เจาะธุรกิจฟาร์ม “เพรียงทราย” หนึ่งเดียวในไทย ยอดจองล้นปรี่ คนทำๆแทบไม่ทัน

112 views
Skip to first unread message

cameu vidan

unread,
Nov 7, 2010, 1:59:56 AM11/7/10
to zido...@googlegroups.com, Rainbo...@googlegroups.com, shar...@googlegroups.com, iloved...@googlegroups.com, cool...@googlegroups.com, fwd-...@googlegroups.com, goodmor...@googlegroups.com, gan...@googlegroups.com, doo...@googlegroups.com, thint...@googlegroups.com, sagie...@googlegroups.com, ear...@googlegroups.com, thai_g...@googlegroups.com, pri-...@googlegroups.com, flash...@googlegroups.com, pooki...@googlegroups.com, hellop...@googlegroups.com, somc...@googlegroups.com
ดูรูปประกอบบทความได้ที่นี่จ้า

http://myaqualove.blogspot.com/2010/11/blog-post_1100.html


                               ตัวเพรียงทราย
       “เพรียงทราย” คือ ไส้เดือนทะเลชนิดหนึ่ง ถือเป็นอาหารชั้นยอดอันดับต้นๆ สำหรับพ่อแม่พันธุ์กุ้งและปลาสวยงาม ด้วยคุณสมบัติมีคุณค่าทางอาหารสูงช่วยเสริมความแข็งแรง เพิ่มประสิทธิภาพให้ลูก อีกทั้ง รักษาโรคได้ด้วย ตลาดผู้เลี้ยงกุ้งและปลาสวยงามทั้งในและเทศ จึงมีความต้องการสัตว์ชนิดนี้สูงมาก ถึงขนาดกรมประมงสนับสนุนให้เป็นสัตว์เศรษฐกิจ
      
       อย่างไรก็ตาม ด้วยขั้นตอนเลี้ยงที่ต้องใช้นวัตกรรมขั้นสูง วิธีดูแลละเอียดอ่อน และใช้เงินทุนมาก ในโลกนี้จึงมีฟาร์มเลี้ยงเพรียงทรายครบวงจรแบบมาตรฐาน เพียง 3 รายเท่านั้น ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ บริษัท อควอ อินโนเวชั่น จำกัด ผู้ประกอบการไทย จ.สมุทรสงคราม
ธภัทร วนาดรวรวิศาล เจ้าของธุรกิจ
       ธภัทร วนาดรวรวิศาล เจ้าของธุรกิจ เล่าถึงสาเหตุที่สนใจมาทำธุรกิจนี้ เพราะทำธุรกิจฟาร์มเลี้ยงกุ้งอยู่แล้ว รู้ดีว่า เพรียงทรายเป็นที่ต้องการของตลาดสูงมาก ทุกวันนี้ที่เก็บจากธรรมชาติรองรับความต้องการได้เพียง 1 ใน 3 เท่านั้น ราคาซื้อขายจึงสูงถึง 800 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) และมีความแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะตามธรรมชาตินับวันปริมาณจะลดน้อยลง
      
       “ก่อนจะลงมือทำจริง ผมได้ไปศึกษาการเลี้ยงเพรียงทรายจากสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กว่า 1 ปี แล้วมาลองเลี้ยงเอง แบบเล็กๆ ก่อนจะขยายทำโรงเลี้ยง ซึ่งปัญหามันมีมากมายร้อยแปดพันเก้า เพราะความรู้ที่ได้จากสถาบันวิจัยฯเป็นแค่ข้อมูลพื้นฐานทางชีวภาพ แต่เรามาทำเชิงพาณิชย์มันมีรายละเอียดที่ต้องมาเรียนรู้เองใหม่ทั้งหมด”
ภายในโรงเลี้ยงมีจำนวนกว่า 10,000 กระบะ
       ถึงแม้เพรียงทรายจะมีตลาดต้องการมาก แต่ด้วยความยากลำบากในการเลี้ยง ซึ่งเป็นนวัตกรรมขั้นสูง อีกทั้ง คนที่จะทำธุรกิจนี้ต้องยอมนำเงินจำนวนมากไปจมลงทุนกว่า 1.5 ปีจึง จะมีรายได้กลับมา ทำให้การเลี้ยงแบบฟาร์มครบวงจรได้มาตรฐานสากลยังไม่เป็นที่แพร่หลาย ในโลกนี้มีเพียง 3 รายเท่านั้น แห่งแรก คือ ในประเทศอังกฤษ ตามด้วยเกาหลีใต้ และบ. อควอ อินโนเวชั่น จก. ของไทย เป็นอันดับ 3
      
       ธภัทร เล่าต่อว่า เริ่มทำฟาร์มเลี้ยงมาประมาณ 2 ปีแล้ว ใช้ทุนไปกว่า 10 ล้านบาท เป็นค่าโรงเลี้ยง ค่ากระบะเลี้ยง ทราย และอุปกรณ์ เป็นต้น ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นสินเชื่อจากธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่ง ประเทศไทย ร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ในโครงการนวัตกรรมดีไม่มีดอกเบี้ย
ทรายที่ใช้เลี้ยงต้องนำเข้าจากอินโดนิเซีย โดยควบคุมอุณหภูมิน้ำที่ 30 องศา
       เจ้าของธุรกิจ เผยอีกว่า ปัจจุบันเลี้ยงประมาณ 10,000 กระบะ หนึ่งกระบะ ซึ่งขนาด 60x120 ซม. ใช้เวลาเลี้ยงต่อรอบ 4 เดือน สามารถให้ผลผลิตเพรียงทรายประมาณ 0.5 กก. ขณะนี้ ผลผลิตเริ่มจะขายได้แล้ว ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2550 ที่ผ่านมา เฉลี่ยประมาณ 500 กก./เดือน ขายปลีกในราคา 600 บาท/ กก. กลุ่มลูกค้า คือ ผู้เลี้ยงกุ้ง และผู้เลี้ยงปลาสวยงามทั้งไทยและเทศ โดยมีคำสั่งล่วงหน้าจองยาวไปถึงปลายเดือนกุมภาพันธ์แล้ว
      
       “ปัญหาของธุรกิจนี้ไม่ ได้อยู่ที่การหา ตลาด แต่อยู่ที่ทำอย่างไรให้สามารถผลิตให้มีคุณภาพ และเพียงพอต่อความต้องการของตลาด ซึ่งผมตั้งเป้าว่า จะพยายามเพิ่มผลผลิตให้สามารถเลี้ยงให้มีผลผลิตรองรับตลาดได้ตลอดทั้งปี โดยต่อเดือนมีผลผลิตสู่ตลาด 1,250 กก. และลดเวลาเลี้ยงต่อรอบให้เหลือ 3 เดือน โดยคาดการณ์จะสามารถคืนเงินลงทุนได้ภายใน 3 ปี”
ห้องขยายพันธุ์
       เพื่อจะขยายการผลิตให้ได้ตามเป้าหมาย ธภัทรระบุว่า แผนการตลาดที่มองไว้คือ อยากร่วมทุนกับบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งยอมรับว่า ตอนนี้มีบริษัทต่างชาติติดต่อจำนวนมากแลกกับผลตอบแทนมหาศาล อย่างไรเสีย ไม่ต้องการจะให้นวัตกรรมที่พยายามสะสมมา ต้องตกไปเป็นของต่างชาติ ดังนั้น จึงอยากร่วมทุนกับเอกชนไทย หลังจากนั้น ขยายไปร่วมกับภาครัฐต่อไป
      
       “ถ้าผมร่วมทุนกับต่าง ชาติ แค่ 2 ปีเขาก็อาจเอาองค์ความรู้ไปหมด ต่อไปคนไทยก็แทบจะไม่มีสิทธิ์ในนวัตกรรมนี้ ทั้งๆ ที่เราเป็นดินแดนเกษตรกรรม ผมจึงพยายามจะร่วมทุนกับบริษัทเอกชนไทย และต่อไปร่วมกับภาครัฐ ซึ่งจะมีส่วนให้การเลี้ยงเพรียงทรายแพร่หลายมากขึ้น กลายเป็นสัตว์เศรษฐกิจส่งออกอีกชนิดของไทย”
       

       ส่วนผู้สนใจมาทำธุรกิจนี้ ธภัทรแนะนำว่า ต้องทำงานกับหน่วยงานภาครัฐที่วิจัยพัฒนาไส้เดือนทะเลอย่างใกล้ชิด เพราะถ้าเลี้ยงโดยไม่ได้มาตรฐาน ตลาดต่างประเทศจะปฏิเสธทันที ควรมีทุนสำรองเพียงพอที่จะรอผลตอบแทนกลับมาในระยะยาว อีกทั้ง ควรมีคุณสมบัติเป็นผู้ใส่ใจในรายละเอียดทุกๆ ด้าน ซึ่งผู้มีประสบการณ์ฟาร์มเลี้ยงกุ้งน่าจะทำได้ดี เพราะธรรมชาติธุรกิจค่อนข้างใกล้เคียงกัน
ไส้เดือนทะเล
       
รู้จัก “เพรียงทราย”
เพรียง ทราย (Sand worm) เป็นสัตว์ทะเลไม่มีกระดูกสันหลัง จัดอยู่ในกลุ่มไส้เดือนทะเล (Polychaete) ตระกูลเนอริดี้ (Neridae Family) อาศัยอยู่ตามหาดทราย บริเวณแนวน้ำขึ้นน้ำลง กินซากพืชและซากสัตว์เป็นอาหาร ทำหน้าที่เหมือนผู้รักษาสิ่งแวดล้อมคอยกำจัดขยะตามชายหาด เนื้อของเพรียงทรายมีโปรตีนและไขมันที่จำเป็นต่อการพัฒนารังไข่ของกุ้งทะเล สูง ทำให้เป็นอาหารที่สำคัญของพ่อแม่พันธุ์กุ้งทะเล
(ข้อมูลจาก www.thaisandworm.com)

เครดิต : http://www.rssthai.com/reader.php?t=business&r=10000


ความเห็นผู้โพสต์ : รูปร่างอาจจะดูไม่น่าพิศมัยนัก แต่อุดมประโยชน์และคุณค่า จริงๆเลยนะขอรับ

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages