ศุกร์กันเถอะเรา อัญชะลี ไพรีรัก
ในความเศร้า และ ความอดสู มีการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่
ประเด็น “หัวหน้าโจรแต่งตั้งหัวหน้าตำรวจ” ถูกสะบัดให้ร้อนแรงขึ้นไปอักโข เมื่อเฟซ บุ๊คของ “วรกร จาติกวณิช” ขยายความว่า “ก็เหมาะสมอยู่ เพราะเย็นวันที่ล้มการประชุมอาเซียน ซัมมิท ที่พัทยา เห็นตำรวจขนลังไวน์เข้าไปในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ที่มีคนจองห้องวี ไอ พี ชื่อ อดุลย์ แสงสิงแก้ว” และความแซ่บของสเตตัสนี้อยู่ที่ท่อนลงท้ายว่า “ เห็นด้วยตาตนเอง ไม่ได้ไปฟังใครเล่า ”
ข่าวจอมโจรจากแดนไกลอนุมัติคัดเลือก “พล ต อ อดุลย์ แสงสิงแก้ว” ที่บินไปแสดงความสวามิภักดิ์ถึงดูไบให้เป็น “ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ” คนใหม่แทน “พล ต อ เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์” ที่จะเกษียณอายุราชการปลายปีนี้ นับเป็นเรื่องน่าหดหู่จนพอมองเห็น “รัฐตำรวจ” กลับมาเกิดใหม่ชัดเจน
ส่วน“ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนปัจจุบัน” พี่ชาย “นายหญิง” รีบแสดงท่าทีตอบรับตำแหน่ง “รองนายกรัฐมนตรี” ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่กำลังจะปรับโฉมคณะรัฐมนตรีอีกครั้งในเร็วๆวันนี้ โดยมีข่าวจากวงในของพรรคเพื่อไทยว่า ถ้าเคลียร์พื้นที่ และ เก้าอี้ กันเรียบร้อย พี่ชายแท้ๆของคุณหญิงพจมาน จะก้าวมาแทนที่น้องสาวคนเล็กของทักษิณ…ถึงตอนนั้นคงไม่มีอะไรภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ที่ทักษิณ – พจมานจะทำไม่ได้
วันนี้ทักษิณ ชินวัตร กระชับอำนาจในมือให้เหนียวแน่นด้วยการจัดแถวกองทัพ – ตำรวจ - ข้าราชการ และ ควบคุมอำนาจรัฐ ไว้ในกำมือได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด โดยมี “กองทัพคนเสื้อแดง” หนุนหลังเป็นพลังอันธพาลที่พร้อมยอมตายถวายหัวเพียงแค่เอ่ยปาก และสาดเศษเงิน
ส่วนภาคเอกชนไปไหนไม่รอดเหมือนลูกไก่ในกำมือ เวลานี้บริษัทยักษ์ใหญ่ถูกตีเมืองขึ้นเป็นทิวแถว ทุกครั้งที่เขาอนุมัติโครงการใหญ่ๆให้กลุ่มทุนระดับยักษ์ที่บินไปพินอบพิเทาถึงต่างแดน เป็นต้องแนบคำสั่งอย่างขึงขังกลับมาว่า “ ให้ไปแล้วก็อย่าได้ไปช่วยไอ้พวกประชาธิปัตย์หรือปลุกม็อบมาต้านผมก็แล้วกัน ไม่งั้นผมเอาตายแน่”
แต่ทั้งหมดนี้ก็ยังไม่ทำให้คนอย่างทักษิณ ยิ่งใหญ่ถึงสุดขอบฟ้ากว้างได้ดังใจปรารถนา เมื่อเขาต้องเผชิญหน้ากับ“ยาขมหม้อใหญ่ “…ไม่ว่าจะเป็น “ศาล” – “ฝ่ายค้าน”และ “ภาคประชาชน” ที่คอยแต่จะขัดขวางทางกลับบ้านของจอมโจรและย้ำเตือนร่องรอยอดีตที่ทักษิณเคยใช้อำนาจรัฐปล้นชาติ ทำลายหลักนิติรัฐของประเทศด้วยความย่ามใจ ไม่ยำเกรงฟ้าดิน ทั้งนี้เพื่อแสดงให้เห็นว่า จอมเผด็จการทำกับไทยหนักข้อขึ้นไปเรื่อยๆ
จุดจบของทักษิณในภาคแรกคือ ถูกพลังพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและรถถัง “ขับไล่ออกไป” ชะรอยว่าจุดจบคราวนี้ของทักษิณดูเหมือนจะไม่พ้น “เลือดนองท้องช้าง” เพราะ ต่างฝ่ายต่างไม่มีใครยอมใคร ลองอีหรอบนี้คงได้เห็น “สงครามประชาชน” ถ้าไม่เกินปีนี้ก็ คงหนีไม่พ้นปีหน้า
เป็นที่รู้กันทั่วแล้วว่าทักษิณผู้เปี่ยมด้วยอำนาจ “ปั่นหัว” ประเทศไทยเหมือนลูกข่างมาจากแดนไกล เขาเคลื่อนไหวด้วยพลังเครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่ มีเครื่องบินส่วนตัวเป็นสำนักงานเคลื่อนที่ โดยมี “น้องแดง เยาวภา” และ เลขาคนสนิทชื่อ “ยิ๊ก” เป็นฝ่ายประสานงาน
แต่ละวัน…นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์มีหน้าที่ต้องสรุปรายงานต่างๆของบ้านนี้เมืองนี้ให้ทักษิณรับรู้ทุกเรื่อง ส่วนปลัดกระทรวงฯสำคัญๆ มีหน้าที่ต้องหอบแฟ้มไปประชุมกับทักษิณถึงต่างแดนเสมอๆ โดยเฉพาะกระทรวงพลังงานที่ข่าวว่าไปพบแทบกันทุกสองอาทิตย์ เนื่องจากบ่อน้ำมันในพื้นที่ทับซ้อนกลางอ่าวไทยและทั่วประเทศถูกจับจองจ้องกันตาเป็นมัน อย่างไรก็ตามการตัดสินใจสุดท้ายจะมาจาก “นายหญิง” ถือเป็นอันว่าสิ้นสุด
ทักษิณและพวกได้เรียนรู้ประสบการณ์ที่น่าขมขื่นและอับอายจากการถูก “รัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549” มาแล้ว ดูเหมือนว่าคราวนี้เขาไม่รีรอที่จะใช้อำนาจรัฐที่มีอยู่ไปอย่างโฉ่งฉ่าง ถ้ามันจะกวักมือเรียกทุกคนให้มาสยบแทบเท้าได้
ระบอบทักษิณฉบับอวตารเริ่มต้นใหม่ด้วยระวังมากขึ้นกว่าเดิม…แขนซ้ายของเขาคือกองทัพเสื้อแดง และแขนขวาคือสื่อกางเกงในแดง เท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะเริ่มต้นกวาดต้อนไพร่พลและดึงอำนาจรัฐทุกภาคส่วนมาไว้กับตัว ยิ่งมีรัฐตำรวจ คนยิ่งกลัว และเขายิ่งย่ามใจ จนหลงเชื่อมั่นในตัวเองว่า ไม่มีเหตุอันใดมาแผ้วพานอำนาจชั่วร้ายของเขาได้อีกต่อไป
ดังนั้นการฉีกกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับ 50 เพื่อเขียนขึ้นใหม่ให้ย้อนหลังไปแก้ไขคดีเก่าๆของเขา พร้อมลดทอนอำนาจสถาบันสูงสุด เพื่อบีบคนคิดต่างให้หมดศูนย์รวมดวงใจ ให้ไร้ที่พึ่งและแพแตกแยกสลาย...นี่คือที่มาของข้อเสนอที่หลายคนกระอักกระอ่วนใจใน “ร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนิติราษฏร์” ที่ทุกส่วนถูกกำกับด้วยใจโลภของ “ทักษิณ ชินวัตร”
การเมืองเข้มข้นขึ้นทุกขณะ เมื่ออยู่ๆภาคประชาชนที่เคยหลับใหลและแตกแยกก็เริ่มหันมาจับมือ ตื่นตัว และก่อหวอดต่อต้านทักษิณจริงจังอีกครั้ง หลังจากที่เขาเร่งใช้อำนาจรัฐในมือบีบให้ประชาชนต้องยอมรับใน “การนิรโทษกรรมจอมปลอม”
"ทุกที่ ทุกประเทศ พร้อมต้อนรับผม แต่เป็นเพราะอะไร และไม่เข้าใจ เหมือนกันว่า ทำไม ผมจึงกลับบ้านไม่ได้ ผมรู้สึกไม่ดีเลย ซึ่งอาจเป็นเพราะการเมืองไทยแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ทำให้ทุกอย่างดูเลวร้ายลง ถึงเวลาแล้ว ที่ต้องหันหน้าพูดคุยกัน ไม่ว่า จะสีแดงหรือสีเหลืองก็ตาม ผมหวังว่า ต้องให้มีการสมานฉันท์เกิดขึ้นให้ได้ เพื่อทวงคืนความสามัคคีกลับมา ผมให้อภัยทุกคนที่เคยว่าร้ายผม ผมไม่ได้โกรธเคือง เพราะผมเพียงต้องการกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย และอยากได้ ชีวิตปกติสุขคืนมาเท่านั้น" พ.ต.ท.ทักษิณ โกหกโอดครวญอย่างเห็นแก่ตัวกับสื่อที่อินโดนีเซียระหว่างการร่วมเสวนาในหัวข้อการปรองดองในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อเร็วๆนี้
ระบอบทักษิณที่น่าชิงชังทำให้ประชาชนคนคิดต่างหันมาสู้ด้วยสื่อทางเลือก และเผยแพร่ข้อมูลต่อๆกันจนเหมือนไฟลามทุ่ง ความจริงเรื่องความระยำของทักษิณ-ยิ่งลักษณ์และขี้ข้าบริวารจึงส่งเสียงดังออกมาจากโลกออนไลน์ จนดูเหมือนว่า “อาหรับสปริง” คงอยู่ไม่ไกลจากเราสักเท่าไรแล้ว
ยังไม่ช้าที่ทักษิณจะบอกลาลูก ลาเมียไว้แต่เนิ่นๆ …เพราะเล่ห์เหลี่ยม และ ความโลภ กำลังพาความพ่ายแพ้มามอบให้เขาชนิดที่ไม่ทันได้ตั้งตัว ส่วนทีมที่ปรึกษาเดือนตุลา ซ้ายตกขอบของทักษิณนั้น อย่ามัวแต่พิรี้พิไรนั่งอ่าน“ปฏิวัติฝรั่งเศส”เล่มเดียวอยู่เลย…หัดอ่าน “สงครามและสันติภาพ” ซ้ำบ้างก็จะดีมิใช่น้อย