![]() 21 วัน ในสวีเดน (4-24 August, 2013) พักอยู่ที่ Grödby-Sorunda ห่างจาก Stockholm ไปทางใต้ประมาณ 30 กม. 7 วันแรก เดินทางเข้า Stockholm ทุกวัน โดยทางรถไฟ เนื่องจากซื้อตั๋วเดินทางสำหรับ 7 วัน ไว้ ตั๋วนี้สามารถใช้เดินทางโดยรถไฟ รถเมล รถราง เรือโดยสาร ใน Stockholm ไปเที่ยวสถานที่สำคัญต่างๆ เช่น ประสาทราชวัง ป้อม หอคอย โบสถ์ พิพิธภัณฑ์ รวมทั้งห้างร้านต่างๆ (ที่ได้แวะบ้างหลังสถานที่ที่เป็นทางการต่างๆ ปิดไปแล้ว และยังพอมีเวลาเหลือก่อนขึ้นรถไฟกลับบ้านที่ Grödby-Sorunda)
หลังจากครบ 7 วัน แล้ว ก็เดินทางท่องเที่ยวด้วยการขับรถไปโดยเริ่มต้นจาก Grödby-Sorunda ไปยังเมืองต่างๆ ที่อยู่ในระยะไปกลับได้ภายในครึ่งหรือเต็มวัน จึงได้มีโอกาสไปเที่ยวสถานที่ต่างๆ ที่ค่อนข้างจะแตกต่างจากสถานที่ที่นักท่องเที่ยวทั่วไปจะได้มีโอกาสพบเห็น
รวมทั้งการได้พักอาศัยอยู่กับครอบครัวเพื่อนชื่อ "แดง" ที่สามีของเธอ "Michael" (ภาษาสวีดิช ไม่อ่านว่า ไมเคิล แต่อ่านว่า มิเกะ) เป็นชาวสวีเดนแท้ๆ จึงได้พบเจอ เรียนรู้วิถีชีวิตอย่างค่อนข้างใกล้ชิด
อยากจะบันทึกเรื่องราวและภาพถ่ายของประสบการณ์ที่มีค่ายิ่งนี้ไว้ เพื่อเก็บไว้และและแบ่งปันกับผู้สนใจทั่วไป โดยจะพยายามจะจัดเรื่องราวให้เป็นหมวดหมู่ในลักษณะอัลบัมภาพ และให้คำบรรยายใต้ภาพไว้ จะใช้เวลานานแค่ไหน จะจบหรือไม่ก็ยัง...มิรู้เลย....
แถมเป็นคนค่อนข้างละเอียดกับงานเขียน ไหนจะหารูปประกอบที่ต้องสวยงาม อธิบายได้ ร้อยเรียงตรงกับเนื้อเรื่อง ถ้อยคำภาษาต้องมีสาระ รื่นไหลและถูกต้อง (มีแอบขำตามนิสัยสันดาน) ก่อนและหลังปล่อยงานก็แก้นู่นๆ นี่ๆ ไม่เสร็จซักที ไหนจะพยายามเลิกนอนดึกโดยที่การทำอะไรพวกนี้มันต้องดึกแหงๆ (สุดท้าย...ข้าพเจ้าก็เบื่อที่จะทำซะเอง คงเขียนไม่จบ ว่างั้นเหอะ)
21 วัน ที่มีเรื่องราวน่าสนใจเกิดขึ้นทุกวัน จนออกจะเป็นการยากที่จะเลือกทำเรื่องไหนก่อน แต่รู้สึกว่าเรื่อง "บ้านไข่" นี้โดดขึ้นมาในความรู้สึกก่อนเพื่อน ก็เลยจะประเดิมด้วยเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก.....
เส้นทางเล็กๆ ที่สองข้างทางเป็นไร่นาและทุ่งหญ้ากับป่าสน เราขับรถมินิน้อยผ่านเจ้าตู้คอนเทนเนอร์สีแดง
ที่มีคำว่า Ägg นี้แทบทุกวัน แดงบอกว่ามันคืออะไรที่คล้ายกับร้านขายไข่ แต่แดงก็ยังไม่เคยเข้าไปสักที
วันนี้เราจึงตัดสินใจว่าลองจอดแวะดูสักที
ทางเข้าอยู่ด้านใน ก่อนหน้านี้เราเห็นมีคนมาจอดรถและถือถาดไข่ออกมา
ยังไม่รู้ว่าเข้าไปซื้อหรือเข้าไปคลอดเอง
ป้ายคำว่า "Välkommen" ก็คือ Welcome นั่นเอง ประดับด้วยสิ่งที่ยืนยันความเป็นไข่ เก่าและหลุดลอก
ด้านในกั้นเป็นห้องซ้ายขวา ด้านซ้ายเก็บอะไรรกๆ อยู่ไม่รู้
ตรงกลางที่เห็นนี่เป็นอ่างล้างมือ อุตส่าห์ตกแต่งน่ารักๆ ซะด้วย
ผนังข้างๆ ทางเข้าแขวนรูปภาพยืนยันความเป็นไข่ของไก่ ไอคอนรูปไก่ไข่ ถูกทิศทางการกำเนิดไข่ของไก่...
กระดาษแผ่นนี้บอกว่า ไข่ไก่ของฟาร์มของเรามาจากไก่ที่เลี้ยงแบบเกษตรอินทรีย์ ในฟาร์มอยู่กลางทุ่งเนื้อที่ 4 ไร่
ที่มีอากาศบริสุทธิ์....บลาๆๆๆ ๙ล๙ อธิบายสรรพคุณน่ะ
การ์ตูนภาพก่อนก็มีไก่กะงู ภาพนี้ก็งูกะไก่ มีใครไปบอกเรื่อง "ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่" ให้เค้าฟังหรือเปล่าฮะ?
ไข่อินทรีย์ได้มาจากการที่แม่ไก่ไข่หลุดเพราะตกใจงูนี่เอง
ทางด้านขวานี่เองเป็นห้องขายไข่ ภาพทีผนังเป็นภาพถ่ายของฟาร์มไก่ ไข่ไก่สีขาว (เท่านั้น ไม่มีสีอื่นเลยทั้งประเทศมั้ง)
สำหรับขายวางอยู่ไม่กี่ถาด ไม่รู้ว่าตอนเช้าๆ มีเท่าไร แต่ตอนเราไปก็เย็นแล้ว ทางซ้ายมีตู้เย็นใบเล็กๆ
ข้างในมีไข่อีกนิดหน่อย ไม่รู้ว่าต่างกันยังไงกับไข่ด้านนอก ในนี้ไม่มีคนขายอยู่เลย
คนขายไข่อยู่ในกระดาษใบนี้เอง เค้าพูดกับเราว่า "ยินดีต้อนรับ คุณสามารถซื้อทุกวัน สด ไข่อินทรีย์ของไก่
ของฟาร์มของตัวเอง Boden เปิดไฟตลอดทั้งสัปดาห์ บริการตัวเองที่มีอยู่"
...ขออภัยยังพูดไทยไม่เก่งค่ะ
แล้วก็มี Price List : 30 ไข่ 70 โครน,
15 ไข่ 45 โครน ถ้าน้อยกว่า 15 ไข่ ก็ ไข่ละ 4 โครน
สรุปว่า แพงสุดคือไข่ละ เอ๊ย ใบละ 20 บาท ถูกสุดก็ เอา 70 โครน หารด้วย 30 ไข่ คูณด้วยอัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 5 บาท ได้ใบละประมาณ 11 บาท กว่าๆ
ระบบ quantity discount เค้าแร้งส์! ตอนไปเที่ยวเรือข้ามประเทศเห็นขายเบียร์ในร้านปลอดภาษีกระป๋องละ 3 ยูโร
ยก 3 ลัง แถมรถลากด้วย เหลือกระป๋องละ 1.6 ยูโร ลดไปเกือบครึ่งทีเดียว เหมือนราคาไข่นี่เลย)
กระดาษอีกใบบอกวิธีการจ่ายเงินพร้อมเขียนลูกศรชี้ตำแหน่งที่ให้หยอดตังค์ลงไปในรูที่เจาะไว้บนโต๊ะ มีสมุดปากกา ขอให้เขียนชื่อ ที่อยู่ และรายละเอียดสินค้าที่ซื้อไว้ด้วย ที่น่ารักที่สุดคือ มีกระดาษอีกใบเป็นคำเตือน ดังนี้ เคล็ดลับ!
ก่อนที่เงินอุดลงไปในหลุมในตารางให้ตรวจสอบว่ามีจริงๆ ไข่ ! ควรจะเรียบเรียงใหม่ซะหน่อยนะ ....ขอเตือนว่าให้ตรวจดูก่อนว่ามีไข่ให้ซื้อ ก่อนที่จะหยอดตังค์ลงไปในช่องสี่เหลี่ยมนี้นะคับ เพราะว่า...คงเคยมีคนมาถึงร้านไม่พูดพร่ำทำเพลงจ่ายก่อนค่อยเงยหน้ามาหาไข่...ไม่เจอ...งั้นหรือ? นอกจากไข่แล้วเรายังพบว่ามีบริการทำนองเดียวกันนี้กับการขายดอกทานตะวัน
มีโต๊ะ มีตู้หยอดเงิน มีมีด กรรไกรให้ตัด มีถังน้ำเผื่ออยากจะพรมน้ำให้ดอกทานตะวันซะหน่อย
หรืออยากจะล้างมือ มีถังขยะให้ทิ้งก้านหรือใบที่เกินมา พูดไม่ออกบอกไม่ถูกว่ารู้สึกยังไง คงไม่ใช่แค่...เออ Self Service ประหยัดแรงงาน แต่มันลึกซึ้งกว่านั้น
ในความไว้วางใจกันอย่างเรียบง่าย แทบจะคล้ายการแบ่งปันผลผลิตกันใน community ไม่ใช่การซื้อขาย
ในประเทศที่เจริญถึงขีดสุดทั้งเท็คโนโลยี่และ "หัวใจคน"
| ||
|
|