|
นางวิสาขา .. มหาอุบาสิกา ..
ผกาแก้ว ไปดูละครเวทีกับเพลินไฉน ได้ ที่นั่งแถวหน้าของชั้นสอง ผกาแก้วเพลินกับบรรยากาศใน โรงละครที่มีคน เข้าชมมากมาย เพลินไฉนอ่านสูจิบัตรอยู่อย่างตั้งใจ ไม่นานนักไฟเวทีก็ สลัวลง คณะดนตรีบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ก่อนเริ่มการแสดง
ม่าน กำมะหยี่สีแดงเคลื่อนตัวออกไปสองข้าง เผยให้เห็นฉากริมฝั่งน้ำ หญิงสาว หลายคนเดินกันเป็นกลุ่มๆ ท่าทางรื่นเริง ที่มุมซ้ายของเวทีมีศาลาริมน้ำ และเบื้องหน้าเป็นพราหมณ์ ๘ คน ยืนมองดูสาวๆ ที่กำลังเดินกันขวักไขว่ พราหมณ์หนุ่มคนหนึ่ง พูดว่า
“วันนี้เป็นวันนักขัตฤกษ์ประจำ ปี ดูสิ พวกสาวๆ ทุกคนที่เคยปิดหน้า วันนี้พากันเปิดผ้าคลุมหน้า เดิน ไปท่าน้ำอาบน้ำกัน”
พราหมณ์อีกคนถามว่า
“ตรงนั้นทำไมมีพวก ผู้ชายยืนซุ่มๆ อยู่ ตั้งหลายคนน่ะ เห็นมั้ย” พราหมณ์คนแรกมองตาม “ก็ วันนี้แหละเป็นวันที่อนุญาตให้ชายหนุ่ม เอาพวงมาลัยมาคล้องให้หญิงที่ตัว เองรักชอบใจได้ยังไงเล่า ถ้าผู้หญิงเขาพอใจตอบ เขาก็รับพวงมาลัยไว้ แล้ว ให้ฝ่ายชายไปสู่ขอกับพ่อแม่ จะได้แต่งงานกัน”
ลึกเข้าไปในเวที มี หญิงสาวหลายคนที่รับพวงมาลัยจากชายหนุ่ม และยืนอ้อยอิ่งคุยกันอยู่ เวที ทางขวามือ มีกลุ่มหญิงเดินมากลุ่มหนึ่ง ผู้นำกลุ่มเป็นหญิงสาวสวย เดินมา ด้วยท่วงท่าสง่างาม หัวหน้าพราหมณ์เดินออกมายืนมองเป็นพิเศษ “อา นี่ แหละ หญิงเบญจกัลยาณี ที่เราเฝ้าติดตามหา”
พราหมณ์ทั้งกลุ่มเริ่มหัน มาสนใจเช่นกัน
พราหมณ์ทั้งกลุ่มเริ่มหันมาสนใจเช่นกัน
“ดู สิ เธอมีลักษณะของเบญจกัลยาณี มีผมงามยาวสลวยลงมาเหมือนกำหางนกยูง แล้ว ปลายกลับช้อนขึ้น ดูริมฝีปากสิ แดงสดเหมือนลูกตำลึงสุก เรียบชิดสนิท ดี งามจริง ผิวก็งาม ขาวเหมือนดอกกรรณิการ์”
พราหมณ์อีกคนก็ยืน ชมชอบอยู่เช่นเดียวกัน “ใช่ หรือถ้าใครผิวดำต้องดำเหมือนดอกบัวเขียว ก็ จะเป็นเบญจกัลยาณีเหมือนกัน อีกอย่างคือกระดูกงาม คือฟันสวยนั่นเอง แต่ เราจะเห็นฟันของเธอได้อย่างไร”
ขณะนั้นเอง ฝนก็ตกลงบนเวที ผู้ชมตบ มือชอบใจ
นักแสดงทั้งหลายวิ่งกันชุลมุน สาวๆ ส่งเสียงวี้ด ว้าย สาวๆ กลุ่มทางขวาก็พากันวิ่งหน้าเวที แล้วเข้าไปหลบฝนในศาลา ยก เว้นหญิงที่พราหมณ์กำลังเอ่ยชม ที่ยังคงเดินเป็นปกติ เสื้อผ้าเริ่ม เปียกปอน ทำให้เห็นรูปร่างงดงาม เมื่อเธอเดินมาถึงศาลา หัวหน้าพราหมณ์ก็ กระแอมเสียงดัง พูดเปรยๆ ออกไปว่า
“ธิดานี้เฉื่อยชาเหลือเกิน เมื่อ แต่งงานสามีของเธอคงไม่มีอะไรกิน”
หญิงสาวหยุดชะงัก และเอ่ยถาม ด้วยเสียงอันไพเราะเหมือนกังสดาล
“ท่านว่าใครคะ” “ก็เธอนั่นแหละ แม่หนู” “ทำไมจึงว่าฉันคะ”
พราหมณ์ จึงอธิบายว่า
“เวลาฝน ตก หญิงบริวารของเธอ วิ่งเข้าศาลาเพื่อไม่ให้เปียก แต่เธอไม่ได้รีบ เหมือนคนอื่น ปล่อยให้เสื้อผ้าเปียกหมด”
เธอจึงเอ่ยว่า
“ท่าน ทั้งหลาย อย่าว่าฉันอย่างนั้น ฉันแข็งแรงกว่าหญิงบริวารมาก แต่ที่ฉันไม่ วิ่ง เพราะมีเหตุผลบางอย่าง”
พราหมณ์จึงขอให้เธออธิบาย
“เหตุผล ประการแรก ธรรมดาหญิงเมื่อวิ่ง ย่อมดูไม่งาม ต้องเดินปกติ จึงจะดูงาม ท่านกล่าว ว่าคน ๔ จำพวกวิ่งไม่งาม คือ พระราชา ผู้ทรงเครื่องประดับ แล้ววิ่งไป ในพระลานหลวงย่อมดูไม่งาม คนทั้งหลายจะติเตียนว่า พระราชาวิ่งไปเหมือน สามัญชน ช้างมงคลประดับประดาด้วยคชาภรณ์ แล้ววิ่งไปย่อมดูไม่งาม ถ้า ค่อยๆ เดินไปด้วยลีลาของช้างจึงจะดูงาม พระภิกษุเมื่อวิ่งไปย่อมไม่งาม คน ทั้งหลายจะติเตียนว่าวิ่งเหมือนคฤหัสถ์ สุดท้ายคือหญิง เมื่อวิ่งไปย่อม ได้รับคำติเตียนว่า ทำไมหญิงนี้วิ่งเหมือนชาย”
พวกพราหมณ์ ทั้ง ๘ แสดงท่าทางพออกพอใจ เธอกล่าวต่อไปว่า
“เหตุผลประการที่ ๒ คือ พ่อแม่ย่อมถนอมลูกมาแต่เยาว์วัย หากฉันวิ่งไปอาจสะดุดหรือลื่นหกล้ม มือ หรือเท้าหัก ต้องตกเป็นภาระของครอบครัว ส่วนเสื้อผ้านั้น เปียกแล้วก็ แห้งได้ ดังนั้น ฉันจึงไม่วิ่ง”
ขณะที่เธอพูด พราหมณ์ทั้ง ๘ ก็ คอยสังเกตดูฟันของเธอ หัวหน้าพราหมณ์กล่าวว่า
“ฟันอันงามเช่น นี้ เราไม่เคยเห็นเลย”
พราหมณ์อีกคนหนึ่ง ถามว่า
“เธอชื่อ อะไร เป็นธิดาของใคร”
“ฉัน ชื่อวิสาขา คุณพ่อฉันคือท่านธนัญชัย เศรษฐีแห่งเมืองสาเกตนี้” หัวหน้าพราหมณ์หันไปหาพราหมณ์ผู้ถือพวงมาลัย ทองคำอยู่ ให้นำมามอบให้หญิงสาว เธอยังไม่ได้รับพวงมาลัยทองคำ แต่สอบ ถามความเป็นมา
พราหมณ์เล่าให้ฟังว่า
“พวกเราเป็นตัวแทนของ ท่านมิคารเศรษฐี แห่งเมืองสาวัตถี ท่านมีลูกชายชื่อปุณณวัฒนกุมาร ท่าน มิคาระต้องการให้พวกเราสืบเสาะหาหญิงเบญจกัลยาณี คือผู้ที่มีผมงาม เนื้อ งาม กระดูกงาม ผิวงาม และวัยงาม เพื่อไปเป็นสะใภ้ พวกเราเห็นว่า เธอ นี้งามสมเป็นเบญจกัลยาณีที่เราค้นหา จึงขอมอบพวงมาลัยทองคำนี้ให้ โปรดจง รับไว้ด้วยเถิด”
วิสาขารับพวงมาลัยทองคำนั้น ม่านสีแดง ค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าหากัน ผู้ชมปรบมือให้นักแสดง
ผกาแก้วหันไป คุยกับเพลินไฉน “เลือกนางเอกมาสวยดีนะ หน้าตาดูสวยเย็นๆ สมเป็นนาง วิสาขา”
“แต่อีกหน่อยจะไม่สมหรอก” เพลินไฉนหัวเราะเบาๆ “เพราะนัก แสดงคนนี้อีก ๒๐-๓๐ ปีก็จะดูแก่ แต่นางวิสาขาตัวจริงไม่แก่ คืออาจจะแก่ กว่าเดิมหน่อย เมื่อเทียบกับตัวเอง แต่ถ้าเทียบกับคนอื่นเหมือนจะไม่ แก่” “ทำไมยังงั้น” ผกาแก้วถาม
“ก็เป็นเบญจกัลยาณี คือวัยงาม วัย งามคือมีลูก ๑๐ คนก็ยังสวยเหมือนเดิม นางวิสาขานี่อายุ ๑๒๐ ปีนะ มี ลูกชาย ๑๐ คน ลูกสาว ๑๐ คน มีหลานเป็นร้อยละ แต่เวลาเดินไปกับหลานนี่ จะ เดาไม่ออกว่าคนไหนคุณยาย คนไหนคุณหลาน สวยพอๆ กัน”
“โอ้โฮ ขนาด นั้น” ผกาแก้วอุทาน
ม่านสีแดงค่อยๆเคลื่อนตัวเปิดอีกครั้ง
เป็น ฉากบ้านของธนัญชัยเศรษฐี มีข้าทาสบริวารมากมายขวักไขว่ ธนัญชัย เศรษฐี กำลังคุยอยู่กับนางวิสาขา
“พ่อได้รับข่าวจากท่านมิคารเศรษฐี แล้วล่ะลูก พวกพราหมณ์ ๘ คนได้ไปแจ้งเรื่องของลูกกับเขาแล้ว เขาพอใจ มาก ก็น่าจะพอใจอยู่หรอกนะ ลูกสาวพ่อดีออกอย่างนี้”
วิสาขา ยิ้ม ก้มหน้าไม่ได้พูดอะไร
“ความจริง ทางมิคารเศรษฐี มีทรัพย์ สมบัติอยู่เพียง ๔๐ โกฏิ เงินเท่านี้เมื่อเทียบกับพ่อแล้วเป็นเงินเพียง เล็กน้อย แต่พ่อไม่ได้คิดเรื่องนั้นหรอก พ่ออยากให้ลูกได้แต่งงาน จะ ได้มีคนคุ้มครองรักษา แค่นี้พ่อก็พอใจแล้ว”
วิสาขาถามว่า
“เขา ส่งข่าวมาว่ายังไงจ๊ะพ่อ” “เขาบอกว่า พระเจ้าปเสนทิโกศลจะเสด็จมาด้วย” “ทำไม ท่านจึงเสด็จล่ะจ๊ะพ่อ” วิสาขาสงสัย “ท่านคงจะเห็นว่า ตระกูลของเราท่าน นำมาเอง ท่านคงจะยกย่องให้เกียรติแก่เรา ลูกจำได้มั้ยเมื่อตอนที่ลูก ยังเล็ก เราอยู่กับคุณปู่ที่เมืองภัททิยะ ใครๆ ก็รู้จักเมณฑกเศรษฐี กันทั้งนั้น”
“จำได้ค่ะ” วิสาขาตอบ
“พระพุทธเจ้าเคยเสด็จภัท ทิยนคร ลูกอายุได้ ๗ ขวบ ได้ฟังธรรมในครั้งนั้นด้วย” “เมืองภัททิยะ ของเราอยู่ในแคว้นอังคะ ซึ่งอยู่ในปกครองของพระเจ้าพิมพิสาร ครั้ง นั้นพระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จไปทูลขอเศรษฐีใหญ่สักคนหนึ่ง พระเจ้าพิมพิ สาร ก็ส่งให้พ่อมาอยู่กับพระเจ้าปเสน-ทิโกศล”
“ลูกยังจำการเดินทาง คราวนั้นได้ เรามาถึงที่นี่ในเวลาเย็น พ่อถึงตั้งชื่อเมืองนี้ว่า เมืองสาเกต”
“ใช่ พ่ออยากตั้งเมืองตรงนี้ ก็ห่างจากสาวัตถีแค่ ๗ โยชน์ เท่านั้น ในเมืองสาวัตถีมีคนแออัดมาก พ่อไม่อยากเข้าไปเพิ่มความแออัดอีก อยู่ ตรงนี้แหละดีแล้ว สบายกว่ากันเยอะเลย”
“พระราชาเสด็จมา ก็คงจะพาข้า ราชบริพาร มาด้วยมาก ทีเดียวนะจ๊ะพ่อ”
“พระราชามา สัก ๑๐ องค์ เราก็ยังต้อนรับได้ลูก”
“ท่านมิคารเศรษฐี ก็คงมีคนมา ด้วยมากเหมือนกันนะจ๊ะ”
“พ่อว่าคงจะมากันหมดบ้านละมัง ลูกจะช่วย พ่อต้อนรับดูแลแขกเหรื่อนี่ได้มั้ย วิสาขา ลูกเป็นคนฉลาด แม้ลูกจะยัง อายุน้อย แต่พ่อเชื่อว่าลูกจะจัดการกับทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างดี”
“ได้ จ้ะพ่อ เรื่องนี้ให้เป็นหน้าที่ของลูกเอง ลูกจะดูแลทุกอย่างจนแม้แต่คน เลี้ยงช้าง ลูกก็จะจัดเตรียมให้ คนเลี้ยงช้างของพวกเขาจะได้มีโอกาส เที่ยว ชมบ้านเมืองของเรา”
วิสาขา ลุกจากที่เดินไปกลางเวที แสงไฟสาด ส่องมาจับที่เธอโดยเฉพาะ
พื้นบริเวณที่นั่งของพ่อค่อยๆ เลื่อนไป ทางขวาของเวที ไฟที่ส่องตรงลงมาหรี่ลงมาก ทำให้พ่อนั่งอยู่ในความสลัว ลาง นี่เป็นการเปลี่ยนฉากด้วยแสงไฟ โดยที่ผู้แสดงไม่ต้องลุกออกไป
บริวาร คนโน้นคนนี้เดินเข้าไปหาวิสาขาเป็นกลุ่มๆ เพื่อรับคำสั่งให้ไปเตรียมงาน ด้านต่างๆ ในไม่ช้า ทั่วเวทีก็เหมือนมีงานรื่นเริง ประจำปีของเมืองสา เกต มีคนร้องรำทำเพลง ซุ้มอาหารมีคนไปขอตักอาหารตลอดเวลา บางคนจับ กลุ่มคุยกันสนุกสนาน วิสาขาเดินช้าๆ ไปดูความเรียบร้อยตามจุดต่างๆ
ไฟ เปลี่ยนมาเจิดจ้าบริเวณที่นั่งของธนัญชัยเศรษฐี ซึ่งขณะนี้มีพระเจ้าปเสน ทิโกศลประทับอยู่ด้วย พร้อมกับมิคาร-เศรษฐี พระเจ้าปเสนทิโกศล ตรัส ว่า
“เราก็มาอยู่ได้ ๒-๓ วันแล้ว เศรษฐีจะเลี้ยงดูพวกเราก็ลำบาก นัก จงรีบส่งลูกสาวเถิด”
ธนัญชัยเศรษฐีทูลว่า
“บัดนี้ฤดู ฝนแล้ว การเสด็จไปเป็นการลำบาก ขอให้ทรงประทับที่นครสาเกตนี้ การบริการ ต่างๆ แก่ไพร่พลของพระองค์ เป็นหน้าที่ของข้าพระองค์ พระองค์จะเสด็จ กลับได้ก็เมื่อข้าพระองค์จะส่งเสด็จพระเจ้าข้า”
พระเจ้าปเสนทิ โกศล และมิคารเศรษฐี แสดงความพอใจ และแสงไฟมุมนี้ก็สลัวลง กลับไปเจิดจ้า ตรงกลางทั่วเวที ซึ่งดูเหมือนงานรื่นเริงที่มีชีวิตชีวาอย่างยิ่ง มี ชายกลุ่มหนึ่ง เดินออกมาทางซ้ายของเวที และเดินมาจนเกือบถึงกลาง เวที ธนัญชัยเศรษฐี เดินมาจากทางขวา และได้มายืนสนทนากันตรงกลางเวที ธนัญ ชัยเศรษฐีกล่าวว่า
“นี่แน่ะ นายช่างทอง เราต้องการให้พวกท่านทำ เครื่องประดับ มหาลดาปสาธน์ ทำด้วยทองสุกพันลิ่ม เงิน แก้วมณี แก้ว มุกดา แก้วประพาฬ และเพชร ที่มีจำนวนเท่าทอง”
ช่างทองยกมือขึ้น พนม
“ต้องใช้เวลามากนะท่านเศรษฐี” “ต้องใช้เวลาเท่าใด” “ประมาณ ๔ เดือน ขอรับ” “ตกลง” เศรษฐีกล่าว
ช่างทองเดินกลับออกไปทางซ้ายของเวที เศรษฐี เดินกลับไปนั่งที่มุมขวาตามเดิม นั่งคุยกับพระเจ้าปเสนทิโกศล และมิคา รเศรษฐีในแสงไฟสลัว
กลุ่มรื่นเริงต่างๆ กลางเวที ค่อยๆ ทยอยถอน ออกไปทีละกลุ่ม
ขณะเดียวกันก็มีกลุ่มใหม่ซึ่งแต่งตัว และเตรียม ข้าวของสำหรับการเดินทางค่อยๆ ทยอยเข้ามาแทนที่ทีละกลุ่มเหมือนกัน ดัง นี้เรื่อยๆ ไป
จนกลางเวทีทั้งหมดได้กลายเป็นภาพ ของการเตรียมการ เดินทางขนานใหญ่ของผู้คนจำนวนมาก พื้นส่วนห้องที่นั่งของธนัญชัย เศรษฐี เลื่อนกลับมา กลางเวที ธนัญชัยเศรษฐี พระเจ้าปเสนทิโกศล และมิ คารเศรษฐี กำลังสนทนากันเรื่องการเดินทาง
“ข้าพเจ้าได้ให้อุปกรณ์ เครื่องเรือนทุกอย่างแก่วิสาขา เพื่อจะได้ไม่ต้องเดือดร้อน เมื่อจะ หยิบจับใช้สอยและให้วัวไปหนึ่งหมื่นตัว ส่วนคนรับใช้ชายหญิงนั้นแล้วแต่ ใครจะสมัครใจไป”
มิคารเศรษฐี พูดว่า
“คนติดตามไปมากเกิน ไป จริงๆ ขอรับ ข้าพเจ้าให้ลดลงเสียบ้างน่ะขอรับ คงจะเอาไปหมดไม่ไหว” “พวก เขาจะเลี้ยงตัวเขาเองแหละท่าน”
ธนัญชัยเศรษฐีแก้ไขให้ แต่มิคา รเศรษฐีส่ายหัว
“ขอลดเถอะขอรับ ข้าพเจ้าบอกไปแล้วว่าอนุญาตให้ใคร ไปบ้าง” “งั้นก็ตามแต่ท่านเถอะ”
ขณะนั้น กลุ่มนายช่างทองเดิน เข้ามาและนั่งลงทางเบื้องซ้าย วิสาขาเดินออกมาจากเวทีด้านขวา สวมชุด เครื่องประดับมหาลดาปสาธน์สวยงามมายืนนิ่งอยู่ แสงไฟส่องจับเธอจนดูโดด เด่นงามตา ผู้ชมปรบมือต้อนรับกันเกรียว
เพราะชุดเครื่องประดับ นั้นสวยงาม แปลกตาและดูหรูหรามาก ช่างทองคนหนึ่งลุกขึ้นยืนอ่านใบ รายงานว่า
“เครื่องประดับมหาลดาปสาธน์ มีเครื่องประกอบคือ เพชร ๔ ทะนาน แก้ว มุกดา ๑๑ ทะนาน แก้วประพาฬ ๒๐ ทะนาน แก้วมณี ๓๓ ทะนาน ส่วนที่พึงใช้ ด้ายใช้เงินแทน เครื่องประดับคลุมศีรษะยาวลงมาจรดหลังเท้า ลูกดุมทำ ด้วยทอง ห่วงลูกดุมทำด้วยเงิน นกยูงรำแพนที่ประดับเหนือศีรษะ ทำด้วย วัตถุต่อไปนี้ ขนปีกขวาทำด้วยทอง ๕๐๐ ขน ขนปีกซ้ายทำด้วยทอง ๕๐๐ ขน จะงอย ปากทำด้วยแก้วประพาฬ นัยน์ตาทำด้วยแก้วมณี คอและแววหางทำด้วยแก้ว มณี ก้านขนทำด้วยเงิน ขาทำด้วยเงิน เครื่องประดับนี้มีราคา ๙ โกฏิ ค่า แรงงาน ๑ แสน ขอรับท่าน”
ม่านกำมะหยี่สีแดงค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้า มา
ผกาแก้วหันไปบอกเพลินไฉน
“ชุดมหาลดาปสาธน์นี่สวยจริงๆ นะ
แต่ จะใส่ยังไงคงจะหนักแย่เลย” “ก็ไม่ได้ใส่บ่อยหรอก
ท่านว่าในชมพู ทวีปมีผู้หญิงมีบุญอยู่ ๓ คนเท่านั้นที่ได้เครื่องประดับมหาลดา ปสาธน์ คือ วิสาขา มัลลิกา ภรรยาของพันธุลเสนาบดี และลูกสาวเศรษฐี เมืองพาราณสีอีกคนหนึ่งเท่านั้น”
“นับเป็นของหายากและก็มียากด้วยใช่ มั้ย”
“คือเครื่องประดับนี้เป็นผลแห่งการถวายจีวร ท่านว่าอย่าง นั้น ถ้าเป็นชายก็จะได้รับจีวรและบาตร ด้วยฤทธิ์นะ เวลาบวชแล้วก็จะมี จีวรและบาตรขึ้นมา เรียกว่าเป็นอานิสงส์แห่งจีวรทาน”
ฉาก ที่ ๓ บนเวทีเป็นฉากบ้านของมิคารเศรษฐี
เศรษฐีกำลังเลี้ยงอาหารพวกชี เปลือย โดยนักแสดงแต่งชุดแนบเนื้อสีเนื้อตลอดตัว ผมเผ้ายาวรุงรังลงมา ตามหลังไหล่ มีจำนวนเกือบ ๑๐ คน นั่งกินอาหารกันอยู่ ครู่ใหญ่ เศรษฐี สั่งให้คนไปเรียกวิสาขา
“เจ้าจงไปพาวิสาขามาไหว้พระอรหันต์”
คน รับใช้เดินไปหาวิสาขา ซึ่งนั่งอยู่ในเงาสลัวมุมขวาของเวที เมื่อคนรับ ใช้เดินไปถึงก็นั่งคุกเข่าลง ไฟที่มุมนี้ก็เจิดจ้าขึ้น เห็นวิสาขานั่ง ฟัง
“ท่านเศรษฐีให้มาเชิญท่านไปไหว้พระอรหันต์” “พระอรหันต์ หรือ เราจะได้กราบพระอรหันต์ โอ ดีจริง” วิสาขารีบลุกเดินไปยังที่มิคา รเศรษฐีนั่งอยู่ พอเธอเห็นพวกชีเปลือยกำลังกินข้าว แทนที่จะเป็นภิกษุ สงฆ์ ก็ผงะถอยหลัง มีอาการกระดาก หันมารำพึงกับตนเองว่า “คนไม่มีความ อายเช่นนี้ จะเป็นอรหันต์ไม่ได้ ทำไมคุณพ่อจึงเรียกเรามา”
เธอ แสดงอาการนิ่งเฉย ไม่ไหว้ ไม่นั่ง แล้วเดินกลับไปเสียเฉยๆ พวกชี เปลือยเห็นอาการดังนั้น ก็กล่าวตำหนิเศรษฐี
“ท่านเศรษฐี หญิงอื่นที่ ดีกว่านี้ไม่มีแล้วหรือ ทำไมเอาหญิงกาฬกรรณีอย่างนี้มาเป็นสะใภ้ จง ไล่เธอออกจากบ้านโดยเร็วเถอะ”
เศรษฐีรำพึงเบาๆ ว่า
“สะใภ้ เรามาจากตระกูลใหญ่ จะขับไล่เธอไปเพียงเพราะคำพูดของพระคุณเจ้า ก็ไม่ สมควร
เศรษฐีจึงรีบเข้าไปพูดกับชีเปลือยว่า
“ท่านทั้งหลาย อย่าถือสาเลย นางเป็นเด็ก ทำไปด้วยรู้บ้างไม่รู้บ้าง”
พวกชี เปลือยก็ค่อยๆ เดินออกไปจากเวที
เศรษฐีกลับมานั่งที่โต๊ะ ลงมือรับ ประทานข้าว วิสาขาเข้ามาปรนนิบัติอยู่ใกล้ๆ ขณะนั้นพระภิกษุรูปหนึ่ง มายืนอยู่หน้าเรือน วิสาขาก็ไปยืนอยู่ข้างหนึ่ง เพื่อให้พ่อผัวสังเกต เห็นพระ เศรษฐีเห็นพระแล้ว แต่ก็ก้มหน้ากินข้าวต่อไปอย่างไม่สนใจ วิสาขา ท่าทางผิดหวัง ครู่หนึ่งจึงหันไปกล่าวกับพระว่า
“นิมนต์ข้างหน้า เถิด พ่อผัวของดิฉันกำลังบริโภคของเก่า”
พระภิกษุเดินจากไป เศรษฐี ลุกขึ้นพรวดพราด ตะโกนให้คนรับใช้ยกข้าวออกไปด้วยความโมโห แล้วชี้ หน้าวิสาขา
“เธอจงกลับบ้านไปซะ มาหาว่าเรากินของไม่สะอาดได้ยังไง”
วิสาขา พูดเสียงเรียบๆ
“คุณพ่อ ดิฉันไม่ยอมออกจากบ้านด้วยเรื่องเพียงเท่า นี้ คุณพ่อไม่ได้พาดิฉันมาเหมือนพาคนรับใช้มานะคะ ดิฉันเป็นลูกของ ตระกูลที่ยังมีพ่อแม่ เมื่อดิฉันมา คุณพ่อของดิฉันได้ให้พราหมณ์ ๘ คนมา ด้วย เพื่อคอยดูแลและชำระโทษของดิฉันถ้าหากมีขึ้น ดิฉันขอให้เรียก พราหมณ์ทั้ง ๘ คนมาชำระโทษก่อน”
มีพราหมณ์ ๘ คนเดินออกมาทางด้านซ้าย เศรษฐี เข้าไปพบและสนทนากันเบาๆ อยู่ครู่หนึ่ง วิสาขายืนคอยอยู่เงียบๆ ท่าทาง มั่นอกมั่นใจ พราหมณ์คนหนึ่งก้าวมาข้างหน้า ถามวิสาขาว่าเป็นดังที่ เศรษฐีเล่าหรือไม่ วิสาขาตอบว่า
“ดิฉันไม่ได้เจตนาว่าพ่อผัวกินของ ไม่สะอาด หากแต่หมายความว่า พ่อผัวของดิฉันมั่งมีศรีสุขอยู่เดี๋ยว นี้ เพราะบุญเก่า ไม่ต้องทำงานเหน็ดเหนื่อยก็มีกินมีใช้”
พราหมณ์ กล่าวกับเศรษฐีว่า
“ในเรื่องนี้ ท่านไม่สามารถกล่าวโทษลูกสาวของเรา ได้ เธอพูดถูกแล้ว ทำไมท่านจึงโกรธ”
เศรษฐีหงุดหงิด หน้ายังยุ่ง เหมือนเดิม
“ถึงเธอไม่ผิดในเรื่องนี้ เธอก็ยังมีโทษข้ออื่นๆ อีก คืน ก่อนเธอกับคนใช้หลายคนลงไปหลังบ้าน ไปทำไม”
วิสาขาชี้แจงว่า
“นาง ลามันตกลูก ดิฉันจึงให้คนใช้ถือโคมไฟลงไปดูไปช่วยเหลือมัน ดิฉันจะมี ความผิดอย่างไร”
มิคาระยังไม่หายหงุดหงิด
“ตอนคืนก่อนที่เธอ จะมาบ้านฉัน พ่อของเธอให้โอวาทแก่เธอ ๑๐ ข้อ การให้โอวาทของพ่อเธอ นั้นเป็นเรื่องไม่สมควร เช่นข้อที่หนึ่งว่า ไฟในอย่านำออก ก็เมื่อไฟ ของบ้านอื่นดับ เขามาขอไฟ เราจะใจแคบยังไง ขนาดไม่ยอมให้ไฟเขาไป ส่วน ไฟนอกอย่านำเข้า ก็เหมือนกัน ภายในบ้านเราไฟดับ เราก็ต้องไปขอไฟจากภาย นอก โอวาทของพ่อเธอ เราไม่อาจเข้าใจความหมายได้ นี่เป็นความผิดของเธอ เหมือนกัน”
วิสาขาจึงอธิบาย ด้วยสุ้มเสียงอันหนักแน่น แต่นุ่มนวล
“ข้อ ที่ว่า “ไฟในอย่านำออก” นั้นหมายความว่า เมื่อเห็นโทษของพ่อผัว แม่ ผัว หรือสามีแล้ว อย่านำโทษนั้นไปพูดให้คนภายนอกรู้
ข้อว่า “ไฟ นอกอย่านำเข้า” นั้นหมายความว่า เมื่อคนบ้านใกล้เรือนเคียงพูดถึงความไม่ ดีของพ่อผัว แม่ผัวหรือสามี จงอย่านำคำพูดนั้นมาพูดให้ท่านฟังอีก
ข้อ ว่า “เจ้าจงให้แก่คนที่ควรให้” นั้น หมายความว่า ใครมายืมเงินหรือของใช้ ไปแล้ว นำมาคืนในเวลาสมควร ก็จงให้แก่คนนั้น
ข้อว่า “จงอย่าให้ แก่คนที่ไม่ให้” หมายความว่า ใครมายืมเงินทองของใช้ ยืมแล้วไม่คืน ก็ อย่าให้แก่คนนั้นอีก
ข้อว่า “จงให้แก่บุคคลทั้งที่ให้และไม่ให้” คือ เมื่อญาติหรือมิตรยากจนมาพึ่งพาอาศัย หรือยืมเงินทองของใช้ก็จงให้ ไม่ ว่าเขาจะคืนหรือไม่คืนก็ตาม
ข้อว่า “พึงนั่งให้เป็นสุข” คือนั่งใน ที่เหมาะกับตน เช่น ไม่นั่งขวางประตู เมื่อพ่อผัวแม่ผัวนั่งในที่ต่ำ ตน ก็ไม่ควรนั่งที่สูง เป็นต้น
ข้อว่า “พึงบริโภคให้เป็นสุข” คือไม่ ควรกินก่อนพ่อผัว แม่ผัว หรือสามี ดูแลให้ทุกคนกินก่อน ตนจึงกินทีหลัง
ข้อ ว่า “พึงนอนให้เป็นสุข” คือไม่นอนก่อนสามี พ่อผัว หรือแม่ผัว ปฏิบัติให้ ทุกคนนอนให้เรียบร้อยก่อน แล้วจึงค่อยนอนทีหลัง
ข้อว่า “พึง บำเรอไฟ” อธิบายว่าพ่อผัวแม่ผัวและสามีเหมือนกองไฟ คือสามารถให้คุณ ให้โทษได้ เพราะฉะนั้นต้องปฏิบัติท่านโดยชอบ
ข้อว่า “พึงนอบน้อม เทวดาภายใน” อธิบายว่า พ่อผัว แม่ผัว และสามี ภรรยาควรเห็นเป็นเหมือน เทวดา พึงปฏิบัติท่านเหล่านั้นด้วยความเคารพอ่อนน้อม”
เศรษฐีมิ คาระ ฟังคำอธิบายแล้ว ก้มหน้านิ่ง เถียงไม่ออก พราหมณ์ถามว่า ยังเห็นโทษ ข้อไหนอีกมั้ย
“ไม่มีแล้ว” เศรษฐีตอบ อายนิดหน่อย
“เมื่อเป็น อย่างนี้ ท่านจะไล่ลูกสาวเราไปด้วยเหตุใด ท่านทำไปโดยไม่มีเหตุผลเลย”
เศรษฐี ก็ยังนิ่งอยู่อีก วิสาขาจึงพูดว่า
“เมื่อบิดาแห่งสามีขับไล่ให้ออก จากบ้าน ดิฉันยังไม่ออกเพราะยังไม่ทราบว่า ดิฉันมีความผิดถูกประการ ใด บัดนี้รู้แน่นอนแล้วว่า ไม่มีความผิด ดิฉันพร้อมจะกลับบ้านอย่างผู้ บริสุทธิ์ ขอท่านทั้งหลายจัดยานพาหนะไว้ให้พร้อม”
มิคารเศรษฐี ตกใจ รีบเข้าไปขอโทษวิสาขา “ยกโทษให้พ่อเถอะ อย่าไปเลย”
“ดิฉัน ไม่ได้ถือโทษคุณพ่อค่ะ แต่ดิฉันเติบโตมาในตระกูล อันเลื่อมใสพระพุทธ ศาสนาอย่างมั่นคง ไม่คลอนแคลน ดิฉันมาอยู่ที่นี่ไม่ได้ปฏิบัติบำรุง พระสงฆ์เลย ดิฉันไม่อยากจะอยู่ นอกจากว่าคุณพ่อจะอนุญาตให้ฉันเลี้ยง พระได้”
“พ่ออนุญาต” มิคาระรีบตอบ วิสาขาดีใจมาก บอกเศรษฐีว่า
“ดิฉัน จะไปนิมนต์พระ”
วิสาขารีบเดินออกไปทางด้านขวาของเวที มิคาระยืน ยิ้มอย่างสบายใจอยู่กลางเวที ไฟดวงเดียวฉายส่องลงมาที่เขา ม่านชั้นใน ยกขึ้น
เผยให้เห็นพระพุทธเจ้าทรงประทับเป็นประมุข มีภิกษุสงฆ์ นั่งเรียงกันอยู่ วิสาขาถวายน้ำแด่พระพุทธเจ้า แล้วหันมาบอกคนรับใช้ ให้ไปเชิญเศรษฐีมา
ขณะเดียวกันนั้นเอง พวกชีเปลือยก็มาล้อมมิคาระไว้ ชี เปลือยคนหนึ่งมากระซิบเศรษฐีว่า อย่าเข้าใกล้พระพุทธเจ้า เศรษฐีจึง หันไปบอกเด็กรับใช้ว่า
“ไปบอกวิสาขาว่าจงเลี้ยงพระไปเองเถอะ”
พวก ชีเปลือยจัดแจงกั้นม่านที่ด้านข้างเวที
วิสาขาให้คนรับใช้มาเชิญ เศรษฐีอีก พวกชีเปลือยเข้าฉุดมือเศรษฐีไว้ เศรษฐีทำท่าลังเล ในที่สุด ก็ บอกชีเปลือยว่าจะไปฟังพระพุทธเจ้า
ชีเปลือยก็พาเศรษฐีไปนั่งหลังม่าน มี เสียงดนตรีบรรเลงเบาๆ และเสียงบรรยายดังขึ้นมา ในขณะที่เหตุการณ์บนเวที กำลังดำเนินไปอย่างเงียบๆ
“พระศาสดานั้น ทรงมีบุญญาธิการมาก ทรง มีพระบารมีเต็มเปี่ยม แม้บุคคลอยู่คนละฟากภูเขา ฟากแม่น้ำ หากมีพระ ประสงค์จะให้ได้ยินพระธรรมเทศนา บุคคลนั้นย่อมได้ยิน อย่าว่าแต่ฟังนอก ม่าน
ดังนั้น เมื่อเศรษฐีนั่งเรียบร้อยแล้ว
พระศาสดาจึง เริ่มอนุปุพพิกถา และธรรมปริยายอื่นๆ อีก พระพุทธเจ้าทั้งหลายนั้นอุปมา ดังดวงจันทร์ คือคนทุกคนก็จะเห็นว่าดวงจันทร์ อยู่เหนือศีรษะตนหรือ อยู่ตรงบ้านของตน ไม่ว่าบ้านเขาจะอยู่ที่ไหน พระพุทธเจ้าตรัสพระธรรม เทศนาอยู่ คนฟังก็จะเข้าใจว่าตรัสอยู่กับตน นี่เป็นผลแห่งทานที่พระ พุทธเจ้าทรงทำมาดี
ทรงบริจาคสิ่งที่บริจาคได้ยาก เช่น บุตร ภรรยา อันเป็นที่รัก เลือดเนื้อ และชีวิต เป็นต้น
พระศาสดาทรงแสดง ธรรม มุ่งเอามิคารเศรษฐีเป็นสำคัญ เศรษฐีส่งกระแสจิตไปตามพระธรรมเทศนา ได้บรรลุโสดาปัตติผล
มีศรัทธาไม่หวั่นไหว หมดความสงสัยในคุณพระรัตน ตรัย มิคาระ ยกชายม่านขึ้น แล้วจุมพิตถันหญิงสะใภ้ แล้วยกให้เป็น มารดาของตนในฐานะ ได้ชักชวนให้มองเห็นแสงสว่างทางชีวิต คนทั้งหลายจึง เรียกนางวิสาขาว่า มิคารมารดา”
เสียงบรรยายจบลง พวกชีเปลือยถอย ออกจากเวทีจนหมด
เหลือเพียงพระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์อันงดงาม พระ พุทธเจ้าประทับยืน มิคาระก้มลงจุมพิตพระบาท เอ่ยชื่อตนเอง ๓ ครั้ง เป็น การทำความเคารพ แล้วทูลว่า
“ข้าพระองค์ไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่า ทาน ที่บุคคลทำแล้วในศาสนานี้มีผลมาก เพราะได้อาศัยลูกสะใภ้ จึงสามารถพ้น จากอบายทุกข์ทั้งปวง วิสาขามาสู่เรือนของข้าพระองค์ เพื่อประโยชน์และ ความสุขของข้าพระองค์โดยแท้”
วิสาขาทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าและภิกษุ สงฆ์ เพื่อเสวยที่บ้านของตนในวันรุ่งขึ้นอีก มิคาระและวิสาขาเดินออก มากลางเวที ม่านชั้นในเลื่อนลงมาจากเพดาน จนปิดบังภาพของพระพุทธเจ้า และพระสงฆ์ทั้งหมด แสงไฟกลางเวทีเด่นชัดขึ้น เศรษฐีกำลังมอบเครื่อง ประดับให้แก่วิสาขา
“พ่อเห็นว่า เครื่องประดับมหาลดาปสาธน์นั้นหนัก มาก ไม่อาจจะใส่ไปไหนมาไหนได้บ่อยๆ พ่อเลยจ้างให้ช่างทองทำเครื่อง ประดับเบาๆ นี้ให้เจ้า เรียกว่า “ฆนมัฏฐกะ” แปลว่า กลมๆ เกลี้ยงๆ นะลูก ราคา ไม่แพงนัก เพียงแสนเดียว
พ่อทูลนิมนต์พระศาสดาและภิกษุสงฆ์มาเสวย และ ฉันอาหารที่บ้าน เจ้าจงอาบด้วยน้ำหอมแล้วสวมเครื่องประดับใหม่นี้ และ ถวายบังคมพระศาสดาในที่อันสมควรเถิดนะลูก จะได้เป็นมงคลแก่เจ้า”
วิสาขา กราบขอบคุณเศรษฐี
ละครหยุดพัก ๑๕ นาที ผู้ชมต่างพากันเดินออกไปพัก ผ่อน ยืดเส้นยืดสายข้างนอก ผกาแก้วกับเพลินไฉน เดินออกไปยืนสูด อากาศที่ริมสนามหญ้านอกโรงละคร น้ำค้างเย็นชื่น ดวงจันทร์ขาวนวลลอย เด่นอยู่ในท้องฟ้าสีน้ำเงิน ผกาแก้วรู้สึกมีความสุข เพลินไฉนเล่าว่า
“นาง วิสาขา ทำบุญมาก ให้ทานมาก ได้รับพร ๘ ประการจากพระพุทธเจ้า จะไปไหน ก็เหมือนดวงจันทร์สว่างมีรัศมีเย็น เป็นที่ชื่นชมของคนที่ได้อยู่ใกล้”
ผกา แก้วอยากรู้ว่า พร ๘ ประการคืออะไร เพลินไฉน บรรยายให้ฟังว่า
“คำ ว่าขอพรในสมัยโบราณ แปลว่าขออนุญาต"
ไม่ใช่ขอพรอย่างที่เราไปขอพระ ว่า ให้สอบได้อะไรอย่างนี้นะ คือเมื่อพระพุทธเจ้าให้พร ก็หมายความว่า ทรงอนุญาตให้ทำอย่างที่ขอได้ นางวิสาขาขอพร ๘ ประการว่า
๑. ขอ ถวายผ้าอาบน้ำฝนแก่พระภิกษุสงฆ์
๒. หากมีพระที่เพิ่งมาจากเมืองอื่น ขอ ให้นางได้ถวายอาหาร
๓. หากมีพระจะออกจากสาวัตถีไปเมืองอื่น ก็ขอ ให้นางได้ถวายอาหารก่อนไป
๔. ขอถวายอาหารสำหรับพระที่ป่วย
๕. ขอ ถวายอาหารสำหรับพระที่อุปัฏฐากพระป่วย
๖. ขอถวายยาแก่พระป่วย
๗. ขอ ถวายข้าวต้มเช้าแก่พระตลอดทุกวัน คือท่านจะไปบิณฑบาตที่ไหนยังไงก็ตาม นาง ขอถวายข้าวต้มด้วยทุกวัน
๘. ขอถวายผ้าอาบน้ำแก่ภิกษุณี”
ผกา แก้วชื่นชม สักครู่หนึ่งก็หัวเราะเบาๆ ถามว่า
“พ่อผัวเรียกเธอว่าแม่ อย่างนี้ ไปไหนไม่เขินแย่เหรอ” “ก็คงเขินเหมือนกัน
ต่อมาถึงได้ ตั้งชื่อลูกชายคนหนึ่งว่า มิคาระ เหมือนปู่ เวลาใครเรียกวิสาขาว่ามิคา รมารดา จะได้เป็นว่า แม่ของมิคาระ คือหมายถึงมิคาระคนลูกของวิสาขา
ไม่ ใช่คนพ่อ ทำนองนี้แหละ” “ฉลาดดีนะ” ผกาแก้วชอบใจ
“รู้มั้ย วิสาขา นี่ เมื่อตอนที่ฟังพระพุทธเจ้าเทศนาที่บ้านคุณปู่ ก่อนจะย้ายตามพ่อมา เมืองสาเกตน่ะ ตอนนั้นอายุ ๗ ขวบ ได้บรรลุเป็นโสดาบันแล้วนะ”
“เหรอ โอ้โฮ บุญ จริง เป็นคนฉลาดมากเลยนะ” ผกาแก้วชื่นชมอย่างจริงใจ
เมื่อม่าน กำมะหยี่สีแดงเผยออก ผู้ชมได้เห็นพระภิกษุรูปหนึ่งนั่งอยู่ เบื้อง หน้าเป็นคนรับใช้นั่งคุกเข่าร้องไห้อยู่
“พระคุณเจ้า วันนี้นายหญิง ของข้าพเจ้า แม่นายวิสาขาไปงานมงคล ได้สวมเครื่องประดับมหาลดาปสาธน์ เมื่อ กลับจากงานแล้ว แม่นางต้องการเข้าเฝ้าพระศาสดา จึงได้ถอดเครื่องประดับ ให้ข้าพเจ้าถือไว้ แต่พอขากลับ ข้าพเจ้าลืมไว้ที่ประทับของพระศาสดา แม่ นายวิสาขาให้ข้าพเจ้ามาลองถามพระคุณเจ้าดูเจ้าค่ะ”
พระภิกษุวางห่อ เครื่องประดับลงตรงหน้า
“นี่เครื่องประดับของนาย จงรับไปเถิด”
หญิง นั้นยิ่งร้องไห้หนักขึ้น
“ข้าแต่พระคุณเจ้า แม่นายสั่งไว้ว่า ถ้า พระคุณเจ้าจับต้องและเก็บเครื่องประดับไว้แล้วก็ไม่ต้องรับคืน แม่นายบอก ว่า พระคุณเจ้าเป็นที่เคารพของแม่นายอย่างยิ่ง แม่นายไม่สมควรจะสวม เครื่องประดับที่พระคุณเจ้าจับต้องแล้ว เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้ารับคืนไม่ ได้หรอกเจ้าค่ะ”
“อาตมาจะเอาไว้ทำอะไร จงรับคืนไปเถิด และบอกนาย ว่าอาตมาให้รับคืนไป น้องหญิงทำตามคำขอร้องของอาตมา นายของเธอคงไม่ ว่ากระไรดอก”
หญิงรับใช้รับห่อของคืน เดินร้องไห้ไปพลาง มาหา วิสาขาซึ่งนั่งอยู่ในมุมสลัว ทางด้านขวาของเวที แสงไฟส่องตามหญิงรับใช้ มา ไฟด้านภิกษุสลัวลง และไฟด้านวิสาขาสว่างเจิดจ้าขึ้น
วิสาขา เห็นคนรับใช้ร้องไห้ จึงถามว่า
“พระคุณเจ้าอานนท์เก็บไว้หรือ” “เจ้า ค่ะ” “แล้วเธอร้องไห้ทำไม” “ข้าเสียใจที่รักษาของแม่นายไว้ไม่ได้ แม่ นายจะลงโทษประการใดก็ตามเถิด ข้ายอมรับผิดทุกประการ”
แล้วลงคร่ำ ครวญแทบเท้าวิสาขา
“จงลุกขึ้นเถิด อย่าคร่ำครวญนักเลย เธอเป็นผู้ ทำงานดี ซื่อตรงทั้งต่อหน้าและลับหลัง มีความจงรักภักดี ด้วยเหตุ นี้จึงได้อยู่ใกล้ชิดเรา ความดีของเธอนั้นมีอยู่มาก ความพลั้งเผลอ บกพร่องเพียงเท่านี้ จะลบล้างความดีของเธอได้ยังไง”
วิสาขาลุก ขึ้นยืนเดินมาข้างหน้า
“ว่าแต่เราจะทำอย่างไรกับเครื่องประดับนี้ เรา ไม่สามารถจะใช้ได้อีก แต่จะเก็บไว้เฉยๆ ก็ดูจะเสียประโยชน์”
เธอ เดินไปมา ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“พรุ่งนี้เราจะลองบอกขาย ถ้าได้เงิน มาแล้ว เราจะเอาเงินไปทำบุญ”
วิสาขาเดินกลับไปนั่งที่เดิม แสงไฟ ค่อยๆ สลัวลง หญิงรับใช้นำเครื่องประดับไปขาย มีผู้คนมาดูบ้าง แล้วก็ จากไป ไม่มีใครซื้อเลย จนในที่สุด นางก็หอบเครื่องประดับกลับมาหาวิสาขา
“ไม่ มีใครซื้อเลยเจ้าค่ะ ไม่มีใครกล้าเอาเครื่องประดับของแม่นายท่านไปแต่ง หรอกเจ้าค่ะ ไม่มีใครเหมาะสมพอ ผู้ใดนำไปแต่งกาย แทนที่จะได้รับ ยกย่อง จะกลับได้รับการเยาะเย้ยหยามหยัน เพราะไม่เหมาะสมกับเครื่อง ประดับนี้”
วิสาขานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
“ถ้าอย่างนั้นเราจะซื้อ ไว้เอง เครื่องประดับนี้มีราคา ๙ โกฏิ เราจะซื้อตามราคานั้น เจ้าจงให้คน ขนเงิน ๙ โกฏิ ใส่เกวียนนำไปยังวิหาร เราจะไปเฝ้าพระศาสดา”
วิสาขา เดินนำหน้า คนรับใช้ขนเงินใส่เกวียนตามหลัง ไปพักอยู่ด้านซ้ายของเวที ที่ กลางเวที ผ้าม่านชั้นในถูกยกขึ้น เผยให้เห็นพระพุทธเจ้าประทับอยู่ วิสาขา เข้าไปหมอบอยู่เบื้องหน้า ทรงตรัสว่า
“วิสาขา ตถาคตเห็นว่า เธอควร สร้างที่อยู่เพื่อสงฆ์ ใกล้ประตูทางทิศตะวันออกแห่งนครสาวัตถี”
วิสาขา ก้มลงกราบพระพุทธเจ้า แล้วเดินออกมากลางเวที ผ้าม่านชั้นในเลื่อนลง มาปิดตามเดิม
แสงไฟสว่างไปทั่วเวที ฉากไม้บนฐานมีล้อเลื่อนเข้ามา ทางซ้ายมือ
หลายฉากเป็นภาพอารามกำลังเกิดขึ้นทีละตอน จนสำเร็จ เป็นอาราม ๒ ชั้น ในชั่วครู่เดียว วิสาขายืนชมอยู่ พระมหาโมคคัลลานะยืน อยู่ไม่ไกลออกไปนัก วิสาขายกมือพนม กล่าวแก่พระเถระว่า
“ดิฉัน เลื่อมใสในฤทธานุภาพของพระคุณเจ้า จึงได้ขออนุญาตองค์สมเด็จพระสัมมา สัมพุทธเจ้า ให้พระคุณเจ้าอยู่สาวัตถีก่อน อย่าได้ตามเสด็จพระองค์ไป นี่ ก็สมศรัทธาของดิฉันแล้วจริงๆ เพราะอานุภาพของพระคุณเจ้า วัดบุพพาราม ของดิฉันซึ่งมีห้องทั้งหมด ๑,๐๐๐ ห้อง ชั้นล่าง ๕๐๐ ห้อง ชั้น บน ๕๐๐ ห้อง สามารถสำเร็จได้รวดเร็วในเวลา ๙ เดือนเช่นนี้”
“อีก ไม่นาน พระพุทธองค์ก็จะเสด็จกลับมาแล้ว”
พระมหาโมคคัลลานะกล่าว
“ดิฉัน จะอาราธนาพระศาสดา พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ประทับที่ปราสาทนี้เป็น เวลา ๔ เดือน เพื่อฉลองปราสาท”
“เจริญพร” พระมหาโมคคัลลานะอนุโมทนา
ขณะ นั้น หญิงคนหนึ่งนำผ้าเข้ามาหาวิสาขา
“เพื่อนเอย ข้าพเจ้านำผ้ามาผืน หนึ่ง ท่านจะให้ปูที่ใด”
“โอ ถ้าข้าพเจ้าจะตอบว่าไม่มีสถานที่จะให้ ปู ท่านก็จะเข้าใจว่าข้าพเจ้าไม่ปรารถนาจะให้ท่านร่วมกุศล เพราะ ฉะนั้นขอให้ท่านดูเองเถิด เห็นสมควรปูลงที่ใดก็ปูลงเถิด”
หญิงคน นั้นเดินไปรอบๆ ปราสาท เดินเข้าทางนี้ออกทางนั้นอยู่หลายครั้งหลายครา แต่ มือยังถือผ้าอยู่ แสดงว่ายังหาที่ปูลงไม่ได้ สักครู่ใหญ่ๆ เธอก็ไปยืน ร้องไห้อยู่ พระอานนท์เดินออกมา หญิงนั้นก้มลงกราบด้วยน้ำตานองหน้า
“ดิฉัน นำผ้าราคา ๑,๐๐๐ มาเพื่อจะทำบุญ แต่เดินจนทั่วปราสาทแล้ว ไม่เห็นที่ ใดที่จะปูด้วยผ้ามีราคาน้อยกว่า ๑,๐๐๐ กหาปณะเลย ดิฉันไม่รู้จะปูลงที่ แห่งใด”
พระอานนท์แนะนำด้วยเสียงอ่อนโยน
“น้องหญิง ผ้าซึ่ง ปูที่เชิงบันได ย่อมอำนวยผลมาก มีอานิสงส์ไพศาล เพราะภิกษุทั้งหลายเมื่อ ล้างเท้าแล้ว ย่อมเช็ดเท้าด้วยผ้าซึ่งอยู่ตรงนี้ แล้วเข้าไปข้างใน”
หญิง สาวดีใจอย่างเหลือประมาณ รีบนำผ้าไปปูที่บันไดปราสาท ก้มลงกราบ แล้วกราบอีกดีใจที่ได้ทำบุญ
ภิกษุสงฆ์หลายรูปทยอยกันเดินมา และ เช็ดเท้าด้วยผ้านั้น แล้วเข้าไปในปราสาท วิสาขาเดินออกมาพร้อมกับลูก หลาน และบริวาร มาเดินเวียนรอบปราสาท วิสาขาเปล่งถ้อยคำออกมาด้วยความ เบิกบานใจว่า
“บัดนี้ความปรารถนาของเราที่จะถวายวิหารทาน เป็น ปราสาทใหม่มีเครื่องฉาบทาอย่างดีสำเร็จแล้ว บัดนี้ความปรารถนาของเราที่ จะถวายเสนาสนภัณฑ์ มีเตียงตั่ง และหมอน เป็นต้น สำเร็จบริบูรณ์แล้ว บัด นี้ความปรารถนาของเราที่จะถวายสลากภัต
ด้วยอาหารที่สะอาด ประณีต สำเร็จบริบูรณ์แล้ว บัดนี้ความปรารถนาของเราที่จะถวายจีวรทาน ด้วย ผ้าที่ทำจากแคว้นกาสี ผ้าเปลือกไม้ และผ้าฝ้าย เป็นต้น สำเร็จบริบูรณ์ แล้ว บัดนี้ความปรารถนาของเราที่จะถวายเภสัชทาน มีเนย ใส เนย ข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง และน้ำอ้อย เป็นต้น ก็สำเร็จบริบูรณ์แล้ว”
ผ้า ม่านชั้นในเลื่อนขึ้น เผยให้เห็นพระพุทธเจ้าประทับอยู่ ภิกษุหลายรูป ทูล ถามพระพุทธเจ้า
“พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่เคยได้ยินหรือได้ เห็นนางวิสาขาขับร้องเลย มาวันนี้นางพร้อมด้วยบุตรหลานเดินเวียนปราสาท ขับร้องอยู่ ดีของนางจะกำเริบหรือนางเป็นบ้าประการใด”
พระ พุทธเจ้าตรัสว่า
“ธิดาของเราหาได้ขับร้องไม่ แต่เพราะอัธยาศัยใน การที่จะบริจาคของนางเต็มบริบูรณ์แล้ว จึงเปล่งอุทานด้วยความเบิกบานใจ
ภิกษุ ทั้งหลาย วิสาขา ธิดาของเราน้อมจิตไปเพื่อทำกุศลต่างๆ เมื่อทำได้ สำเร็จสมความปรารถนา ก็ย่อมบันเทิงเบิกบาน ปานประหนึ่งช่างดอกไม้ที่ฉลาด รวบรวมดอกไม้นานาพันธุ์ไว้ แล้วร้อยเป็นพวงมาลัยให้สวยงามฉะนั้น ช่างดอกไม้ ผู้ฉลาดย่อมทำพวงดอกไม้เป็นอันมาก จากกองดอกไม้ที่รวบรวมไว้ฉันใด สัตว์ ผู้เกิดมาแล้วและจะต้องตาย พึงสั่งสมบุญกุศลไว้ให้มากฉันนั้น บัดนี้ วิสาขาดีใจว่า ความปรารถนาที่ตั้งไว้ได้บรรลุถึงที่สุดแล้ว จึงเปล่ง อุทานด้วยความเบิกบานใจ”
ภิกษุทูลถามว่า
“นางวิสาขา ได้ ตั้งความปรารถนาไว้ตั้งแต่เมื่อใดพระเจ้าข้า ทรงโปรดเมตตาเล่าให้ข้าพระ พุทธเจ้าทั้งหลายฟังด้วยเถิด”
แสงไฟด้านซ้ายที่ฉายปราสาทของวิสาขา เริ่มสลัวลง วิสาขาและบุตรหลาน ยังคงยืนอยู่นิ่งๆ ในบริเวณนั้น
เพื่อ เล่าอดีตชาติของวิสาขา แสงไฟด้านขวาของเวทีเรื่อเรืองขึ้น เผยให้เห็น พระพุทธเจ้าปทุมุตตระประทับนั่งอยู่ มีหญิงสาวคนหนึ่งกำลังถวายสิ่งของ แล้วหมอบกราบ หญิงอีกคนหนึ่งหมอบอยู่ใกล้ๆ ครู่หนึ่ง หญิงคนที่สองได้ คลานเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด แล้วทูลถามว่า
“ข้าแต่องค์สมเด็จพระ สัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อนหญิงของดิฉันนี้ได้รับการยกย่อง ว่าเป็นยอด แห่งอุปัฏฐายิกา (อุปัฏฐากที่เป็นผู้หญิง) ดิฉันอยากทราบว่าเธอได้ทำกรรม อันใดไว้ จึงได้รับตำแหน่งเช่นนี้”
พระพุทธเจ้าปทุมุตตระตรัสตอบ ว่า
“เธอได้ตั้งความปรารถนาไว้ตั้งแสนกัปมาแล้ว”
“หากหม่อม ฉัน ปรารถนาตำแหน่งเช่นนี้บ้าง จะได้หรือไม่”
พระพุทธเจ้า พิจารณา อยู่ครู่หนึ่ง จึงตรัสว่า
“เธอจะได้เป็นนางวิสาขา ได้รับตำแหน่ง เป็นยอดแห่งอุปัฏฐายิกา ในศาสนาแห่งพระโคดม สัมมาสัมพุทธเจ้า”
หญิง นั้นถวายผ้าสาฎก (สาฎกแปลว่า ผ้า) แก่พระสงฆ์ ถวายบังคมพระศาสดา แล้ว หมอบลงแทบพระบาท เอ่ยคำตั้งใจอธิษฐานว่า
“ข้าแต่พระองค์ หม่อมฉัน ถวายทาน ๗ วัน และถวายผ้าสาฎก ด้วยอำนาจผลแห่งทานนี้ หม่อมฉันไม่ ปรารถนาความเป็นใหญ่ในเทวโลกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ขอให้หม่อมฉันพึงได้ รับพร ๘ ประการ ในสำนักแห่งพระพุทธเจ้า ขอให้หม่อมฉันได้มีโอกาสดูแล พระสงฆ์ดุจมารดาดูแลบุตรน้อย ได้เป็นยอดแห่งอุบาสิกาผู้สามารถบำรุงด้วย ปัจจัย ๔”
พระพุทธเจ้าปทุมุตตระให้พร
“จงสำเร็จดังประสงค์ เถิด”
แสงไฟค่อยๆ สลัวลงจนมืด พื้นบริเวณนั้นค่อยๆ เลื่อนไปทาง ขวา ลับไปในฉากด้านข้าง พานักแสดงทั้งกลุ่มนั้นออกไปจากเวที
แสง ไฟสว่างชัดขึ้นที่กลางเวทีชั้นใน ซึ่งพระพุทธเจ้าและพระภิกษุยังคงนั่ง อยู่ที่เดิม ขณะที่ละครแสดงถึงประวัติของนางวิสาขา พระพุทธเจ้าเล่า ให้ภิกษุฟังต่อไปว่า
“เมื่อตั้งจิตอธิษฐานแล้ว นางก็ได้ทำบุญไปตลอด ชีวิต เมื่อตายแล้วไปเกิดในเทวโลก ท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลกและมนุษย์ โลกเป็นเวลานาน ต่อมาในศาสนาแห่งพระกัสสปพุทธเจ้า นางมาเกิดเป็นพระ ราชธิดาองค์สุดท้องของพระเจ้ากิกิแห่งกรุงกาสี นางมีพระนามว่าสังฆทาสี นาง ได้ตั้งความปรารถนาไว้เหมือนเดิม หลังจากนั้นก็ท่องเที่ยวในเทวโลกและ มนุษย์โลกอีกนาน จนบัดนี้จึงได้มาเกิดเป็นนางวิสาขา”
วิสาขาและ ลูกหลาน เดินจากปราสาทมาหมอบลงทางซ้ายของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัส ว่า
“นี่แหละภิกษุทั้งหลาย ธิดาของเราไม่ได้ร้องรำทำเพลง แต่ อุทานด้วยความเบิกบานใจ ที่ความปรารถนาในบุญกุศลทุกอย่างเต็มเปี่ยม บริบูรณ์ ภิกษุทั้งหลาย จิตของวิสาขาน้อมไปในกุศลอยู่เสมอ เหมือน ช่างดอกไม้ผู้ฉลาด รวบรวมดอกไม้ไว้มากมาย แล้วเลือกทำพวงมาลัยให้สวยงาม สัตว์ ผู้เกิดมาแล้ว และจะต้องตาย พึงสั่งสมบุญกุศลไว้ให้มาก”
ม่าน กำมะหยี่สีแดงค่อยๆ เคลื่อนเข้าหากัน ผู้ชมปรบมือให้นักแสดงที่ออกมาโค้ง คำนับ มีคนนำช่อดอกไม้ไปมอบให้แก่ผู้แสดงเป็นวิสาขาด้วย
ผกาแก้ว รอจนคนออกไปเกือบหมด จึงค่อยๆ เดินตามออกไป เพราะไม่ชอบการเบียดเสียด อากาศ ข้างนอกเริ่มเย็น ลมดึกโชยมาแผ่วๆ ลมชื้นชื่นใจ เพลินไฉนมีความสุข ชวน ผกาแก้วว่า
“ดูแล้วอยากทำบุญเลยล่ะ พรุ่งนี้ไปทำบุญกันนะ” “ได้ เลย” ผกาแก้วรับคำ “กำลังจะชวนอยู่เหมือนกัน ทำบุญเยอะๆ จะได้มีบุญคุ้ม ตัวบ้าง แต่คงไม่มีปัญญาทำอย่างนางวิสาขาหรอก”
เพลินไฉนปลอบใจ ด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้า
“อย่าดูหมิ่นบุญว่าเล็กน้อย น้ำหยดลงตุ่มที ละหยด ยังเต็มได้นะ เราค่อยๆ สะสมบุญไปก็แล้วกัน ทำไปเรื่อยๆ อาจจะทำ น้อย แต่ทำบ่อย หรือทำไม่หยุด บุญย่อมจะมากขึ้นเองจนได้ รู้มั้ยจ๊ะ” ที่มา : หนังสือ ธรรมเอกเขนก โดย ขวัญ เพียงหทัย http://www.ruendham.com/book_detail.php?id=14&content=216&name_content=%B9%D2%A7%C7%D4%CA%D2%A2%D2
|
-------------------------------------------------------------------------------------------- This e-mail is intended solely for the recipient(s) named above and any other use is prohibited. Any views or opinions presented in this e-mail are those of the author and are not necessarily endorsed by the Bank of Thailand (BOT). The BOT does not accept any responsibility for the contents of this message or the consequences of any actions taken on the basis of the information provided. The BOT accepts no liability for any damage caused by any virus transmitted by this e-mail. |