หลังจากได้เสนอตอนที่ 1 : เทศน์นอกธรรมมาสถ์ไปแล้ว
ตอนที่ 2 .... ปราบเซียนตำราระดับเทพ?
ผมก็เหมือนเด็กต่างจังหวัดทั่วไปเมื่อจบมัธยมปลายก็ต้องเข้ากรุงเทพฯเพื่อมาสอบเรียนต่อ ระหว่างที่รอการสอบประมาณ 2-3 เดือนช่วงที่ว่างก็จะไปเรียนกวดวิชากัน ชีวิตช่วงนี้อาจจะเป็นครั้งแรกที่ได้จากบ้านมานาน ๆ เหมือนนกติดปีก แรก ๆก็ไปพักกับญาติที่บางเขน แต่แก๊ง ของผมมันเด็กวังหลวง ( วังระฆัด-สนามหลวง ) กันทั้งนั้น จากที่ต้องกลับดึกบ่อย ๆ ก็เริ่มที่จะไม่กลับบ้าง โดยอ้างว่ากลับบ้านต่างจังหวัดบ้าง ติววิชากันดึกดื่นบ้าง สุดท้ายก็เลยไม่กลับเลย .....ย้ายออกมาได้เป็นเด็กวังหลวงกับเขา สมใจอยาก
เพราะการจากบ้านใหม่ ๆ มารับผิดชอบตนเอง ไม่ต่างอะไรกับนก ที่หลุดออกจากกรง เรื่องรับผิดชอบในเรื่องเงินน่ะ ลืมไปได้เลย ยิ่งไม่ต้องรับผิดชอบค่าอาหารเพราะกินฟรีที่วัดแล้วด้วยล่ะก้อ เงินที่มีอยู่ก็เลยหมดไปกับการเที่ยวเตร่ โดยเฉพาะถ้าได้หลีสาวติด และมีการนัดพาสาวดูหนัง ล่ะก้อ จะเป็นเรื่องที่ใหญ่โตมาก วัยรุ่นสมัยนั้น เสื้อจะต้องเป็นเสื้อยืดอเมริกันฟุตบอลผ้าเป็นรูเล็ก ๆ ตัวละ 800กว่าบาท ( เกือบ 2,000 บาทสมัยนี้ ) กางเกงก็ต้องลีวายป้ายส้ม แบบตะเข็บคู่ , เข็มขัดหนังแบบสาน , หมวกแก๊ป ,แว่นตาเรแบนด์รุ่นแมคอาเธอร์ และรองเท้าผ้าใบคอนเวอร์ส และจะต้องเป็นชุดนี้เท่านั้นสำหรับพวกเราชาววัง(หลวง ) สีและขนาดเหมือนกันเป๊ะทุกคน เพราะเป็นชิ้นส่วนของชุดเก่งของแต่ละคนมารวมกัน แต่มาผลัดกันใส่ สำหรับนัดใหญ่ ( นัดสาวดูหนังครั้งแรก .....First Impression เท่านั้น แต่ละคน บางคนรูปร่างตรงกับชุดที่ใส่ ก็ดูดี ใครที่เตี้ยหรืออ้ วนจะมีปัญหาที่สุด บางคนพับขากางเกงเป็นแผงพับ ๆ ชุดจะไม่สมส่วนช่างมัน.. อวดรวยไว้ก่อน ทุเรศช่างมัน ผู้หญิงสมัยไหนก็เหมือนกันทั้งนั้นชอบผู้ชาย รวย เรื่องหล่อและดีมันรุ่นพ่อเรา รุ่นมิตร – เพชรา โน้น
เรื่องเสื้อผ้าเสร็จก็เรื่อง Pocket money ก็สำคัญ ควักออกมาจ่ายต่อหน้าสาว ๆ ต้องสร้างความประทับใจให้ได้ ......ต้องเป็นแบงค์ร้อย เท่านั้น ( สมัยนั้นแบงค์ 500, 1,000 และบัตรเครดิต ยังไม่มี ) เราก็จะต้อง รวบรวมยืมเงินกัน คนละ สิบบาท ยี่สิบ สามสิบ รวมให้เป็นร้อย แล้วจะไปแลกกับ เจ๊นิดหลังวัด ซึ่งยากที่จะได้แบงค์ใหม่ ๆ เพราะเจ๊นิดแกขายปลาสด แกจะทำปลาและมือแกจะเลอะเทอะ และคาวมาก กลิ่นคาวก็จะติดแบงค์ ที่เราแลก สาว ๆได้กลิ่น จะพาลเกลียดคนระดับเราได้ ก็ต้องมีการเอามาล้างมาตากแดดกัน บางทีเผลอ ก็เสร็จ เสียมวย เด็กวัดคนอื่น ที่มาจิ๊กไป นัดนั้นก็ชวด ถึงกลับ เป็นนัด บอด เลยนะ
สมัยก่อนการสอบเอ็นทรานสายวิทย์จะสอบเพียงวิชาหลัก 5 วิชา หลัก คือ ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ อังกฤษ และคณิตย์ศาสตร์ สอบที่เดียวครั้งเดียว คะแนนเต็ม 500 คะแนน สอบได้เท่าไรก็เอาไปเทียบคะแนนกับแต่ละสาขาที่เราเลือก วัดดวงกันครั้งเดียวจบไมเหมือนสมัยนี้ ( มันเก่งที่จะทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องโคตรยากและสับสน ได้)
ในสมัยนั้นโรงเรียนกวดวิชา ที่ดังๆจะมี Math center , Home of Engish 2 วิชานี้แหละที่ข้อสอบค่อนข้างยาก เด็กจะเรียน 2 วิชานี้มากที่สุด เรียนทีละรอบ ๆ หนึ่ง 2,000 -3,000 คน โดยเฉพาะ เด็กนักเรียนสาว ๆ จะเรียนกันมากเพราะผู้หญิงมักจะอ่อนเลข ด้วยเหตุนี้พวก เราจึงสนใจที่จะเรียน Math center กันมากที่สุด
หลังจากไปเป็นเพื่อน กับเพื่อนที่สมัครเรียน คนแล้วคนเล่า และรอเงินเพื่อนที่ยืมและมันกลับบ้านไปเอาเงินที่บ้าน ก็ไม่ยอมมาซะที Cause นี้ รอบนี้ ก็จะเต็มแล้ว
นี่ถ้าไม่ได้ลง เรียนรอบเดียวกับ.....น้องเปิ้ล เด็กสตรีวัดระฆังล่ะก้อ งานนี้ ต้องมีการชกกันแน่ ๆ เมื่อรอไม่ไหว ความรักเปี่ยมล้น ......ก็เป็นจุกเริ่มของขบวนการปราบเซียน ที่เกริ่นไว้แต้ต้น
เราเริ่มเห็นช่องว่าง ที่จะเรียนฟรี เกิดจากการที่เราไปสมัคร เรียนให้เพื่อน ซึ่งจะต้องจ่ายเงิน+แนบรูปคนสมัคร แล้วก็ส่งให้ธุรการ เพื่อทำบัตรเข้าเรียน เนื่องจากคนเยอะมาก
เป็นพันคน แล้วค่อนข้างวุ่นวาย ธุรการจะไม่ค่อยได้สนใจหรอกว่ารูปมันจะต้องตรงกับตัวคนสมัครหรือเปล่า ? ก้อเสร็จเราล่ะซี ขบวบการซิกแซกก็เกิดขึ้น
เริ่มที่เราไปสมัครแทนคนอื่น แล้วก้อเอารูปเราส่งไปแทน ก็จะได้บัตรปลอมที่เป็นรูปเราแต่ชื่อในบัตรเป็นชื่อเพื่อนเรา พอเราได้บัตรก็แจ้งบัตรหายทีหลัง เมื่อจะทำบัตรใหม่ จะมีการตรวจสอบชื่ออย่างละเอียดจากใบเสร็จรับเงิน ( ซึ่งเป็นชื่อเพื่อนเราที่จ่ายเงิน ) โดยจะมีการดูบัตรประชาชน เพื่อกันการมั่วสวมสิทธิ์ ถึงจะทำบัตรให้ใหม่ ให้แต่ ก็ช้าไปล่ะ.... .ต๋อย เสร็จเรา
สุดท้ายแก็งเด็กวัง หลวง 5-6 คนก็ได้เรียนฟรี พร้อมกับน้องเปิ้ล ดาวของสตรีวัดระฆัง อย่างเต็มภาคภูมิ ใจ ( ในความชั่ว ด้วยประการ ฉะนี้ )
เมื่อมีสิทธิ์เข้าห้องเรียน เราก็ไม่ค่อยได้สนใจเรียนกันเท่าไร อาจจะเป็น เพราะไม่มีตำราเรียน มีแต่บัตรเข้าเรียนปลอมที่เหมือนจริง ยังขาดตำรา สมัยก่อน การถ่ายเอกสารแพงมาก แพงกว่าหนังสือเรียนเสียอีก ( หนังสือจะเป็นโรเนียว ) ก็จะใช้การจด Lecture กัน ผลัดกันจด โดยมีกระดาษคาร์บอน เป็นชั้น ๆ เขียนทีหนึ่ง ได้หลายชุด ที่ต้องผลัดกันเพราะมัวแต่หลีสาว ๆ กลุ่มน้องเปิ้ล น่ะซี ( การจด Lecture จะยากมากเพราะอาจารย์สอนไว เพราะมีเขียนในตำราอยู่แล้ว จึงเป็นหน้าที่ที่หนักมาก ต้องผลัดเวรกัน จะชิ่งมาหลีสาวไม่ได้ )
อยู่มาวันหนึ่ง ไอ้ปอดแหกของเพื่อน ๆ ( ก็คนที่มันกลัว ไม่ยอมโกงเข้าเรียนเพราะกลัวเขาจับได้ .....ต้องกล่อมกันนาน เพราะเราเอาเงินค่าเรียนของมันมาเที่ยวกันหมด ) ก็สร้าง Surprise กับเพื่อน ๆ โดยเอาตำรามาให้ทุกคน รูปเล่มเหมือนจริงทุกประการ
ก็สงสัยว่า มันทำได้ไง ? ขนาดพวกเราที่ว่าอัจฉริยะ ยังคิดไม่ออก เพิ่งมาถึงบางอ้อ ....
เนื่องห้องธุรการจะเป็นลุกกกรงเหล็ก เป็นซี่ ๆ เหมือนกับคุก ไอ้ปอดมันเลยมาที่โรงเรียนตั้งแต่ 6 โมงเช้า ซึ่งโรงเรียนยังไม่เปิด ไม่มีใคร มันเอาไม้ ยาว ๆ เสียบเหล็กปลายแหลม ใช่ ! มัน จิ้มไปที่สันหนังสือที่เขากอง ๆ ไว้ แค่นี้ก็ได้หนังสือแล้ว ตั้งแต่นั้นมา เราก็ได้เป็นนักเรียนกวดวิชาเต็มขั้น ( โรงเรียนกวด....วิชาโจร ? ) แต่ไม่ได้เรียนเป็นเรื่องเป็นราวเพราะไม่ต้องมีเวรจด lecture กันแล้ว ( ยิ่งเรียนไม่รู้เรื่องกันใหญ่ ) ต้องนับถือ ความกล้า ของไอ้ปอด.....ที่เซียนอย่างเราที่ว่าแน่ ยังต้องยอม
สมองไม่ต้องใช้ แม่ง ..! . บ้า บิ่น กว่ากูอีก
เล็ก โยธา
พี่เล็กนี่ชอบเขียนเรื่องเก่าๆ ทำให้นึกถึงสมัยเด็กๆเลย
บ้านนอกเข้ากรุง... มีโอกาสจะเล่าให้ฟังบ้าง อ่านแล้วเพลินดี
พล
> เรื่องหล่อและดีมันรุ่นพ่อเรา รุ่นมิตร - เพชรา โน้น
> _________________________________________________________________
> Windows Live: Keep your friends up to date with what you do online.
น้ำ
On Oct 27, 12:41 pm, เล็ก โยธา <panachai...@hotmail.com> wrote:
> หลังจากได้เสนอตอนที่ 1 : เทศน์นอกธรรมมาสถ์ไปแล้ว
>
> ตอนที่ 2 .... ปราบเซียนตำราระดับเทพ?
>
> ผมก็เหมือนเด็กต่างจังหวัดทั่วไปเมื่อจบมัธยมปลายก็ต้องเข้ากรุงเทพฯเพื่อมาสอบ เรียนต่อ ระหว่างที่รอการสอบประมาณ 2-3 เดือนช่วงที่ว่างก็จะไปเรียนกวดวิชากัน ชีวิตช่วงนี้อาจจะเป็นครั้งแรกที่ได้จากบ้านมานาน ๆ เหมือนนกติดปีก แรก ๆก็ไปพักกับญาติที่บางเขน แต่แก๊ง ของผมมันเด็กวังหลวง ( วังระฆัด-สนามหลวง ) กันทั้งนั้น จากที่ต้องกลับดึกบ่อย ๆ ก็เริ่มที่จะไม่กลับบ้าง โดยอ้างว่ากลับบ้านต่างจังหวัดบ้าง ติววิชากันดึกดื่นบ้าง สุดท้ายก็เลยไม่กลับเลย .....ย้ายออกมาได้เป็นเด็กวังหลวงกับเขา สมใจอยาก
>
> เพราะการจากบ้านใหม่ ๆ มารับผิดชอบตนเอง ไม่ต่างอะไรกับนก ที่หลุดออกจากกรง เรื่องรับผิดชอบในเรื่องเงินน่ะ ลืมไปได้เลย ยิ่งไม่ต้องรับผิดชอบค่าอาหารเพราะกินฟรีที่วัดแล้วด้วยล่ะก้อ เงินที่มีอยู่ก็เลยหมดไปกับการเที่ยวเตร่ โดยเฉพาะถ้าได้หลีสาวติด และมีการนัดพาสาวดูหนัง ล่ะก้อ จะเป็นเรื่องที่ใหญ่โตมาก วัยรุ่นสมัยนั้น เสื้อจะต้องเป็นเสื้อยืดอเมริกันฟุตบอลผ้าเป็นรูเล็ก ๆ ตัวละ 800กว่าบาท ( เกือบ 2,000 บาทสมัยนี้ ) กางเกงก็ต้องลีวายป้ายส้ม แบบตะเข็บคู่ , เข็มขัดหนังแบบสาน , หมวกแก๊ป ,แว่นตาเรแบนด์รุ่นแมคอาเธอร์ และรองเท้าผ้าใบคอนเวอร์ส และจะต้องเป็นชุดนี้เท่านั้นสำหรับพวกเราชาววัง(หลวง ) สีและขนาดเหมือนกันเป๊ะทุกคน เพราะเป็นชิ้นส่วนของชุดเก่งของแต่ละคนมารวมกัน แต่มาผลัดกันใส่ สำหรับนัดใหญ่ ( นัดสาวดูหนังครั้งแรก .....First Impression เท่านั้น แต่ละคน บางคนรูปร่างตรงกับชุดที่ใส่ ก็ดูดี ใครที่เตี้ยหรืออ้ วนจะมีปัญหาที่สุด บางคนพับขากางเกงเป็นแผงพับ ๆ ชุดจะไม่สมส่วนช่างมัน.. อวดรวยไว้ก่อน ทุเรศช่างมัน ผู้หญิงสมัยไหนก็เหมือนกันทั้งนั้นชอบผู้ชาย รวย เรื่องหล่อและดีมันรุ่นพ่อเรา รุ่นมิตร - เพชรา โน้น
>
> เรื่องเสื้อผ้าเสร็จก็เรื่อง Pocket money ก็สำคัญ ควักออกมาจ่ายต่อหน้าสาว ๆ ต้องสร้างความประทับใจให้ได้ ......ต้องเป็นแบงค์ร้อย เท่านั้น ( สมัยนั้นแบงค์ 500, 1,000 และบัตรเครดิต ยังไม่มี ) เราก็จะต้อง รวบรวมยืมเงินกัน คนละ สิบบาท ยี่สิบ สามสิบ รวมให้เป็นร้อย แล้วจะไปแลกกับ เจ๊นิดหลังวัด ซึ่งยากที่จะได้แบงค์ใหม่ ๆ เพราะเจ๊นิดแกขายปลาสด แกจะทำปลาและมือแกจะเลอะเทอะ และคาวมาก กลิ่นคาวก็จะติดแบงค์ ที่เราแลก สาว ๆได้กลิ่น จะพาลเกลียดคนระดับเราได้ ก็ต้องมีการเอามาล้างมาตากแดดกัน บางทีเผลอ ก็เสร็จ เสียมวย เด็กวัดคนอื่น ที่มาจิ๊กไป นัดนั้นก็ชวด ถึงกลับ เป็นนัด บอด เลยนะ
>
> สมัยก่อนการสอบเอ็นทรานสายวิทย์จะสอบเพียงวิชาหลัก 5 วิชา หลัก คือ ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ อังกฤษ และคณิตย์ศาสตร์ สอบที่เดียวครั้งเดียว คะแนนเต็ม 500 คะแนน สอบได้เท่าไรก็เอาไปเทียบคะแนนกับแต่ละสาขาที่เราเลือก วัดดวงกันครั้งเดียวจบไมเหมือนสมัยนี้ ( มันเก่งที่จะทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องโคตรยากและสับสน ได้)
>
> ในสมัยนั้นโรงเรียนกวดวิชา ที่ดังๆจะมี Math center , Home of Engish 2 วิชานี้แหละที่ข้อสอบค่อนข้างยาก เด็กจะเรียน 2 วิชานี้มากที่สุด เรียนทีละรอบ ๆ หนึ่ง 2,000 -3,000 คน โดยเฉพาะ เด็กนักเรียนสาว ๆ จะเรียนกันมากเพราะผู้หญิงมักจะอ่อนเลข ด้วยเหตุนี้พวก เราจึงสนใจที่จะเรียน Math center กันมากที่สุด
>
> หลังจากไปเป็นเพื่อน กับเพื่อนที่สมัครเรียน คนแล้วคนเล่า และรอเงินเพื่อนที่ยืมและมันกลับบ้านไปเอาเงินที่บ้าน ก็ไม่ยอมมาซะที Cause นี้ รอบนี้ ก็จะเต็มแล้ว
> นี่ถ้าไม่ได้ลง เรียนรอบเดียวกับ.....น้องเปิ้ล เด็กสตรีวัดระฆังล่ะก้อ งานนี้ ต้องมีการชกกันแน่ ๆ เมื่อรอไม่ไหว ความรักเปี่ยมล้น ......ก็เป็นจุกเริ่มของขบวนการปราบเซียน ที่เกริ่นไว้แต้ต้น
>
> เราเริ่มเห็นช่องว่าง ที่จะเรียนฟรี เกิดจากการที่เราไปสมัคร เรียนให้เพื่อน ซึ่งจะต้องจ่ายเงิน+แนบรูปคนสมัคร แล้วก็ส่งให้ธุรการ เพื่อทำบัตรเข้าเรียน เนื่องจากคนเยอะมาก
> เป็นพันคน แล้วค่อนข้างวุ่นวาย ธุรการจะไม่ค่อยได้สนใจหรอกว่ารูปมันจะต้องตรงกับตัวคนสมัครหรือเปล่า ? ก้อเสร็จเราล่ะซี ขบวบการซิกแซกก็เกิดขึ้น
>
> เริ่มที่เราไปสมัครแทนคนอื่น แล้วก้อเอารูปเราส่งไปแทน
> ...
>
> read more >>
น้ำ
On Oct 27, 10:08 pm, Manop Kerdsong <mano...@hotmail.com> wrote:
> คุณ กมล
>
> ผมได้ข่าวคุณเรวัติ ไวเปีย ตอนนี้สอนอยู่ มหาวิทยาลัยนอร์ท ภาคเหนือ ผมเจอมันครั้งล่าสุด ก็เกือบ ๆ ปี แล้ว เบอร์โทรที่ให้ผมไว้ตอนนั้น 086-6187504
>
> ถ้าติดต่อไม่ได้ ผมรู้จักบ้านน้องสาวแก แวะไปถามให้ได้
>
> หลัง ๆ มานี้ ทราบจากน้องสาวว่าต้องทานยาระงับประสาทอยู่บ่อย ๆ
>
> วันหน้าถ้ามีข่าวคืบหน้าดีกว่านี้ จะมาเล่าให้ฟังครับ
>
> มานพ เกิดส่ง
>
> From: kmaha...@hotmail.com
> To: gea...@googlegroups.com
> Subject: [Gear14] Re: เรื่องเหล้า เด็กวังหลวง ( วังระฆัด-สนามหลวง )2
> Date: Tue, 27 Oct 2009 21:23:15 +0700
>
> ทรงพล
> จำได้ไหม อ.สกนธ์ ผ่องพุทธคุณ ไปเปิดโรงเรียนที่เชียงใหม่ ชื่อ เชียงใหม่เทคโนโลยี เรวัต ไวเปีย(หน่อง)ดูเหมือนจะเป็น
> ญาติกับ อ.กนธ์ ชวนผมไปเป็นอาจารย์สอนหนังสือที่นั่น ผมสอนอยู่ 2 เทอม จำไม่ได้แล้วว่าทรงพล สอนด้วยหรือเปล่า ตอนนี้ เรวัต
> ไวเปีย อยู่ไหน ใครรู้บ้างครับ
> กมล
>
>
>
> > Date: Tue, 27 Oct 2009 13:51:30 +0700
> > Subject: [Gear14] Re: เรื่องเหล้า เด็กวังหลวง ( วังระฆัด-สนามหลวง )2
> > From: songpol.w...@gmail.com
> > To: gea...@googlegroups.com
>
> > อืม...รู้ตัวเด็กดื้อสมัยนั้นแล้ว...
> > ต้องไปฟ้อง อ.สกนธ์ ผ่องพุทธคุณ แห่งค่าย Math Center
> > ที่ผมนั่งเรียนตั้งแต่คนเต็มห้อง จนเหลือแค่ไม่กี่คนเอง
> > ยังมีอีกหลายอาจารย์นะ อ.สำราญ ทั่งทอง สอนเคมี และ อ.ไพบูลย์ ?
> > พันธะเคมี ข้างๆ เซนต์คาเบรียล...เดี๋ยวนี้เสร็จ อ.อุ๊หมดแล้ว
> > ยังมี อ.นรินทร์ เนาวประทีป Physics Center
> > อ.ช่วง PU เดี๋ยวนี้เปลี่ยนชื่อเป็น Applied Physics ให้ลูกๆมาสอน
> > หมอๆคนดังที่เป้นข่าว
>
> > พี่เล็กนี่ชอบเขียนเรื่องเก่าๆ ทำให้นึกถึงสมัยเด็กๆเลย
> > บ้านนอกเข้ากรุง... มีโอกาสจะเล่าให้ฟังบ้าง อ่านแล้วเพลินดี
>
> > พล
>
> > On 27/10/2009, เล็ก โยธา <panachai...@hotmail.com> wrote:
>
> > > หลังจากได้เสนอตอนที่ 1 : เทศน์นอกธรรมมาสถ์ไปแล้ว
>
> > > ตอนที่ 2 .... ปราบเซียนตำราระดับเทพ?
>
> > > ผมก็เหมือนเด็กต่างจังหวัดทั่วไปเมื่อจบมัธยมปลายก็ต้องเข้ากรุงเทพฯเพื่อมาสอบ เรียนต่อ
> ...
>
> read more >>