---------- จดหมายที่ถูกส่งต่อ ----------
จาก:
<niy...@tpt.toshiba.co.jp>วันที่: 8 กุมภาพันธ์ 2554, 12:31
หัวเรื่อง: [x-man] chocolatecyste
ถึง:
nude...@googlegroups.comถ้า.........คุณมีฮอร์โมน ถ้า........คุณเป็นโสด
ถ้า........คุณแต่งงานแล้วแต่ยังไม่มีลูก คุณ.......ยังมีโอกาสเป็นช๊อกโกแลตซีส ยกเว้นคุณเข้าสู่วัยทองหล่ะ ก็คุณสบายใจได้คุณหมดโอกาสแล้วหล่ะ
เปรียบเทียบตำแหน่งชายหญิง
ลักษณะรังไข่ปกติ
ลักษณะรังไข่ที่ผิดปกติ
ภาพชัด Chocolate cyste
Chocolate cyste ขณะอยู่ในมดลูก
การวัดจากเส้นผ่าศูนย์กลาง
ภาพขณะกำลังผ่าตัด ควรปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อกลับไปอยู่บ้าน ? 1. ข้อห้ามใน 1 เดือนแรกหลังผ่าตัด
o ห้ามแช่ตัวในอ่างอาบน้ำ o ห้ามว่ายน้ำ เล่นกีฬา หรือ ออกกายบริหารหนัก เช่น ท่า sit up o ห้ามอบไอน้ำ อบซาวน่า หรืออบสมุนไพร
o ห้ามอบแผล หรือประคบร้อนที่แผลผ่าตัด o ห้ามใส่รองเท้าส้นสูง o ห้ามขับรถ o ห้ามก้มเก็บของขณะเดินขึ้นหรือลงบันได
o ห้ามยกของหนักเกินกว่า 3 กิโลกรัม o ห้ามรับประทานอาหารรสจัด o ห้ามรับประทานยาสมุนไพรเพื่อบำรุงเลือด
o ห้ามมีเพศสัมพันธ์ 2. พักผ่อนให้เพียงพอ ส่วนใหญ่แพทย์จะออกใบรับรองให้หยุดงานนาน 1 เดือน 3. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และตรงเวลา
4. รับประทานยาตามแพทย์สั่ง 5. ไปโรงพยาบาลตามที่แพทย์นัดหมาย 6. เมื่อมีปัญหาใดใดให้โทรศัพท์ปรึกษาแพทย์ โดยติดต่อผ่านทางโรงพยาบาล
เป็นผู้หญิงสละเวลาสักนิดอ่านเถอะ
ช็อกโกแลตเป็นชื่อขนมหวานที่เป็นที่โปรดปรานของผู้คนทุกเพศทุกวัย ซีส(cyst) แปลว่า ถุงน้ำช็อกโกแลตซีส
หมายถึงถุงน้ำที่มีของเหลวภายในลักษณะเหมือนช็อกโกแลต คำ 2 คำนี้ มีความหมายแตกต่างและ
เป็นคนละเรื่องโดยสิ้นเชิง ไม่น่าที่จะมาเชื่อมโยงเป็นเรื่องเดียวกันได้เลย และนับวันผู้หญิงหลายคนก็
เริ่มที่จะคุ้นหูกับคำว่า "ช็อกโกแลตซีส" หรือโรคที่ทางการแพทย์เรียกว่า
"เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิดที่" (endometriosis) กันมากขึ้น
เพราะเดี๋ยวนี้หันไปทางไหนก็ต้องเจอใครสักคนในบรรดาเพื่อนพ้องสาวโสดเป็นโรคฮิตโรคนี้กันเยอะเหลือเกิน
ช็อกโกแลตซีสเกิดขึ้นได้อย่างไร อันตรายมากไหมทำไมจึงพบมากในผู้หญิงที่ยังไม่แต่งงาน แล้วจะรักษาอ
ย่างไร ต้องผ่าตัดรังไข่ทิ้งหรือไม่ จะต้องกินยาฮอร์โมนไปตลอดชีวิตหรือเปล่า ฯลฯ พบกับคำตอบที่คุณ
อยากรู้เหล่านี้ได้จากผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์สมชาย สุวจนกรณ์
สูติแพทย์จากภาควิชาสูติศาสตร์นรีเวชวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ที่มาของชื่อถุงน้ำช็อกโกแลต
ช็อกโกแลตซีสก็คือถุงน้ำของรังไข่แบบหนึ่ง ซึ่งลักษณะของถุงน้ำชนิดนี้ภายในจะมีของเหลวที่คล้ายกับช็อก
โกแลตเหลว ซึ่งความจริงก็คือถุงเลือด คือจะมีเลือดอยู่ในถุงนั้น เมื่อเลือดหยุดไหลน้ำก็ถูกดูดซึมกลับทำ
ให้เลือดในถุงเข้มขึ้น และเมื่อเลือดค้างอยู่ในถุงน้ำนานๆ ก็กลายเป็นสีน้ำตาล มีลักษณะเหมือนช็อกโกแลต
จึงเรียกเป็นถุงน้ำช็อกโกแลต
สำหรับสาเหตุของการเกิดถุงน้ำช็อกโกแลต ในทางการแพทย์เชื่อว่าเกิดจากเลือดระดู หรือเลือดประจำ
เดือนไหลย้อนกลับ คือแทนที่เลือดนั้นจะออกมาทางช่องคลอดของผู้หญิงตามปกติอาจจะมีเลือดระดูส่วนหนึ่ง
มีการไหลย้อนกลับเข้าไปผ่านทางหลอดมดลูก แล้วก็เข้าไปในช่องท้องไปฝังตัวที่รังไข่จนทำให้เกิดเป็นถุง
น้ำขึ้นและเนื่องจากลักษณะเซลล์ของถุงน้ำเป็นเนื้อเยื่อบุโพรงมดลูกอันหนึ่งเมื่อผู้หญิงมีประจำเดือน
(คือการที่เยื่อบุโพรงมดลูกลอกตัวออกมา) ถุงน้ำดังกล่าวก็จะมีเลือดออกในถุงด้วย ดังนั้นในแต่ละเดือนที่ผ่านไป
ถุงน้ำก็จะมีเลือดออกเพิ่มขึ้นๆ นั่นหมายถึงถุงน้ำก็จะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และการที่ถุงน้ำนี้จะใหญ่เร็วมากน้อย
แค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของคนคนนั้นว่าจะดูดน้ำกลับได้เร็วเท่าไหร่ ถ้าร่างกายดูดน้ำกลับได้เร็ว
ถุงน้ำนั้นก็จะโตขึ้นแบบช้าๆ ทำไมหญิงยุคใหม่เป็นโรคนี้กันมากขึ้น คุณหมอสมชายให้คำอธิบายเกี่ยวกับข้อสงสัยนี้ว่า "ถ้าดูในเรื่องงาน
วิจัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเยื่อบุโพรงมดลูกเติบโตผิดที่พบว่าถ้านำผู้หญิง 100 คนมาทำการส่องกล้องเข้าไป
ดูในขณะที่มีประจำเดือน ผู้หญิงเกือบทั้ง 100 คนจะมีภาวะเลือดระดูไหลย้อนกลับเข้าไปในช่องท้องทุกคน
" แล้วทำไมบางคนเกิดอาการเป็นถุงน้ำฯซึ่งทำให้เกิดความเจ็บปวดมากมายแต่บางคนไม่เป็น
คำตอบคือ"คนไข้กลุ่มที่เป็นถุงน้ำฯมักจะมีปัญหาในเรื่องภูมิคุ้มกันบางอย่างบกพร่องซึ่งไม่สามารถจะทำลาย
เยื่อบุโพรงมดลูกที่เติบโตผิดที่นี้ได้ ในขณะที่ผู้หญิงปกติทั่วไปจะมีภูมิคุ้มกัน
ซึ่งสามารถทำลายเยื่อบุโพรงมดลูกที่เจริญเติบโตผิดที่ได้"
ส่วนที่ดูเหมือนกับว่าผู้หญิงในปัจจุบันเป็นโรคนี้กันมากก็เพราะความเจริญก้าวหน้าในด้านเทคโนโลยีที่คุณหมอบอกว่า
"จริงๆแล้วก็ไม่มีความแตกต่างกันมากกับอดีตที่ผ่านมา เพียงแต่ความ
เข้าใจของแพทย์เองต่อโรคนี้จะมีมากขึ้นซึ่งจะทำให้สามารถตรวจวินิจฉัยโรคได้เร็วขึ้นก็เลยดูเหมือนกับ
ว่ามีคนเป็นโรคนี้กันเยอะรวมทั้วข่าวสารที่มีการแพร่หลายในวงกว้างจึงทำให้มีการฉุกใจขึ้นมาว่า
เอ๊ะ!เราเป็นโรคนี้หรือเปล่า แล้วก็ไปตรวจ ซึ่งบางคนก็พบว่าเป็นโรคนี้จริง ตรงนั้นก็เป็นสิ่งที่ทำให้คนรู้สึกว่าโรคดังกล่าวเป็นกันมาก"
อาการที่น่าสงสัยว่าจะเป็นถุงน้ำช็อกโกแลตเกี่ยวกับเรื่องเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิดที่ (หรือถุงน้ำช็อกโกแลต)
สิ่งหนึ่งที่ผู้หญิงทุกคนควรทราบก็คือเมื่อมีประจำเดือนเยื่อบุโพรงมดลูกนี้ก็จะมีเลือดออกด้วย
และการที่มีเลือดออกในช่องท้องก็จะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุช่องท้อง
ซึ่งการระคายเคืองต่อเยื่อบุช่องท้องนี้เองเป็นตัวที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดเพราะฉะนั้นจะสังเกตได้ว่า
ผู้หญิงที่เป็นเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิดที่จะมีอาการปวดท้องมากเวลาที่มีประจำเดือน
แล้วจะทราบได้อย่างไรว่าอาการปวดท้องเวลาที่มีประจำเดือนนั้นเป็นอาการปวดปกติธรรมดา(ที่ผู้หญิงส่วนใหญ่เป็น) หรือเป็นอาการปวดท้องที่เกิดจากภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิดที่
เรื่องนี้คุณหมอสมชายให้รายละเอียดว่า "การที่จะแยกว่าอาการปวดท้องเมื่อมีประจำเดือนจะเป็นอาการที่บ่งบอกว่า
สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงคือเรื่องอายุ นั่นคือถ้าอายุยังไม่มากแล้วปวดท้องเวลาที่มีประจำเดือน
ส่วนใหญ่จะเป็นอาการปวดท้องธรรมดา "แต่กรณีที่ไม่เคยปวดประจำเดือนมาก่อน
พออายุ 30 ปีขึ้นไปอยู่ๆก็มีอาการปวดประจำเดือนขึ้นมาและปวดมากขึ้นเรื่อยๆในแต่ละเดือนที่ผ่านไป
อาการดังกล่าวค่อนข้างบ่งชี้ว่าน่าจะเป็นเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิดที่
"ถุงน้ำช็อกโกแลตเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือไม่"
ผู้หญิงหลายคนที่เป็นโรคถุงน้ำช็อกโกแลตได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดเอาถุงน้ำออก และหลายๆกรณีแพทย์
บางคนผ่าตัดเอามดลูกและรังไข่ออกไปด้วยในคราวเดียวกันด้วยเหตุผลว่าไหนๆก็เจ็บตัวแล้วเอาส่วนที่
เกรงว่าจะเกิดโรคคือมดลูกและรังไข่ (ที่เป็นมะเร็งกันเยอะ) ออกไปด้วยเสียเลย แล้วหลังจากนั้นผู้หญิ งที่ถูกตัดมดลูกและรังไข่ก็ต้องกินยาฮอร์โมนไปตลอดชีวิต
ด้วยประสบการณ์นี้ที่เล่าสู่กันฟังปากต่อปากทำให้ผู้หญิงเป็นจำนวนไม่น้อยที่มีอาการปวดท้องแล้วไปพบแพทย์
เมื่อแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นถุงน้ำช็อกโกแลต (แต่อาจจะไม่ได้อธิบายลักษณะอาการของโรคให้เข้าใจอย่างละเอียด)
ก็เข้าใจเพียงแง่เดียวว่าโรคนี้จะต้องรักษาโดยการผ่าตัดเท่านั้น ดังนั้นรายที่กลัวการผ่าตัดก็จะ
ไม่ยอมไปพบแพทย์อีกแล้วก็ยอมทนทุกข์ทรมานกับอาการปวดท้องดังกล่าวเป็นประจำทุกเดือน บางคนก็แสวงหาวิธีการรักษาต่างๆนานา เช่น กินยาสมุนไพร (ทั้งไทยและจีน)เพื่อให้ถุงน้ำยุบ งดอาหารบางอย่างที่คิดว่าจะเป็นของแสลงหรือหลายคนแม้จะกลัวไม่กล้าจะไปพบแพทย์อีก แต่ลึกๆก็กังวลถุงน้ำดังกล่าวจะ
กลายเป็นเนื้อร้ายในอนาคตได้หรือไม่ ใน ประเด็นนี้ คุณหมอสมชายอธิบายให้ฟังถึงข้อเท็จจริงว่า"อาการของภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิด
ที่มีหลายระยะ บางกรณีแม้จะเห็นร่องรอยของเยื่อบุโพรงมดลูกฯ ในช่องท้อง แต่บางครั้งเป็นกลุ่มที่ไม่มี
อาการอะไรซึ่งผู้หญิงส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มนี้ "ขณะเดียวกันก็ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของเยื่อบุโพรงมดลูกที่เจริญ
เติบโตด้วยว่าอยู่ที่ไหน อุ้งเชิงกรานหรือว่ารังไข่ ซึ่งจริงๆแล้วภาวะถุงน้ำช็อกโกแลตไม่ได้ทำให้เกิดอันตรายกับผู้หญิงที่เป็นมากนักเพียงแต่ก่อให้เกิดความรำคาญมากกว่า เพราะเมื่อปวดประจำเดือนก็อาจจะ
ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติเท่าที่เขาควรจะทำได้"
ทำไมถุงน้ำช็อกโกแลตจึงพบมากในผู้หญิงโสด คำตอบของข้อสงสัยนี้ก็คือถุงน้ำช็อกโกแลต หรือเยื่อบุโพรง
มดลูกเจริญเติบโตผิดที่ต้องอาศัยฮอร์โมนของรังไข่ ในการเจริญเติบโตพูดง่ายๆ คือโรคนี้เป็นโรคที่คู่กับการมีประจำเดือน
"ดังที่บอกไปแล้วนะครับว่า เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิดที่ สาเหตุเกิดจากมีประจำเดือนส่วนหนึ่งไหลย้อนกลับไปผ่านทางหลอดมดลูก
แล้วก็เข้าไปในช่องท้องไปฝังตัวในอุ้งเชิงกรานหรือรังไข่
แล้วรายงานการวิจัยก็พบว่าผู้หญิงเมื่อมีประจำเดือนไม่ว่าจะอายุน้อยหรืออายุมาก
ถ้าหากไปตรวจช่องท้องก็จะพบว่ามีเลือดประจำเดือนส่วนหนึ่งอยู่ในช่องท้องทุกคน
แต่คนที่เกิดอาการก็เพราะภูมิคุ้มกันบางอย่างบกพร่องจึงไม่สามารถจะทำลายเยื่อบุโพรงมดลูกที่เจริญเติบโตผิดที่ได้
เพราะฉะนั้นวิธีการรักษาโรคนี้อย่างหนึ่งก็คือ ทำให้ผู้หญิงคนนั้นไม่มีประจำเดือน เมื่อไม่มีประจำเดือนถุงน้ำดังกล่าวก็จะฝ่อตัวไปด้วย
"การตั้งครรภ์เป็นช่วงระยะเวลาที่ผู้หญิงไม่มีประจำเดือนอย่างต่ำก็เป็นปีนับตั้งแต่ตั้งท้อง 9 เดือนและหลังคลอด
ที่ผู้หญิงส่วนใหญ่จะไม่มีประจำเดือนไปอีก 1-3 เดือน หรือบางคนอาจจะถึง 6 เดือน โดยเฉพาะแม่ที่ให้ลูกกินนมแม่
1ปีที่ผู้หญิงไม่มีประจำเดือนเลยนั้นเท่ากับโรคที่เป็นอยู่ได้รับการรักษาไป 1 ปีในขณะที่
ผู้หญิงโสดที่ไม่มีลูกก็จะมีประจำเดือนมาเป็นประจำทุกเดือนเพราะฉะนั้นโอกาสที่จะเป็นโรคนี้ในแต่ละเดือน
ก็เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆและเมื่อเทียบกันระหว่างคนโสดกับคนที่เคยตั้งครรภ์มาก่อนพบว่าผู้หญิงที่เคยตั้งครรภ์แล้ว
เป็นโรคนี้น้อยกว่าและถึงแม้จะมีโรคก็เป็นกลุ่มที่ไม่แสดงอาการเป็นส่วนใหญ่"
โรคนี้มีวิธีการรักษาอย่างไรบ้าง
ดังที่ทราบกันแล้วว่าโรคนี้ไม่ได้ถือว่าเป็นโรคที่รุนแรงหรือมีอันตรายอะไร เพียงแต่จะทำให้มีอาการปวดประจำเดือน
ดังนั้นหากปวดไม่มากส่วนใหญ่ก็ใช้วิธีรักษาตามอาการคือกินยาแก้ปวดหรือหากปวดมากแพทย์ก็จะมียาเฉพาะให้
และโดยปกติถ้าคนไข้มีอาการไม่มากแพทย์จะไม่ใช้วิธีการผ่าตัดในการรักษาโรคนี้กับคนไข้
"การผ่าตัดจะทำในกรณีที่จำเป็นเฉพาะบุคคลเท่านั้นครับ เช่น ถุงน้ำนั้นใหญ่มากจนทำให้เกิดอาการปวดรุนแรง
หรือถุงน้ำไปกดอวัยวะข้างเคียงเช่น ไปกดกระเพาะปัสสาวะ แล้วทำให้ปัสสาวะบ่อยขึ้น หรือ
กรณีที่ถุงน้ำแตกซึ่งจะทำให้เกิดอาการปวดท้องแบบเฉียบพลันหรือกรณีของผู้หญิงที่มีลูกยาก
จำเป็นต้องผ่าตัดเอาถุงน้ำออกเพราะการที่มีถุงน้ำอยู่จะรบกวนการตั้งครรภ์พอสมควร
เพราะมันอาจจะทำให้เกิดพังผืดไปรัดทำให้หลอดมดลูกตีบหรือตันได้"
ในบางกรณีแพทย์อาจจะต้องตัดสินใจผ่าตัดเอาอวัยวะสำคัญของผู้หญิงออกไป เช่น
ในกรณีที่มีพังผืดมากในช่องท้องที่อาจจะดึงเอาลำไส้ไปติดกับตัวมดลูก
ซึ่งหากจะต้องผ่าตัดคนไข้คนนี้หลายครั้งก็อาจจะเป็นอันตรายต่อลำไส้
คือทำให้ลำไส้ทะลุกรณีเช่นนี้แพทย์อาจตัดสินใจที่จะต้องตัดทั้งมดลูกและรังไข่ออกไปด้วย
เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในภายหลังซึ่งคนไข้ก็จะต้องได้ฮอร์โมนทดแทนเพื่อ จะให้กลับมาเป็นผู้หญิงอย่างปกติ" พูดถึงการผ่าตัดที่ดูน่ากลัวและหลายๆคนคิดว่าคงจะเจ็บปวดเอาการนั้นเรื่องนี้คุณหมอสมชายเล่าให้ฟังว่า
"การผ่าตัดมีหลายวิธีและวิธีการที่ดีที่สุดคือการใช้กล้องเข้าไปผ่าตัดวิธีนี้ มีข้อดีคือ
คนไข้เจ็บตัวน้อยเมื่อเทียบกับการผ่าตัดในแบบที่จะต้องเปิดแผลใหญ่ๆ เพราะการใช้วิธีส่องกล้องผ่าตัดคนไข้
จะมีแผลเพียงแค่รูเล็กๆขนาดรูตะเกียบ2รูเท่านั้น และเมื่อผ่าตัดเสร็จก็ไม่จำเป็นต้องนอนพักโรงพยาบาลหลายๆวัน
เหมือนกับการผ่าตัดธรรมดา
สิ่งหนึ่งที่ผมอยากฝากบอกผู้หญิงที่ยังโสดหรือว่าผู้หญิงที่แต่งงานแล้วแต่ยังไม่มีลูกก็คือ ถ้าเป็นแล้วให้รีบรักษา
เสียแต่เนิ่นๆนะครับเพราะหากปล่อยทิ้งไว้นานๆโอกาสที่จะมีลูกก็จะยากขึ้นเรื่อยๆ
ซึ่งเรื่องนี้เป็นปัญหาที่พบบ่อยในกรณีของการรักษาผู้ที่มีลูกยาก
"ในกรณีของผู้หญิงที่เป็นโรคถุงน้ำช็อกโกแลตหรือเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิดที่ตอนอายุใกล้ๆ45-46ปี
ส่วนใหญ่แพทย์จะรักษาแบบประคับประคองโดยให้กินยาเพราะโรคนี้เมื่อผู้หญิงเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน
มันจะหายไปได้เองแต่ตราบใดที่ผู้หญิงยังมีประจำเดือนอยู่ถึงแม้บางคนจะเคยได้รับการผ่าตัดเอาถุงน้ำฯ ออกไปแล้ว
แต่โอกาสที่จะเกิดเป็นซ้ำก็มีนะครับ" ความไม่รู้มักจะทำให้คนเราวิตกกังวลไปได้มากมาย และ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บประจำตัวดังเช่นเรื่องของโรคถุงน้ำช็อกโกแลต
หรือเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิดที่ ที่ยิ่งนับวันก็จะพบผู้มีอาการของโรคเพิ่มขึ้นแต่การได้รู้ที่มาที่ไป หรือ
สาเหตุของโรคตลอดจนวิธีการรักษาก็จะช่วยทำให้สบายใจขึ้นได้ส่วนหนึ่งและถ้าหากใครได้อ่านบทความ
เรื่องนี้มาตั้งแต่ต้นจนจบก็จะคลายความวิตกกังวลไปได้ว่าโรคนี้ไม่ได้เป็นอันตรายอย่างที่กลัวๆ กันเลย
การตัดมดลูกทำได้ด้วยวิธีใดบ้าง ?
การเลือกวิธีการผ่าตัดขึ้นอยู่กับโรค พยาธิสภาพของโรค ความชำนาญของแพทย์ และความต้องการของผู้ป่วย วิธีการผ่าตัดสามารถทำได้ 3 วิธี ดังนี้ :
1. โดยการผ่าตัดทางหน้าท้อง 2. โดยการผ่าตัดทางช่องคลอด 3. โดยการใช้กล้อง laparoscope ผลแทรกซ้อนจากการผ่าตัดมีอะไรบ้าง ?
การผ่าตัดถ้าทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีประสบการณ์สูง มีทีมงานที่พร้อม ห้องผ่าตัดสะอาด เครื่องมือและอุปกรณ์การแพทย์ครบครัน มีการเตรียมผู้ป่วยก่อนผ่าตัดเป็น อย่างดี โอกาสเกิดผลแทรกซ้อนจะน้อยมาก อย่างไรก็ตาม ผลแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นได้แก่ :
1. ตกเลือดขณะผ่าตัดหรือหลังผ่าตัด 2. เกิดการบาดเจ็บของอวัยวะข้างเคียง เช่น ลำไส้หรือกระเพาะปัสสาวะทะลุ ท่อไตถูกตัด 3. ติดเชื้อหลังผ่าตัด
4. ผลแทรกซ้อนจากการให้ยาระงับความรู้สึกหรือการวางยาสลบ สูติ-นรีแพทย์จะเตรียมผู้ป่วยอย่างไรก่อนผ่าตัด ?
เมื่อผู้ป่วยมีอาการผิดปกติและมาโรงพยาบาลเพื่อพบแพทย์ แพทย์จะต้องทำการวินิจฉัยโรคก่อน โดย ซักประวัติ ตรวจร่างกาย ตรวจภายใน ตรวจอัลตราซาวด์ และ ตรวจพิเศษอื่นๆตามความเหมาะสม เมื่อมีข้อบ่งชี้ว่าจะรักษาด้วยการตัดมดลูกและผู้ป่วยยินยอม แพทย์จะเตรียมผู้ป่วยก่อนผ่าตัดดังนี้ :
1. ตรวจเลือด 2. ตรวจปัสสาวะ 3. เอ็กซ์เรย์ปอด 4. ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ
5. ตรวจพิเศษอื่นตามความเหมาะสมและจำเป็น 6. เตรียมเลือด 1-2 ยูนิต 7. จองห้องผ่าตัด ผู้ป่วยจะต้องเตรียมตัวอย่างไรก่อนมาโรงพยาบาลเพื่อรับการผ่าตัด ?
1. งดอาหารและน้ำอย่างเคร่งครัดก่อนเวลาผ่าตัดอย่างน้อย 6 ชั่วโมง หรือตามแพทย์สั่ง เพื่อป้องกันการสำลักอาหารและน้ำเข้าปอดซึ่งเป็นอันตรายได้ 2. เดินทางมาถึงโรงพยาบาลก่อนเวลาผ่าตัดอย่างน้อย 4 ชั่วโมง หรือตามแพทย์นัด เพื่อจะ ได้มีเวลาเตรียมการผ่าตัด และพบวิสัญญีแพทย์ก่อนเข้าห้องผ่าตัด
3. ในกรณีที่ต้องการเบิกต้นสังกัด หรือมีประกันสุขภาพ ให้เตรียมหลักฐาน/ใบกรมธรรม์มา ด้วย และแจ้งแก่พยาบาลหรือเวชระเบียนเมื่อมาถึงโรงพยาบาล การเตรียมผ่าตัดมีอะไรบ้าง ?
เมื่อผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาล ให้ติดต่อกับเคาน์เตอร์พยาบาลแผนกผู้ป่วยนอกสูติ-นรีเวชกรรมหรือแผนกฉุกเฉิน ตามที่แพทย์นัดไว้ ซึ่งได้จัดเตรียมแฟ้มเวชระเบียนไว้แล้ว พยาบาลจะแจ้งให้แพทย์เจ้าของไข้ทราบ แพทย์อาจจะพบผู้ป่วยที่แผนกผู้ป่วยนอกก่อนหรือให้ผู้ป่วยไปที่แผนกผู้ป่วยในได้เลย ในกรณีที่ยังไม่ได้ตรวจเลือด เอ็กซ์เรย์ ปอด และคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เจ้าหน้าที่จะพาผู้ป่วยไปตรวจก่อนแล้วจึงพาไปแผนกผู้ป่วยใน
การเตรียมผ่าตัดมีดังนี้ : 1. โกนขนและทำความสะอาดหน้าท้อง 2. สวนอุจจาระ 3. ให้น้ำเกลือเข้าทางหลอดเลือดดำ
4. พบวิสัญญีแพทย์เพื่อซักประวัติ ตรวจร่างกาย และรับทราบถึงวิธีการให้ยาระงับ ความรู้สึกหรือการวางยาสลบ 5. ลงลายมือชื่อในใบแสดงความยินยอมรับการผ่าตัดและการให้ยาระงับความรู้สึก หรือการวางยาสลบ หลังจากได้รับคำปรึกษาจากแพทย์เจ้าของไข้และวิสัญญีแพทย์เรียบร้อยแล้ว
หลังผ่าตัดผู้ป่วยจะได้รับการดูแลรักษาอย่างไร ? ท การผ่าตัดจะใช้เวลาประมาณ 1-3 ชั่วโมง ขึ้นกับพยาธิสภาพของโรคและเทคนิคการผ่าตัด จากนั้นจะได้รับการดูแลรักษาต่อโดย :
ท ในห้องพักฟื้น เมื่อการผ่าตัดเสร็จเรียบร้อย ผู้ป่วยจะถูกเคลื่อนย้ายไปห้องพักฟื้นและจะได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดประมาณ 2 ชั่วโมงหรือตามที่แพทย์ เห็นสมควร ก่อนส่งกลับห้องพัก ท ในห้องพักผู้ป่วย เมื่อผู้ป่วยกลับมายังห้องพัก จะได้รับการดูแลรักษาพยาบาลโดย :
1. ตรวจวัดชีพจร ความดันโลหิต การหายใจ เป็นระยะๆตามที่แพทย์เห็นสมควร 2. คาสายสวนปัสสาวะไว้ประมาณ 24 ชั่วโมง 3. งดอาหารและน้ำ นานเท่าที่แพทย์เห็นสมควร โดยทั่วไปประมาณ 24-48 ชั่วโมง จากนั้นแพทย์จะให้เริ่มจิบน้ำ ตามด้วยอาหารเหลว อาหารอ่อน และอาหารปกติตามลำดับ
4. ให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำต่อตามที่แพทย์สั่ง ส่วนใหญ่ประมาณ 48 ชั่วโมง 5. ได้รับยาระงับปวดตามที่แพทย์เห็นว่าเหมาะสม 6. ได้รับยาปฏิชีวนะต่อตามที่แพทย์เห็นสมควร
7. ในรายที่ต้องตัดไหมบริเวณผิวหนัง แพทย์จะนัดเอง ซึ่งส่วนใหญ่ประมาณ 7 วันหลังผ่าตัด ควรปฏิบัติตัวอย่างไรขณะอยู่โรงพยาบาลหลังผ่าตัด ?
1. เมื่อมีอาการคลื่นไส้ ปวดแผล หรืออาการผิดปกติใดใด ให้กดออดเรียกพยาบาล 2. เมื่อรู้สึกตัวดี ให้พยายามเคลื่อนไหวแขนขา พลิกตัวไปมา ปรับหัวเตียงให้สูง เท่าที่จะทำได้
3. เมื่อต้องการลุกจากเตียง ให้ลุกในท่านอนตะแคง ซึ่งจะได้รับคำแนะนำวิธีจากทีมดูแลผู้ป่วย 4. เมื่อลุกนั่งได้ เอาสายสวนปัสสาวะออกแล้ว ในการลุกเดินโดยเฉพาะ1-3 ครั้งแรกจะต้องตาม พยาบาลหรือพนักงานช่วยเหลือผู้ป่วยมาช่วยดูแล เพราะอาจมีอาการหน้ามืด เป็นลม หรือหกล้มได้
5. 24-48 ชั่วโมงหลังผ่าตัดเป็นต้นไป พยายามเคลื่อนไหว ลุกนั่งและเดินช้าๆ อย่านอนอยู่บนเตียง ตลอดเวลา เพื่อลดอาการท้องอืด แน่นท้องที่มักจะเกิดขึ้น และช่วยป้องกันการเกิดพังผืดในช่องท้องตลอดจนลดอาการแทรกซ้อนของระบบหายใจหลังผ่าตัดได้ โดยระยะ แรกจะมีพนักงานช่วยเหลือผู้ป่วยหรือพยาบาลมาช่วยดูแล
6. ก่อนที่แพทย์จะให้รับประทานอาหารได้ตามปกติ ควรหลีกเลี่ยงน้ำผลไม้ น้ำอัดลม น้ำชา นม กาแฟ เค้ก และผลไม้ 7. หลังผ่าตัดสองวันแรก พนักงานผู้ช่วยจะเช็ดตัวทำความสะอาดให้ จากนั้นถ้าผู้ป่วยต้องการอาบ น้ำสามารถทำได้ ถ้าแผลผ่าตัดปิดด้วยพลาสเตอร์กันน้ำ
ต้องอยู่โรงพยาบาลนานแค่ไหน ? ระยะเวลาที่ผู้ป่วยต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลขึ้นกับความแข็งแรงของผู้ป่วย พยาธิสภาพของโรค และวิธีการผ่าตัด โดยทั่วไปคือ : 1. ผ่าตัดทางหน้าท้อง อยู่โรงพยาบาลนาน 5-7 วัน
2. ผ่าตัดทางช่องคลอด อยู่โรงพยาบาลนาน 5-10 วัน 3. ผ่าตัดโดยใช้กล้อง laparoscope อยู่โรงพยาบาลนาน 3-5 วัน --
กฏ กติกา และมารยาท ของกรุ๊ป
1. ห้ามโพสรูปภาพหรือข้อความที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ในทางเสื่อมเสีย โดยเด็ดขาด
2. ห้ามโพสเรื่องการเมืองและศาสนา อันก่อให้เกิดกรณีถกเถียงโต้แย้ง อันก่อให้เกิดความวุ่นวายในกรุ๊ป
3. ห้ามโฆษณา(ชวนเชื่อ) หรือโฆษณาใดๆเพื่อหวังผลประโยชน์ทางการค้า โดยเด็ดขาดทุกกรณี
4. ห้ามโพสข้อความด้วยคำหยาบคาย กรุณาใช้ข้อความและถ้อยคำที่สุภาพ
5. หากมีกระทำผิด กฏ กติกา และมารยาท ของกรุ๊ป ทีมงานจะทำการยกเลิกสถานะสมาชิกโดยไม่ต้องแจ้งให้ท่านทราบล่วงหน้า
6. ห้ามบ่นว่าอีเมล์เยอะแยะมากมาย (ไม่พอใจการเป็นสมาชิก เชิญลาออกได้)
ღ โพสส่งข้อความเข้ากรุ๊ป(ส่งเมล์มาทีนี่) ►
nude...@googlegroups.comღ สมัครสมาชิก(ส่งเมล์เปล่ามาที่นี่) ►
nude2you+...@googlegroups.com
ღ ลาออก (ส่งเมล์เปล่ามาที่นี่) ►
nude2you+u...@googlegroups.com• การสมัคร และ ลาออก กรุณาทำด้วยตนเอง และทุกครั้งต้องยืนยันลิ้งค์จากระบบที่ส่งกลับไปให้ •
แลกเปลี่ยนแบ่งปันด้วยไมตรีจิต
ขอบคุณค่ะ