18/07/2011
ว่าที่จริงแล้ว ขนม หรือ ที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่าของหวานกับคนไทยนั้น
เพิ่งจะมารู้จักมักคุ้นกันเมื่อ 200 กว่าปีมานี้เอง
ก่อนหน้านั้นคนไทยส่วนใหญ่ไม่เคยลิ้มรสของกินรสหวานมันซึ่งปรุงจาก แป้ง ไข่
กะทิ และน้ำตาลกันเท่าใดนัก
โยส เชาเด็น ผู้จัดการบริษัทการค้าฮอลันดา
ซึ่งเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเศรีอยุธยาในสมัยพระเจ้าทรงธรรมและพระเจ้า
ปราสาททองเป็นเวลานาน 8 ปี
บันทึกไว้ว่า…อาหารของชาวสยามไม่ฟุ่มเฟือยและมีน้อยสิ่ง ตามปกติมี ข้าว ปลา
และผัก ส่วนเครื่องดื่มตามปกตินั้น เขาดื่มแต่น้ำอย่างเดียว
ส่วนนิโคลาส์ แชรแวส ชาวฝรั่งเศส
ซึ่งเดินทางเข้ามาพำนักอยู่ในกรุงศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
เป็นเวลานาน 4 ปี
ก็บันทึกไว้ว่า…ไม่มีชนชาติใดที่จะบริโภคอาหารอดออมเท่าคนสยาม
สามัญชนดื่มแค่น้ำเท่านั้น แล้วก็กินข้าวหุง ผลไม้
ปลาแห้งบ้างเล็กน้อยแล้วยังกินไม่ค่อยอิ่มท้องเสียด้วย
ชนชั้นสูงก็มิได้บริโภคดีไปกว่านี้
ทั้งที่สามารถซื้อหามาบริโภคได้ตามปรารถนา
เช่นเดียวกับซีมอง เดอ ลาลูแบร์
ราชทูตฝรั่งเศสซึ่งเดินทางเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับกรุงศรีอยุธยาในรัช
สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ก็ได้บันทึกไว้ว่า…ชาวสยามคนหนึ่ง ๆ
จะอิ่มหนำสำราญด้วยข้าวซึ่งมีน้ำหนักวันละ 1 ปอนด์ ราคาตกราว 1 ลิอาร์ต
แล้วก็มีปลาแห้งอีกเล็กน้อย หรือไม่ก็ปลาเค็ม
ซึ่งราคาค่างวดก็ไม่แพงไปกว่าคาคาข้าวนัก
เหล้าโรงหรือเหล้าที่ทำจากข้าวขนาด 1 ไปน์ ที่กรุงปารีสก็ตากราว 2 ซู
เท่านั้นก็พอแล้ว
สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่ชี้ให้เห็นถึงนิสัยอยู่ง่ายกินง่ายของคนไทยเท่านั้น
ยังเป็นสิ่งที่แสดงให้รู้ด้วยว่า คนไทยในสมัยโบราณยังไม่รู้จักคำว่า ขนม
ซึ่งเป็นอาหารอย่างหนึ่งที่ไม่ใช่กับข้าว แต่เป็นของกินหลังอาหาร
หรือกินเล่น มีรสชาติหวานมัน อร่อยถูกปากเพราะปรุงจากแป้ง ไข่ กะทิ
และน้ำตาล
เชื่อกันว่าผู้ประดิษฐ์คิดขนมไทยออกมาเผยแพร่จนเป็นที่นิยมกันอย่างกว้าง
ขวางสืบต่อมาจนทุกวันนี้มีชื่อว่า ท้าวทองกีบม้า ซึ่งเพี้ยนมาจาก ดอญ่า มาร
กีมาร์ ท้าวทองกีบม้ามีชื่อเต็มว่า มารี กีมาร์ เด ปนา ส่วนคำว่า “ดอญ่า”
เป็นภาษาสเปน เทียบกับภาษาไทยในขณะนั้นได้ว่า “คุณหญิง”
เหตุที่เธอเป็นภริยาของออกญาวิไขเยนทร์อัครมหาเสนาบดีแห่งกรุงศรีอยุธยาใน
สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
เธอเกิดเมื่อ พ.ศ. 2201 หรือ 2202 แต่บางแห่งว่าเธอเกิด พ.ศ. 2209
โดยอ้างเหตุผลที่มีผู้บันทึกว่า เธอแต่งงานกับคอนสแตนติน ฟอลคอน ในปี พ.ศ.
2225 เมื่อมีอายุ 16 ปี
บิดาของท้าวทองกีบม้าเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่นผสมแขกเบงกอลชื่อ ฟานิก
ส่วนมารดาเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่นผสมโปรตุเกสเกิดในกรุงศรีอยุธยา
มีชื่อว่าอุรสุลา ยามาดา
เชื่อกันว่าเชื้อสายทางมารดาของท้าวทองกีบม้าอพยพเเข้ามาตั้งถิ่นฐานในกรุง
ศรีอยุธยา
หลังจากซามูไรชุดแรกเดินทางเข้ามาเป็นทหารอาสาในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระ
นเรศวรมหาราชไม่นานนัก เซญอรา อิกเนซ มาร์แตงซ์
ผู้เป็นมารดาของอุรสุลาและเป็นยายของท้าวทองกีบม้าเล่าว่า
ครองครัวของนางเป็นคาธอลิกที่เคร่งครัดมาก
และนางก็เป็นหลานสาวของคริสต์ศาสนิกชนคนแรกของญี่ปุ่นซึ่งนักบุญฟรานซิ
สซาเวียร์ประทานศีลล้างบาปและตั้งนามทางศาสนาให้
ประมาณ พ.ศ. 2135
ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินของญี่ปุ่นหรือที่เรียกันว่าโชกุน
ผู้มีนามว่าฮิเดโยชิ ได้ออกพระราชกฤษฎีกาในพระนามสมเด็จพระจักรพรรดิ
ให้จับกุมชาวญี่ปุ่นที่นับถือคริสต์ศาสนาลงโทษและริบราชบาตร
บาทหลวงที่ทำงานเผยแพร่ศาสนาในญี่ปุ่นถูกกำจัดและขับไล่
พวกเข้ารีตปลายคนถูกประหารชีวิตที่เมืองนางาซากิน
สร้างความตื่นเต้นตกใจให้แก่ชาวญี่ปุ่นที่นับถือศาสนาคาธอลิกเป็นอย่างมาก
ยายของท้าวทองกีบม้าเองก็อยู่ในกลุ่มของชาวคริสต์ที่ถูกขับไล่ด้วย
นางถูกจับยัดใส่กระสอบนำมาลงเรือที่เมืองนางาซากิ
เพื่อเนรเทศไปยังเมืองไฟโฟประเทศเวียดนาม
ซึ่งมีคริสต์ศาสนิกชนอยู่กันมากบนเรือลำนั้น นางได้พบกับตาของท้าวทองกีบม้า
ซึ่งเป็นเจ้าชายแห่งราชวงศ์ญี่ปุ่น ซึ่งเข้ารีตนับถือศาสนาคริสต์เช่นกัน
เมื่อถึงจุดหมายปลายทางแล้ว
ทั้งสองจึงได้แต่งงานกันอย่างถูกต้องตามศาสนาและประเพณี
หลังจากร่วมชีวิตกันมาระยะหนึ่งจึงหันมาประกอบการค้าจนมีฐานะดีขึ้น
ขณะนั้นมีข่าวชาวญี่ปุ่นกลุ่มหนี่งเดินทางมาอาศัยอยู่ในกรุงศรีอยุธยาและได้
รับการต้อนรับอย่างดีสามารถตั้งหลักแหล่งทำมาหากินได้อย่างดี
เพราะเป็นประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก
ทำให้ตาและยายของท้าวทองกีบม้าตัดสินใจเดินทางมาตั้งถิ่นฐานยังกรุง
ศรีอยุธยาตลอดชีวิต โดยอาศัยอยู่ที่ค่ายโปรตุเกส ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา
หลังจากอุรสุลาแต่งงานกับฟินิกและมีลูกด้วยกันหลายคน มารี กีมาร์
เป็นลูกสาวที่จัดว่ามีรูปโฉมงดงามกว่าใครไม่เพียงแต่เป็นที่ต้องตาของชาย
หนุ่มชาวตะวันตกที่เข้ามาอยู่ในกรุงศรีอยุธยาเท่านั้น
แม้แต่ออกหลวงสรศักดิ์ก็ชื่นชมในความงามของเธอด้วย
กล่าวกันว่าท้าวทองกีบม้านอกจากจะมีรูปโฉมเป็นเลิศแล้ว
เธอยังเป็นผู้มีน้ำใจงดงามซื่อสัตย์และใจบุญสุนทาน
มีความเมตตาปรานีอย่างหามีผู้ใดเสมอเหมือน
ตลอดชีวิตของเธอดำเนินไปภายใต้กรอบแห่งความดีงามและความถูกต้อง
โดยมีแรงศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าที่เธอเคารพนับถือเป็นหลักชัย
ทำให้ได้ชื่อว่า เป็นคาธอลิกที่เคร่งครัดมากที่สุดคนหนึ่ง
ท้าวทองกีบม้าเป็นสตรีที่มีความอดทนเป็นเลิศ
แม้ต้องเผชิญกับความทุกข์ยากแสนสาหัสเพียงใดก็ยืนหยัดสู้โดยไม่ยอมท้อถอย
ความเป็นผู้มีจิตใจสูงและมีน้ำใจกรุณาปรานี
ทำให้เธอเป็นที่เคารพรักของคนทั่วไป
ในขณะที่ชีวิตรุ่งโรจน์เธอก็ไม่ได้คิดแต่ความสุขเฉพาะตนหากแต่ยังห่วงใยถึง
ผู้ทุกข์ยากอีกมากมาย
โดยได้รับอุปการะเลี้ยงดูเด็กสาวกำพร้าและบรรดาลูกทาสที่เป็นลูกครึ่ง
มีแม่เป็นชาวพื้นเมือง แต่มีพ่อเป็นชาวยุโรปเอาไว้หลายคน
เด็กเหล่านี้ถูกบิดาทอดทิ้งไม่เหลียวแล
ปล่อยให้อยู่กับมารดาที่ยากจนตามลำพัง
เมื่อได้รับความอุปการะจากท้าวทองกีบม้าจึงมีชีวิตที่ดีขึ้น

มารี กีมาร์ แต่งงานกับคอนสแตนติน
ฟอลคอนชาวกรีกที่เข้ามารัยราชการในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
จนเป็นที่โปรดปราน
ได้รับแต่งตั้งเป็นถึงอัครมหาเสนาบดีฟอลคอนยอย่องเธอในฐานะภรรยาเอก
แม้ว่าก่อนหน้านั่นเขาจะเลี้ยงดูสตรีไว้ในฐานะภรรยาแล้วหลายคน
ชีวิตสมรสของท้าวทองกีบม้าไม่สู้ราบรื่นนัก ด้วยคอนแสตนติน ฟอลคอน
มีนิสัยเจ้าชู้ มักนอกใจเธออยู่เสมอ
จึงมีเหตุต้องทะเลาะกันอย่างรุนแรงเสมอมา เช่นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์
พ.ศ. 2231 ฟอลคอนเกิดติดอกติดใจคลารา ทาสสาวที่ท้าวทองกีบมาอุปการะไว้
ทำให้มีปากมีเสียงกันอย่างรุนแรง
จนเธอต้องขนข้าวของและเด็กสาวในอุปการะทั้งหมดหนีจากลพบุรีกลับมาอยู่ที่
กรุงศรีอยุธยา อันที่จริง ก่อนที่มารี กีมาณื
หรือท้าวทองกีบม้าจะตกลงปลงใจยินยอมแต่งงานกับคอนสแตนติน ฟอลคอนนั้น
เธอมิได้รักหรือชอบพอชายผู้นี้มาก่อนเลย
แถมยังออกจะชิงชังนิสัยใจคอของชายชาวกรีกผู้นี้ด้วย
นอกจากนั้นแล้วฟานิกเองก็เกลียดชังฟอลคอนมาก
เพราะไม่เพียงแต่เขาจะนับถือศาสนาโปรเตสตันท์ซึ่งแตกต่างจากเธอแล้ว
ฟอลคอนมักแสดงอาการดูหมิ่นเหยียดหยามบิดาของเธอเป็นประจำ
โดยมักเรียกฟานิกว่าแขกดำ เหตุที่มารี กีมาร์ยินยอมแต่งงานกับฟอลคอน
เพราะได้รับคำขอร้องจากบาทหลวงฝรั่งเศสซึ่งเป็นที่เคารพนับถืออย่างสุงของ
เธอและบิดา โดยฟอลคอนให้สัญญาว่าเมื่อแต่งงานแล้วจะเปลี่ยนศาสนาเป็นคาธอลิก
ชีวิตหลังจากแต่งงานของท้าวทองกีบม้ารุ่งโรจน์มาก
แม้ฟอลคอนจะมีนิสัยเจ้าชู้ แต่ก็ให้ความเกรงใจเธอตลอดมา 1 ปี
หลังการแต่งงานฟอลคอนก็ได้เป็นผู้ควบุคมการก่อสร้างป้อมแบบยุโรปในกรุง
ศรีอยุธยาและบางกอก ต่อมาเมื่อออกญาโกษาธิบดี (เหล็ก) ถึงแก่กรรม
ออกญาพระเสด็จซึ่งขึ้นมาดำรงตำแหน่งออกญาโกษาธิบดีแทนก็เลื่อนตำแหน่งให้เขา
ขึ้นมาทำหน้าที่ผู้ช่วยและยังได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นออกพระฤทธิ์
กำแหง
ตำแหน่งนี้ทำให้ฟอลคอนร่ำรวยชึ้นมาอย่างรวดเร็วเพราะประกอบการค้าส่วนตัวควบ
คู่ไปกับราชการด้วย
ท้าวทองกีบม้าจึงมีชีวิตความเป็นอยู่ที่สุขสบายหรูหราอย่างหาผู้ใดในกรุง
ศรีอยุธยาเปรียบเทียบไม่ได้ การเป็นภรรยาของขุนนางที่มีตำแหน่งสูง
ทั้งยังต้องติดต่อสัมพันธ์กับชาวต่างประเทศเสมอ
ทำให้ท้าวทองกีบม้าต้องพบปะเจอะเจอแขกที่เดินทางมาในฐานะราชอาคันตุกะและแขก
ในหน้าที่ราชการของสามี ดังนั้น
เธอจึงจำเป็นต้องให้การต้อนรับและปรับตัวให้สมกับฐานะคุณหญิงที่ดำรงอยู่
ด้วยการจัดตกแต่งบ้านเรือนแบบตะวันตกและนำสิ่งของที่ได้รับเป็นของขวัญจาก
ภรรยาขุนนางต่างประเทศที่ส่งมาให้จัดวางในมุมที่หรูที่สุดของบ้าน
นอกจากจะมีความรุ้ในเรื่องการจัดตกแต่งอย่างดีแล้ว
เธอยังมีความรุ้ในด้านการปรุงอาหารอย่างดีเยี่ยมเพราะต้องทำอาหารเลี้ยงดู
แขกเหรื่ออยู่เป็นประจำมิได้ขาด ปีที่ 6 ของการเข้ารับราชการ
ฟอลคอนได้รับตำแหน่งหน้าที่เจริญรุ่งเรืองสูงสุด
โดยได้เป็นสมุหนายกอัครมหาเสนาบดี
แต่ด้วยความคิดมิชอบฟอลคอลที่ติดต่อกับฝรั่งเศสเป็นการลับให้ยึดสยามเป็น
อาณานิคมจึงถูกกลุ่มของพระเพทราชาและออกหลวงสรศักดิ์จับในข้อหากบฏ
เรียกตำแหน่งคืน ริบทรัพย์ และถูกประหารชีวิต เล่ากันว่า
ก่อนขึ้นตะแลงแกงฟอลคอนได้รับอนุญาตให้ไปอำลาลูกเมียที่บ้าน
แต่ด้วยความเกลียดชัง
ท้าวทองกีบม้าซึ่งถูกจองจำอยู่ในคอกม้าถึงกลับถ่มน้ำลายรดหน้าและไม่ยอมพูด
จาด้วย ต่อมาเธอถูกนำตัวกลับมายังกรุงศรีอยุธยา
และถูกส่งตัวเข้าไปเป็นคนรับใช้ในพระราชวัง
ออกหลวงสรศักดิ์ที่มีความพึงพอใจเธออยู่เป็นทุนเดิมต้องการได้เธอเป็นภรรยา
น้อย แต่เธอไม่ยินยอม ทำให้ออกหลวงสรศักดิ์ไม่พอใจมากออกปากขู่ต่าง ๆนานา
จนท้าวทองกีบม้าไม่สามารถทนอยู่ต่อไปได้
จึงตัดสินใจลอบเดินทางออกจากกรุงศรีอยุธยา
โดยติดตามมากับนายทหารฝรั่งเศสคนหนึ่งชื่อ ร้อยโทเซนต์ มารี
เพื่อมาอาศัยอยู่กับนายพลเดฟาซจ์ที่ป้อมบางกอกและขอร้องให้ช่วยส่งตัวเธอและ
ลูก 2 คน ไปยังประเทศฝรั่งเศส
แต่นายพลเตฟาช์จไม่ตกลงด้วยเพราะเห็นว่าจะเป็นปัญหาภายหลัง
จึงส่งตัวท้าวทองกีบม้าให้แก่ออกญาโกษาธิบดี (ปาน)
ซึ่งท่านก็รับไว้ด้วยความเมตตา กระนั้นเธอก็ยังต้องถูกคุมขังเป็นเวลานานถึง
2 ปี หลังการปลดปล่อยเธอได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่ทำอาหารหวานประเภทต่าง ๆ
ส่งเข้าไปในพระราชวังตามกำหนด
ระหว่างนี้ท้าวทองกีบม้าได้กลับมาพักอยู่ที่ค่ายโปรตุเกส
ริมแม่น้ำเจ้าพระยา บ้านเกิดของเธอ
การทำหน้าที่จัดหาอาหารหวานส่งเข้าพระราชวังทำให้ท้าวทองกีบม้าต้องประดิษฐ์
คิดค้นขนมประเภทต่าง ๆ ขึ้นมาใหม่ตลอดเวลา จากตำรับเดิมของชาติต่าง ๆ
โดยเฉพาะโปรตุเกสซึ่งเป็นชาติกำเนิดของเธอ
ท้าวทองกีบม้าได้พัฒนาโดยนำเอาวัสดุดิบพื้นถิ่นที่มีในประเทศสยามเข้ามาผสม
ผสาน จนทำให้เกิดขนมที่มีรสชาติอร่อยถูกปากขึ้นมามากมาย
เมื่อจัดส่งเข้าไปในพระราชวังก็ได้รับความชื่นชมมาก
ถึงขนาดถูกเรียกตัวเข้าไปรับราชการในพระราชวังในตำแหน่งหัวหน้าห้องเครื่อง
ต้น
มีหน้าที่ดูแลเครื่องเงินเครื่องทองของหลวงเป็นหัวหน้าเก็บพระภูษาฉลอง
พระองค์และเก็บผลไม้เสวย มีพนักงานอยู่ใต้บังคับบัญชาถึง 2,000 คน
ซึ่งเธอก็ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เป็นที่ยกย่องชื่นชม
มีเงินคืนท้องพระคลังปีละมาก ๆ ด้วยนิสัยเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และมีเมตตา
ทำให้ท้าวทองกีบม้าถ่ายทอดตำรับการปรุงขนมหวานแบบต่าง ๆ
ให้แก่สตรีที่ทำงานใต้บังคับบัญชาของเธอจนเกิดความชำนาญ
และสตรีเหล่านี้เมื่อกลับไปเยี่ยมพ่อแม่ญาติพี่น้องยังบ้านเกิดของตนก็ได้นำ
ตำรับขนมหวานไปเผยแพร่ต่ออีกทอดหนึ่ง
จึงทำให้ตำรับขนมหวานที่เคยอยู่ในพระราชวังแผ่ขยายออกสู่ชนบทมากขึ้นเรื่อย ๆ
ในที่สุดก็กลายเป็นขนมพื้นบ้านของไทย
ชีวิตบั้นปลายของท้าวทองกีบม้าจัดว่ามีความสุขสบายตามสมควร
โดยพักอาศัยอยู่ที่บ้านในค่ายโปรตุเกส
กลางวันก็เดินทางเข้าไปทำงานในหน้าที่หัวหน้าห้องเครื่องต้นในพระราชวัง
เย็นกลับมาอยู่กับหลาน ๆ วันอาทิตย์ไปโบสถ์เพื่อฟังธรรม
และเยี่ยมเยียนญาติพี่น้อง มีหลักฐานที่สามารถยืนยันได้อย่างแน่ชัดว่า
ท้าวทองกีบม้ามีอายุยืนยาวกว่า 66 ปี ได้เห็นการเปลี่ยนแผ่นดินถึง 4 รัชกาล
คือ รัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช รัชกาลสมเด็จพระเพทราชา
รัชกาลสมเด็จพระเจ้าเสือและรัชกาลสมเด็จพระเจ้าท้ายสระ
แม้ว่าท้าวทองกีบม้าจะมีกำเนิดเป็นคนต่างชาติ แต่เธอก็เกิด
เติบโตและมีชีวิตอยู่ในประเทศสยามจวบสิ้นอายุขัย
แถมยังสร้างสิ่งประดิษฐ์อันล้ำค่าทั้งในด้านชีวิตความเป็นอยู่
และวัฒนธรรมประเพณีของไทยเอาไว้อย่างมากมายมหาศาล
สมกับคำยกย่องกล่าวขานของคนรุ่นหลังที่มอบแด่เธอว่า ราชินีขนมไทย |