'แรงเงา' สอนเราเรื่องอะไร ?
โดย : ปานใจ ปิ่นจินดา วันที่ 24 ตุลาคม 2555
เรื่องน้ำเน่าของ 'เรา' สองสามคน จำพวกเมียหลวงทะลวงฟัน เมียน้อยสารพัดพิษ กับผู้ชายของกลาง นอกเหนือจากความแซ่บเว่อร์แล้ว เรื่องทำนองนี้ ยังมีอะไรให้เราคิดต่อได้อีกบ้าง ขณะที่เรทติ้งละคร "แรงเงา" ในเวอร์ชั่น เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ กำลังฮิตระเบิด และถูกพูดถึงอย่างหนาหูโดยชาวบ้านร้านตลาดทั้งหลาย และในวันที่ "นพนภา" กำลังเป็นสุดยอดไอดอลของสมาคมเมียหลวงแห่งชาติ ภาพ "มุตตา" ในใจของคนไทย โดยเฉพาะโลกไซเบอร์วันนี้ กลับยิ่งกลายเป็นน่าหมั่นไส้ และโดนถล่มทั่วบ้านทั่วเมือง เพราะความใสและซื่อที่คนไม่เชื่อว่านั่นคือเรื่องจริง บ้างก็ถล่มว่าเธอแรดเงียบ อีกไม่น้อยก็บอกว่า เธอแอ๊บแบ๊ว ทำเป็นซื่อ แต่ที่แท้ก็ยั่ว ผอ. และอยากจะได้มาเป็นสามีจนตัวสั่น ขณะเดียวกันก็ดูจะสะใจมากกับพฤติกรรมของนพนภา เมียหลวงพิฆาต ที่ตามราวีไม่ยอมเหน็ดเหนื่อย แต่ถ้าหากมองให้ลึกไปกว่านั้น ละครน้ำเน่าเรื่องผัวเมียละเหี่ยใจ ไม่ว่าจะเรื่องนี้ หรือเรื่องไหน ก็สะท้อนอะไรได้มากกว่าแค่ความสะใจ "เรื่องนี้มันไม่มีอะไรมากไปกว่า เอาผู้หญิงมาตีกันเองเลยนะ" คำตอบจากปากของ อ.ชนิดา ชิตบัณฑิตย์ นักวิชาการด้านสตรีศึกษา และอาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เจ้าของถ้อยคำบนสเตตัสที่หน้าวอลล์เฟซบุ๊คว่า ..."แรงเงา" สุดยอด "มายาคติ" ของสังคมไทย: ผู้หญิงต่างจังหวัดโง่ โดนผู้ชายหลอกเป็น 'เมียน้อย' เมียหลวงรวยกับผัวข้าราชการจน เจ้าชู้ เมียหลวงตบเมียน้อย ครอบครัวชนชั้นกลางแตกแยก ลูกสาวติดยา ลูกชายเป็นเกย์ ฯลฯ สุดท้ายหนีไม่พ้นวาทกรรม ครอบครัวในอุดมคติ เมียน้อยแพ้ภัยตัวเอง..." โดยอธิบายเพิ่มเติมว่า จริงๆ แล้วละครแรงเงา ก็ไม่ได้มีพล็อตอะไรที่ต่างไปจากขนบละครไทยสมัยก่อนเลย ไม่ว่าเรื่องไหนก็เป็นงานผลิตซ้ำในระบบที่ว่า ชายเป็นใหญ่ และละครไทยก็หนีไม่พ้นเรื่องในครอบครัว แย่งผู้ชายกัน มีตัวดีตัวร้าย และสุดท้ายก็มีบทลงโทษ "ที่น่าสนใจอีกอย่างคือ คนที่ถูกลงโทษไม่ใช่ผู้ชาย แต่เป็นผู้หญิงด้วยกัน" เริ่มจาก มุตตา ที่ถูกลงโทษโดยเมียหลวงจอมโหดอย่างนพนภา แต่เมื่อมุนินทร์กลับมาแก้แค้นแทนน้องสาวฝาแฝด เรื่องก็ไม่ได้ต่างกัน คือ ผู้หญิงสองคนยังคงเชือดเฉือนกัน โดยฝ่ายชาย 'ลอยตัว' "จะว่าไป สังคมเราก็คล้ายจะถอยหลังเข้าคลองเหมือนกันนะ เพราะเรามัวยึดติดกับอุดมคติเรื่อง 'ผัวเดียวเมียเดียว' จนไม่ได้ดูสภาพความเป็นจริง ไม่ยอมรับความสัมพันธ์นอกสถาบันครอบครัว ทั้งๆ ที่มันเป็นความจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย เพราะความจริงเรื่องหนึ่งผัวหลายเมีย มันเป็นเรื่องที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาตั้งนานแล้ว เพราะส่วนหนึ่งเป็นการสะท้อนถึง 'บารมี' ของฝ่ายชาย ดูๆ แล้วก็เหมือนกับหน้าไหว้หลังหลอก" อ.ชนิดา เอ่ย ในทางกลับกัน ถ้าลองเปลี่ยนมุมมองหรือแนวคิดใหม่ ละครเรื่องนี้ก็สะท้อนให้เห็น 'อำนาจ' ของผู้หญิงได้เหมือนกัน อย่าง 'รัชนก' สาวรุ่นน้องในที่ทำงานของมุตตา ท่าทางอ่อนเยาว์ต่อโลก แต่แท้ที่จริงแล้วซ่อนความร้ายกาจอย่างที่สุด ทำตัวเป็นนกสองหัว และชอบหลอกใช้ ปั่นหัวผู้ชายเป็นว่าเล่น หรือเมื่อหญิง-ชายจูงมือกันเข้าโรงแรม ฝ่ายหญิงเป็นคนจ่ายเสียเอง หรือในกรณีมุตตาหากเสียท่า ผอ.จอมเจ้าชู้ไป หากฝ่ายหญิงพลิกเกมเสียใหม่ ลุกขึ้นมาฟ้องให้เป็นคดีความ ไม่ยอมจนต่อสถานการณ์ จะเกิดอะไรขึ้น? "น่าสนุกนะลองคิดดูว่า เผื่อมุตตาลุกขึ้นมาฟ้อง ผอ. เรื่องถูกละเมิด หรือถ้ามีลูก ก็จับไปตรวจดีเอ็นเอเลย เธอไม่เลี้ยงชั้นก็ได้ แต่ต้องเลี้ยงลูกนะ เอาไปฟ้องศาลเลย หรือไม่ก็ตัดใจ หันไปรักคนอื่น ไม่ต้องแคร์ผู้ชายคนนี้แล้ว หรือแม้กระทั่งจะหันไปได้กับวีกิจแล้วสุดท้ายก็ทิ้งมันทั้งสองคน หรือเราจะคิดไปถึงว่า สุดท้ายมุตตากลายเป็นหญิงรักหญิงก็ยิ่งสนุกไปกันใหญ่" ส่วนในมุมมองของ อ.สุภาวดี มนัสปิยะเลิศ ในฐานะที่เคยฝากผลงานวิจัยประเด็นร้อนหัวข้อ "เมียน้อย : กระบวนการตัดสินใจและการปรับตัว" จากวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี พ.ศ.2548 และได้รับความสนใจในวงกว้าง กินพื้นที่ข่าวหน้าหนึ่งแทบจะทุกฉบับในช่วงนั้น ให้ความเห็นว่า พื้นที่ของเมียน้อย ปกติก็มีไม่มากอยู่แล้ว ถ้าใครขึ้นชื่อว่าเป็นเมียน้อย ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องถูกมองในแง่ลบ ถูกตั้งแง่มองอย่างรังเกียจ ขณะเดียวกันผู้หญิงเหล่านี้ก็มักจะพยายามยกเหตุผลอะไรก็ตามขึ้นมา เพื่อเข้าข้างหรือปลอบใจตัวเอง ให้มีสิทธิในการใช้ผู้ชายร่วมกับผู้หญิงอีกคนหนึ่ง "ถ้าเทียบกัน ระหว่างมุตตาสมัยแอนเล่น กับมุตตาที่เจนนี่เล่น มันต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่บริบทสังคมไม่ได้เปลี่ยนไป เรายังเป็นสังคมที่ยึดถือเรื่องผัวเดียวเมียเดียวอยู่ ซึ่งมันขัดแย้งกับความเป็นจริงอย่างมาก จึงไม่น่าแปลกใจที่มุตตาเวอร์ชั่นปัจจุบันมันเป๊ะมาก ใช่เลย นี่แหละคือเมียน้อยจริงๆ" อ.สุภาวดี เอ่ยถึงความไม่น่าแปลกใจถ้า มุตตา จะถูกจงเกลียดจงชังมากถึงเพียงนี้ นอกจากนี้สังคมยังพัฒนาการต่อรองแบบใหม่เพื่อความดูดีขึ้นมาอีกนิด ด้วยคำจำกัดความ และ พฤติกรรม ที่มีความซับซ้อน แยกย่อยมากยิ่งขึ้น อย่างเช่น การมีกิ๊ก ซึ่งกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วในวันนี้ ก็มาจาก "สถานะ" ที่ยากจะอธิบาย เพราะไม่ได้เป็นแค่ คู่นอนชั่วคราว แต่ก็ไม่ได้ผูกมัดถึงขั้นมีสถานะเป็นเมียน้อยอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ขณะเดียวกัน ในด้าน "พฤติกรรม" ของคนเป็นเมียน้อย ในปัจจุบันก็ใช่ว่าจะนั่งรอให้ผู้ชายเลี้ยงอย่างเดียว โดยหลายกรณี สาเหตุของการตัดสินใจ เป็นเรื่องของอารมณ์ล้วนๆ ไม่ได้มีปัจจัยทางเศรษฐกิจ อย่างเช่น หาคนมาช่วยเลี้ยงดู มาเป็นเงื่อนไขให้คนตัดสินใจเป็นเมียน้อย ทั้งนี้ อ.สุภาวดี ได้อธิบายในภาพกว้างว่า สังคมปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะยอมรับเรื่องทำนองนี้ได้มากขึ้น แต่ในเงื่อนไขที่ว่า 'ตราบใดที่ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน' แต่ถ้าถามถึงนิยามใหม่ ถึงความร้ายลึกของมุตตาอย่างที่สังคมออนไลน์ประณามต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็น แรดเงียบ หรือ แอ๊บแบ๊วก็ตามแต่ เป็นไปตามความตั้งใจของผู้กำกับหรือเปล่านั้น เรื่องนี้ เติม - ชนินทร ประเสริฐประศาสน์ ผู้กำกับละครแรงเงา บอกว่า ถ้าดูจนจบ คนดูจะเห็นเองว่า ตัวละครทุกตัวในเรื่องนี้ ล้วนแล้วแต่ 'สีเทา' ด้วยกันทั้งสิ้น "จริงๆ มุตตาไม่ใช่คนน่าสงสาร แต่น่าเวทนามากกว่านะ เพราะชอบหลอกตัวเอง จริงๆ แล้วมุตตาเป็นคนมีปัญหาทางจิต ยิ่งเห็นได้ชัดตอนที่ว่าตัวเองท้อง ก็ยิ่งสร้างมโนภาพต่างๆ มากมายขึ้นมาเอง แล้วด้วยความที่ ผอ. เป็นตัวแทนของพระเอกจากนิยายโรแมนซ์เต็มขั้น ก็ยิ่งทำให้มุตตาซึ่งทั้งอ่อนที่สุด และ ไหวที่สุดยิ่งรู้สึกประทับใจ แล้วยิ่งมาถูกหลอกว่า เขากำลังจะเลิกกัน เรื่องทั้งหมดจึงยิ่งถลำลึก" ..และนั่นจึงนำมาสู่ การปัดป้อง 'อย่างพอเป็นพิธี' เมื่อ ผอ. หรือที่ย่อมาจาก 'ผัวคนอื่น' เข้าใกล้ชิดเธอ ในเมื่อโลกไม่ได้มีแค่ด้านเดียว หากเรายังไม่รู้จักสิ่งนั้นๆ ดี หรือ ครบถ้วนมากพอ การที่สังคมด่วนรุมประณามเมียน้อยอย่างมุตตาว่าแรดเงียบ ก็ไม่ต่างอะไรกับตัวร้ายอย่าง ปริม และเดอะแก็งค์ ที่วันๆ เอาแต่สนุกปากกับเรื่องในมุ้งของคนอื่น อยากให้เห็นมิติของตัวละคร เข้าใจสังคม และไม่ได้คิดจะลงโทษอย่างเดียว จากที่คิดว่า ผู้หญิงเป็นเมียน้อย เท่ากับผิดร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยแก็งค์น้ำเน่าอย่าง ปริม ที่คอยประณามมุตตา ซึ่งจริงๆ แล้ว คนดู ก็ไม่ต่างอะไรกับ ปริม ดีๆ นี่เอง สิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างหลังบทละครหลังข่าว จึงไม่ได้เป็นแค่ภาพสะท้อนความเป็นไปของสังคมในช่วงเวลานั้นเสียทีเดียว เพราะท้ายสายตาหยามหมิ่น หรือประโยคหยาบโลน ก็ยังมีรอยยิ้มของการตลาดซ่อนอยู่ จนที่สุดแล้ว ทุกฝ่ายก็ล้วนเอาแต่ "สะใจ" ตัวเองทั้งนั้น.
Thank you & Regards, |