ความรักนอกกำมือ
หลายคนเคยบอก...มนุษย์เรามักไม่เห็นคุณค่าสิ่งของที่อยู่ในกำมือ
ตราบเมื่อสูญเสียมันไป ถึงได้รู้ค่าของมัน
แล้วค่อยมานึกเสียดาย...
...เสียดายแน่หรือ?...น่าแปลกที่ฉันคิดผิดแผกจากผู้อื่น...
งานเลี้ยงรุ่นคืนนี้ครึกครื้นกว่าทุกปี เพราะนายเอก ประธานรุ่นของเรา สามารถพาตัว “ลาน” เพื่อนร่วมรุ่นที่กลายเป็นศิลปิน ดารานักร้องชื่อดัง สาว ๆ กรี๊ดกันทั่วเมืองมาได้
ทุกคนสนุกสนานกันใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มเพื่อนหนุ่มสาวที่ห้อมล้อม หยอกล้อลานเป็นดาวล้อมเดือน
ลานยังเหมือนเดิม เป็นผู้ชายยิ้มง่าย หัวเราะง่ายเข้าได้กับเพื่อนทุกคน สมัยเป็นนักเรียนหัวเกรียน เขาแทบไม่ฉายแววดาราดังเลย แค่เด็กหนุ่มตัวสูงโย่ง ผอมขาว หน้าตี๋ ตาตี่ ๆ แต่มีแววบริสุทธิ์ใส ไม่เป็นพิษภัยกับใคร
“ลาน ขอลายเซ็นหน่อย จะเอาไปให้ลูก” แป๋ว เพื่อนสาวร้องบอกต่อเขา
“หา...อะไรนะ เธอมีลูกแล้วเหรอ” ลานแกล้งทำตาโต ตกใจ
“ย่ะ รอเธอมาขอไม่ไหว เลยรีบเออออกับหนุ่มคนแรกที่มาจีบ” แป๋วตอบอย่างร่าเริง
หลายคนหัวเราะครื้นเครง จะมีสักกี่คนรู้ กว่าแป๋วจะมายืนยิ้มตรงจุดนี้ได้ ต้องผ่านอะไรมาบ้าง...
ที่จริงเธอพลาดตั้งท้องตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย ต้องหยุดเรียนไปคลอดลูกเป็นปี กัดฟัน อดทนกลับมาเรียนใหม่จนจบ ระหว่างนั้นต้องทำงาน เรียน และแบ่งหน้าที่เลี้ยงลูกกับแฟนจนเป็นที่กล่าวขวัญกันในหมู่เพื่อนสนิท
แป๋วเป็นตัวอย่างของเพื่อนที่พลาดล้มแล้วไม่ยอมท้อถอย รอยยิ้มของแป๋ว เป็นยิ้มที่ผ่านคราบน้ำตามาไม่รู้กี่ครั้ง
---000---
งานเลี้ยงของเราได้รวบรวมเพื่อนฝูงสมัยมัธยมที่แยกย้ายกันไปเรียน และเพิ่งเริ่มต้นชีวิตการทำงานหลังจบมหาวิทยาลัยกันไม่กี่ปี จึงมีความหลากหลายของสีสันอาชีพมาเล่าสู่กันฟัง แต่ละคนมีความสดใสของวัยหนุ่มสาวที่ยังมองโลกในแง่ดี นัยน์ตามีประกายงดงามความหวังของวันข้างหน้า
“เอาล่ะ ต่อไปนี้เป็นการเผาดารา” เอก ประธานรุ่นประกาศก้องถึงไฮไลต์ของงาน
“เฮ้ย ไหนบอกว่างานนี้ไม่มีการเผากันไงวะ” ลานรีบโวยวาย
“เฮอะ ขืนบอกไป ก็หลอกให้เอ็งมางานนี้ไม่ได้สิ...” เอกย้อนพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “มีใครอยากรู้เรื่องความรักครั้งแรกของไอ้ลานกันบ้าง”
เสียงเฮรับ ยกมือกันสลอน ข้าวปลาอาหารวางเต็มโต๊ะแทบไม่มีใครสนใจ เครื่องดื่มในแก้วถูกปล่อยทิ้งจนน้ำแข็งละลาย
“ตอนนั้นมันอยู่ม.๕” เอกเริ่มเรื่อง “แอบไปปิ๊งสาวคนหนึ่งเข้า คอยแอบตามต้อย ๆ ไปส่งเขาที่บ้านทุกวันโดยผู้หญิงเขาก็ไม่รู้”
“ใครวะ ใครวะ” แทบทุกคนอยากรู้ว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร
เอกยิ้มกริ่ม ไม่ตอบ แกล้งเล่าต่อ
“มันคอยตามไปส่งเขาจนขึ้นม.๖ โน่นแน่ะ”
“เออ...แล้วยังไงต่อ” เพื่อนเร่ง อยากรู้
“แม่สาวนั่นก็เพิ่งสังเกตเห็นน่ะสิ”
“โหย...ความรู้สึกช้าจัง” มีเสียงบ่นปนหมั่นไส้ “แล้วยังไงอีก”
“ผู้หญิงคนนั้นก็จู่โจมถามไอ้ลานตรง ๆ เลยว่า...ตามมาทำไม บ้านไม่ได้อยู่ทางเดียวกันสักหน่อย” เอกหลิ่วตาล้อเลียนเพื่อนหนุ่มคนดัง
“เป็นไงลาน...บอกรักเลยหรือเปล่า” มีคำถามถึงเจ้าตัว
เจ้าของเรื่องไม่ตอบ เอาแต่อมยิ้มนั่งฟังราวกับไม่ใช่เรื่องของตัวเอง
“ฟังกูนี่ ๆ...เดี๋ยวเล่าต่อเอง” เอกรีบเรียกความสนใจคืน
พอเพื่อนหันกลับมาให้ความสนใจ เขาก็ต่อเรื่องด้วยประโยคเด็ด
“ไอ้ลานมันก็เอ๋อไปสามวิฯ แล้วตอบว่า...เอ่อ...เราต้องมาซื้อก๋วยเตี๋ยวฝากแม่ก่อนกลับบ้านน่ะ!”
เพื่อน ๆ ต่างฮาครืน รวมทั้งลานและฉันด้วย...ความทรงจำย้อนไปถึงวันนั้น...เนิ่นนานหลายปี แต่รู้สึกราวกับเพิ่งผ่านไปเมื่อวาน...
-----000-----
“ฉันไม่เคยรู้เลยนะ ว่าแถวบ้านมีก๋วยเตี๋ยวเจ้าอร่อย” จำได้ว่าฉันเคยตอบไปอย่างนั้น
“เหรอ...งั้นส้มตำล่ะ แม่เราชอบกินส้มตำเหมือนกัน แถวนี้มีส้มตำอร่อยหรือเปล่า” สีหน้าท่าทางของลาน ทำให้ใครเห็นก็อดขันไม่ได้
“นี่ลาน นายมีอะไรกับฉันก็บอกมา”
“เอ่อ...ก็...มีนิดหน่อย” เขาตอบแบบเขิน ๆ
“ว่ามาสิ มัวอ้ำอึ้งอยู่ได้” ฉันเริ่มรำคาญนิด ๆ
“คือ...ฉันชอบเธอน่ะ” คำพูดโพล่ง ๆ ง่าย ๆ ของเขาทำให้ฉันอึ้งไปนานเหมือนกัน
เด็กมัธยมสมัยนั้นไม่ไร้เดียงสากับเรื่องพวกนี้แล้ว หนุ่มสาวควงกันเป็นแฟนออกเกร่อ ฉันก็เคยมีผู้ชายมาจีบเหมือนกัน เพียงแต่ไม่มีใครดูบริสุทธิ์ จริงใจเหมือนลาน
ฉันจำคำพูดตัวเองต่อจากนั้นไม่ได้แล้ว รู้แค่มันเป็นช่วงเวลาเริ่มต้นของวันที่สวยงามครั้งหนึ่งในชีวิต
-----000-----
“สรุปว่าไอ้ลานมันก็จีบติด” เสียงเอกเรียกฉันกลับสู่ปัจจุบัน
“ทำไมไม่มีใครรู้เลยว่าไอ้ลานมันมีแฟน” มีคนสงสัย
“โธ่...ตอนนั้นไอ้ลานมันไม่ใช่คนดังนี่หว่า อีกอย่างผู้หญิงเขาก็ขี้อาย เลยคบกับแบบเงียบ ๆ ไม่ยอมเปิดตัวให้ใคร ๆ รู้กัน”
“เออ...แล้วยังไงต่อ” เพื่อนอยากรู้ตอนจบ
ฉันหันไปมองลานโดยไม่ตั้งใจ พบว่าเขาทอดสายตารออยู่ก่อนแล้ว แววตามีรอยยิ้มของมิตรภาพที่เห็นแล้วก่อให้เกิดความอบอุ่นใจ
“คบกันแค่ปีเดียว มันก็อกหักตอนจบม.๖” เอกสรุป
“อ้าว ทำไม?”
“ผู้หญิงบอกว่ามัน “ดี” เกินไป” คำตอบนี้เรียกเสียงแหวะจากคนฟังทั่วหน้า
ฉันอมยิ้ม จำได้ว่า...ไม่เคยพูดอย่างนั้น
“โหย...น้ำเน่า...แล้วทีนี้ไอ้ลานทำไงล่ะ”
“มันก็ไปนั่งดีดกีตาร์ ร้องเพลงอกหักอยู่กลางถนน รอให้รถมาเหยียบ” เอกตอบ
“แล้วมันรอดมาได้ยังไงวะ” ความสงสัยยังมีต่อ
“โธ่...ก็รถที่ไหนจะมา...มันไปดีดกีตาร์ร้องเพลงเศร้ากล่อมหมากลางถนนในซอยบ้านมัน แล้วซอยนั้นมันตัน ไม่มีรถผ่านหรอก”
“แหม...แต่ก็ดีนะ ไม่งั้นเราคงไม่ได้มีเพื่อนเป็นศิลปินดังอย่างนี้แน่”
รอยยิ้มจุดพราวในดวงตาลาน เป็นรอยยิ้มของคนที่มองความเศร้าในวันวานเป็นเพียงสายลมที่ผ่านเลย ไม่อาจมาเกาะเกี่ยวหัวใจให้เป็นทุกข์ได้อีก
“แล้วผู้หญิงคนนั้นเป็นใครวะ โคตรโง่เลย” เพื่อนผู้ชายบางคนสงสัย...เรื่องราวความรักครั้งนั้น มีเพื่อนสนิทรู้ไม่กี่คน
“นั่นสิ ถ้าเขามาเห็นลานตอนนี้นะ รับรองต้องร้องไห้ เสียดายแทบผูกคอตาย ที่ปล่อยให้ลานหลุดมือ” สาว ๆ ออกความเห็นบ้าง
ฉันอมยิ้ม เคยถามใจตัวเองตั้งแต่ตอนที่ได้เห็นลานขึ้นเป็นนายแบบหน้าปกนิตยสารชื่อดังครั้งแรกแล้วว่า...เสียดายหรือไม่ ที่ปล่อยผู้ชายดี ๆ คนนี้ให้หลุดมือ...
ไม่เลย...ฉันตอบด้วยสัตย์จริง ซึ่งคงไม่มีใครเชื่อ
-----000-----
ช่วงเวลาหลังจบม.๖ เป็นช่วงแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต พ่อกับแม่ฉันแยกทางกันด้วยเหตุผลที่เด็กไม่เข้าใจ มันทำให้ฉันหวาดกลัวอนาคต ไม่มั่นใจในเรื่องของความรัก กลัวความเปลี่ยนแปลง กลัวความผิดหวังอย่างคาดไม่ถึงที่อาจมาเยือนได้ทุกเมื่อ
ฉันบอกเลิกลาน ด้วยเหตุผลมากมายที่ตัวเองก็จำไม่ได้...ความรู้สึกแท้จริงที่ยากจะบอกใครก็คือ...ฉันกลัวตัวเองเป็นฝ่ายถูกบอกเลิกก่อน กลัวจะต้องเสียใจอย่างแม่ ที่ไม่คาดฝันว่าจะได้ยินคำบอกลาจากพ่อ
ฉันไม่รู้ว่าอนาคตความรักระหว่างตนเองกับลานจะเป็นอย่างไร ถ้าความรักมันเปลี่ยนแปลงอย่างไม่เคยบอกใครล่วงหน้า ถ้าหากอนาคตจะมีการเลิกรากัน ฉันก็ขอเป็นฝ่ายเลือกที่จะบอกเลิกเสียในวันนั้น ก่อนที่จะต้องเสี่ยงกับการถูกเขาทอดทิ้งอย่างเจ็บปวดเจียนตายอย่างแม่
ระหว่างเรียนมหาวิทยาลัย ฉันเป็นฝ่ายชอบเฝ้าดูความรักของเพื่อนในแต่ละคู่ เห็นคู่รักหลายรูปแบบประสบความสุข ความทุกข์ สลับกัน มีระยะเวลาแห่งการคบหา ที่สั้นยาวกำหนดไม่ได้ คาดการณ์ไม่ถูก
น่าแปลกที่พอฉันถอยมาเป็นผู้เฝ้าดูความรักของเพื่อนฝูง ความขลาดกลัวความรักในใจก็เลือนหาย มุมมองความรักในใจก็เปลี่ยนไป รู้สึกเป็นผู้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม
ลานยังติดต่อมาสม่ำเสมอในรูปแบบของเพื่อน ซึ่งฉันไม่เคยปฏิเสธ รักษามิตรภาพของเราอย่างเสมอต้นเสมอปลาย จนเขาเริ่มมีชื่อเสียง เวลาน้อยลง การติดต่อก็ห่างออกไป สิ่งหนึ่งซึ่งยังดำรงในใจคือความรู้สึกดี ๆ ที่งดงามเสมือนดอกไม้ไมตรี
ฉันมักรู้สึกว่าสัมพันธ์ฉันท์คู่รัก จะมีคำว่า “คนของเรา” อยู่เสมอ ราวกับว่าตนเองสามารถกำใครสักคนไว้ในกำมือ โดยที่เขาไม่อาจหลุดรอดไปได้
ทั้งที่จริง ไม่เคยมีใครเป็น “ของเรา” อย่างถาวร แม้จะใช้ความรักเป็นเครื่องพันธนาการก็ตาม
เพราะกระทั่ง “ความรัก” ก็ยังไม่เป็นตัวของมันเอง มันเกิดขึ้นเมื่อไหร่...อยู่นานแค่ไหน หายไปอย่างไร มีใครบังคับ ชี้นำได้บ้าง
ฉันไม่เคยปฏิเสธความรู้สึก “รัก” ในหัวใจ แต่ก็ไม่ได้ยึดถือมันเป็นเรื่องสำคัญ ยิ่งใหญ่เหมือนเพื่อนหนุ่มสาววัยเดียวกัน
-----000-----
งานเลี้ยงสังสรรค์ยังสนุกสนาน เฮฮาตามประสา ลานถูกเพื่อนอีกกลุ่มลากตัวไปร้องคาราโอเกะ วงสนทนาเผาดาราก็แตกโดยปริยาย แป๋วลุกมานั่งข้าง ๆ พยักพเยิดให้ฉันมองไปทางลานแล้วถามทีเล่นทีจริง
“แน่ใจน้า...ว่าไม่เสียดาย” แป๋วเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่รู้ว่าลานเคยจีบฉัน
“จะให้ย้ำกี่ครั้งกันยะ” ฉันแกล้งขี้เกียจตอบ
“อ้าว เผื่อเปลี่ยนใจไง ลานเขายังน่ารักเหมือนเดิม หายากจะตายผู้ชายแบบนี้”
ข้อนั้นฉันไม่เถียง แต่อยากบอกแป๋วเหมือนกันว่า...พ่อฉันก็เป็นคนดี น่ารักมาตลอด จนถึงวันบอกเลิกกับแม่...
“ถ้าลานมาจีบเธออีกครั้งจะว่ายังไง” แป๋วตั้งคำถามใหม่
“จะให้ว่ายังไง” ฉันยิ้ม รู้สึกเหมือนได้ยินคำถามที่เป็นไปไม่ได้...ข่าวของลานกับดาราสาวในวงการมีมาเรื่อย ๆ ซึ่งฉันไม่เคยใส่ใจว่ามันเป็นเรื่องจริง หรือแค่การขายข่าว
จุดที่เขายืนอยู่เวลานี้ คงไกลจากฉันมาก เหมือนโลกกับพระจันทร์
“ก็พูดมาสิ” แป๋วเร่งเอาคำตอบ
“ไม่รู้สิ ตอบไม่ถูก ไม่เคยคิดสักที” ฉันตอบอย่างไม่เสแสร้ง “คบกับแบบเพื่อนอย่างนี้ก็ดีออก สบายใจดี ไม่เห็นจำเป็นต้องเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นเลย”
“แหม...หล่อน ไม่อยากลองลิ้มชิมรสชาติดุเด็ดเผ็ดมันของความรักบ้างเหรอ” แป๋วหยอก
ฉันไม่ตอบ มองเห็นมาตลอดว่าความรักของเพื่อนคนนี้มีครบทุกรสชาติจริง ๆ ประคองคู่กันมาแบบตก ๆ หล่น ๆ มีลูกตอนเรียน ยันมีงานการทำเป็นหลักแหล่ง พ่อแม่วางใจ ถึงอย่างนั้นก็ยังมีเรื่องทะเลาะ ร้าวฉาน เลิกรา สลับกับคืนดีมาเข้าหูให้เพื่อนสนิทได้ฟังไม่ขาด
-----000-----
ค่ำคืนแห่งการสังสรรค์เคลื่อนผ่านแล้ว แต่ละคนเริ่มทยอยกลับ บางกลุ่มนัดกันไปเที่ยวต่อ เอกพยายามชวนลานไปเที่ยวด้วย แต่เจ้าตัวปฏิเสธ อ้างว่าเดี๋ยวเป็นข่าว มีผลลบต่องาน
“เอ็งนี่จริง ๆ เล้ย ไม่มีเวลาเป็นส่วนตัวหรือไงวะ”
“ก็มี...แต่ต้องในที่ลับหูลับตาคนหน่อย อย่างที่ปิดห้องจัดมิตติ้งเผากูนี่ไง...” ลานตอบแกมหยอก
“เออ...แล้วเอ็งมีเบอร์ส่วนตัวมั้ยวะ เบอร์ที่ให้มานี่ โทร.ทีไร เจอแต่ผู้จัดการรับสายทุกที” เอกถาม
“ก็เบอร์นั่นแหละ ของกูเอง แต่ส่วนใหญ่ทำงาน ไม่ค่อยมีเวลารับสายหรอก พี่เขาเลยช่วยรับแทนให้”
“เบื่อจริง ๆ พวกคนดังนี่” เอกบ่นพลางเดินนำหน้าเพื่อนกลุ่มสุดท้ายออกจากร้าน
ฉันอยู่ในกลุ่มสุดท้ายเหมือนกัน เดินกันเป็นกลุ่มใหญ่ เกือบสิบคน
“นุ่นจะกลับบ้านยังไง” เสียงนุ่ม ๆ ของลานดังใกล้ตัวฉัน
“อ๋อ...ขับรถมาเองน่ะ” ฉันเงยหน้าตอบเขา
“ไงจ๊ะ ถ้านุ่นไม่มีรถ จะอาสาไปส่งเองหรือเปล่า” แป๋วแซวทันที
“ได้สิ...ตั้งใจอยู่แล้ว แป๋วก็เหมือนกันนะ ถ้าไม่มีรถ ผมไปส่งก็ได้” ลานพูดจากใจจริง
“แหม เสียดายจริง ๆ ฝาละมีดันมารอรับซะแล้ว เดี๋ยวขอไปไล่มันกลับบ้านก่อนได้มั้ยนี่” แป๋วพูดอย่างเห็นขัน
ลานหัวเราะเบา ๆ ก้มหน้ามองฉัน
“เสียดายจัง วันนี้ไม่ค่อยได้คุยกับนุ่นเลย”
“โธ่...ก็ลานเป็นคนดังนี่ พวกเพื่อนเขาก็อยากคุยด้วยทั้งนั้น แล้วอีกอย่าง ตอนนี้เราก็กำลังคุยกันอยู่ไม่ใช่หรือจ๊ะ”
เขายิ้มใส รอยยิ้มสว่างจุดให้ดวงตาเป็นประกาย ฉายแววบางอย่างแทนคำพูดจา ระหว่างทางจากในร้านถึงที่จอดรถ เสมือนเส้นทางอันอบอุ่น อบอวลด้วยกลิ่นอายความสุข
รถยนต์ขับออกไปทีละคัน รถของฉันอยู่ด้านในจึงต้องรอ ที่ข้างหน้ามีรถจอดขวางอีกคัน ฉันหันไปมองเพื่อนที่ยังไม่ขึ้นรถ พบว่าเหลือลานเพียงคนเดียว
“ขอโทษที ผมจอดรถขวางนุ่นเอง” เขาพูดพลางรีบเปิดประตูรถ แต่ก็ชะงัก ลังเลชั่วครู่ก่อนเดินเข้ามาหา
“มีอะไรเหรอลาน” ฉันถาม
“เอ่อ...” ท่าทางเขากลับไปเป็นเหมือนเด็กหนุ่มเมื่อหลายปีก่อน “ผมมีโทรศัพท์ส่วนตัวจริง ๆ อยู่เบอร์นึง รับรองไม่ผ่านผู้จัดการแน่ ๆ”
พูดแล้วยัดกระดาษแผ่นหนึ่งใส่กำมือฉัน
“ถ้านุ่นวางก็โทร.มาคุยได้ตลอดเวลาเลยนะ” คำพูดหนักแน่น พร้อมรอยยิ้มที่ไม่ผิดแผกจากเด็กหนุ่มหัวเกรียนคนเดิม
“จ้ะ” ฉันตอบรับจากใจจริง
-----000-----
ขณะนั่งอยู่ในรถ มองรถของลานแล่นห่างออกไป ฉันรู้สึกคล้ายเห็นรอยยิ้มของเขาประทับความทรงจำ และ “เห็น” ความรู้สึกยินดี พอใจเกิดขึ้นในจิตใจตน
จะแปลกไหม...หากเรารู้สึก “รัก” ใครสักคนโดยไม่หวังคิดครอง ไม่เคยมองเขาเป็น “ของเรา” พอใจเพียงได้มองเห็นความสุขฉายในแววตาเขา ร่วมชื่นชมอยู่ห่าง ๆ เมื่อเห็นเขาก้าวเดินไปสู่ความสำเร็จ ร่วมสุขกับเขาโดยไม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้ คอยส่งกำลังใจยามเขาทุกข์ ไม่สบายใจ
ความรักเช่นนี้มันคงไม่อาจอยู่ในกำมือของใครได้ มันเกิดขึ้น และเดินจากด้วยเหตุและปัจจัยของมันเอง
ความรักเช่นนี้ทั้งไม่อาจเรียกร้องให้อยู่ ทั้งไม่อาจผลักไสขับไล่ให้มันจากไปได้
ฉันเพียงแค่ดู...และรับรู้ว่ามันยังอยู่ก็พอใจแล้ว
อนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน วันหนึ่งข้างหน้าลานอาจมีผู้หญิงตัวจริงสักคนในชีวิต ซึ่งฉันเชื่อว่าตนเองสามารถร่วมยินดีกับเขาอย่างจริงใจ ไม่มีแม้รอยเสี้ยนทุกข์มาเสียดแทงใจ
-----000-----
พอกลับมาถึงบ้าน ฉันนึกถึงเบอร์โทรศัพท์ที่ลานยัดใส่มือมาให้ จึงหยิบออกมาเพื่อจะจดใส่สมุด แต่ก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นข้อความที่เขาเขียนต่อท้ายหมายเลขโทรศัพท์นั้น
มันเป็นข้อความที่เรียกรอยยิ้มให้ฉันได้อีกครั้ง
“ถ้ามีความสุขแล้วไม่รู้จะบอกใครก็โทร.มานะ...ถ้าไม่สบายใจ อยากหาคนรับฟังก็โทร.มาได้...หรือถ้าเบื่อนักไม่รู้จะคุยกับใครก็โทร.มาหา เถอะ...เบอร์นี้เปิดสายตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง...จนกว่าคนโทร.จะเบื่อ แล้วคิดว่า...ไปเรียกให้เจ้าของโทรศัพท์มันมาหา แล้วสั่งให้นั่งคุยอยู่ใกล้ ๆ จะดีกว่ากันเยอะเลย”
ฉันยิ้มเต็มหน้า สัมผัสความอบอุ่นอ่อนโยนจากกระดาษแผ่นนั้นเข้าสู่กลางฝ่ามือ และมันค่อยซึมแทรกเข้าสู่หัวใจอย่างเชื่องช้า...อิ่มเต็ม
-----ชลนิล-----
"ความรักนอกกำมือ" เคยลงในนิตยสารขวัญเรือน ปักษ์แรกสิงหาคม ๒๕๔๙