ถ้าเรารอ เราจะรู้สึกว่าช้า จะรู้สึกว่านาน แต่ถ้าไม่รอ จะไม่รู้สึกว่าช้า จะไม่รู้สึกว่านาน
ลองสังเกตชีวิตของเราที่ผ่านมา วันหนึ่งๆเราจะรู้สึกว่าผ่านไปรวดเร็ว หากว่าวันนั้น เรามีงานที่รับผิดชอบที่ต้องการสะสางให้เรียบร้อยในวันนั้น เข็มนาฬิกาดูเหมือนจะแข่งกันเดินไม่ยอมรั้งรอกันเลย ยิ่งใกล้ถึงกำหนดนัดหมายที่ต้องส่งงานเมื่อใด เข็มนาฬิกาต่างก็เร่งรีบเดินเร็วขึ้นราวกับว่า จะเดินกันเป็นครั้งสุดท้ายของชีวิตแล้ว
แต่ในทางกลับกัน หากวันใดที่เราไม่มีอะไรให้ทำ และเฝ้ารอให้ถึงเวลากำหนดนัดหมาย เข็มนาฬิกากลับเดินกันอย่างชักช้าอ่อยอิ่ง ดุจเป็นเหมือนวันหยุดหรือวันแห่งความขี้เกียจของเข็มนาฬิกากันเลย ทั้งๆที่นาฬิกาก็ทำงานไปตามหน้าที่ปกติของมัน มีแต่ใจเราเท่านั้นที่คอยไปจดจ่อและดิ้นรน ให้ถึงเวลานัดหมายให้ได้เร็วอย่างใจปราถนา
ก็เมื่อปราถนา ก็ย่อมเป็นทุกข์ ตามธรรมดาของสัจจธรรมของโลก
สำหรับนักภาวนา บางครั้งเราอาจรู้สึกว่า มรรค ผล นิพพาน อยู่ห่างไกลเสียเหลือเกิน และยิ่งไปกว่านั้น ไม่อาจกำหนดนัดหมายได้เสียด้วยว่า จะได้จะถึงเมื่อไหร่ และก็มีแต่ต้องลงมือทำเอ ต้องเพียรเอา ด้วยความมีสติ มีปัญญา ก็ยิ่งดูเหมือนว่าจะต้องปีนข้ามกำแพงที่ทั้งสูงชันและลื่นไถลง่าย ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่มีแต่ความสิ้นหวัง
แต่ความจริงไม่ใช่ หากเราเพียรภาวนาตามจริตและกำลังของตน วันเวลาก็จะหมดไปโดยที่ไม่ใช่สิ่งไร้ประโยชน์ แต่กลับจะผ่านไปอย่างรวดเร็วเพราะเรามี "การงาน" ที่ต้องทำ อีกทั้งในระหว่างนั้น กิเลสตัณหาต่างก็มีโอกาสครอบงำจิตได้น้อยลง เราเองไม่ได้กระวนกระวายเป็นทุกข์ เพราะกิเลสครอบงำจิตน้อยลงอีก กลับเป็นการใช้วันเวลาให้ผ่านไปอย่างคุ้มค่าและน่ายกย่องชมเชยเป็นอย่างยิ่งอีกด้วย
ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เมื่อภาวนาไปตามจริตและกำลังของตน เพียงรักษาความสม่ำเสมอเอาไว้ แล้วเราจะพบว่า กำแพงที่สูงชันและลื่นไถลง่ายตามที่เคยรู้สึกนั้น แท้จริงก็เป็นเพียงเนินดินหลังบ้าน ที่ไม่ได้มีความยากลำบากในการเดินอย่างที่คิด แล้วยังสร้างความสนุกสนานเพลิดเพลินให้กับเรา ไม่ต่างกับครั้งวัยเด็กที่เราเคยวิ่งเล่นบนเนินดินหลังบ้านนั้นเอง