คนส่วนใหญ่ที่เป็นพ่อเป็นแม่คนคงเข้าใจ ดีว่า ลูกนั้นเป็นที่รักของตนเพียงใด บางคนยอมอดให้ลูกอิ่ม ทำงานเหนื่อยยากก็เพื่ออนาคตของลูก อยากให้ลูกได้ดีมีความสุขสบายในชีวิต การนิกก็เป็นหนึ่งในคนส่วนใหญ่ เขาภูมิใจนักหนาที่ลูกของตนเองเป็นเด็กเรียนดี ไม่เคยทำให้พ่อแม่ผิดหวังในเรื่องผลการเรียน คุ้มค่ากับความเหนื่อยยากในการทำงานส่งเสีย เลือกสรรโรงเรียนดีๆ ให้ลูกตั้งแต่ชั้นอนุบาล ตอนนี้ลูกของเขาเรียนชั้นมัธยมต้นแล้ว และได้รับเลือกเป็นตัวแทนของโรงเรียนในการตอบปัญหาทางวิชาการเสมอๆ นั่นเป็นสิ่งที่การนิกและภรรยาภาคภูมิใจ
การนิกและภรรยาเป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิด แต่ไปทำงานอยู่ที่แหลมฉบัง เขาทำงานเป็นวิศวกร ส่วนภรรยาทำงานแผนกบัญชี มีลูกชายสุดที่รักเพียงคนเดียว ตอนที่ลูกของเขาเรียนประถม ลูกของเขาเรียนที่โรงเรียนที่ดีที่สุดของอำเภอศรีราชา จวบจนลูกต้องสอบเข้าชั้นมัธยม เขาและภรรยาเล็งเห็นว่า การส่งลูกไปอยู่กับคุณปู่ที่กรุงเทพฯ น่าจะเป็นการดีกว่าในเรื่องโอกาสทางการศึกษาของลูก เพราะใกล้ที่เรียนพิเศษมากมาย หาซื้อตำหรับตำราประกอบการเรียนได้ง่ายกว่า
เมื่อลูกสอบติดโรงเรียนมัธยมที่มีชื่อเสียง ภรรยาของเขาถึงกับต้องย้ายไปทำงานที่สำนักงานใหญ่ของบริษัทในกรุงเทพมหานคร และไปอยู่ที่บ้านของพ่อสามี เพื่อให้ตัวเองมีโอกาสได้ดูแลลูก จำใจต้องละทิ้งโอกาสในการเติบโตในสายงานและสูญเสียรายได้ส่วนของเงินเพื่อ ต่างจังหวัดไปด้วย การนิกเอ่ยขึ้นในวันนั้นว่า
“ดีๆ พ่อผมจะได้ไม่เหงา ตั้งแต่น้องสาวคนเล็กแต่งงานออกเรือนไป พ่อก็ไม่ค่อยมีเพื่อนคุย นั่งเหงาอยู่คนเดียวในบ้านหลังใหญ่”
แม่ของการนิกเสียไปตั้งแต่การนิกเด็กๆ พ่อของเขามีลูกหลายคน แต่พอแต่งงานก็แยกบ้านไปหมด มีแต่เงินเดือนที่ลูกๆ ช่วยกันส่งให้พ่อใช้ไม่ขาดมือ เมื่อหลานและสะใภ้จะมาอยู่ด้วย พ่อของการนิกจึงดีใจมาก
การนิกจึงต้องอยู่บ้านที่ศรีราชาคนเดียว ทุกวันหยุดเสาร์อาทิตย์ เขาจะมาหาลูกที่บ้านของคุณพ่อ โดยขับรถเข้ามาตั้งแต่วันศุกร์ตอนเย็น และค่อยกลับไปทำงานในวันจันทร์ตอนเช้า เพื่อมาส่งลูกเรียนพิเศษในวันเสาร์อาทิตย์ เพื่อลูกเขาทำได้เสมอ
วันนี้เป็นบ่ายวันเสาร์ กิจวัตรของเขาก็คือส่งลูกไปเรียนพิเศษสามแห่ง เช้าหนึ่งแห่งและบ่ายสองแห่งที่สยามสแควร์ และตอนค่ำการนิกก็จะพาลูกไปกินอาหารดีๆ หนึ่งมื้อ แล้วแต่ที่ลูกอยากจะไป เสาร์นี้ก็เช่นกัน ขณะที่เขารอลูกเรียนพิเศษ เขาก็เดินไปดูหนังสือในศูนย์หนังสือ ที่อยู่ไม่ไกลจากสถาบันกวดวิชาที่ลูกเรียนอยู่เท่าใดนัก อีก ๒ อาทิตย์ข้างหน้านี้ ลูกของเขาก็จะได้มีโอกาสทำหน้าที่เป็นตัวแทนโรงเรียน ในการตอบปัญหาธรรมะที่วัดแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร วันนี้เขาจึงต้องไปหาหนังสือธรรมะ ตามเนื้อหาที่ลูกต้องใช้สอบ ศูนย์หนังสือใหญ่ในกรุงเทพฯ มีหนังสือมากมาย เขามาที่นี่บ่อยครั้ง แต่ไม่เคยย่างกรายเข้ามาเยี่ยมชมในพื้นที่ขายหนังสือธรรมะสักเท่าใด ส่วนใหญ่จะไปดูคู่มือเตรียมสอบต่างๆ ให้ลูกเสมอ เขาไม่เคยเสียดายเงินเลย ถ้าเป็นเรื่องการลงทุนทางด้านวิชาการให้กับลูก เพราะอนาคตที่สดใสของลูกเป็นความหวังอันสูงสุดของเขา เขาเคยบอกภรรยาว่า
“ความหวังอันสูงสุดของผม คือ การส่งเสริมสนับสนุนลูกของเราให้ได้รับโอกาสในการประสบความสำเร็จในชีวิต อย่างสูงสุดเท่าที่ลูกจะทำได้ จะหมดจะเปลืองเท่าไรไม่ว่ากัน”
ในมุมหนังสือธรรมะของศูนย์หนังสือแห่งนั้น มีคนไม่มากนัก มุมอื่น เช่น เตรียมสอบ นวนิยาย ทำอาหาร สัตว์เลี้ยง ต้นไม้ ท่องเที่ยว มีคนมากมายกว่าเสมอ ที่มุมหนังสือธรรมะ การนิกพบกับคนรู้จักในแวดวงงานคนหนึ่ง คือ คุณย่ำค่ำเจ้าของบริษัทรับจ้างผลิตชิ้นงานโลหะตามแบบที่ลูกค้าต้องการ รวมถึงอะไหล่เครื่องจักรที่ชำรุดตามแบบ การนิกต้องติดต่อประสานงานกับคุณย่ำค่ำอยู่เนืองๆ คุณย่ำค่ำเปิดบริษัทแถวย่านบางพลี การนิกรู้จักคุณย่ำค่ำโดยการแนะนำของวิศวกรฝ่ายขายของบริษัทที่เข้ามาขายของ ให้คนหนึ่ง เป็นผู้แนะนำให้รู้จัก
ตอนนั้นบริษัทของการนิกกำลังต้องการสั่งทำ ชิ้นงานพิเศษจำนวนมาก บริษัทอื่นที่เคยสั่งทำคิดราคาแพงมาก คุณย่ำค่ำ เจ้าของบริษัทใหม่ถูกเชิญมาดูแบบ คุณย่ำค่ำสามารถรับงานนี้ได้ด้วยราคาที่ถูกกว่าเจ้าอื่นถึง ๔๐ % แล้วชิ้นงานชิ้นหนึ่งก็ถูกทำเป็นตัวอย่างมาทดลองใช้ก่อน เมื่อพบว่าใช้ได้ดี จึงมีการสั่งจำนวนมากตามมา
“สวัสดีครับ คุณย่ำค่ำ” การนิกทักทายขึ้นอย่างคุ้นเคย
“สวัสดีครับ” ย่ำค่ำตอบ
“ไม่นึกเลยว่าจะเจอพี่ที่นี่ พี่มาที่นี่บ่อยไหมครับ” การนิกถาม
“พอดีวันนี้เข้ากรุงเทพฯ พาแม่มาปฏิบัติธรรมที่วัดในกรุงเทพฯ กว่าจะเสร็จคงเย็น เลยลองมาดูหนังสือเกี่ยวกับวิศวกรรมโรงงานเล่มใหม่ๆ ที่นี่ ว่าจะดูพวก CD ธรรมะไปให้แม่ผมฟังด้วย” ย่ำค่ำตอบ
จากที่เคยคุยกัน พบว่าพี่ย่ำค่ำยังไม่มีครอบครัว แม้มีอายุมากกว่าการนิก ๒-๓ ปี
“คุณนิกมาทำอะไร มาหาซื้อหนังสือธรรมะเหรอครับ” ย่ำค่ำเป็นฝ่ายถามบ้าง
“ใช่ครับ ลูกผมจะสอบแข่งขันตอบปัญหาธรรมะในอีก ๒ อาทิตย์ ผมเลยจะมาหาหนังสือให้แกอ่านเตรียมตัว” การนิกตอบ
ย่ำค่ำ เจ้าของโรงงานนอกจากมีความรู้ด้านผลิตชิ้นงานโลหะดีแล้ว ยังสามารถแนะนำหนังสือธรรมะดีๆ ของเด็กที่จะใช้สอบอีกด้วย ย่ำค่ำออกเงินค่าหนังสือให้ทั้งหมด แล้วเดินออกจากศูนย์หนังสือ
“แม่พี่ปฏิบัติธรรมที่ไหนเหรอครับ”
“วัดมหาธาตุ สนามหลวงครับ ผมจอดรถไว้ที่สนามหลวงแล้วนั่งรถเมล์มา”
“โห เสี่ยใหญ่อย่างพี่เนี่ยนะนั่งรถเมล์”
“ผมไม่ค่อยชอบขับรถน่ะครับ แต่ถ้าพาแม่มาด้วย จึงค่อยเอารถมาใช้ ธรรมดาแม่ผมเขานั่งภาวนาที่วัดอโศการาม ปากน้ำน่ะครับ แต่วันนี้ เพื่อนๆ แม่อยากมาวัดพระแก้ว แล้วก็ลองไปนั่งสมาธิที่วัดมหาธาตุ เช้านี้ผมเลยพาแม่และเพื่อนๆ ไปเที่ยววัดพระแก้ว พอเที่ยงไปส่งแม่กับเพื่อนแม่ที่วัดมหาธาตุเสร็จ คิดว่ายังพอมีเวลา เลยแวะมาดูหนังสือที่นี่ก่อน แล้วค่อยกลับไปเอารถรับแม่และเพื่อนๆ กลับบ้าน ตอนนี้เศรษฐกิจไม่ดี ผมลดการทำงานในวันเสาร์และโอทีตอนเย็นทั้งหมดแล้ว เลยได้หยุดอาทิตย์ละ ๒ วัน อีกหน่อยอาจหยุดเพิ่ม ตอนนี้พวกโรงงานลูกค้าผมชะลอการผลิตกันหมดเลยครับ” ย่ำค่ำตอบ
“ใช่พี่ โรงงานผมที่แหลมฉบัง ยังสั่งปิดเทอมแล้วเลย ๒ อาทิตย์” การนิกเสริมขึ้น เขามองนาฬิกา เห็นว่าเป็นเวลาบ่ายสามโมงครึ่งแล้ว
“เดี๋ยวผมคงต้องไปรับลูกชายที่โรงเรียนกวดวิชาแล้วครับ เดี๋ยว ๔ โมง มีเรียนอีกที่หนึ่ง”
“ผมคงต้องรีบกลับไปรับแม่เหมือนกัน จอดรถไว้ที่สนามหลวง”
ย่ำค่ำเรียกรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ว่าจ้างให้ไปส่งที่สนามหลวง
การนิกไม่นึกว่าเสี่ยใหญ่จะมีชีวิตเรียบง่ายขนาดนี้
....................................................................................................................
เดือนต่อมา..............
ความตายเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนว่าจะมาเยือนเรา เมื่อไหร่ เพื่อนสมัยเรียนของการนิกเสียชีวิตจากอุบัติเหตุขณะขับรถ เพื่อนของเขาระวังรักษาสุขภาพดีเยี่ยม เหล้าไม่ดื่ม บุหรี่ไม่สูบ กลางคืนไม่เที่ยว แต่โชคร้ายถูกป้ายบอกทางขนาดใหญ่ พังลงมาฟาดรถที่เขากำลังขับมาด้วยความเร็วไม่สูงนัก เสียชีวิตคาที่ ถนนเส้นนั้นเป็นเส้นเดียวกับที่การนิกใช้เดินทางไปกลับศรีราชาทุกสุดสัปดาห์ สาเหตุที่ทำให้ป้ายพังตกลงมาคือ มีคนเห็นแก่ได้ถอดแป้นเกลียวยึดป้ายไปขาย ทำให้ป้ายไม่ได้ถูกยึดกับฐานอย่างแข็งแรงอย่างที่ควรเป็น โคลงเคลง รอเวลาพังลงมาฟาดรถของคนเคราะห์ร้ายที่ผ่านไปมา และเพื่อนของการนิกเป็นผู้โชคร้าย
“ซวยกว่าชนหลักกิโลอีก หลักกิโลมีกิโลละแท่ง แต่ป้ายใหญ่นี้มีไม่มาก แถมไม่ต้องประมาทขับไปชน มันลงมาฟาดเองให้เสร็จ เพื่อนเราซวยจริงๆ” เพื่อนๆ ของการนิกคุยกันในวันลอยอังคารเพื่อนที่โชคร้ายบนเรือรับจ้างที่ปากอ่าวไทย วันนั้นตรงกับวันอาทิตย์ การนิกจึงร่วมไว้อาลัยเพื่อนรักเป็นครั้งสุดท้าย
ขากลับ การนิกออกจากปากน้ำกลับศรีราชาเลย เพื่อไปทำงานในวันรุ่งขึ้นมีเวลาเหลือ เขาเลยขับรถไปตามถนนสุขุมวิทสายเก่า นี่เพิ่งบ่ายโมงกว่า การนิกไม่รีบนัก เลยคิดจอดรถหาวัดทำบุญให้เพื่อน การนิกเลือกแวะไปยังวัดอโศการามที่ไม่ห่างจากปากน้ำนัก คงเป็นความบังเอิญบางอย่างที่ทำให้เขามาใกล้วัดนี้ เพื่อมาเจอใครบางคนอีกครั้ง
เขาพบกับพี่ย่ำค่ำอีกครั้ง และจำได้ว่าพี่ย่ำค่ำเคยบอกว่า แม่ของพี่เขามานั่งปฏิบัติธรรมที่นี่ พี่ย่ำค่ำกำลังสาละวนกับการล้างจานชามจำนวนมากในงานของวัด แกลงมือทำเองด้วย พร้อมกับลูกน้องที่ใส่เสื้อยืดสกรีนตราบริษัทอย่างชัดเจน การนิกถามจากลูกน้อง จึงทราบว่าวันนี้แม่ของพี่ย่ำค่ำมาเปิดโรงทาน แจกก๋วยเตี๋ยวให้กับผู้ที่มาปฏิบัติธรรม
บ่ายสองร้านก๋วยเตี๋ยวเลิก พี่ย่ำค่ำควักเงินจ่ายค่าแรงคนงานในโรงงานของแก ที่แกว่าจ้างมาช่วยทำงานแจกก๋วยเตี๋ยวเป็นทาน
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย การนิกจึงเดินเข้าไปทักทายย่ำค่ำ
“สวัสดีครับพี่”
“อ้าว คุณนิก ไหงมาที่นี่ได้ล่ะ”
“ผมมาลอยอังคารเพื่อนที่เสียชีวิตจาก อุบัติเหตุน่ะครับ ข่าวดังๆ เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เรื่องป้ายพังใส่รถนั่นไงครับ คนตายเป็นเพื่อนผมสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เลยแวะมาวัดนี้ ว่าจะทำบุญสักหน่อยน่ะครับ”
“แอบเห็นพี่ลงมือล้างชามเองเลยนะครับวันนี้” การนิกเอ่ยด้วยความชื่นชม
“ครับ มาทำบุญน่ะ แม่ผมเขาก็อยากทำทานแจก ผมก็ต้องจัดให้หน่อย ผมมันคนไม่มีลูกมีเมีย ก็เลยมีโอกาสได้ดูแลแม่ดีเป็นพิเศษ เห็นแม่แกยิ้มอย่างมีความสุขในการแจกทานผมก็อิ่มใจไปด้วย” ย่ำค่ำตอบ
การนิกนึกถึงพ่อของตัวเอง แล้วละอายใจ จึงพูดว่า
“ผมเห็นพี่ดูแลแม่แล้ว ผมอายเลย ทั้งพาแม่ไปปฏิบัติธรรม พาไปเที่ยว พามาทำบุญ โดยขับรถรับส่ง ผมเหลือแต่พ่อ แต่ผมไม่เคยดูแลท่านอย่างที่พี่ทำเลย พอมีภรรยา ก็แยกบ้านออกมา พอมีลูกก็ห่วงลูก แถมตอนนี้ยังเอาลูกชายไปให้เป็นภาระพ่อต้องดูแลอีก”
“พี่คิดจะแต่งงานไหมครับ” การนิกถาม
“อายุ ๔๕ แล้ว ไม่ต้องหาแล้วมั้งครับ อยู่แบบนี้ก็สบายดี ผมก็เคยมีคนรักเหมือนกัน แต่ท่าทางจะเข้ากับแม่ผมไม่ได้ ผมเลยต้องตัดใจเลือกแม่ ตอนนี้คนรักเก่าของผม เขาก็แต่งงานมีลูกโตขนาดลูกของคุณนิกแล้วล่ะ ผมเคยไปเห็นเขากับสามีและลูกเป็นครอบครัวที่อบอุ่น ผมก็สะเทือนใจ เพราะก็ยังรัก ยังหวง ยังอยากครอบครอง” ย่ำค่ำเล่าให้ฟัง
“ความรักครั้งแรกซิครับพี่ ตอนนี้ขนาดผมมีลูกแล้ว รักครั้งแรกของผมยังฝังใจอยู่เลย ยังเคยหลับฝันถึงแฟนคนแรกของผมด้วย” การนิกตอบ
“พี่ไม่หาใหม่ล่ะครับ กิจการของพี่จะได้มีคนสืบทอด” การนิกเสนอแนะ
“ตอนนี้ผมเลยเปลี่ยนเป้าหมายใหม่ในชีวิต ผมมานั่งคิดๆ ดู มีลูก ผมก็คงต้องรัก ห่วง หวง เลี้ยงอย่างดี เสียเวลาในชีวิตไปมากมาย จนอาจไม่ได้ดูแลแม่ แม่ผมลำบากมาเยอะนะครับ พ่อเสียไปตั้งแต่ผมยังเด็ก พี่น้องหลายคน พอแต่งงานก็แยกบ้านไป เหลือผมคนเดียว” ย่ำค่ำเล่าให้ฟัง
การนิกฟังไป พลางคิดถึงพ่อตัวเอง ก็ลำบากส่งลูกเรียนเหมือนกัน จำวันที่เขาสอบติดคณะวิศวกรรมศาสตร์ และต้องใช้เงินลงทะเบียน พ่อของเขาถึงกับต้องจำนำพระเครื่ององค์ที่รักที่สุด เพื่อให้การนิกมีเงินในการลงทะเบียนและซื้อหนังสือเรียน และเครื่องคิดเลขแบบวิทยาศาสตร์อีกเครื่องหนึ่ง
ย่ำค่ำ เล่าต่อไปว่า
“ผมเคยพบกับลุงมัคนายกคนหนึ่ง ที่เปลี่ยนแปลงความคิดผมไปว่า การมีครอบครัวเป็นความทุกข์ ผู้หญิงนั้นต้องมองอย่างมีสติ อย่าลุ่มหลง หลีกห่างเป็นดี อย่าไปพบ อย่าไปพูดคุย อย่าไปสัมผัส จะได้ก้าวหน้าในทางปฏิบัติธรรม ห่างทุกข์ในชาตินี้ หรือ อาจจะสิ้นทุกข์ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดใช้กรรมอีก พอผมเริ่มศึกษา ก็เห็นจริงดังลุงว่าไว้ ว่าชีวิตเป็นทุกข์อย่างยิ่ง การมีทรัพย์มาก เป็นทุกข์อย่างยิ่ง และกิเลสเป็นเรื่องที่สลัดออกได้ยาก เราต้องฉลาดพอ จึงจะรู้เท่าทัน และไม่ตกอยู่ในห้วงทุกข์”
ทั้งสองคนเดินไปคุยไป บนทางเดินชมธรรมชาติ ป่าชายเลน หลังวัดด้านที่ติดทะเลอ่าวไทย ย่ำค่ำพูดขึ้นว่า
“ความหวังอันสูงสุดของผมในชีวิตนี้ก็คือ การส่งแม่ของผมให้เข้าใกล้ทางธรรมให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ โดยสนับสนุนแม่ทุกทาง เพื่อไม่ให้ติดขัดในการคิดจะปฏิบัติธรรม ทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา จะหมดจะเปลืองเท่าไร ไม่ว่ากัน”
“ผมไม่อยากรอแสดงความกตัญญูกับท่านตอนท่าน จากไปแล้ว แบบที่เคยเห็นบ้านอื่นทำกัน ตอนพ่อแม่อยู่จะกินอะไร ก็ไม่ค่อยซื้อไปให้ รอจนพ่อแม่ตาย ของไหว้เต็มโต๊ะ เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูในงานศพ”
“ความคิดพี่ดีจริงๆ ครับ คงมาจากการที่พี่ปฏิบัติธรรม”
“ผมไม่ค่อยบอกใครหรอกว่า ผมปฏิบัติธรรม เพราะรู้ดีว่าตัวเองยังมีส่วนไม่ดีอยู่ หากพลาดพลั้งแสดงสิ่งที่ไม่สมควรออกไป อาจจะมีคนค่อนแคะ โจมตีว่านี่หรือคนปฏิบัติธรรม”
แดดไม่ร้อน ทั้งสองมาถึงสุดทางเดิน เจอแนวเขื่อนกั้นน้ำทะเล แล้วพากันนั่งลง หันหน้าไปทางทะเล การนิกพูดขึ้นว่า
“แต่ก่อนผมก็ไม่ค่อยสนใจหรอก เรื่องธรรมะเนี่ย พี่อาจโชคดีที่พบคนชี้ทางที่ดี เป็นแบบอย่างที่ดี ผมอยากได้คนแนะนำทางดีๆ บ้าง และนึกถึงพี่เป็นคนแรกเลย ตั้งแต่คุยกับพี่ที่ศูนย์หนังสือคราวนั้น ผมก็ได้รู้ว่า ผมดูแลพ่อน้อยไป ใส่ใจแต่กับลูก”
“คุณนิกอย่ายึดตัวบุคคลเลย ผมก็ใช่ว่าจะดี ไม่แน่ปีหน้า ผมอาจจะเปลี่ยนใจไปแต่งงานก็ได้ กระแสกิเลสมันเชี่ยวกรากรุนแรง หากเราเผลอแป๊บเดียว วิมานในอากาศ อาจถูกสร้างมากมาย พร้อมให้เหตุผลในการแต่งงาน อย่างพร้อมสรรพ ดูสาวๆ สมัยนี้สิ แต่งตัวกันทั้งสั้นทั้งโป๊ ถ้าไม่สำรวมตา สำรวมความคิด ความฟุ้งซ่านก็เกิด พลาดพลั้งได้ง่ายๆ”
ย่ำค่ำตอบ แล้วพูดต่อไปว่า
“ขนาดลุงมัคนายกที่เปลี่ยนความคิดในชีวิตผม ตอนนี้ยังไปแต่งงานกับแม่ค้าขายข้าวโพดต้มในงานวัดแล้วเลย ดูสิ อันตรายขนาดไหน ขนาดลุงแกเพ่งศพทุกวัน พอเจอบุพเพสันนิวาสเล่นงานเข้า ก็เปลี่ยนใจ ไปช่วยขายข้าวโพดต้มเสียแล้ว ซ้ำร้ายหนักกว่านั้น ตอนนี้แกไปซื้อที่ดินติดสำนักสงฆ์แห่งหนึ่ง ยังมีกรณีพิพาทกับพระเรื่องหลักเขตที่ดินเลย ไม่น่าเชื่อว่าแกจะเปลี่ยนไปได้ขนาดนั้น เคยชักชวนคนให้ศรัทธาในศาสนา ชวนคนทำบุญซื้อที่ดินถวายวัด ขายข้าวโพดต้มพักเดียวเปลี่ยนไปเลย”
“คุณนิกยึดครูบาอาจารย์สายพระป่า หรือพระธรรมเป็นหลักดีกว่า อย่าไปยึดตัวบุคคล แต่ถ้าคุณนิกจะมาเป็นสหายธรรมกับผม ผมก็ยินดี”
๕ โมงเย็นแล้ว
“อาหย่งคิ้ม เอ้ย อั๊วไอ่ตึ่งไหลเลี่ยว”หย่งคิ้ม แม่จะกลับบ้านแล้ว แม่ของพี่ย่ำค่ำเดินมาเรียก
การนิกยกมือไหว้คุณแม่ของพี่ย่ำค่ำ รู้สึกว่าคุณแม่ของพี่ย่ำค่ำเป็นผู้หญิงที่โชคดี กว่าหญิงชราหลายคนในวัยเดียวกัน
-หญิงชราที่โชคดีเหรอ? - การนิกทบทวนความคิดในใจ
ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป การนิกจะเอาพี่ย่ำค่ำเป็นแบบอย่างสร้างพ่อของเขาให้เป็น "ชายชราที่โชคดี" อีก ๑ คน
การนิกเปลี่ยนใจ ไม่กลับศรีราชาแล้ว แวะตลาดปากน้ำ แวะซื้ออาหารทะเลชุดใหญ่ที่พ่อเคยบ่นอยากทาน จะซื้อตั้งหลายครั้ง เพิ่งได้ซื้อวันนี้เอง วันๆ คิดถึงแต่ลูก เมื่อเสร็จแล้วก็เตรียมมุ่งหน้ากลับบ้านพ่อที่กรุงเทพฯ รู้สึกผิดที่ละเลยพ่อมานาน มัวแต่สนใจลูก
..............................
โทรศัพท์การนิกตกอยู่ในรถตั้งแต่บ่าย การนิกจึงขาดการติดต่อจากคนอื่น เมื่อหยิบมาดูจึงพบว่ามีการเรียกเข้าเป็น ๑๐ ครั้งจากภรรยาของเขา พอจะโทรออกแบตฯ ก็หมดพอดี เขาไม่ได้สนใจอะไร ในหัวของเขา มีแต่พ่อๆๆ วันนี้เขาอยากไปหาพ่อเป็นพิเศษ
รถติดไฟแดง การนิกหยิบเครื่องคิดเลขเก่าๆ ยี่ห้อ Casio แบบมีฟังก์ชั่นทางวิทยาศาสตร์ ออกจากช่องเก็บของหน้ารถออกมาดู นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่แลกมาจากพระเครื่องบนคอพ่อที่พ่อคล้องมาตั้งแต่หนุ่มๆ เป็นอุปกรณ์ที่พาเขาผ่านการสอบหลายครั้ง จนมันเก่า และทำให้เขามีวันนี้ เขาดีใจที่มันยังอยู่
นึกถึงวันนั้น
พ่อเอาพระเครื่ององค์นั้น ออกมาจบเป็นครั้งสุดท้าย อาราธนาไปอยู่กับเสี่ยเพื่อนพ่อเพื่อเอาเงินมาส่งลูกเรียน พ่อของเขาบอกว่า
“ไม่เป็นไรน่า พระองค์นี้แค่ไปฝากเสี่ยฮวดเพื่อนพ่อไว้ อยากได้เมื่อไรก็ค่อยไปไถ่ถอน เสี่ยแกไม่ขายคนอื่นต่อหรอก แกรู้ว่าพ่อรักพระเครื่ององค์นี้มาก”
การนิกสัญญากับพ่อต่อหน้าเสี่ยฮวด ว่า
“เมื่อผมเรียนจบ มีงานทำเมื่อไร ผมจะไปไถ่ถอนพระองค์นั้นออกมาเอง” แต่ตอนนี้ ๒๐ กว่าปีผ่านไป เขายังไม่ได้ทำ
กลับถึงบ้านประมาณ ๑ ทุ่ม พบรถยนต์ของพี่ๆ น้องๆ ของเขาทุกคนจอดอยู่เต็มจนล้นออกมาถึงถนนหน้าบ้าน เมื่อเข้าไปในบ้าน จึงได้รู้ข่าวร้ายว่า พ่อของเขาได้จากเขาไปแล้ว เขาไม่มีโอกาสสร้างผู้ชายที่โชคดีอย่างที่เขาคิดไว้อีกแล้ว
........................
พระเครื่องของพ่อถูกไถ่ถอนมาแล้วจากกรุส่วน ตัวของเสี่ยฮวด มาวางบนพานหน้าโลงศพพ่อ เสี่ยฮวดเพื่อนพ่อเป็นคนดีจริงๆ คิดราคาเท่ากับที่ พ่อเอาเงินไป ไม่บวกดอกเบี้ย หรือเงินเฟ้อเป็นเวลา ๒๐ ปี ถ้าปล่อยให้เช่าในราคาตลาด ราคาคงไม่ต่ำกว่า ๒ แสน ตอนนั้นพ่อเอาไปวางไว้หมื่นเดียว เสี่ยฮวดก็รับเงินไปหมื่นเดียว แม้ว่าหมื่นเดียววันนั้นกับวันนี้ จะมีค่าต่างกันมากตามแนวคิดค่าของเงินตามเวลา
“กูสัญญากับพ่อมึงไว้ว่าไม่มีดอกก็ต้องรักษา สัญญาสิวะ ส่วนมึงคงทำตามสัญญาช้าไป ตั้งแต่มึงเรียนจบ พ่อมึงเลี้ยงข้าวกูประจำเลย บอกว่าส่งดอกไปพลางๆ กูจะให้พ่อมึงคืนตั้งหลายครั้ง พ่อมึงบอกกูว่า มึงสัญญากับเขาไว้ว่า จะมาไถ่ถอนเอง กูไม่เห็นมึงจะมาสักที รอจนพ่อมึงตายแล้วถึงจะนึกออก”
อาหารมากมายล้วนแต่เป็นอาหารที่พ่อชอบทั้ง นั้น วางเป็นเครื่องเซ่นไหว้วิญญาณพ่ออยู่ที่หน้าโต๊ะประกอบพิธี ตามประเพณีจีน ดอกไม้อย่างดีสีขาว วางประดับหน้าศพเพื่อเป็นการไว้อาลัย พ่อของการนิกจะได้กินหรือไม่เขาไม่อาจรู้ได้ การนิกสบตาพ่อในรูป รู้สึกสลดใจ ต่อไปนี้เขาไม่มีพ่ออีกแล้ว
ถ้าพ่อของการนิกยังอยู่ วันนี้คงเป็นวันที่พ่อมีความสุขมาก ลูกหลานมากมายมาอยู่กันพร้อมหน้า อาหารมากมายถูกนำมาจัดวางไว้ต่อหน้าร่างที่นอนนิ่งสนิทอยู่ในโลงนั้นเอง