้ำครั้งหนึ่งควรจะดื่มประมาณ 3 อึกก็พอ(ไม่เกินครึ่งแก้ว)
 
-ก่อนและหลังอาหาร 20-30 นาที ไม่ควรดื่มน้ำเกินครึ่งแก้ว เพื่อรักษาความเข้มข้นของน้ำย่อย
 
-ก่อนเข้านอน 3 ช.ม. ไม่ควรทานอาหารหนัก หากทานตอนดึกบ่อยๆจะมีสัญญาณเตือนจากเส้นลมปราณซานเจียว เช่น นอนหลับไม่สนิท ตื่นนอนแล้วไม่สดชื่น ปวดเมื่อยแขน ตึงบ่า
 
…...................................................
คลินิกรับกำจัด “ลม” http://www.facebook.com/photo.php?fbid=504023276324561&set=pb.173200686073490.-2207520000.1372057911.&type=3&theater
 
ดิอโรคยาการแพทย์แผนไทย : 02-358-0050-2
 
กด Like ไกลโรคกับ Herbale
www.facebook.com/herbale4u



--
Adisak Chongchirasiri
อดิศักดิ์จงจิระศิริ
NIPPON INFO B CO., LTD.             
159 Serm-mit Tower 10th floor, Sukhumvit 21 Rd. (Soi Asoke), Klongtoey-nua, Wattana, Bangkok 10110
Tel. (02)258-0365, (02)258-0367-8, (02)661-6736 
Mobile : (66)863052525
Fax (02)258-0366, (02)661-6736
 



 
butterfly_bottom.gif
butterfly_top.gif
Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages