Fw: แผ่นดินไหว ปี 2012

28 views
Skip to first unread message

ampika krairit

unread,
Feb 9, 2012, 10:23:39 PM2/9/12
to som...@gmail.com, sup, panpilai krairit, lao...@hotmail.com, nantana santatiwut, DJDigitall tong, wancha...@hotmail.com, goon...@hotmail.com, Engineering Management-KU SRC EM2


--- On Thu, 9/2/12, patpuree chong <patp...@gmail.com> wrote:

From: patpuree chong <patp...@gmail.com>
Subject: แผ่นดินไหว ปี 2012
To: "Siree Rattanachuen" <sire...@yahoo.com>, buranit.ra...@exxonmobil.com, "werisa rattanachuen" <ris...@yahoo.com>, "Na~Kun T." <candy...@hotmail.com>, "suteera thanakitsunthorn" <momi...@hotmail.com>, "paisal Suriyawongpaisal" <paisa...@gmail.com>, "saowalak Suriyawongpaisal" <saowal...@yahoo.com>, "paiboon suthi" <du...@hotmail.com>, "noppakorn kultawanich" <nkulta...@yahoo.com>, "Wasana Laochinchart" <Wasa...@car.chula.ac.th>, "watcharee wattana..." <sky...@hotmail.com>, "Wachara navawongse" <wach...@hotmail.com>, "Amorn...@car.chula.ac.th" <Amorn...@car.chula.ac.th>, "Aree Phongchaisophon" <aree.phong...@sasin.edu>, "arunotai sriarun" <aru...@yahoo.com>, "K.Pudjeeb" <nee...@hotmail.com>, Sop...@chula.ac.th, "somporn.so" <Sompo...@chula.ac.th>, "teerapon chatmonmat" <pad...@gmail.com>, "charnin bumrungjit" <char...@hotmail.com>, "Mod Eng'Chula" <miss_m...@hotmail.com>, "nuttapon" <thorn...@hotmail.com>, "Nichaya Suthiyuth" <nich...@gmail.com>, "Parsiri Suthiyuth" <gond...@hotmail.com>, Jamik...@chula.ac.th, "jirapan limthai" <saow...@yahoo.com>, "Jittima Tantipipop" <jitti...@gmail.com>, "ampika krairit" <profa...@yahoo.com>, "uraiwan kornvityasinn" <uraiwa...@gmail.com>, "Rachanee Udomsangpetch" <scr...@yahoo.com>, Pricha...@chula.ac.th, "Supariya Lulitananda" <supar...@chula.ac.th>, Supatta...@car.chula.ac.th, "Supha...@car.chula.ac.th" <supha...@car.chula.ac.th>, "Vithaya Yongkidcharearnlarp" <vith...@gmail.com>, "Ekatet Intakan" <eka...@hotmail.com>
Received: Thursday, 9 February, 2012, 5:09 PM


ควรอ่านถึงท้าย ๆ ดร. อาจอง ชุมสาย และ ดร. ก้องภพ ทำงานที่องค์การนาซ่า  ไม่ใช่ความเห็นส่วนตัว แต่เป็นผลทางวิทยาศาสตร์
อ่านเล่น ๆ เป็นข้อมูล น่าสนใจ


 ------------------------------
  om...@hotmail.com]
 *Sent:* Sat 1/14/2012 9:44 PM
 *To:* undisclosed-recipients
 *Subject:* FW: บทความของ อ.มงคล กริชติทายาวุธ เรื่อง เจาะลึกภัยพิบัติ
 ครั้งที่ 2 พลิกวิกฤติให้เป็ นทางรอด (เพื่อต้อนรับปี 2012)


 ------------------------------

            *บทความของ อ**.มงคล กริชติทายาวุธ เรื่องที่ 942
 เจาะลึกภัยพิบัติ ครั้งที่ 2 พลิกวิกฤติให้เป็ นทางรอด** (เพื่อต้อนรับปี
 2012)
 *หน้า 1 จาก 42 *
 มงคล กริชติทายาวุธ*

 วัน อาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม 2011 เวลา 08.30 - 17.00 น.โดย 5 ด็อกเตอร์ และ
 1
 พระอาจารย์ใหญ่สายวิปัสสนากรรมฐาน ประมวลนำมาเสนอโดย *นายมงคล
 กริชติทายาวุธ**อดีต
 Senior Vice President บมจ.ธนาคารกรุงไทย ผู้อำนวยการหลักสูตรวิปัสสนา
 กรรมฐาน
 เจ้าของเว็บไซต์ mongkoldham.com
 <http://board.palungjit.com/mongkoldham.com>และ
 ที่ปรึกษาสมาคมค้นคว้าทางจิตแห่งประเทศไทย ฯลฯ
 *

 เนื้อหาในเอกสารจำนวน 31 หน้านี้ ส่วนใหญ่นำมาจากการสัมมนา เรื่อง
 เจาะลึกภัยพิบัติครั้งที่ 2 พลิกวิกฤติให้เป็นทางรอด (เพื่อต้อนรับปี
 2012)*ที่ดำเนินการจัดโดยทีมงานผู้มีจิตอาสา
 * จากเว็บไซต์พลังจิตดอทคอม มูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ
 คณะศิษย์พระอาจารย์รัตน์ รตนญาโณ และ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
 เมื่อวันอาทิตย์ที่
 25 ธันวาคม 2011 เวลา 08.30 - 17.00 น. ณ หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยรามคำแหง
 หัวหมาก กรุงเทพฯโดยผู้จัด ได้จัด*สำรองที่นั่งไว้ทั้งหมด 2012 ที่นั่ง* *
 โดยข้าพเจ้าได้รับเชิญไปฟังการบรรยายในฐานะแขก VIP
 ของคณะผู้จัด*โดยมีวิทยากรที่มีความรู้และประสบการณ์สูงถึง 6 ท่าน

 * นอกจากเนื้อหาสาระที่ได้จากการบรรยายบนเวทีแล้ว
 ข้าพเจ้าได้ประมวลข้อมูลในเรื่องที่เกี่ยวกับการเกิดภัยพิบัติในอนาคตที่
 วิทยากรเคยบรรยายในสถานที่อื่นมาเสริมเพิ่มให้ท่านได้รับทราบเพิ่มเติมด้วย
 เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ในด้านเนื้อหาและสาระสำคัญรวมทั้งได้แทรกข้อแนะนำ
 ของข้าพเจ้า ในการเตรียมการก่อนเกิดภัยพิบัติ
 ที่ท่านสามารถใช้เป็นแนวทางในการเตรียมตัวก่อนการเกิดภัยพิบัติ และ
 การดำเนินชีวิต ในช่วงที่มีภัยพิบัติเกิดขึ้น ซึ่งหวังว่า
 ท่านทั้งหลายจะได้ไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต และ
 เริ่มฝึกฝนเตรียมความพร้อมได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ซึ่งในช่วงปี 2554
 พวกเราส่วนใหญ่ได้ผ่านการซ้อมย่อยมาแล้ว ส่วนใหญ่สอบตก ในด้านทรัพย์สิน
 สอบผ่านในด้านชีวิต ที่สอบไม่ผ่านด้านชีวิตมีไม่ถึง 1,000 ชีวิต
 ที่ถูกคร่าไปพร้อมน้องน้ำ และพี่ฟ้า (ถูกไฟฟ้าดูดตาย)

 * ในการสัมมนาในวันนี้นั้น
 มีนักวิทยาศาสตร์ชั้นแนวหน้ามาร่วมให้ข้อมูลและให้องค์ความรู้หลายท่าน
 เป็นระดับ ด๊อกเตอร์ ถึง 5 ท่าน ใน 5 ท่านนี้ *เป็นนักวิทยาศาสตร์
 ดีเด่นระดับโลก ขององค์การนาซ่าถึง 2 ท่าน คือ ศ.ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา
 และ
 ดร.ก้องภพ อยู่เย็น* อีก 3 ด๊อกเตอร์ คือ ดร.สมิทธ ธรรมสโรช ประธาน
 กรรมการมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ รศ.ดร.เสรี ศุกราทิตย์
 ผู้อำนวยการศูนย์ พลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อมฯสิรินธร และ รศ.ดร.ปัญญา
 จารุศิริ
 ผู้เชี่ยวชาญด้าน ธรณีวิทยาและแผ่นดินไหว

 * มีพระอาจารย์ใหญ่สายวิปัสสนากรรมฐานระดับเจ้าอาวาส 1 ท่าน
 ในสายสมาธิหมุนและ
 พลังปิรามิด มาร่วมเป็นวิทยากร คือ ท่านพระอาจารย์รัตน์ รตนญาโณ
 เจ้าอาวาสวัดดอยเกิ้ง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน

 * ดร.สมิทธ ธรรมสโรช ประธานกรรมการมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ
 กล่าวว่าตามรายงานวิจัยการสำรวจภาวะโลกร้อนฉบับที่ 2
 ขององค์การสหประชาชาติหรือยูเอ็น ระบุในรายงานว่า มีความเป็นไปได้สูงมาก
 ที่จะเกิดภัยพิบัติต่างๆ คร่าชีวิตมวลมนุษยชาติ
 เนื่องจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง
 ส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำอุปโภคบริโภค
 พายุฤดูร้อน น้ำท่วม ภาวะแห้งแล้ง โลกภัยไข้เจ็บ
 พืชและสัตว์สูญพันธ์น้ำทะเลจะขึ้นสูงอีก 1 เมตร และเหตุการณ์ดังกล่าว
 คาดว่าจะเกิดขึ้นในทศวรรษนี้ โดยครึ่งหนึ่งจะเกิดขึ้น แถบเอเซีย
 โดยเฉพาะในพื้นที่ประเทศไทย ส่วนในพื้นที่ชานเมืองของกรุงเทพฯ
 ที่อยู่ติดกับทะเล อาทิ อ.พระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ และ
 จังหวัดสมุทรสาคร
 จะได้รับผลกระทบเป็นพื้นที่แรก เนื่องจากพื้นดินบริเวณดังกล่าว
 อยู่ตํ่ากว่าระดับน้ำทะเล อาจส่งผลถึงระบบเศรษฐกิจ ระบบการท่องเที่ยว
 การเกษตรกรรม การขนส่ง ภายในประเทศด้วย

 "หากปล่อยให้ปัญหาเกิดขึ้น จะส่งผลกระทบไปทั้งประเทศ
 ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเกษตรกร
 ที่อยู่ในพื้นที่ จ.นนทบุรี อ.บางพลี อ.บางบ่อ ก็จะเพาะปลูกไม่ได้
 ส่วนประชาชนที่อยู่ใน เขต กทม. ก็จะใช้น้ำประปาไม่ได้ เพราะน้ำทะเลหนุนสูง
 และทะลักเข้าสู่คลองประปา และที่สำคัญกว่านั้น ระบบเศรษฐกิจ
 อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การคมนาคม ขนส่งก็จะได้รับผลกระทบ
 จนประเมินค่าความเสียหายไม่ได้"

 ดร.สมิทธฯ ได้เสนอแนะมาตราการป้องกันเบื้องต้นว่า
 นอกจากประชาชนจะร่วมกันตระหนักถึงผลมหาวิบัติที่ใกล้จะมาถึงแล้ว
 รัฐบาลต้องหาวิธีป้องกัน อาทิ การสร้างเขื่อน หรือประตูระบายน้ำ
 เพราะไม่เช่นนั้น อาจเกิดการสูญเสียยิ่งกว่าวิบัติภัยน้ำท่วมปี 54
 ที่ผ่านมาได้ ในปัจจุบัน ดร.สมิทธฯ ชี้แจงว่า
 โลกของเรายังไม่มีเครื่องมือทางเทคโนโลยีใดๆ
 ที่จะยับยั้งไม่ให้เกิดภัยธรรมชาติได้ ดังนั้น
 จึงต้องทำความเข้าใจให้ได้ว่า
 เราจะอยู่ ร่วมกับธรรมชาติที่อยู่แวดล้อมตัวเราได้อย่างไร
 ที่จะมีความปลอดภัยมากขึ้น หรือ มีอันตรายน้อยที่สุด
 ก็ต้องทำความเข้าใจกับภัยธรรมชาติที่จะเกิดในแต่ละพื้นที่โดยเฉพาะในบริเวณ
 ที่เราอยู่อาศัย หากสามารถป้ องกันล่วงหน้าได้
 ความสูญเสียก็จะลดลงได้อย่างมาก
 เพราะในปัจจุบัน มีทั้งฝนตกหนัก น้ำท่วมไหลหลาก โคลนถล่ม และ
 กำลังจะตามมาด้วยภัยหนาว และ ภัยแล้ง ดร.สมิทธฯ กังวลว่า
 ภัยพิบัติที่ร้ายแรงนั้น อาจมาเร็วกว่าที่ ศ.ดร.อาจองฯ กล่าว ไว้ก็ได้
 โดยตัว *ดร.สมิทธฯ
 เอง ขณะนี้
 ไปตั้งหลักปักฐานที่จังหวัดสกลนครแล้ว*เชื่อว่าน่าจะเป็นพื้นที่ที่มีความปลอดภัยสูง
 และ ราคาที่ดินยังค่อนข้างถูกมาก
 ราคาไร่ละไม่กี่หมื่นบาท

 *ดร.สมิ ทธฯ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เขื่อนศรีนครินทร์
 นั้นสร้างบนรอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ ซึ่งก็เกิดแผ่นดินไหวหลายครั้ง และ
 ก่อนที่จะสร้างเขื่อนนี้ ในปี 2480
 มีการเกิดแผ่นดินไหวที่รอยเลื่อนเจดีย์สามองค์ซึ่งอยู่ไม่ห่างไกลจากเขื่อน
 นี้มากนักแต่มีความรุนแรงในระดับ ถึง 7.6 ริคเตอร์มาแล้ว
 โอกาสที่เขื่อนจะได้รับความเสียหายถึง กับ เขื่อนแตกนั้นมีแน่นอน
 หากเกิดแผ่นดินไหวในขนาดดังกล่าวอีก*
 *
 สำหรับกรุงเทพฯ นั้น เป็นพื้นที่ดินอ่อน เหมือนกับเม็กซิโก
 ปัจจุบันมีความเสี่ยงเพิ่มมากกว่าในอดีตประมาณ 2-3 เท่าตัว ที่อาจได้รับ
 ผลกระทบจากการ**เกิด แผ่นดินไหวที่รอยเลื่อนสกาย
 ในสมัยก่อนที่จะมีตึกสูงในกรุงเทพฯ เคยเกิดแผ่นดินไหวที่รอยเลื่อนสกายขนาด
 8
 ริคเตอร์มาแล้ว กรุงเทพฯ
 ไม่เสียหายเพราะยังไม่มีตึกสูงในขณะเกิดแผ่นดินไหวในสมัยก่อน
 รอยเลื่อนสกายนั้นจุดศูนย์กลางอยู่ห่าง จากกรุงเทพฯ เพียง 300
 กิโลเมตรเท่านนั้ ในเม็กซิโก
 ที่เกิด ความเสียหายขนาดใหญ่นนั้ อยู่ห่างจากจุดศูนย์กลางการเกิดแผ่นดิน
 ไหวถึง 350 กิโลเมตร ก็ยังได้รับความเสียหายมาก
 เป็นเรื่องที่คนไทยที่อยู่อาศัยใน กทม.จะประมาทไม่ได้

 ดร.สมิทธฯ ให้ข้อมูลว่า ตามรายงานของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด คาดว่า
 กทม.จะจมนํ้าถาวรภายใน 8-15 ปีข้างหน้า นี่เป็นเกณฑ์ปกติ ปัจจุบันตามถนน
 ตรอก
 ซอยต่างๆ พื้นดิน ทรุดตัวค่อนข้างมาก ไม่ทราบว่า
 ได้มีการสังเกตเห็นความผิดปกตินี้กันหรือไม่ โอกาสนํ้าทะเลเพิ่มสูงขนึ้ 1-5
 เมตรในอนาคตอัน ใกล้นั้นมีแน่ และ ในอดีตตามธรณี
 สัญฐานของประเทศไทยนั้นชายฝั่งอ่าวไทยอยู่ที่ จังหวัดสุพรรณบุรึ
 ซึ่งอาจมีผลคืนกลับ มาในลักษณะ ดังกล่าวได้ค่อนข้างมาก
 ไม่ควรประมาทในเรื่องนี้ ที่พูดไม่ได้ต้องการให้ตื่นตระหนก แต่ต้องการให้
 ตระหนัก ในความเป็นไปได้ในเหตุการณ์ดังกล่าว*

 * *รศ.ดร.เสรี ศุกราทติย์* ผอ. ศูนย์พลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม
 อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร กล่าวว่า ประเทศไทยมีข้อมูลมากมาย
 แต่ยังขาดการนำมา บริหารจัดการ ถ้าสามารถบริหารจัดการได้
 ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมาก

 * สำหรับเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 ที่ผ่านมานั้น
 ไม่จำเป็นต้องหาคนทำผิด
 แต่ความจริงนั้น ก็ย่อมเป็นความจริง แรกๆที่ออกมาให้ข้อมูล
 เพื่อเตือนประชาชนให้เตรียมรับมือกับมวลน้ำจำนวนมหาศาลนั้น
 ก็ถูกนักวิชาการบางคนกล่าวหาว่า "วิตกจริตมากไปหรือเปล่า"

 * รศ.ดร.เสรีฯ เห็นว่า เรื่องดังกล่าวนี้ สิ่งสำคัญ คือ
 ต้องให้ประชาชนได้รู้ความจริงที่ถูกต้องก่อน เมื่อได้รู้ข้อมูลที่มากพอแล้ว
 จะได้รวมตัวกันเป็นชุมชน เพื่อร่วมด้วยช่วยกันป้องกันภัยพิบัติ และ
 หน่วยงานระดับจังหวัด ระดับรัฐบาลมาเสริมให้เกิดความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
 ไม่ใช่กระทำโดยการปลอบใจให้ไม่ต้องตื่นตระหนก สามารถรับมือกับมวลน้ำได้
 แต่ท้ายที่สุด ก็รับมือมวลน้ำจำนวนมหาศาลไม่ได้

 * น้ำท่วมในปี 2554 นี้ ประชาชนจำนวนมาก รวมทั้งตัว รศ.ดร.เสรีฯ ด้วย โดย
 รศ.ดร.เสรีฯ เล่าให้ฟังว่า ในช่วงแรกก็คาดหมายว่า
 บ้านของตนเองก็คงถูกน้ำท่วมแน่ แต่คาดว่า น้ำจะท่วมบ้านประมาณ 30 ซม.
 ผลการถูกท่วม คือ เกือบ 3 เมตร และ เดิมคาดว่า น้ำคงจะท่วมขังประมาณ 3
 สัปดาห์
 แต่น้องน้ำมาอยู่เกือบ 3 เดือน ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญ และ ตั้งใจว่า
 *
 * **นับ แต่นี้ต่อไป ชั้นล่างของบ้าน จะปล่อยโล่ง เอาเงิน
 ไปปรับปรุงตกแต่งชั้นสองของบ้านเป็นหลักเลิกใช้เฟอร์นิเจอร์บิ๊ลท์อินใน
 บริเวณชั้นล่าง เพราะ**เฟอร์นิเจอร์ บิ๊ลท์อินของบ้านทุกหลังที่ถูกนํ้าท่วม
 ส่วนใหญ่เสียหายใช้ไม่ได้หมด
 เป็นบทเรียนที่ทุกท่านต้องตระหนักในการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยชั้นล่างของบ้าน
 เพราะปัญหาการเกิดนํ้าท่วมต้องมีอีกแน่ๆ*

 * เรื่องปัญหาที่เกิดจากโลกร้อนนั้น
 องค์การสหประชาชาติได้จัดทำรายงานเตือนมาตั้งแต่16 ปีก่อน
 เพื่อให้ประเทศต่างๆตระหนักในปัญหาที่จะติดตามมา
 ความเป็นจริงนั้นประเทศไทยปล่อยกาซเรือนกระจก ไม่ถึง 1% ของโลก
 สาเหตุสำคัญนั้น ต้นเหตุตัวการ คือ ประเทศที่พัฒนาแล้ว
 ไม่ยอมลดปริมาณการปล่อยกาซเรือนกระจก เพราะเห็นว่า
 มีผลต่อการลดกำลังการผลิตของประเทศ
 ย่อมทำให้รายได้เข้าประเทศน้อยทุกประเทศจึงมีความเห็นแก่ตัวกันเป็นส่วนใหญ่
 จึงต่างไม่ยอมร่วมมือกันอย่างจริงจังในการช่วยลดกาซเรือนกระจก

 * ทุกประเทศต้องหาหนทางป้องกันตนเอง ต้องเข้มงวดกับผังเมือง
 เมื่อการก่อสร้างไร้ระเบียบ ไปปิดกั้นทางน้ำไหล คูคลองตื้นเขินอุดตัน
 ย่อมไม่มีทางที่จะระบายน้ำได้แทนที่จะเป็น Flood way มันก็เลยเกิดเป็น
 Flooded
 all way เพราะเป็นการกระทำของคนนั่นเอง
 อีกทั้งมีผลทำให้แผ่นดินทรุดตัวหลายพื้นที่

 ** ดังนั้นเป็นหน้าที่ของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
 ต้องทำการขุดลอกทางไหลของนํ้าในทุกเส้นทาง
 การก่อสร้างที่ไปปิดกั้นทางนํ้าต้องรื้อถอน
 ต้องดำเนินการกันอย่างจริงจังย่อมผ่อนหนักเป็นเบาได้
 ปริมาณนํ้าที่ท่วมจะได้ไม่มาก และ ระยะเวลาในการท่วมก็จะสั้นลงได้
 ต้องลดการปิดกั้น เลิกใช้นโยบายต่อสู้กับมวลนํ้า
 โดยเปิดทางให้มวลนํ้าไหลผ่านในทุกเส้นทางที่มวลนํ้าต้องผ่านไปสะดวกมากที่
 สุด
 ความเสียหายโดยรวมจะลดลง*

 ** **สิ่ง ที่น่าเสียดาย คือ รายงานขององค์การสหประชาชาติ
 ในเรื่องของการเตรียมรับมือกับ ภัยพิบัติน้ำท่วมนี้
 ไม่เคยมีรัฐบาลชุดไหนของพรรคใดสั่งให้แปลเป็นภาษาไทย
 คนไทยส่วนใหญ่เลยไม่มีความรู้ในเรื่องดังกล่าว เช่น รายงานขององค์การ
 สหประชาชาติ ปี 1955 ได้แสดงภาพคาดการณ์ที่จะเกิดนํ้าท่วม 100%
 ในพื้นที่จังหวัดอยุธยา ปทุมธานีและท่วม 70% ที่นนทบุรี ดอนเมือง สายไหม
 ฯลฯ
 อย่างชัดเจนไว้แล้วเมื่อ 16 ปีก่อน เป็นต้น*

 * การวางแผนป้องกันน้ำท่วมนั้น
 ที่ผ่านมานักวิชาการก็มีการวางระบบเตรียมการรองรับไว้ล่วงหน้าบ้างแล้ว
 โดยวางระบบว่า หากทำการก่อสร้างแบบนี้ สามารถป้ องกันปัญหาไปล่วงหน้าได้
 200
 ปี ปรากฏว่า ผ่านมาเพียง 2 ปี นับแต่การก่อสร้างเสร็จ น้ำได้ท่วมจุดรองรับ
 200
 ปี แล้ว ทั้งนี้ ก็เพราะ นักวิชาการแทบทุกสำนัก ใช้ข้อมูลในอดีต
 เพื่อวางระบบป้องกันในอนาคต จึงทำให้เกิดข้อผิดพลาด

 * ตัวอย่างของนิคมอุตสาหกรรมแห่งที่ 6 ที่ถูกน้ำท่วม คือ นวนคร
 นักวิชาการบริหารจัดการน้ำทั้งหลายระดมสมอง คิดว่าถ้าคันดิน 4 เมตร
 อาจไม่สูงพอ เสริมกระสอบทรายให้สูงขึ้นไปอีก 4 เมตร รวมความสูงเป็น 8 เมตร
 คิดว่าน่าจะสู้น้องน้ำได้ ในที่สุดผลก็ปรากฏว่า ยิ่งสู้ ยิ่งแพ้
 แต่นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง เปลี่ยนกลยุทธ ไม่สู้แต่ให้น้องน้ำไหลผ่าน
 โดยใช้วิธีเร่งระบายให้น้องน้ำไปสะดวกมากที่สุดเท่าที่จะทำได้นิคม
 อุตสาหกรรมลาดกระบัง จึงรอดจากการถูกน้ำท่วม

 * หากเราสังเกตบทเรียนครั้งนี้ให้ดี บรรดาศูนย์พักพิงหลายแห่ง
 ไม่ว่าที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต หรือ ที่ทำการอำเภอธัญบุรี
 โรงเรียน วัดหลายแห่ง ฯลฯ ต่างถูกน้ำท่วม
 ไม่สามารถใช้เป็นศูนย์พักพิงต่อไปได้
 ทั้งนี้ เพราะบรรดาผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย
 มักไม่ได้ประเมินความเสี่ยงที่รอบด้านพอ และ
 ต่างมักไม่ค่อยยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น
 เพราะหลงคิดว่าตนก็เป็นผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งเหมือนกัน
 ปัญหาจึงเกิดความเสียหายตามมามาก

 * ประเทศญี่ปุ่น ถือว่า
 เป็นประเทศที่มีประสบการณ์สูงในการรับมือกับภัยพิบัติ
 ได้สร้างเขื่อนกั้นน้ำทะเลสูงถึง 10 เมตร ตามข้อมูลในอดีตนั้น
 ปกติสึนามิจะมาถึงชายฝั่งคนอยู่อาศัยประมาณ 6 เมตรเท่านั้น *แต่เมื่อวันที่
 11
 มีนาคม 2554 คลื่นสึนามิที่มาถึงชายฝั่งตัวคลื่นที่สูงที่สุด คือ 40 เมตร
 *ทำให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศญี่ปุ่นมากโดยรัฐบาลกล้าออกรายงาน
 ยอมรับว่า เป็นความผิดที่คาดการณ์ผิด


 * ส่วน*รศ.ดร.ปัญญา จารุศริ
 ผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยาและแผ่นดินไหว*กังวลใจคือ
 *
 ถ้ารอยเลื่อนสกาย ในพม่าเกิดแผ่นดินไหวเพียงขนาด 8 ริคเตอร์
 เท่านั้นเขื่อนศรีนครินทร์และ เขื่อนวชิราลงกรณ์ ที่กาญจนบุรี
 จะไม่สามารถทนอยู่ในสภาพปัจจุบันแน่ บริเวณใต้เขื่อนจากกาญจนบุรีลงมา
 ถึงกรุงเทพฯและปริมณฑลย่อมจมอยู่ในนํ้า*

 ** ในปัจจุบันนี้ ตาม ข้อมูลทางธรณีวิทยา บริเวณรอย เลื่อนสกาย
 เกิดแผ่นดินไหวประมาณปีละ 200 ครั้งแต่แผ่นดินไหวในขนาด 5-6
 ริคเตอร์เท่านั้นหากวัน ใดมีขนาดแผ่นดินไหวถึง 8
 ริคเตอร์ความเสียหายในชีวิต
 และทรัพย์สินของคนไทยจะมีจำนวนมหาศาลทีเดียวเพราะ
 อาจส่งผลทำให้เขื่อนในจังหวัดกาญจนบุรีแตกได้*

 * อนึ่ง ในปัจจุบันมีข้อมูลทางธรณีวิทยาว่า
 *ใต้พื้นดินของกรุงเทพมหานครมีรอยเลื่อนอยู่แน่นอน
 เพียงแต่ไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่า เป็นรอยเลื่อนตาย
 หรือ รอยเลื่อนเป็นเท่านั้น
 เป็นรอยเลื่อนที่ต่อมาจากรอยเลื่อนเจดีย์สามองค์*

 ** รอยเลื่อนที่เคยเกิดแผ่นดินไหวในรอบ 10,000 ปีนั้นในทางวิชาการถือว่า
 เป็นรอยเลื่อนที่มีโอกาสเกิดแผ่นดินไหวได้อีก ซึ่งในประเทศไทยนั้นมี 13
 รอยเลื่อนสำคัญผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่นถือว่า
 มีโอกาสเกิดแผ่นดินไหวได้
 แต่ไม่ทราบว่า จะเกิดเมื่อไรเท่านั้น*

 ** จุดเปราะบางของประเทศไทย ที่อาจเกิดแผ่นดินไหวได้มาก คือ
 บริเวณแถบทิศตะวันตก
 พาดผ่านไปถึงทิศเหนือของไทย บริเวณที่ปลอดจากแผ่นดินไหวมากที่สุด คือ
 บริเวณภาคอิสาณแต่ก็จะมีปัญหาเรื่องภัยแล้ง**

 * ตามสถิติการเกิดแผ่นดินไหวในประเทศไทยนั้นความจริงเกิดขึ้นมามากกว่า
 15,000
 ครั้งแล้ว เพียงแต่ไม่มีความรุนแรงมากนักหรือ ส่วนใหญ่เป็นการไหวขนาดเล็ก
 ขนาดใหญ่นิดหน่อยก็มีบ้าง เช่น

 * ที่เชียงใหม่ เคยเกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.1 ริคเตอร์ที่ท่าสองยาง เคยเกิด
 แผ่นดินไหวขนาด 5.6 ริคเตอร์ที่เจดีย์สามองค์เคยเกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.9
 **ริคเตอร์
 เป็นต้น สำหรับประเทศไทย เคยมีสถติติแผ่นดินไหวแรงสูงสุด คือ 7.0 ริคเตอร์*

 - ประเทศไทย มีผู้เชี่ยวชาญแผ่นดินไหวทั้งหมดเพียง 4 ท่านเท่านั้น

 * ประเทศไทยมีรอยเลื่อนใหญ่ๆ อยู่หลายแนว
 โดยสามารถจัดกลุ่มรอยเลื่อนที่สำคัญ
 ได้ 13 กลุ่ม โดยกลุ่มรอยเลื่อนทั้งหมดวางแนวพาดผ่านพื้นที่ 22 จังหวัด คือ

 ภาคเหนือ 11 จังหวัด ภาคใต้ 6 จังหวัด ภาคตะวันตก 3 จังหวัด และภาค
 ตะวันออกเฉียงเหนือ 2 จังหวัด มีดังนี้.-

 * 1. กลุ่มรอยเลื่อนแม่จันและแม่อิง พาดผ่านเชียงราย และเชียงใหม่
 * 2. กลุ่มรอยเลื่อนแม่ฮ่องสอน พาดผ่านแม่ฮ่องสอน และตาก
 * 3. กลุ่มรอยเลื่อนเมย พาดผ่านตาก และกำแพงเพชร
 * 4. กลุ่มรอยเลื่อนแม่ทา พาดผ่านเชียงใหม่ ลำพูน และเชียงราย
 * 5. กลุ่มรอยเลื่อนเถิน พาดผ่านลำปางและแพร่
 * 6. กลุ่มรอยเลื่อนพะเยา พาดผ่านลำปางเชียงราย และพะเยา
 * 7. กลุ่มรอยเลื่อนปัว พาดผ่านน่าน
 * 8. กลุ่มรอยเลื่อนอุตรดิตถ์พาดผ่านอุตรดิตถ์
 * 9. กลุ่มรอยเลื่อนเจดีย์สามองค์พาดผ่านกาญจนบุรี และราชบุรี
 * 10. กลุ่มรอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ พาดผ่านกาญจนบุรี และอุทัยธานี
 * 11. กลุ่มรอยเลื่อนท่าแขก พาดผ่านหนองคาย และนครพนม
 * 12. กลุ่มรอยเลื่อนระนอง พาดผ่านประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง และ พังงา
 * 13. กลุ่มรอยเลื่อนคลองมะรุ่ย พาดผ่านสุราษฎร์ธานี กระบี่ และพังงา

 * ส่วน *ศ.ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา* ปัจจุบัน
 ท่านเป็นผู้บริหารสูงสุดของโรงเรียนสัตยาไส อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี
 ซึ่งได้ทุ่มเทให้กับการสร้างเด็กให้มีคุณภาพในด้านความดีสูง
 ด้วยการเน้นให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี ไม่เน้นในการเป็นคนเก่ง
 แต่เด็กที่จบจากโรงเรียนสัตยาไส นั้น สามารถเข้าเรียนต่อ
 ในระดับมหาวิทยาลัยหมดทุกคน

 * ศ.ดร.อาจองฯ ได้กล่าวถึง "วิกฤติน้ำท่วม" ว่า
 ขณะนี้ประชากรโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีจำนวนถึง 7,000 ล้านคนแล้ว
 และใช้พื้นที่ ตลอดจนทรัพยากรต่างๆ อย่างไม่ระมัดระวัง
 ทำให้ปัจจุบันโลกเล็กเกินไปสำหรับประชากรทั้งโลก
 ซึ่งมีคนในแอฟริกาตายไปปีละประมาณ 1 ล้านคน เพราะไม่มีอาหารกิน
 และถ้าจะให้ประชากรโลกอยู่กันอย่างเพียงพอในวันนี้ ปี 2011
 ต้องใช้โลกถึงหนึ่งใบครึ่ง

 * ในทุกวันนี้
 โลกไม่มีทรัพยากรที่เพียงพอสำหรับจำนวนมนุษย์ทั้งหมดทุกคนบนโลกแล้ว
 ปัจจุบัน
 อุณหภูมิภายในโลก สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดผลกระทบ อากาศแปรปรวน
 มีทั้งร้อนจัด หนาวจัด แห้งแล้ง ปะการังมีการเปลี่ยนสีและฟอกสี
 และมีพายุที่รุนแรงเพิ่มขึ้น รวมทั้ง
 เริ่มมีการขาดแคลนน้ำจืดในหลายประเทศมากขึ้นแล้ว

 ** **ศ.ดร.อาจองฯ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า นอกจากนั้นนักวิทยาศาสตรฺ์ได้พบว่า
 ประเทศไทย ตั้งอยู่บนแผ่นเปลือกโลก ยูเรเซีย และ มีแผ่นเปลือกโลกแป**ซิ ฟิค
 ซึ่งอยู่ด้านขวาของประเทศไทย กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาชนกัน
 ซึ่งในอนาคตอันใกล้
 จะเกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง และ อาจมีผลทำให้เกาะญี่ปุ่น ไต้หวัน
 ฟิลิปปินส์
 จมหายไปได้*

 * สำหรับภัยพิบัติที่เคยเกิดในรอบพันปีนั้น ในปัจจุบันภัยพิบัติเช่นว่านั้น
 จะเกิดขึ้นซ้ำโดยใช้เวลาทิ้งห่างไม่นานเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว
 ในช่วงชีวิตของคนเราในปัจจุบัน อาจได้พบเห็นมากกว่า 1 ครั้ง
 ในสถานที่เดิมที่เคยเกิดขึ้น ในอนาคตจะมีสึนามิเข้ามาในไทยแน่
 หากเข้ามาในอ่าวไทย เราพอมีเวลาหนีทัน เพราะจะใช้เวลาประมาณ 16 ชั่วโมง
 หลังการเกิดแผ่นดินไหวในทะเล และ *จะ มีเวลาเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 2 ชั่วโมง
 สำหรับคนในกรุงเทพฯ และ ปริมณฑล
 สำหรับความสูงของนํ้าทะเลที่จะเข้ามาในกรุงเทพฯและปริมณฑลนนั้ ก็ประมาณ 2-3
 เมตร*
 *
 * ศ.ดร.อาจองฯกล่าวว่า ทุกคนต้องไม่ประมาท
 อย่ามัวแต่ฟังข่าวสารแล้วไม่ทำอะไร
 แต่ต้องรีบทำการอพยพโดยทันทีที่ทราบว่าเกิดภัยพิบติขึ้นและ
 เวลาที่ว่ามากพอนี้
 หมายถึงบุคคลที่เตรียมพร้อมในการรับ มือเท่านั้นถ้าหากประมาท
 เวลาที่มากกว่านี้อีก 10 เท่า ก็มีเวลาไม่พอ และ ไม่รอดจากภัยพิบัติเพราะ
 จะไม่มีเส้นทางให้เดินรถสะดวก
 ทุกเส้นทางนั้นอาจต้องใช้การเดินเท้าแทนก็ได้*

 * ส่วนจะเกิดภัยพิบัติดังกล่าวเมื่อไรนั้น ดร.อาจองฯ บอกว่าไม่ทราบกำหนดการ
 แน่นอน
 แต่ ณ วันนี้ บอกได้ว่า *
 โลกของเราพร้อมที่จะเกิดแผ่นดินไหวที่มีความรุนแรงมากแล้ว*

 * *และ
 **ได้แนะนำว่าผู้ใดมีญาติพี่น้องเพื่อนฝูงที่ไปทำมาหากินอยู่ที่แคลิฟอร์เนียร์สหรัฐอเมริกา
 ขอ ให้เขาเดินทางกลับมาเมืองไทยได้แล้ว
 เพราะบริเวณที่ตั้งแคลิฟอร์เนียร์นั้น
 ตั้งอยู่บนรอยต่อของเปลือกโลกซึ่งกำลังจะแตกหักและยุบตัวมีโอกาสทำให้พื้น
 แผ่นดิน บริเวณนั้น จมหายไป มีโอกาสเกิดขึ้นได้ค่อนข้างมาก โดยเมืองไทยยัง
 เป็นบริเวณที่มีความปลอดภัยมากกว่า*

 * ศ.ดร.อาจองฯ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ต่อไปในช่วงหน้าร้อน บางเดือน
 น้ำในแม่น้ำโขงจะแห้งจนสามารถเดินข้ามไปประเทศลาวได้ เพราะ
 น้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัย
 ต้นกำเนิดของแม่น้ำโขงได้ละลายหมดไปในปริมาณที่มาก
 จนหมดไปในบางพื้นที่ บนภูเขาหิมาลัย และ สิ่งที่อันตรายที่สุด คือ
 น้ำแข็งที่ขั้วโลกใต้ ที่สะสมมาหลายพัน ปีได้เริ่มละลาย
 และเริ่มไหลออกจากบริเวณแอนตาร์กติคแล้ว

 * อีกทั้งยังมีปฏิกิริยาเร่งจากบริเวณขั้วโลกเหนือ
 เมื่อน้ำแข็งที่หนาหลายกิโลเมตรละลาย ปรากฏว่า นักวิทยาศาสตร์ได้พบ
 ปริมาณแก๊สมีเทนจำนวนมากผุดขึ้นมา จากพื้นโลก
 ปริมาณของแก๊สมีเทนมีผลทำให้เกิดภาวะโลกร้อนเร็วกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
 ถึง
 21 เท่า และ

 * อุณหภูมิโดยเฉลี่ยทั่วโลกเพิ่มขึ้น 1 องศาซี
 แต่มิใช่ทุกพื้นที่เพิ่มขึ้นเท่ากัน บริเวณขั้วโลกเหนือ และ ใต้นั้น
 อุณหภูมิเพิ่มขี้นถึง 4 องศาซี ทำให้น้ำแข็งบริเวณขั้วโลกและ
 ภูเขาสูงละลายมากขึ้น หมีขาวมีโอกาสสูญพันธุ์ในช่วงชีวิตของพวกเรานี้เอง
 *
 * เฉพาะ ที่กรีนแลนด์แห่งเดียว
 ถ้านํ้าแข็งละลายหมดจะทำให้ระดับนํ้าในทะเลสูงขึ้น ประมาณ 7 เมตร
 ได้ผลเสียหายอย่างใหญ่หลวงที่จะติดตามมา คือ เมืองที่อยู่ติดทะเล เช่น
 ฟลอริด้า ไมอามี่ เซี่ยงไฮ้ รวมถึงกรุงเทพฯด้วย ย่อม จะถูกนํ้าท่วมถาวร
 จังหวัดต่างๆในแถบภาคกลางตอนล่าง ก็จะมีความ เสี่ยงที่จะจมอยู่ใต้นํ้า เช่น
 สมุทรปราการ สมุทรสาคร นนทบุรี ปทุมธานี กรุงเทพฯ และ**อยุธยา เป็นต้น
 ย่อมอาจกลายเป็นบริเวณผืนนํ้าแห่งใหม่ได้*

 * ในปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ทางทะเล พบว่า
 น้ำทะเลสูงขึ้นในบางพื้นที่ของโลกเท่านั้น เช่น ในมหาสมุทรแปซิฟิค
 ทำให้โลกขาดความสมดุล ซึ่งปัจจุบันแกนโลกมีการเคลื่อนที่เพื่อหาสมดุลใหม่
 ขณะที่เปลือกโลกก็เคลื่อนไหวเร็วขึ้น เพื่อให้เกิด สมดุลเช่นกัน
 ส่งผลให้เกิดแผ่นดินไหวบนรอยต่อของเปลือกโลกบ่อย และ รุนแรงมากขึ้น

 * สภาพดินฟ้าอากาศในปัจจุบัน มีความแปรปรวนสูง
 โอกาสที่จะเกิดความหนาวเย็นมาก
 และ ยาวนาน
 จะได้พบเห็นบ่อยมากขึ้นในประเทศไทยปรากฏการณ์ที่พวกเราหลายท่านทราบแล้วว่า
 *ในเคนย่า
 พม่า และ เวียตนามใน ปีที่ผ่านมา ก็มีหิมะตกแล้ว ทงั้
 ๆที่ไม่เคยมีหิมะตกมาก่อน
 ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยจะมีหิมะตกกับเขาบ้างก็ย่อมเป็นไปได้
 *

 * ทั้งนี้ เพราะภูเขาสูงที่เคยมีน้ำแข็งปกคลุมตลอดปี เมื่อน้ำแข็งละลายหมด
 พื้นที่บริเวณนั้น ก็จะเบาลง น้ำแข็งที่ละลาย
 ได้ไหลไปสู่มหาสมุทรแปซิฟิคจำนวนมากบริเวณดังกล่าว จึงมีน้ำหนักสูง
 การแกว่งตัวที่ไม่สมดุล ก็จะมีมากขึ้น เหมือนลูกข่างที่เราเอาดินน้ำมั
 ไปแปะไว้ด้านหนึ่ง หรือ ทำการถ่วงไว้ด้านหนึ่ง เราจะพบว่า
 ลูกข่างจะแกว่งตัวผิดไปจากการแกว่งตัวตามปกติมาก และ
 อาจเสียสมดุลหลุดไปจากวงที่ขีดให้เล่นกันได้ นั่นคือ
 ย่อมมีผลทำให้ขั้วโลกพลิกได้
 และอาจทำให้พื้นที่บริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตรกลายเป็นพื้นที่ของขั้วโลกใหม่ก็
 มีความเป็นไปได้

 ** สภาพขั้วโลกพลิกนั้นอาจทำให้อุณภูมิของโลกเกิด ความแตกต่างอย่างมาก
 อาจทำให้พื้นที่เดมิ ที่เคยมีอุณหภูมิ ประมาณ 25 องศาซี
 อาจกลับกลายเป็นพื้นที่ที่มีหิมะ - 50 องศาซี ทันทีทันใด
 เหมือนการขุดค้นพบซากช้างแมมมอส ที่ได้ขุดลง ไปในนํ้าแข็งถึง 40 เมตร
 ได้พบว่า
 ในขณะช้างแมมมอสตายนั้น อยู่ระหว่างการเคี้ยวหญ้าสดอยู่ในปาก แต่
 ปรากฏว่าอุณหภูมิรอบตัวเปลี่ยนแปลง**อย่าง รวดเร็ว จาก 25 องศาซี เป็น - 50
 องศาซี ก็เป็นเรื่องที่เคยเกดิ ขนึ้ มาแล้ว
 ที่อุณหภูมพลิกผันอย่างรุนแรงและรวดเร็ว
 พวกเราชาวไทยทุกคนจึงต้องไม่ประมาทในสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้น
 ซึ่งจากความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศที่ผ่านมา ในหลายๆพื้นที่ที่ไม่เคยเกดิ
 เหตุการณ์บางอย่าง ก็มีเหตุการณ์นั้นๆ เกิดขึ้นมาแล้ว *

 * ในเรื่องของสิ่งที่มีชีวิตนอกโลกมีหรือไม่นั้น ศ.ดร.อาจองฯ
 เล่าว่าจากประสบการณ์ในการเป็นนักวิทยาศาสตร์ เชื่อว่ามีจริง และ
 ได้เคยเห็นยานอวกาศที่มาจากนอกโลกจริง
 ด้วยการกำหนดจิตให้มีสมาธิส่งไปยังอวกาศ
 ขอให้แสดงให้เห็นยานที่ใช้ในการเดินทาง มิช้ามินาน
 ยานอวกาศก็มาปรากฏให้เห็น
 โดยมีผู้อื่นที่สามารถมองเห็นพร้อมๆกันด้วย และ ขอให้ทราบว่า
 ในระบบสุริยจักรวาลของเรานั้น มีโลกของเราที่มีสิ่งที่มีชีวิตแน่นอน อยู่ 1
 ดวง แต่ในกาแลคซี่ทางช้างเผือกนี้ มีถึง100,000 ล้านสุริยจักรวาล
 ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ว่า อาจมีสิ่งที่มีชีวิตในดาวดวงอื่นๆอีก 100,000
 ดวงก็เป็นไปได้ หรือ เรียกว่า อาจมีถึง 100,000 โลกก็ย่อมเป็นไปได้
 เพียงแต่วิวัฒนาการของโลกเรายังไม่ก้าวหน้ามากพอเท่านั้น โลกเราอยู่ในสภาพ
 3
 มิติ คือ กว้าง ยาว สูง แต่ความเป็นจริงนั้น
 มีมิติมากกว่าสามมิติยานอวกาศต่างดาวสามารถเข้ามิติอื่นได้
 ซึ่งในจอเรดาห์ที่ปรากฏ คือ ขณะที่มองเห็นอยู่นั้น
 ในบางขณะหายไปจากบริเวณกลางจอเรดาห์เฉยๆ เป็นต้น นั่นแสดงว่า
 ยานอวกาศต่างดาวได้เดินทางด้วยมิติอื่นนั่นอง สำหรับการติดต่อกับ
 มนุษย์ต่างดาวนั้น ไม่มีภาษา ไม่ต้องใช้ภาษา
 แต่ใช้ความนึกคิดส่งไปในรูปโทรจิตเท่านั้น นั่นคือ
 ใช้ภาษาไทยในการติดต่อก็ได้
 *
 * **สำหรับเขื่อนศรีนครินทร์ที่ว่าต้านทานแรงแผ่นดินไหวได้ 7
 ริคเตอร์นั้นประมาณการเกิดแผ่นดินไหว
 จากการเกิดแผ่นดินไหวที่สกายประเทศพม่า*
 *
 * **แต่ถ้าการเกิดแผ่นดินไหว
 ศูนย์กลางอยู่ที่ด่านเจดีย์สามองค์ซึ่งอยู่ใกล้กับเขื่อนศรีนครินทร์มาก
 เชื่อว่า แรงต้านทานของเขื่อนก็คงจะอยู่ไม่ได้ หากเขื่อนศรีนครินทร์แตก
 ภายในจังบหวัดกาญจนบุรี จะมีนํ้าท่วมสูงประมาณ 25 เมตร และ ก็จะมีมวลนํ้า
 ไหลบ่าท่วมราชบุรี นครปฐม และ แน่นอนมาถึงกรุงเทพมหานคร แต่บริเวณกรุงเทพฯ
 นั้นปริมาณนํ้าจะอยู่ที่ประมาณ 2 เมตร ซี่งหมายถึงมิดศีรษะเท่านั้น*

 * ศ.ดร.อาจองฯ ย้ำว่า ข้อมูลในทางวิทยาศาสตร์นั้น
 ได้เห็นสัญญาณการเกิดภัยพิบัติที่ชัดเจนแล้ว จนองค์การสหประชาชาติ
 ได้จัดทำรายงานส่งให้รัฐบาลประเทศไทยเตรียมการรับมือ เพื่อป้
 องกันภัยพิบัติ
 ตั้งแต่ปี 1995 หรือ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2538 มาแล้ว แต่ทุกรัฐบาลไทยที่ผ่านมา
 ก็ไม่มีรัฐบาลชุดไหนของพรรคการเมืองใดของ ประเทศไทย
 ให้ความสนใจอย่างจริงจังมากนัก

 ** **ใน ช่วงนับแต่นี้เป็นต้นไป ความรุนแรงของภัยพิบัติจะมีมากขึ้น
 ถี่ขึ้นและ
 รุนแรงมากขึ้นจึงขอให้ประชาชนคนไทยหันมาฝึกจิต
 ให้มีความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์
 และ สัตว์โลกมากขึ้น หากหันมารับประทานอาหารมังสวิรัตได้ คือ
 ไม่บริโภคเนื้อสัตว์ ก็มีส่วนช่วยลดภาวะโลกร้อนได้ โดยขอยืนยันว่า
 รับประทานอาหารมังสวิรัตเป็นประจำแล้วสุขภาพร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง
 มีภูมติต้านทานโรคสูง ได้ทำการทดลองพิสูจน์จนได้ผลเป็นที่ประจักษ์ชัดแล้ว
 รับรองไม่ขาดแร่ธาตุสำคัญในการเจริญเติบโตอย่างแน่นอน*

 * ศ.ดร.อาจองฯ ยืนยันว่า รอบๆตัวเรานั้นมีคลื่นต่างๆมากมาย *หาก
 เราสามารถจูนคลื่นจิตของเรา ให้เข้ากับคลื่นไฟฟ้ารอบตัวเราได้
 หากคลื่นตรงกัน
 เราก็สามารถรับรู้เรื่องต่างๆได้ เหมือนกับคลื่นวิทยุ คลื่นทีวี
 คลื่นโทรศัพท์
 เมื่อจูนให้ตรงกันก็รับเสียง และ รับภาพได้ ซึ่งถ้าเราสามารถจูนคลื่นจิต
 ของเราให้เข้ากับคลื่นไฟฟ้ารอบตัวเราได้ตรงกันย่อมทำให้สามารถล่วงรู้ไปใน
 เรื่องอดีตที่ผ่านมานานร้อยปี พันปีแล้วได้ หรือ
 เรื่องอนาคตที่ยังมาไม่ถึงได้
 แต่จะต้องฝึกฝนกันค่อนข้างหนักด้วยความตั้งใจจริงรวมทั้งเราอาจเคลื่อนตัวไป
 ในมิติกาลเวลาไปสู่อดีตและ อนาคตได้*

 * ด้าน *ดร.ก้องภพ อยู่เย็น* วิศวกรคนไทยที่จบวิศวกรรมศาสตร์
 จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จบปริญญาโท และ เอก
 ทางวิศวกรรมไฟฟ้าจากจอร์เจียสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันทำงานในองค์การนาซ่า
 สหรัฐอเมริกา ได้ย้ำว่า " ข้อมูลที่นำมาพูดในวันนี้
 เป็นผลงานค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์ มีที่มาทั้งหมด มิใช่ความเห็นส่วนตัว
 แต่เป็นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ล้วนๆ

 * ดร.ก้องภพฯ กล่าวว่า ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ระบบ
 สุริยจักรวาลเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก ดวงอาทิตย์ส่งพลังงานต่าง ๆ
 เข้ามาในระบบสุริยจักรวาล และ มีผลกระทบกับโลกของเรา
 นาซ่าได้ส่งดาวเทียมขึ้นไปศึกษาปฏิกิริยาของดวงอาทิตย์ที่มีผลกระทบต่อโลก
 ของเรา จำนวน 4 ดวง จำนวน 2 ดวง คือ SDO และ ACE โคจรรอบๆโลก อีก 2 ดวง
 โคจรดักหน้า และ หลัง คือ STERIO A และ B ซึ่งได้
 พบความเปลี่ยนแปลงจากมวลลมสุริยะ
 การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อโลกของเราค่อนข้างมาก

 ** **ดวงอาทิตย์ได้แผ่พลังงาน ทั้งรังสีคอสมิคและอนุภาคขนาดเล็กในอวกาศ
 ที่มีพลังงานทะลุทะลวงรู**รั่วเข้ามาในสนามแม่เหล็กรอบนอกที่หุ้มห่อบรรยากาศ
 ของโลกจำนวนมาก *พบว่าความเข้มของสนามแม่เหล็กโลกลดลงไปประมาณ 30%
 ปรมาณรังสีคอสมิคเข้ามาในโลกปริมาณมาก* ซึ่งจะมีผลต่อเนื่องไปถึงปี 2017
 (หรือ
 พ.ศ. 2560) *ช่วงนี้ เรียกว่า อยู่ในวัฎจักรที่ 24

 ** ในช่วงที่ดวงอาทิตย์ปล่อยพลังงานออกมามากสามารถทำให้วัตถุต่างๆลอยตัวได้
 ทำให้เกิดกระแสลมได้ กระแสนํ้าแปรปรวนได้ ภูเขาไฟระเบิดได้ มีความร้อนเกิด
 ขึ้นมากได้ กระแสนํ้าในมหาสมุทรเปลี่ยนแปลงได้
 จะส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงใน
 DNA ของสิ่งที่มีชีวิตบนพื้นโลก และ อาจมีการกลายพันธุ์เกิดขึ้นได้
 จะมีการเป็นมะเร็งมากขึ้นได้*

 * นักวิทยาศาสตร์ที่นาซ่า ได้พบว่า
 ในช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์ปล่อยพลังงานออกมามากนั้นปรากฏว่ามีผลกระทบต่อดาว
 เคราะห์บริวารของดวงอาทิตย์ มีการเปลี่ยนแปลงที่ออโรร่าที่ขั้วโลก และ
 สนามแม่เหล็กมีการเคลื่อนตัว ความกดอากาศมีความเปลี่ยนแปลงและ
 อาจมีผลทำให้เกิดการกลับขั้วของสนามแม่เหล็กได้

 * ส่วนโลกก็พบว่า มีปริมาณรังสีคอสมิกเข้ามามาก
 มีปริมาณฝุ่นละอองจากอวกาศเข้ามาในโลกเพิ่มสูงขึ้น และ
 มีปริมาณฝนดาวตกมากกว่าเดิม
 อีกทั้งมีปริมาณอุกกาบาตพุ่งเข้ามาในโลกมากขึ้นกว่าเดิม
 ต่อไปจะมีผลทำให้ดาวเทียมตกได้ง่ายๆ รวมถึง ได้มีการตรวจพบว่า
 มีการเปลี่ยนแปลงของชั้นบรรยากาศที่หุ้มห่อโลกค่อนข้างมากด้วย

 * ดร.ก้องภพฯ กล่าวว่า "ชั้นบรรยากาศของโลกลดลง
 ส่งผลให้โลกมีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศนอกโลก และ
 แกนโลกมีการเคลื่อนตัวจากทิศเหนือ ไปทางทิศตะวันออกมากขึ้น
 ขั้วเหนือของแม่เหล็กขณะนี้ เคลื่อนไปถึงไซบีเรียแล้ว โดยในปี 2011 นี้
 มีรายงานทางธรณีวิทยาว่า
 เกิดแผ่นดินไหวในสถานที่ต่างๆมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ และในช่วงปลายปี
 2012
 ถึง* ช่วงต้นปี 2013 หรือปลายปี 2555 ถึง**ต้น ปี 2556
 ต้องระวังเรื่องภัยพิบัติที่อาจจะเกิดขึ้นจากปฏิกิริยาจากพลังงานของดวง
 อาทิตย์ ที่จะส่งผลกระทบต่อโลก
 ซึ่งจะเพิ่มระดับความรุนแรงมากกว่าเดิมประมาณ 3
 เท่าของอดีต*
 *
 * เหตุการณ์ในครั้งต่อไป
 อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กของโลกมากขึ้นจนทำให้โลกเกิด
 ความร้อนเพิ่มสูงมากขึ้นและ อาจมีผลต่อระบบการสื่อสารขัดข้องใช้การไม่ได้
 มีผลต่อหม้อแปลงไฟฟ้าอาจระเบิด อุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ในหลายพื้นที่บนโลก
 อาจใช้ไม่ได้ในช่วงเวลาดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่ควรตื่นตัวและตระหนักเตรียม
 การป้องกันเพื่อลดความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สินโดยเฉพาะการเดินทางด้วย
 เครื่องบินในช่วงเวลาดังกล่าว*

 * ปกติ เมื่อไรที่ดวงอาทิตย์ ปล่อยพลังลมสุริยะออกมา
 ระยะเวลาที่มีผลกระทบต่อโลกจะมีเวลาประมาณ 3-5 วัน ดังเช่น

 * ในวันที่ 22 กันยายน 2011 เกิดการระเบิดบนดวงอาทิตย์
 ทำให้พายุสุริยะมาถึงโลกของเรา ปรากฏว่า โรง ไฟฟ้านิวเคลียร์ในสหรัฐดับ
 อุกกาบาตตกในอาเจนติน่า ไฟฟ้าในกรุงวอชิงตันดับ ภูเขาไฟในสเปนเกิดการปะทุ
 และ
 เกิดพายุนกเต็น เป็นการเกิดในช่วงระหว่างวันที่ 25-27 กันยายน 2011 (2554)
 เป็นต้น

 * ดังนั้น ท่านใดที่มีกำหนดการบินในช่วงที่เกิดพายุสุริยะ พึงต้องระวัง
 ควรหาเหตุมากล่าวอ้าง เพื่อเลื่อนการเดินทางด้วยเครื่องบิน*ในช่วงเวลา 21
 ธันวาคม 2012 - พฤษภาคม 2013 พึงต้องระวังให้มากๆ *จะ ลดความเสี่ยงลงได้มาก
 เพราะถ้าท่านบินขึ้นแล้ว ท่านอาจจะบินลงไม่ได้เนื่องจากระบบการสื่อสาร
 ระบบการนำร่อง อาจจะเสียหายใช้การไม่ได้ อาจบินวนจนน้ำมันหมด
 ท่านอาจโหม่งโลกได้* ดังนั้น
 เราควรเตรียมความพร้อมในการรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติตลอดเวลาในช่วง 21
 ธันวาคม 2012 - พฤษภาคม 2013**
 *
 ** ในเรื่องภัยพิบัติดร.ก้องภพฯ อธิบายว่า เราสามารถสังเกตได้อย่างหนึ่ง
 คือ
 ถ้าเรามองไปที่ท้องฟ้าแล้วเห็นก้อนเมฆ จู่ๆเมฆก็แตกลายงา
 หรือแตกสลายเปลี่ยนรูปเร็ว พื้นที่บริเวณนนั้ มีโอกาสเกิดแผ่นดินไหวสูง
 หรือ
 มีสตัว์นํ้าลึกเข้ามาเกยตื้นตายจำนวนมาก
 ได้พบหลักฐานอย่างมีนัยะสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับการเกิด
 แผ่นดินไหวขนาดใหญ่จะติดตามมา**

 * ในการดำเนินชีวิตประจำวันนั้นอย่างน้อยที่สุด ดร.ก้องภพฯ แนะนำว่า
 เราทุกคนต้องมีถุงยังชีพใส่**อาหาร แห้ง นํ้าดื่ม ยาประจำตัวเครื่องนุ่งห่ม
 ต้องเตรียมความพร้อมไว้เสมอ ต้องให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างน้อยที่สุด
 3-5
 วันและ
 เราต้องคิดถึงช่วงเวลาที่อาจไม่มีกระแสไฟฟ้าใช้ในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย
 หากมีภัย พิบัติในช่วงสั้น ๆ จะไม่ได้รับความเดือดร้อนมากนัก
 แต่ถ้าในช่วงใกล้เวลาเกิด ภัยพิบัติใหญ่ร้ายแรง และ มีผลต่อเนื่องยาวนาน
 ท่านอาจต้องเตรียมเสบียงอาหาร และปัจจัย 4 ให้มากพอสำหรับ
 ทุกคนที่จะอยู่ร่วมกันกับตัวท่าน ที่มีระยะเวลายาวมากกว่านั้น*

 * อนึ่ง ดร. ก้องภพฯ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2553
 ปรากฏว่าดวง อาทิตย์ได้ปลดปล่อยพลังงานออกมามาก และต่อมา อีก 3 วัน
 ในวันที่
 27 กุมภาพันธ์ 2553 ได้เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงขนาด 8.6 ริกเตอร์ ที่ชิลี
 มีความเสียหายหนักซึ่งตามตำราสาขาธรณีพิบัติภัยนั้น นักวิทยาศาสตร์
 เชื่อว่า
 สถานที่ใดที่เคยเกิด แผ่นดินไหวตั้งแต่ 9 ริกเตอร์ขึ้นไป
 โอกาสจะเกิดครั้งใหม่ได้ จะต้องมีการสะสมพลังงานเป็นเวลามากว่า 600
 ปีขึ้นไป
 จึงจะมีแผ่นดินไหวในบริเวณนั้นซ้ำขึ้นมาอีกครั้งแต่
 ก็มีปรากฏการณ์แตกต่างจากตำราของนักวิทยาศาสตร์สาขาธรณีพิบัติภัยหลายครั้ง
 เช่น กรณีที่ชิลีนี้ ก็เป็นอีกแห่งหนึ่ง
 ที่ต้องฉีกตำราเรียนสาขาธรณีพิบัติภัยทิ้ง เพราะ ในปี 2503 หรือ เมื่อ 50
 ปีก่อน ได้เคยเกิดแผ่นดินไหว ขนาด 9.5 ริกเตอร์มาแล้วที่ชิลี
 ผ่านมาเพียง 50 ปีเท่านั้น ในปี 2553
 ก็เกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ขึ้นมาอีกที่จุดเดิม ดังกล่าว

 * หลังจากเกิดแผ่นดินไหว ที่ชิลีเมื่อต้นปี 2553 และ ที่ญี่ปุ่น
 เมื่อเดือนมีนาคม 2554 แล้วนักวิทยาศาสตร์พบว่า
 แกนโลกเกิดการเอียงตัวไปมากกว่าเดิมอีก และ ในกรณีนี้
 ก็เป็นสัญญาณให้ทราบว่า
 หากมีการปลดปล่อยพลังสุริยะออกมาเมื่อไร ประมาณ 3-5
 วันจะมีผลกระทบต่อสิ่งต่างๆบนโลกของเรา
 แต่จะมีผลกระทบในบริเวณใดมากกว่ากันนั้นยังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจนเท่านั้น
 *
 * สำหรับพลังปิรามิดนั้ัน ดร.ก้องภพฯ ได้นำต้นแบบของพระอาจารย์รัตน์
 รตนญาโณ
 ไปทำการทดลองที่สหรฐั อเมริกา ในวันที่มีเมฆมาก หลังจากเปิดเครื่องประมาณ
 20
 นาที ปรากฏว่าเมฆสลายไปหมดกลายเป็นท้องฟ้าแจ่มใส
 โดยได้ถ่ายรูปเปรียบเทียบวัน
 เวลา และ สถานที่เดียวกนั ไว้แล้ว และ ในวันที่มีหิมะตกหนาจัดก็ปรากฏว่า
 หิมะละลายหายไปเร็ว แต่การทดลองดังกล่าวนั้นดร.ก้องภพฯ
 ยังไม่ได้ทดลองติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง การทดลองนั้นจะต้องได้ผล
 ไม่น้อยกว่า
 80% จึง จะทำข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์ได้ หรือ มีผลเห็นชัดในการทดลองอย่างน้อย
 8
 ครงั้ ใน 10 ครั้งซึ่งจะได้ทำการทดลองต่อไป และ
 จะได้นำผลทดลองทางวิทยาศาสตร์มาเล่าให้ฟัง*

 ** **แทรกข้อแนะนำของผู้เรียบเรียง *:
 สำหรับสถานที่อยู่อาศัยที่อยู่ในจังหวัดแถบแถวที่สูง เช่น ทาง ภาคเหนือ
 หรือ
 ทางภาคอีสาน โปรดอย่าประมาท ไม่ว่า แม่ฮ่องสอน เชียงราย เชียงใหม่
 เพชรบูรณ์
 อุบลราชธานี สกลนคร นครราชสีมา ฯลฯ ที่ใดก็ตาม
 หากสถานที่ปลูกสร้างบ้านพักอยู่อาศัยนั้น
 ถ้าไปปลูก หรือ ก่อสร้าง ใน บริเวณที่ราบลุ่ม หรือ
 ในบริเวณที่เป็นแอ่งกระทะ
 ของพื้นที่โดยรอบบริเวณนั้น แม้จังหวัดนั้น
 จะเป็นที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลมากกว่า 1,000 เมตร หรือ พื้นที่นั้นจะสูงกว่า
 ระดับน้ำทะเลเพียงใดก็ตาม ท่านย่อมต้องยอมรับในชะตากรรมว่า เมื่อ
 มีฝนตกหนักในพื้นที่บริเวณใกล้ที่ท่านอยู่อาศัย 7 วัน 7 คืน
 ท่านต้องถูกน้ำท่วมแน่ๆ เพราะสถานที่อยู่อาศัยของท่านนั้น
 เป็นแอ่งรับน้ำนั่นเอง ท่านจะละเลยเพิกเฉยไม่ใส่ใจในการสร้างที่อยู่ หรือ
 ไปพักอาศัยในสถานที่ใดก็ตาม โดยไม่มองให้รอบทิศทาง
 เพื่อป้องกันภัยธรรมชาติไว้ล่วงหน้าไม่ได้ - *มงคลฯ

 ขอแทรกข้อแนะนำเพิ่มของผู้เรียบเรียงอีกหน่อย :*

 * การหลีกเลี่ยง หรือไม่เผชิญกับภัยพิบัติต่างๆโดยตรง

 * 1. เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับภัยพิบัติให้ได้ ที่สำคัญที่สุดนั้น
 ต้องรับฟังคำเตือนภัย และ ลงมือปฏิบัติตามขั้นตอนที่เคย ฝึกซ้อมมาในทันที
 มิใช่คอยดูจากทีวี ต้องเปลี่ยนจากการดู มาเป็นการฟังวิทยุใช้ถ่านแทน
 ทำกิจสำคัญเร่งด่วนไปพร้อมกับการรับฟังข่าวสาร
 ก็สามารรับฟังข่าวสารคำเตือนภัยพิบัติได้พร้อมกับการอพยพขนย้ายได้โดยตลอด

 * 2. ต้องจัดลำดับขั้นตอนก่อนหลังไว้ล่วงหน้า การขนย้ายคน
 การขนย้ายทรัพย์สิน
 สำคัญๆที่มีความจำเป็น และมีมูลค่าสูง ก็ต้องจัดลำดับความสำคัญก่อนหลั
 เป็นต้น ต้องจัดระบบที่ไม่ขัดแย้งกัน

 * 3. ต้องจัดให้มีระบบการกระจายคำเตือนการเกิดภัยพิบัติอย่างรวดเร็ว
 เพื่อเตือนทุกคน ภายในครอบครัว และ เพื่อนบ้านให้เร่งมือดำเนินการป้องกัน
 เพื่อลดความเสียหายลง

 * 4. ต้องมีการลงมือก่อสร้างที่หลบภัยในพื้นที่ ภายในบ้าน หรือ
 ที่ใดที่หนึ่งของบ้านหรือ ใกล้บ้านของท่าน เมื่อเกิดภัยพิบัติใหญ่
 จะได้ลดความเสียหายลงได้ ถ้าลูกเห็บก้อนขนาดลูกมะพร้าวตกใส่
 ท่านจะรอดหรือไม่
 จินตนาการเผื่อไว้ด้วย และ

 * 5. ต้องมีการซ้อมอพยพหนีภัยพิบัติอย่างจริงจังเป็นครั้งคราว
 โดยเฉพาะในปัจจุบันปริมาณน้ำในทะเลสูงมากขึ้น ประชาชนอยู่กันแออัดมากขึ้น
 ฝนตกหนักมากขึ้น และแผ่นดินทรุดตัวมากขึ้น
 มีการสร้างสิ่งกีดขวางทางระบายน้ำมากขึ้น น้ำจึงย่อมต้องท่วม แน่นอน

 * รัฐบาลต้องเร่งสร้างที่พักน้ำ หรือ แก้มลิง ให้มากแห่ง ตั้งแต่ นครสวรรค์
 สิงห์บุรี อ่างทอง ลงมาจนถึง สมุทรปราการ มีที่พักในช่วงน้ำทะเลหนุน
 และใช้ระบายน้ำลงทะเล ในช่วง น้ำทะเลลดตํ่าลง

 * กทม. จะต้องเร่งทำการขุดลอกคูคลองทุกแห่ง ที่มีความเสี่ยงในการถูกน้ำท่วม
 เพื่อขยายเส้นทางวิ่งของน้ำให้คล่องตัวมากขึ้น
 หากละเลยเพิกเฉยเหมือนที่ผ่านมา
 ก็คงเป็นกรรมของชาว
 กทม.ที่ต้องได้รับกับความเสียหายจากน้ำท่วมในครั้งต่อไป - *
 มงคลฯ*

 * สำหรับท่าน*พระอาจารย์รัตน์ รตนญาโณ* เจ้าอาวาสวัดดอยเกิ้ง อ.แม่สะเรียง
 จ.แม่ฮ่องสอน
 ซึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่สายวิปัสสนากรรมฐานที่สำคัญในยุคปัจจุบันท่านหนึ่ง
 ในสายสมาธิหมุน ท่านศึกษารายละเอียดเชิงลึกจากสาส์นของชาวมายัน

 * ในปัจจุบัน* ตามปฏิทินชาวมายันนั้น เข้าสู่ปลายยุคที่ 5 ดิน น้ำ ลม ไฟ
 จะแปรปรวนหนัก* จะมีแผ่นดินไหว น้ำท่วม แห้งแล้ง
 เกิดลมพายุแปรปรวนผิดไปจากธรรมชาติที่เคยเกิดขึ้น รวมทั้งน้ำ ทั้งลม และ ไฟ
 ในร่างกายมนุษย์ ก็แปรปรวน มนุษย์จำนวนไม่น้อย จะรู้สึกหายใจไม่ทัว่ ท้อง
 เหนื่อยง่าย เจ็บป่วยง่าย ภูมิต้านทานโรคลดลง ธาตุน้ำ
 ในร่างกายจะถูกดูดออกไป

 * เส้นแม่เหล็กโลกจะแปรปรวนมากขึ้น ท้องฟ้า จะมีสีแดงปนม่วงบ่อยครั้งขึ้น
 นี่คือ ปรากฏการณ์ในช่วง ปลายยุคที่ 5 ของปฏิทินชาวมายัน
 ท่านใดที่สงสัยว่าตัวเอง ทำไมมีอาการหายใจไม่ทั่วท้อง เหนื่อยง่าย
 เจ็บป่วยง่าย ก็ไม่ต้องสงสัยอีกแล้ว
 เพราะเป็นอาการปกติของคนในยุคปัจจุบันนั่นเอง ขอให้คิดว่า
 ท่านเป็นคนที่ทันยุคสมัยแล้ว คือ ภายในร่างกายและจิตใจ จะเสียสมดุลมากขึ้น
 พระอาจารย์รัตน์ รตนญาโณ ได้กล่าวถึงมหันตภัยโลกครั้งใหญ่
 ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อันใกล้นี้ว่า
 เป็นปรากฏการณ์ของการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของโลก ที่เกิดขึ้นเป็นธรรมดา
 *เมื่อ
 เวียนมาครบรอบ 13,000 ปี นั่นหมายความว่า เมื่อกาลเวลาผ่านไปประมาณ 13,000
 ปี
 โลกเราจะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกายภาพใหม่กันอีกครั้ง* และ เป็นเช่นนี้
 เสมอ ไม่ใช่เป็นเหตุการณ์ประหลาด และจำเพาะจะต้องเกิดขึ้นในยุคนี้เท่านั้น
 มหันตภัยที่จะเกิดขึ้น เปรียบเหมือนกับการรื้อบ้านหลังเก่าทิ้ง
 เพราะใช้อยู่อาศัยมานาน จนเสาพื้นฝ้าเพดาน หลังคา ผุรั่ว
 เกินความสามารถที่จะซ่อมแซมให้ดีได้ดังเดิม
 การรื้อและสร้างใหม่จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด

 ผู้ที่จะก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในแต่ละครั้
 ต้องอาศัย*"แสงสว่าง"
 *ซึ่งมีอยู่ 2 ชนิด

 1. *แสงแห่งธรรม* หมายถึง การบรรลุธรรม
 บุคคลผู้สามารถเข้าถึงแสงสว่างของจิตได้แล้ว บุคคลผู้นั้นย่อมพ้นทุกข์
 ก้าวผ่านมหันตภัยครั้งยิ่งใหญ่นี้ได้อย่างแน่นอน

 2. *แสงสว่างที่ปลายทางรอด *เป็นเทคนิคของ การแสวงหาทางรอดของครู อาจารย์
 ผู้รู้ แต่ละท่าน ที่จะช่วยเหลือลูกศิษย์ ด้วยการให้ปัญญา
 แนวทางเพื่อรักษาชีวิต และการอยู่รอด ด้วยวิธีการที่แตกต่างกันตามความชำนาญ
 ความเป็นเลิศ ของแต่ละองค์ แต่ละท่าน สำหรับพระอาจารย์รัตน์ รตนญาโณ
 ท่านได้แนะนำการใช้ "พลังพีระมิด" มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 นับเป็น เวลาร่วม
 15
 ปีแล้วที่พระอาจารย์รัตน์ รตนญาโณได้บอกถึง "เหตุ" การเปลี่ยนแปลงของระบบ
 สุริยจักรวาลมาโดยตลอด และ "เหตุ" สุดท้ายของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้
 เกิดจากการเรียงตัวของดาวทุกดวงในสุริยจักรวาล รวมทั้งดาวอาคันตุกะ
 จากนอกระบบสุริยจักรวาล ซึ่งเดินทางมาเยือนในทุกๆ รอบ 13,000 ปี
 ดาวอาคันตุกะดวงนี้มีมวลขนาดใหญ่มาก ใหญ่กว่าดาวพฤหัสหลายเท่าตัว
 เป็นดาวเคราะห์สีแดงลักษณะกลมรี คล้ายลูกรักบี้
 และในอนาคตจะโคจรเข้ามาเรียงตัวอยู่ติดกับโลกของเราเลยทีเดียวปรากฏการณ์
 เรียงตวั ของดวงดาว 12 ดวงนี้ *จะเกิดขึ้นตั้งแต่ วันที่ 21 ธ.ค. 55 - 14
 ก.พ.
 56* ซึ่งหมายความว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว พลังงานแรงดึงดูด จากดาวทุกดวง
 จะมีมากที่สุด จนถึงขั้นที่ *อาจสามารถทำให้แกนขั้วโลกจากทิศเหนือ-ใต้
 พลิกเปลี่ยนเป็นชี้ไปทางทิศตะวัน ออก-ตะวันตก และ
 ในอนาคตเราจะเห็นดวงอาทิตย์ขึ้น*
 ทางทิศตะวันตกแทนทิศตะวันออกก็อาจเป็นไปได้
 *
 ขอเรียนยํ้าอีกครั้งว่า
 การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของโลกจนถึงขั้นเปลี่ยนขั้วโลกใหม่ได้นนั้
 ไม่ได้จำเพาะว่าจะต้องเกิดขึ้นในวันที่ 21 ธ.ค. 55 เพียงวันเดียว
 แต่สามารถเกิดขึ้นได้ ทุกวันระหว่างวันที่ 21ธ.ค.55 จนถึงวันที่ 14 ก.พ.56
 (56
 วัน)*

 กำหนดวันเกิดเหตุที่แน่นอน พระอาจารย์รัตน์ รตนญาโณ
 จะติดตามและสังเกตการเปลี่ยนแปลงของพลังงานอย่างต่อเนื่องจึง
 จะสามารถระบุวันเกิดเหตุได้อย่างแม่นยำอีกครั้งแต่ในอนาคต
 *เมื่อใกล้กับวันเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว
 จ**ะมี สิ่งบอกเหตุที่สำคัญ คือ หากมองขึ้นไปบนท้องฟ้าด้านทิศเหนือ
 มนุษย์จะเห็นว่าตำแหน่งของดาวเหนือ
 เปลี่ยนราวกับว่าอยู่ไกลออกไปมากกว่าแต่ก่อน
 จึงพลอยทำให้แสงสว่างของดาวเหนือลดลงด้วย *ทั้งๆที่ใน ความเป็นจริงแล้ว
 ดาวเหนือยังคงอยู่ที่เดิม แต่แกนขั้วโลกต่างหากที่กำลังเปลี่ยนทิศ
 ซึ่งสื่อความหมายว่า ขั้วโลกพร้อมแล้วที่จะเปลี่ยนขวั้ จากเหนือ-ใต้
 เป็นขั้นตะวันออก-ตะวันตก

 แสงสว่างที่ปลายทางรอด : พลังปิระมิด พระอาจารย์รัตน์ รตนญาโณ
 ได้เผยแพร่ความรู้ของชาวแอตแลนตีสเกี่ยวกับการใช้พลังปิระมิด
 ด้วยจุดมุ่งหมายหลักที่สำคัญคือ เป็ นการเตรียมความพร้อม
 ให้มนุษย์รู้จักการปรับโครงสร้างเซลล์
 เนื่องจากทั้งในภาวะก่อนจะเกิดมหันตภัยอย่างน้อย 5 ปี
 ซึ่งเป็นช่วงการเกิดวิกฤติพลังงานจากพายุสุริยะ และ
 ช่วงเวลารับผลกระทบสูงสุดจากพลังงานย้อนกลับซึ่งเป็นพลังงานลบจาก
 กาแลคซี่อันโดรเมดา

 ในวันที่เปลี่ยนชะตาดาวเคราะห์โลก ที่เปลี่ยนขั้วโลกจากทิศเหนือ
 ภายใต้แรงดึงดูดของกาแลคซี่ทางช้างเผือก เข้าสู่ขั้วโลกตะวันออก
 ภายใต้แรงดึงดูดของกาแลคซี่ไตรแองกุลัม เป็นเวลาประมาณ 13,000 ปี
 ในทั้งสองช่วงเวลาที่กล่าวมา
 มนุษย์จะได้รับพลังงานเสียเข้าสู่ร่างกายจากปริมาณน้อยไปหามากตามลำดับของ
 วิกฤติพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงการย้อนกลับของพลังงานลบจากกาแลคซี่
 อันโดรเมดา ที่ส่งแรงปะทะอย่างมหาศาล พุ่งเข้าหาพลังงานบวกของดวงอาทิตย์
 ทำให้จุดดับในดวงอาทิตย์เกิดการระเบิดอย่างรุนแรง และ
 ทวีความถี่มากยิ่งขึ้นตามลำดับ
 โลกเป็นแหล่งรับมวลสารพิษและพลังงานแม่เหล็กโลกที่มีค่าเป็นลบ ซึ่งเกิดจาก
 ปฏิกิริยาดวงอาทิตย์ และ ส่งไปถึงดวงจันทร์
 ตามลักษณะของแรงดึงดูดระหว่างดวงดาวที่มีต่อกัน
 ในเส้นทางการย้อนกลับของแรงดึงดูดจากดวงจันทร์ มายังโลกอีกครั้งเช่นนี้
 โลกได้รับโมเลกุลสีแดงอมม่วง ของนํ้าจากดวงจันทร์
 ซึ่งมีมวลที่หนักกว่านํ้าใน
 โลก และโมเลกุลสีแดงอมม่วงเหล่านี้
 จะแทรกซึมลงในทุกส่วนของโลกที่มีนํ้าเป็นองค์ประกอบ เช่น ถ้ารวมตัวกับเมฆฝน
 จะทำให้มีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแถบชายทะเล จนทำให้ฤดูกาลเปลี่ยน
 คือ
 มีแต่ฤดูฝน เป็นต้น

 ถ้าฝังตัวลงในนํ้า จะสามารถ ยก ดัน นํ้าให้สูงขึ้น
 จึงเป็นสาเหตุทำให้พื้นที่ริมชายทะเลมีนํ้าท่วมสูง
 ซึ่งการท่วมสูงเช่นนี้มิได้เกิดจากการหนุนของนํ้าทะเล
 หากโมเลกุลสีแดงอมม่วงเหล่านี้ แทรกซึมเข้าสู่เซลล์ที่ประกอบด้วย นํ้าเลือด
 และนํ้าเหลือง ทำให้มนุษย์มีปัญหาด้านสุขภาพ
 เป็นสาเหตุของความเจ็บป่วยที่รักษาได้ยากยิ่งขึ้น เริ่มจากอาการปวด เมื่อย
 ถ้าไปถึงสมองจะมีอาการมึนงง หากปริมาณโมเลกุลของนํ้าเพิ่มมากขึ้น
 จะมีอาการท้องเสีย ท้องเดินเรื้อรัง รักษาไม่หายขาด และในที่สุดเซลล์จะเน่า
 เป็นการเน่าจากภายในเนื้อเยื่อก่อน และ
 เน่าลามออกมาที่ผิวหนังออกสีแดงอมม่วงองค์ความรู้ของพระอาจารย์รัตน์
 รตนญาโณ
 แนะนำการใช้หลอดแกนพีระมิด ชนิดเจาะ 4 รู เพื่อดึงพลังปราณช่วยดัน
 และละลายโมเลกุลนํ้าสีแดงอมม่วงจากดวงจันทร์ ให้ออกจาก ร่างกาย
 ยิ่งไปกว่านั้น
 หากโครงสร้างเซลล์ มืด ดำ คลํ้า ร่างกาย จะดูดซับสารพิษจาก
 พลังงานเสียได้มากและรวดเร็วกว่
 ทำให้เสียชีวิตได้เร็วเกินคาดสำหรับบุคคลที่เคยฝึ
 กจิตเรียนรู้หลักธรรมของศาสนา (ทาน ศีล สมถกรรมฐาน วิปัสสนา กรรมฐาน) และ
 รู้หลักการใช้พลังปิ ระมิด จะได้รับผลพลอยได้อย่างยิ่งยวด คือ ได้ทำความ
 สะอาด
 ฟอก และซ่อมแซมเซลล์อยู่เป็ นประจำ กระทั่งกลายเป็นเซลล์ใส จึงดูดซับสารพิษ
 ได้น้อย และ ยังสามารถพื้นฟูเซลล์ ดันสารพิษเหล่านั้น
 ออกจากร่างกายได้อย่างรวดเร็ว จึงยังคงรักษาชีวิตให้รอดอยู่ได้ และในครานี้
 มนุษย์บางคน บางกลุ่ม จะรู้ซึ้งถึงอานิสงส์ของแสงสว่างแห่งธรรม
 สำหรับผู้ที่ยัง ไม่เข้าถึง "ธรรม"
 คงต้องอาศัยแสงสว่างจากพลังมโนธาตุในปิระมิด ของพระอาจารย์รัตน์ รตนญาโณ
 ช่วยให้พลังดุจดังเกราะกำบังประคองจิตให้เป็นปกติ
 ไม่เสียสติไปกับความโหดร้ายรุนแรงของภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน
 หลายอย่าง แต่ละอย่างล้วนแต่ไม่ เคยเจอมาก่อน เช่น แผ่นดินไหวอย่างรุนแรง
 เสียงแผดร้อง คำรามอย่างบ้าคลั่ง ของฟ้า ลมพายุ แผ่นนํ้าแข็งที่เกดิ
 จากคาร์บอนมอนนอกไซด์หล่นจากฟากฟ้า และในท้ายที่สุดคือ การเกิด
 นํ้าท่วมใหญ่
 กวาดล้างสรรพสิ่งโสโครก ปฏิกูล ผลพวงจากโลกใบเก่าทิ้งไปกับ นํ้า
 ถึงจุดสิ้นสุดวิวฒั นาการที่เกิดจากนํ้ามนั หรือฟอสซิลดำ
 มนุษย์จะมีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ไม่มีการใช้อุปกรณ์ใดๆ
 ที่เกี่ยวเนื่องด้วย
 "ไฟฟ้า" อาศัยอยู่ในบ้านหลังใหม่ ที่สร้างเสร็จสมบูรณ์
 เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงานดี จิตใจโอบอ้อมอารี แบ่งปันกันใช้ เงินตราหมดค่า
 และเริ่มมีวิวัฒนาการใหม่ไปตามลำดับ โดยเน้นเรื่องของ "จิต" เป็นหลัก
 กล่าวได้ว่า เป็นอีกยุคสมัยหนึ่งที่การฝึกปฏิบัติธรรม จะกลับมาเฟื่องฟู
 มนุษย์จะได้ศึกษา ปฏิบัติตามแก่นธรรมที่แท้จริงของพระพุทธองค์
 เนื่องจากมีความเหมาะสมหลายๆ อย่างเป็นองค์ประกอบ เช่น พลังปราณ
 พลังมโนธาตุ
 สมบูรณ์ เหลือแต่ผู้มีศีลธรรม ไม่ต้อง ดิ้นรนแสวงหาทรัพย์ อากาศเย็นสบาย
 เพราะขั้วโลกเปลี่ยนทิศในอนารคตอันใกล้ประเทศไทยจะอยู่ในเขตอบอุ่น
 ไม่ใช่เขตร้อนดังแต่ก่อน

 *วิธีป้องกันและแก้ไข*

 มนุษย์มีหลายทางเลือก เพื่อรักษาชีวิต องค์ความรู้ของ พระอาจารย์รัตน์
 รตนญาโณ
 เสนออีกหนึ่งทางเลือก เพื่อถนอมรักษาชีวิตที่มีค่าไว้ด้วยวิธีปฏิบัติ
 ตลอดช่วงเวลา 3 วนั 3 คืน วาระแห่งการปรับโครงสร้างของโลก และสุริยะจัก
 รวาล
 ซึ่งมีผลสืบเนื่องมาจาก สาเหตุ 2 ประการ คือ

 - การทำหน้าที่ของ ดาวถ่วงดุล และ การเรียงตัวของดาวทั้ง 12 ดวง
 ผนึกพลังงานบวกอัดแน่นเข้าด้วยกัน เมื่อพลังงานรวมตัวจนถึงอัตราสูงสุด
 จะเกิดการรีดตัวเป็ นเส้นตรง พุ่งออกจากกาแลคซี่ทางช้างเผือก
 ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ตรงเข้าหาพลังงานลบของกาแลคซี่อันโดรเมดา
 ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่ากาแลคซี่ทางช้างเผือก หลายพันเท่า
 การพุ่งปะทะของพลังงานบวกกับพลังงานลบ และ
 การพลิกวงโคจรของดาวถ่วงดุลในครั้งนี้ ทำให้เกิดปรากฏการณ์ของ แสง เสียง
 การสั่นไหว และ นํ้าในโลกดังรายละเอียดต่อไปนี้

 1. *ในเวลาประมาณบ่ายสามโมง (15.00 น.) จะมีแสงสว่างวาบมาจากท้องฟ้า
 เป็นแสงมหศัจรรย์ มีประกายเจดิ จ้าอย่างไม่มีประมาณ*ไร้ สิ่งเปรียบเทียบ
 เพราะเป็นแสงที่เกิดจากการปะทะ พุ่งชน เสียดสีของพลังงานบวกกับ
 พลังงานลบจากสองกาแลคซี่ ทั้งดาวเคราะห์ ดาวฤกษ์
 ต่างได้รับแสงสว่างนี้ถ้วนทั่วกัน รวมทั้งมนุษย์ในโลก
 เสียงโจษขานอึงคะนึงจากกลุ่มคนทั่วทิศทาง ถามไถ่กันขรมว่าเป็นแสงอะไร
 หากได้ยินเช่นนี้แล้ว ให้รีบหลับตาหลบอยู่ในที่พกั
 อาศัยไม่ต้องติดตามมวลชนออกไปเพื่อหาต้นกำเนิดของแสงบาดตาที่มีอานุภาพทำให้
 ตาบอด ได้ทันที

 *2. ถัดมาในตอนกลางคืน เวลาประมาณสามทุ่ม (21.00น.) ถึง
 วาระที่ดาวอาคันตุกะหรือดาวถ่วงดุล
 จะได้ทำหน้าที่ถ่วงดุลโดยมิได้ตั้งใจ*หากแต่เป็
 นเพราะถึงเวลาต้องโคจรออกจากระบบสุริยจักรวาลแล้ว
 ดาวถ่วงดุลจึงโคจรเคลื่อนที่ออกจากแนวเรียงตัวทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
 เข้าสู่วงโคจรเดิม คือมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก ด้วยมวลขนาดมหึมา
 และเข้ามาเรียงชิดติดกับโลก ซึ่งเป็นดาวเคราะห์ที่มีขนาด เล็กกว่ามาก
 จึงส่งอิทธิพลแรงดึงดูดอย่างมหาศาลต่อโลก สามารถ ดึง เบียด และ
 พลิกแกนขั้วโลกที่ชี้ทิศเหนือ ให้หันไปทางทิศตะวันออกได้ทันที กระบวนการ
 ดีดตัว พลิกตัว ของดาวถ่วงดุล และการพลิกเปลี่ยนทิศของแกนขั้วโลก *ทำ
 ให้เกิดเสียงดังกึกก้องกัมปนาท
 เป็นพลังงานเสียงที่มีอัตราความดังสูงเกินพิกัดเสียงคำราม แผดก้อง
 เขย่าขวัญเกินประมาณดังมาจากทั่วสารทิศทำให้แก้วหูแตกได้ฉับพลันจึงควรหา
 อุปกรณ์สำหรับอุดหูเพื่อป้องกันแก้วหูแตก
 หรือป้องกันขวัญผวาไปกับการได้ยินสรรพสำเนียง แปลกประหลาดที่บาดหูบาดใจ
 เหล่านั้น (เตรียมอุปกรณ์อุดหูให้พร้อมก่อน 21 ธันวาคม 2012 - มงคลฯ)*
 *
 3. การปะทะกัน ของพลังงานบวกกับ พลังงานลบ ทำให้แสงมีคลื่นความถี่สูง
 การพลิกวงโคจรของดาวถ่วงดุลและแกนโลกทำให้มีอัตราความดัง
 ของเสียงอย่างไม่มีประมาณพุ่งเข้ามาในโลกเต็มชั้นบรรยากาศ แผ่นดิน ผืนนํ้า
 แผ่นหินเปลือกโลก เป็นสาเหตุของการเกิดแผ่นดิน ไหวอย่างรุนแรง
 โลกตกอยู่ในความมืดสนิทอย่างไม่รู้วัน*รู้เวลาถึงนาทีชีวิตที่ต้องพึ่งพลังปิระมิดจากหลอดแกนชนิดเจาะ
 4 รู
 ซึ่งนอกจากช่วยขับโมเลกุลสี แดงอมม่วงของนํ้าจากดวงจันทร์ออกจากร่างกายแล้ว
 ในวาระนี้ ยังทำหน้าที่เป็นแกน พลังงานให้จิตเกาะเกี่ยว
 ไม่เสียสติไปในช่วงที่มีแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงเกินมาตรวัด
 *
 4. ถึงเวลาของคลื่นความถี่สูง ที่เกิดจากการปะทะของพลังงานบวกกับพลังงานลบ
 รวมทั้งการเกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง
 จะส่งผลกระทบต่อแผ่นนํ้าแข็งที่เกิดจากคาร์บอนมอนนอกไซด์*ซึ่งสามารถแก้ไขและป้องกันโดยใช้พลังปิระมิดจัดเรียงเป็น
 เครื่องสลาย เมฆ หมอก
 ฝน หิมะ (A DEVICE TO MELT CLOUDS, DISINTEGRATE FOG AND THAW SNOW.)
 ใช้ประโยชน์ได้ไกลในรัศมีโดยรอบประมาณ 5 กม. เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดฝนตก
 ฟ้าผ่า และการหล่นจากท้องฟ้าของแผ่นนํ้าแข็ง ที่เกิดจากคาร์บอนมอนนอกไซด์
 กระแทก กระหนํ่าซํ้าเติม
 ทำให้การเผชิญสถานการณ์ของมวลมนุษยชาติเลวร้ายยิ่งขึ้นอีก

 *5. เตรียมอาหารเสริมพลังปิระมิด
 รัดเก็บติดไว้กับตัวเพื่อประทังชีวิตยามรู้สึกหิว *ทานอย่าง น้อยวันละ 3
 เวลา
 ตลอดช่วงเวลา 3 วัน 3 คืน
 และดื่มนํ้าให้มากพลังมโนธาตุและพลังปราณในอาหารเสริมพลังปิระมิด
 เป็นพลังงานละเอียดที่จำเป็น ต่อการดำรงอยู่ของจิตและกาย
 ในภาวะคับขันเป็นอย่างยิ่ง หากเตรียมตัว พร้อมและปฏิบัติกัน
 ด้วยความไม่ประมาท
 จะสามารถรักษาชีวิตรอดไว้ได้ มีโอกาสเริ่มชีวิตใหม่กนั
 อีกครั้งกับขั้วโลกตะวันออกตลอดระยะเวลาประมาณ 13,000 ปี ในอนาคตข้างหน้า
 "ปิระมิด" ซึ่งมีรากฐานมาจากอารยธรรมของชาวแอตแลนตีส จะถูกนำมาใช้เป็นวิชา
 หรือศาสตร์พื้นฐานที่สำคัญของ วิวัฒนาการทางจิต หรือ
 วิทยาศาสตร์ทางจิตอีกครั้ง และหากเมื่อถึงปลายยุคหน้า
 เมื่อวิทยาศาสตร์ทางจิต
 เริ่มก้าวสู่จุดอิ่มตัวและจุดเสื่อม เหตุการณ์การเรียงตัวของกลุ่มดาวใน
 ระบบสุริยจักรวาลจะเกิดขึ้นอีกครั้ง และ
 แกนขั้วโลกตะวันออกจะหันหลับไปหาขั้วโลกทาง ทิศเหนือ
 เป็นการรื้อบ้านหลังเก่าที่ผุพังทิ้ง และสร้างบ้านหลังใหม่กันอีก
 สลับไปมาเช่นนี้ เป็นรอบๆ ดังความรู้ที่ปรากฏเป็ นหลักฐานในปฏิทินมายัน
 ซึ่งเป็ นปฏิทินทางดาราศาสตร์

 ที่บอกเล่ารายละเอียดถึงเหตุการณ์ต่างๆที่จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ระบบสุริย
 จักรวาลโคจร เคลื่อนที่ผ่านทั้ง 3 กาแลคซี่ในรอบเวลา 1 วันจักรวาล หรือ
 26,000
 ปี ตามเวลาของโลก มนุษย์ในยุคพลังงานนํ้ามันนี้ มีโอกาสดีที่ได้ร่วมรับรู้
 และมีส่วนร่วมในประสบการณ์ที่ ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะเรียบเรียงได้ทั้งหมด เป็
 นสิ่งที่ทรงคุณค่าแก่การจดจำ จารึก และจะกล่าว ขานเป็นตำนานอีกครั้ง
 ตามกาลเวลาที่ผ่านไปเนิ่นนาน เฉกเช่นเดียวกับตำนานของมหา
 อาณาจักรแอตแลนตีส ที่ล่มสลายไปเมื่อ 13,000 ปีที่ผ่านมา
 และทุกท่านคงจะเห็นพ้อง ต้องกันแล้วว่า "สิ่งใดเกิดขึ้นเป็ นธรรมดา
 สิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา ตามกาละของการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และ สลาย"
 วนไปมาเป็ นรอบๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุดตลอดไป
 *
 ตอนนี้สามกาแลคซี่ ได้หมุนไปทางเดียวกันแล้ว คือ ตามเข็มนาฬิกา
 (กาแลคซี่ทางช้างเผือก กาแลคซี่ไตรแองกูลั่ม และ กาแลคซี่แอนโดรเมดร้า)
 ตั้งแต่วันพฤหัสที่แล้ว 14 กรกฎาคม 2554 มาแล้ว *จะทำ
 ให้พลังงานไปทางเดียวกันและพลังงานเสริมกันทำให้ เกิดแผ่นดนิ ไหวได้ถี่
 และแรงขนึ้ และภูเขาไฟจะเริ่ม ปะทุกันมากขึ้น ส่วนพลังงานที่จะเปลี่ยนแปลง
 คือ
 *ช่วงเวลา 21 ธันวาคม 2555- 14 กุมภาพันธ์ 2556* เราจะเข้าพลังงานดี เป็
 นของไตรแองกูลั่มเป็นช่วงที่ความเจริญ ทางจิต จะเกิดขึ้นเป็นยุคเริ่มต้น
 ของวิทยาศาสตร์ทางจิต คนจะมีอภิญญากนั ง่าย และจะบรรลุธรรมกัน
 ง่ายและมากขึ้นพระอาจารย์รัตน์ฯ ยืนยันว่าอิลินิน คือ
 ดาวถ่วงดุลย์ในปฏิทินมายัน เป็นดาวที่ให้คุณ
 ตอนนี้ได้โดนความว่างของดวงอาทิตย์กลืนอยู่
 (จากการโคจรเข้าไปใกล้ดวงอาทิตย์และธาตุลบของอิลินิน
 ปะทะกับธาตุลบของดวงอาทิตย์ จนกลายเป็นความว่าง)
 แต่จะกลับมาให้เห็นอีกในกาลหน้า
 ส่วนดาวนิบิรูพระอาจารย์ยังไม่ให้ความสำคัญในตอนนี้

 *ในวันที่ 21 ธันวาคม 2012 จะยังไม่มีอะไรหนักๆ ให้เห็น
 แต่พระอาจารย์รัตน์ฯ
 ให้ช่วงเวลาปลายปี 2012 ถึงกุมภาพนัธ์ 2013* ซึ่งตอนนั้นจะมีทั้งแกนโลกพลิก
 ภัยธรรมชาติขนาดใหญ่ๆ เกิดมากมาย และผู้คนจะล้มตายกันมากตอนนี้
 พลังงานที่อยู่กาแลคซี่ของเราถูกบีบอัด ดาวต่างๆ
 ในระบบสุริยะเปรียบเสมือนพายเรือในอ่าง ข้ามขอบไปไม่ได้
 เพราะพลังจากกาแลคซี่ใหญ่อันโดรเมดร้าเบียดอยู่ จะเป็นอย่างนี้เรื่อยๆ
 จนในที่สุดกาแลคซี่เรา จะถูกเบียดจนไปอยู่ในกาแลคซี่ไตรแองกูลั่ม
 (ซึ่งวงโคจรของระบบสุริยะเราคือ 26,000 ปี เราจะไปอยู่ไตรแองกูลั่ม 13,000
 ปี
 และกลับมาอยู่ทางช้างเผือก 13,000 ปี )
 ซึ่งพวกเราจะอยู่ในระดับพลังงานที่ดี
 และจะมีความเจริญทางจิตมาก ปฏิบัติธรรมก็จะได้ผลเร็ว เป็นต้น

 ในช่วงปลายปี 2012-กุมภา 2013 ทางกายภาพของโลก จะมีการเปลี่ยนแปลง
 เพราะแรงอัดอีก พร้อมทั้งทางด้านพลังงาน ที่ไม่ดีจะเข้ามามาก
 คนไหนที่จิตใจมีพลังงานเป็นสีดำพลังงานก็จะเข้ามารวม
 และทำให้เสียชีวิตในที่สุด ส่วนจิตใจ
 ของคนที่เป็นสีขาวพลังงานลบอาจทำอะไรไม่ได้ หรือ ทำได้
 ก็เล็กน้อย อาจมีการบอบชํ้าบ้างแต่ก็จะมีโอกาสรอดได้มาก
 วงโคจรของดวงจันทร์ผิดเพี้ยนไป ตรงนี้มีผลโดยตรงกับนํ้าที่มีต่อโลก *ส่วน
 ดวงอาทิตย์ พวกเราอาจจะมีโอกาสเห็นดวงอาทติย์ขึ้นทางทิศตะวันตก
 ก่อนหน้าที่จะมีเหตุการณ์ใหญ่ (การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพครั้งใหญ่)
 ให้สังเกตดีๆ ดวงอาทิตย์จะเคลื่อนไป เรื่อยๆ จนในที่สุดจะขึ้น
 ทางทิศตะวันตก*
 *
 วิธีแก้ไข*

 เมื่อประมาณปลายเดือนธันวาคม พ.ศ.2553 พระอาจารย์รัตน์
 รตนญาโณได้มอบพลังปิระมิด ชนิดเจาะ 4 รู แก่ ดร. ก้องภพ อยู่เย็น
 เพื่อนำไปทดลองใช้ละลายหิมะ เมฆ หมอก ที่รัฐเวอร์จิเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา
 มีการทดลองใช้ได้ผลดีมากทั้งสองครั้ง ในช่วงฤดูหนาว
 สามารถช่วยละลายหิมะได้อย่างรวดเร็วและ
 ช่วยป้องกันการเกิดหิมะตามการคาดการณ์ของการพยากรณ์อากาศ
 แต่การทดลองต้องหยุดไปชั่วคราว เพราะหมดฤดูหนาวเครื่องสลาย เมฆ หมอก ฝน
 หิมะ
 (A DEVICE TO MELT CLOUDS, DISINTEGRATE FOG AND THAW SNOW.) ชนิดนี้
 ประกอบด้วย ก้อนพีระมิด ขนาด 7 นิ้ว เจาะ 4 รู จำนวน 7 ก้อน
 จัดวางเรียงตัวต่อกันในแนวตั้งเป็ นแท่งสูง
 มีสายยางพันโอบล้อมแท่งพีระมิดตามเข็มนาฬิกา ใช้มอเตอร์หรือพลังนํ้า
 เป็นอุปกรณ์เสริม
 เพื่อดึงนํ้าจากตัวถังให้ไหลผ่านแท่งพีระมิดตลอดเวลาการใช้งาน
 ซึ่งมีรัศมีแผ่กว้างออกไปโดยรอบถึง 5 ก.ม. (นอกจากเครื่องสลาย เมฆ หมอก ฝน
 หิมะ แล้ว ยังสามารถจัดวางแท่งพีระมิดเพื่อทำให้เกิดฝน หรือเปลี่ยนทิศทางลม
 หรือประโยชน์อื่นๆ ตามความจำเป็นได้อีกด้วย) หากมีการจัดตั้ง เครื่องสลาย
 เมฆ
 หมอก ฝน หิมะ (A DEVICE TO MELT CLOUDS,DISINTEGRATE FOG AND THAW SNOW.)
 ในเขตนํ้าท่วม หรือ กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีพื้นที่ส่วนใหญ่โอบล้อมไปด้วยนํ้า
 และทะเล เมื่อพลังพีระมิดทำงาน
 จะสามารถสร้างพลังงานความร้อนที่เกิดจากพลังปราณ ซึ่งเป็นพลังงานที่ละเอียด
 แพร่กระจายออกไปและสลายโมเลกุลสีแดงอมม่วงของนํ้าจากดวงจันทร์ที่ปกคลุมอยู่
 เต็มชั้นบรรยากาศ จะช่วยให้เกิดประโยชน์ 2 อย่างคือ

 1. ลดปริมาณการมีฝน

 2. ลดการยกตัวสูงของนํ้าทะเล

 สำหรับความเจ็บป่วยและการเน่าเปื่อยของผิวหนัง
 ที่มีสาเหตุมาจากการฝังตัวของโมเลกุลนํ้าสีแดงอมม่วงจากดวงจันทร์นั้น
 สามารถป้องกันและแก้ไขได้ ด้วยการมีหลอดแกนพีระมิดขนาดจิ๋ว จำนวน 9 ก้อน
 ชนิด
 เจาะ 4 รู แนบติดกับเนื้อ เพราะต้องใช้ นํ้า เลือด และนํ้าเหลืองในร่างกาย
 ช่วยให้หลอดพีระมิดทำงานกระจายแทรกสู่เซลล์
 ช่วยดันโมเลกุลสีแดงอมม่วงออกจากร่างกายถึงแม้เราไม่สามารถแก้ไขการเกิดนํ้า
 ท่วมหนักได้ แต่ยังสามารถใช้ปัญญา ช่วยลดทอนการซํ้าเติมของ "นํ้า" ลงได้
 ทำให้ถึงพร้อมทั้งประโยชน์ส่วนรวม และส่วนตนอย่างมี "ธรรม"
 ที่สวนบูรณรักษ์ธรรม อ.แม่ริม
 ท่านได้สอนวิธีเพิ่มเติมอีกวิธีที่จะมองเห็นอนาคต ท่านสอนว่า "
 การมองเห็นอดีต
 เห็นได้ชัด เพราะ สิ่งต่างๆนั้นเกิดแล้ว และ พลังงานภาพ แสง สี เสียง
 ยังอยู่ครบ
 แต่ การมองเห็นอนาคต ยังมีปัจจัยหลายอย่าง ที่ทำให้เกิดขึ้น และ
 เปลี่ยนแปลง
 การจะเห็นอนาคตได้ชัด ต้อง สลายตัวตนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
 เพราะ ตัวตน (ขันธ์ห้า -รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์
 วิญญาณขันธ์ เป็นเครื่องบัง เครื่องปรุงแต่ง ให้รู้ผิดพลาดได้มากอยุ่
 ต่อไปนี้ เป็นวิธีใช้สมาธิ อีกวิธีหนึ่ง เพื่อผลของการเห็นอดีต อนาคต
 ------นั่งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ให้คลายอารมณ์และทุกอย่างเป็นความว่าง
 แล้วเอาเส้นแรงจากแถบปิระมิดที่วางไว้ด้านหน้า-ด้านหลัง มาถูเข้าที่ฐานกาย
 (สูงสองนิ้วมือจาก สะดือ) จากหน้าทะลุหลัง และหลังทะลุหน้า กลับไปมา และ
 เอามาถูที่ฐานใจ (ระดับราวนมสองข้าง หรือ ที่ก้อนเนื้อหัวใจ) เมื่อทำถูก
 จะเกิดแสงสว่างขึ้น ให้น้อมนำมาเก็บไว้ที่ฐานอารมณ์ตรงในโพรงจมูก
 (ตรงที่เป็นหวัดคัดจมูก ตํ่ากว่าระดับตาที่สาม ระหว่างหัวคิ้ว
 มาประมาณสองนิ้วมือ) ถ้าตัวตนเราเบาบางมาก ไม่ว่าจะลืมตา หรือ หลับตา
 แสงสว่างจากภายในและ-ภายนอก จะสว่างเท่ากัน
 เมื่อแสงสว่างนอก-ในเท่ากันแล้วและใจวางเฉยเป็นกลางได้จริง
 ให้ฝึกนึกเห็นอดีต
 หรือ อนาคต ดูอดีตให้คิดตรึกเล็กน้อยที่สมองก็จะเห็น ดูอนาคต ก็นึกที่ฐานใจ
 ก็จะเห็น (อดีตจะเห็นได้ง่ายกว่า เพราะ เป็นสิ่งเกิดแล้วดังกล่าวข้างต้น)
 อนาคตนั้น เมื่อเห็นภาพแล้ว ถ้าใจไม่อุเบกขา ภาพจะจางหรือกระด้างไป
 ไม่เห็นต่อเนื่องเป็น เรื่องราวใครที่สลายตัวตนได้มาก
 ก็เห็นได้ชัดมากเท่านั้น
 (ท่านที่ต้องการความเข้าใจเพิ่มขึ้น
 คงต้องกราบนมัสการเรียนถามจากพระอาจารย์รัตน์ รตนญาโณ หรือ
 บรรดาศิษย์ของท่านโดยตรง ผู้เรียบเรียงไม่สามารถตอบขยายความได้)

 จากผังภาพ
 - ให้คุณนั่งหันหน้าไปทางทิศ-ตะวันออกเฉียงเหนือ
 - แล้วนึกไปยังปิระมิดที่ท่านทำด้วยวัสดุของท่าน
 - แล้วนึกไปยังกาแลคซี่ไตรแองกูลัม่ ทางขวามือ
 - จะสามารถดึงพลังานสีขาวบริสุทธ์ิเข้ามาที่ตัวคุณ
 - แล้วผลักเอาเส้นแรงแม่เหล็กสีดำๆออกจากตัวคุณได้
 ช่วงที่มันกำลังถูกขับออก
 จะร้อน ไอ คัน แสบ ก็ทนสักระยะ แล้วกายจะโล่ง เบา สบาย
 สว่าง (ท่านที่ต้องการความเข้าใจเพิ่มขึ้น
 คงต้องกราบนมัสการเรียนถามจากพระอาจารย์รัตน์ รตนญาโณ หรือ
 บรรดาศิษย์ของท่านโดยตรง ผู้เรียบเรียงไม่สามารถตอบขยายความได้ครับ)

 * สำหรับสิ่งที่มีชีวิตนอกโลกนั้น พระอาจารย์รัตน์ รัตนญาโณ
 เชื่อว่ามีอยู่จริง และ การแสดงให้เห็นความมีอยู่จริงเท่าที่ผ่านมานั้น คือ
 การแสดงให้เห็นในรูปคลื่นแสง ที่อาจปรากฏมีลักษณะเป็นยานอวกาศ ที่วาบไปมา
 และ
 หักเหได้ในลักษณะหักศอก หรือ 90 องศา
 โดยไม่ต้องตีโค้งเหมือนอากาศยานในโลกมนุษย์

 * ส่วน ศ.ดร.อาจองฯ ท่านว่า ท่านมีความเชื่อว่า
 มีสิ่งที่มีชีวิตอยู่นอกโลกจริงเพียงแต่ ไม่เคยพบหน้าหรือ
 พูดคุยกันโดยตรงเท่านั้น และ ในช่วงที่ท่านทำปริญญาเอก สาขาวิศวกรรมไฟฟ้ า
 ที่มหาวิทยาลัยอิมพีเรียล ประเทศอังกฤษนั้น ท่านและเพื่อนๆได้พบ
 เห็นอากาศยานที่มีความเร็วในการบินสูงมาก แบบปรู๊ดปร๊าด และ หักเหได้แบบ 90
 องศา จากนั้น จอดเรืองแสงอยู่ประมาณ 10 นาที

 ** แล้วก็บินปรู๊ดปร๊าดหายลับตาไป ในบางคราวที่ไปบรรยาย
 ได้กำหนดจิตสื่อสารไปใน อากาศว่า หากมีสิ่งที่มีชีวิตนอกโลกจริง
 ให้ปรากฏอากาศยานให้เห็นด้วย ซึ่งมีคนเป็น
 สักขีพยานที่เห็นปรากฏการณ์ดังกล่าวพร้อมกันจำนวนมาก แสดงความมีเทคโนโลยีใน
 การบินที่สูงกว่าเทคโนโลยีที่มนุษย์ในยุคปัจจุบันจะสร้างได้
 เพราะอากาศยานของโลก เรายังไม่สามารถกระทำได้ในลักษณะดังกล่าว*

 * ทั้งนี้ ดร.สมิทธฯ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า
 ผู้ที่ติดต่อและพูดคุยกับมนุษย์ต่างดาวได้นั้น คือ ศ.ดร.นพ.เทพนม เมืองแมน
 ศิษย์เก่าฮาวาร์ดดีเด่น อดีตคณบดีคณะสาธารณสุข ศาสตร์ 12 ปี
 ปัจจุบันท่านเป็นนายกสมาคมค้นคว้าทางจิตแห่งประเทศไทย ท่านมีเพื่อน
 เป็นมนุษย์ต่างดาว อยู่ที่ดาวอังคาร ชื่อ พาราซิทัล
 ซึ่งมีการติดต่อได้เป็นครั้งคราว ตลอด

 * ถ้าจะมีภัยพิบัติใดๆเกิดขึ้น ซึ่งท่านพระอาจารย์ท่านว่า
 ต้องเกิดขึ้นแน่นอน
 เพียงแต่ วันเวลานั้น ยังไม่แน่นอน เมื่อวันเวลานั้นมาถึง
 หากเกินกว่าวิสัยที่จะป้ องกันได้ หรือ จวนตัวไม่สามรถจะหนีได้ หรือ
 ไม่สามารถทำอย่างอื่นได้แล้ว ก็ให้นึกถึง "มรณานุสติ" ไว้ตลอดเวลา

 ** ขออนุญาตขยายความโดยผู้เรียบเรียง* : นั่นคือ ณ เวลาในขณะนั้น
 ให้นึกถึงว่าความ ตายเป็นเรื่องธรรมดา คนทุกคนที่เกิดมา ย่อมต้องตายทุกคน
 ให้นึกถึงคุณความดีที่เรา เคยมีส่วนร่วมกระทำ หรือ ได้เคยลงมือกระทำ
 เพื่อใช้เป็นพลวปัจจัย เป็นแรงอาสันนกรรมนำส่งไปสู่สุขคติภูมิ
 ที่มีความสุขสมบูรณ์มากกว่าในชาติภพปัจจุบัน
 ต้องพยายามควบคุมสติสัมปชัญญะให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
 ไม่ต้องไปวิตกกังวลเรื่อง อื่นใดอีกแล้ว

 * ไม่ต้องไปห่วงทรัพย์สมบัติใดๆ แม้แต่คนที่เรารักที่สุด เพราะ ณ เวลานั้น
 เมื่อเราไม่สามารถช่วยตัวเองได้แล้ว ความห่วงใดๆก็ตาม ไม่ว่าทรัพย์สิน หรือ
 พ่อแม่/สามี ภรรยา/ลูกหลาน มีแต่จะทำให้จิตตกตํ่า หากจิตตกตํ่า
 มีความกระวนกระวาย มีจิต ฟุ้งซ่านก่อนตาย ท่านต้องไปทุกคติภูมิแน่

 * ซึ่งเรื่องนี้ พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก
 ท่านพรํ่าเตือนผู้ที่ไปปฏิบัติธรรมกับท่านเป็นประจำว่า ในยามวิกฤติ
 เมื่อไม่สามารถทำอะไรได้ ให้รีบเข้าสมาธิจิตให้ได้
 ให้จิตจรดจ่อกับคำภาวนาอะไรก็ได้ นึกอะไรไม่ออก ก็ใช้คำภาวนาว่า "พุท-โธ"
 ทุกลมหายใจเข้า-ออก เพื่อให้จิตมีความสงบระงับ ปล่อยวางทุกสรรพสิ่ง
 แล้วท่านจะไปดีแน่นอน ให้คิดว่า
 ท่านกำลังจะได้ไปในสถานที่ที่มีความสุขสมบูรณ์ยิ่งกว่าในชาติปัจจุบัน

 * ท้ายที่สุดขอให้ทุกท่าน
 อย่าได้ประมาทในภัยพิบัติที่จะต้องเกิดขึ้นในอนาคต
 ขอให้เตรียมความพร้อมในทุกขณะ หากป้ องกันเรื่องใดได้ อย่าได้ละเลยหรือ
 เพิกเฉยทรัพย์สินเงินทอง หลักทรัพย์สำคัญ จัดให้เป็นหมวดหมู่
 สำหรับหยิบฉวยติดตัวไปได้โดยง่าย ในยามเกิดภัยพิบัติ
 จะได้ไม่ต้องเสียเวลาค้นหาอีก กระจายเงินฝากให้อยู่ในหลายธนาคาร
 เพราะหากมีปัญหาในธนาคารที่เรามีเงินฝากอยู่ ธนาคารอื่นที่เรามีเงิน
 ฝากอยู่ด้วย จะช่วยให้เราสามารถถอนเงินมาใช้ได้
 อย่าได้ประมาทในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น

 * บอกกล่าวกันไว้ล่วงหน้า ไม่ว่า ลูกหลาน/ญาติมิตร/บิดามารดา/คู่สมรส
 หากในเวลามีภัยพิบัติ ไม่ต้องกลับเข้าไปในเขตภัยพิบัติ
 แต่ให้ทุกคนไปพบกันในสถานที่ที่นัดหมาย ที่อยู่ห่างไกลกับจุดที่มีภัยพิบัติ
 ต้องหาจุดนัดพบที่มีความปลอดภัยมากที่สุดของ ครอบครัวของท่าน
 จุดหมายปลายทางของครอบครัวใด อยู่ที่ไหน ให้ไปยังสถานที่นั้นๆ เป็นสำคัญ
 และ
 สถานที่ดังกล่าว ที่จะใช้เป็นสถานที่อยู่อาศัยในช่วงมีภัยพิบัตินั้น
 ต้องเผื่อในส่วนของหลังคาที่อยู่อาศัยด้วย ต้องมีความมัน่
 คงแข็งแรงมากเป็นพิเศษ อาจไม่ต้องทั้งหมด
 แต่ต้องมีส่วนหนึ่งที่สามารถรองรับการตกของแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ประมาณ
 ลูกฟุตบอลขึ้นไป หากหาซื้อตู้คอนเทนเนอร์ที่มีความหนาในส่วนบนมาก
 ก็ย่อมปลอดภัยได้มากกว่า เพื่อใช้พักยามมหันตภัยมาเยือน อย่าประมาท และ
 ต้องไม่ลืมเตรียมการสร้างแท๊งค์เก็บน้ำ เครื่องกรองน้ำ
 เสบียงอาหารอาหารกระป๋องอาหารแห้ง ให้มากพอสำหรับทุกคนสัก 3 เดือน
 เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค หรือ ยาประจำตัวของแต่ละคน
 ต้องเตรียมสำรองไว้รับประทานให้พอเพียงสัก 3 เดือน เช่นเดียวกัน และ
 ทยอยนำมาใช้ตามอายุการเก็บ ใช้ไปแล้ว หาซื้อมาใส่เพิ่ม

 * ต้องสะสมเมล็ดพันธุ์พืชผักผลไม้ไว้หลายสิบชนิด
 เพื่อจะมีพืชผักและผลไม้ที่หลากหลายไว้บริโภคในยามมีภัยพิบัติ
 อย่าลืมเสริมด้วยการปลูกพืชสมุนไพร ที่เป็นตัวยาในการรักษาโรคต่างๆด้วย

 * โดยขอให้ท่านฝึกฝน ทำการทดลองปลูกให้เป็นปกติตั้งแต่บัดนี้
 เพื่อการเรียนรู้
 และปรับปรุงบำรุงรักษา ในยามมีภัยพิบัติมาถึงในอนาคต
 จะได้ไม่ต้องพึ่งพิงปัจจัยนอกที่ อยู่อาศัยมากนัก ไม่ว่าตลาด หรือ ร้านค้า
 ก็อาจไม่มีอาหารหรือ ปัจจัย 4 จำ____________หน่ายในช่วง เวลานั้นๆ แต่
 ถ้าไม่มีภัยพิบัติเกิดขึ้น
 ท่านก็ไม่เสียประโยชน์จากสิ่งที่ท่านปลูกไว้บริโภค

 * ท้ายที่สุด ในวันนี้ ขอให้ท่านถามตนเองว่า ท่านเป็นใคร มีหน้าที่อะไร
 ในสถานที่ใดๆก็ตาม ไม่ว่าที่บ้าน หรือ ที่ทำงาน หรือ ที่ใดก็ตาม
 เราเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ของเราให้ดี ที่สุดหรือยัง
 เราได้ทำให้คนและสัตว์รอบข้างเรามีความสุขหรือยัง
 เรามีความเมตตา(ให้ผู้อื่นมีความสุข) กรุณา (ให้ผู้อื่นพ้นทุกข์) มุทิตา
 (ยินดีที่ผู้อื่นได้ดี) และ มีอุเบกขา (วางใจเป็นกลาง -
 ปล่อยวางถ้าไม่สามารถช่วยได้) ที่เต็มเปี่ยมแล้วหรือยัง เรารักษาศีล 5
 ข้อได้ครบถ้วนไหม สิ่งใดที่ขาดตกบกพร่อง รีบเสริมให้เต็ม
 ไม่ว่าจะมีเหตุการณ์
 ร้ายแรงแค่ไหนก็ตามเกิดขึ้น เราสามารถตอบได้ว่า ที่ผ่านมา ความชั่วเราไม่ทำ
 เรา
 ตั้งใจที่จะทำแต่ความดี
 เราจัดสรรเวลาทำจิตให้ผ่องใสด้วยการทำสมาธิภาวนาบ้างวิปัสสนาภาวนามาบ้าง
 แล้ว
 เชื่อมัน่ ได้ว่า สุคติภูมิเป็นของท่านแน่นอน

 * ขอให้ทุกท่านมีความปลอดภัย มีความสุข สงบ สำเร็จ สมหวัง และ
 มีสันติในจิตใจของ ทุกท่าน
 *
 ด้วยความปรารถนาดี จาก
 อ.มงคล กริชติทายาวุธ
 *__________________








--
Supunnee Yongkidcharearnlarp
Librarian, Faculty of Engineering's Library,
Chulalongkorn University
Tel. +66-2-2186361
Fax. +66-2-2186358




Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages