ประวัติ หลวงอนุภาษภูเก็ตการ

1,161 views
Skip to first unread message

We love ANUPHAS

unread,
May 20, 2011, 2:42:56 AM5/20/11
to anu...@googlegroups.com
หลวงอนุภาษภูเก็ตการ
ต้นตระกูลเป็นชาวจีนฮกเกี้ยนชื่อ นายเซ็กอู๊ด (พระจีนเสื้อดำ) อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยที่ตำบลกะไหล 
จังหวัดพังงา นายเซ็กอู๊ดได้แต่งงานกับคนไทยชื่อ นางขอม มีบุตรด้วยกัน 6 คน หนึ่งใน 6 คน นั้น คือ นายตัน 
จิ้นหงวน เกิดวันที่ 4 พฤศจิกายน 2431 กำพร้าบิดาเมื่ออายุ 9 ขวบ เรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดมงคลนิมิตร
(วัดกลาง)โดยท่านเจ้าคุณพระวิสุทธิวงศาจารย์ญาณมุนี(เพลา) จนอ่านออกเขียนได้พออายุ 14 ปี พี่ชายจึงส่ง
ไปเรียนหนังสือที่เมืองจีนระยะหนึ่ง จึงกลับมาช่วยพี่ชายทำเหมืองแร่ดีบุก
ครั้นเมื่อมีความรู้ความสามารถจึงขอแยกตัวมาทำเหมืองเองกับเพื่อนๆ 4-5 คน โดยวิธีเหมืองหาบและได้ประสบ
ความสำเร็จมากเมื่อเปรียบเทียบว่าเป็นการทำเหมืองเองเป็นครั้งแรกแต่ก็พบกับการสิ้นเนื้อประดาตัวในคราวต่อมา
แต่ท่านมุ่งหน้าทำต่อไปอย่างไม่ย่อท้อและได้เปลี่ยนวิธีการทำเหมืองไปเรื่อย ๆ จากเหมืองหาบเปลี่ยนเป็นเหมือง
แล่น ท่านทำเหมืองรู (เหมืองปล่อง) ซึ่งเกือบเอาชีวิตไม่รอด เพราะท่านลงไปหาสายแร่ดีบุกด้วยตนเอง จน 
กระทั่งเทียนดับซึ่งหมายถึงว่าไม่มีอากาศอยู่ในอุโมงค์แล้วท่านจึงขึ้นมาด้วยความพยายามหาความรู้ในการทำเหมือง
มิได้หยุดยั้งท่านได้ทราบว่าทางมาเลเซียได้ทำเหมืองสูบกัน จึงได้เดินทางไปยังมาเลเซียเพื่อดูกิจการทำเหมืองสูบ 
และได้เปิดกิจการทำเหมืองสูบเมื่อ พ.ศ.2470 ที่ตำบลวิชิต(ระเงง)แม้การทำเหมืองสูบ 
ครั้งนี้ไม่ได้ผลท่านก็ไม่ย่อท้อ ได้พยายามหาทางใหม่ด้วยการซื้อเครื่องกำเนิดไฟฟ้ามาลอง
ผลิตไฟฟ้าแทนเครื่องยนต์อันทำให้สามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้ เมื่่อทดลองแล้วเห็น 
ว่าน่าจะได้ผล
ดังนั้นในวันที่ 9 มกราคม พ.ศ.2473 โรงไฟฟ้าก็ทำพิธีเปิดการจ่ายกระแสไฟฟ้า
สำหรับใช้ทำเหมืองสูบแทนเครื่องยนต์ โดยสมเด็จพระบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระนคร
สวรรค์วรพินิจ ทรงเสด็จมาเป็นองค์ประธาน ทรงลงลายพระหัตถ์ประธานชื่อ เหมืองสูบ
ที่ี่ใช้ไฟฟ้าในการทำเหมืองว่า "เหมืองเจ้าฟ้า" ให้ไว้เป็นที่ระลึก
ท่านได้บำเพ็ญประโยชน์มากมายจึงได้รับบรรดาศักดิ์เป็นหลวงอนุภาษภูเก็ตการเมื่อ
พ.ศ. 2474
 เนื่องจากท่านเป็นผู้ที่ชอบใฝ่หาความรู้ในการทำงาน ดังนั้นเมื่อเหมืองสูบ
เจ้าฟ้าสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีแล้ว ประกอบทั้งท่านเดินทางไปปีนังเป็นประจำ และได้เห็น
เห็นกิจการเหมืองเรือขุดแร่ ดังนั้นในปี พ.ศ.2481 ท่านจึงได้ซื้อเรือขุดแร่จากประเทศมาเลเซียมาทำการเปิดเหมืองเรือขุด ณ บ้านหินลาด 
จังหวัดพังงา นับเป็นคนไทยคนที่ 2 รองจากพระอร่ามสาครที่มีเรือขุดของตัวเอง
 
ในการทำเหมืองมีความจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ต่างๆ และต้องซื้อจากที่อื่น เพื่อให้งานเดินไปอย่างรวดเร็วจึงได้เปิดแผนกเสริม  คือ โรงหล่อ
กลึง  โรงเลื่อยไม้ และโรงงานไม้แปรรูป โรงสีข้าว เพื่อให้คนงานเหมืองทาน โรงน้ำแข็ง และแผนกอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับแผนกการทำ
เหมือง คือ โรงทำสบู่ โรงทำสุรา สวนยาง สวนมะพร้าว เรือเดินทะเล ภูเก็ต-กันตัง
 
ช่วงที่มีความเจริญสูงสุดของหลวงอนุภาษภูเก็ตการ  คือ ช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ฐานะของท่านมีความมั่งคั่งและมั่นคงมาก สมัยนั้น
ทางมาเลเซียเรียกหลวงอนุภาษภูเก็ตการว่าเป็น เซี๊ยบี้อ๋อง แปลว่า เจ้าแห่งดีบุก  เมื่อกิจการดีขึ้นเป็นลำดับ ท่านมีความห่วงใยในอนาคต
ของครอบครัว และต้องการเห็นความเป็นปึกแผ่นมั่นคงของกิจการอยู่ชั่วลูกชั่วหลาน  จึงจดทะเบียนตั้งบริษัทจำกัดด้วยทุนทรัพย์ดำเนินงาน
2,200,000.00 บาท ให้ชื่อว่า บริษัท อนุภาษและบุตร จำกัด เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2482 จัดแบ่งให้  ภรรยา บุตร ธิดา ทุก
คนเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทร่วมกับท่าน
 
หลวงอนุภาษภูเก็ตการเมื่อยังเป็นหนุ่มได้ช่วยพี่ชายคนโตทำงานซึ่งมีชื่อว่าตันจีนฮองตามที่กล่าวแล้ว ต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เช่น
กันเป็นหลวงประเทศจีนารักษ์หลวงอนุภาษภูเก็ตการได้ให้ความนับถือพี่ชายท่าน  เมื่อมีพระราชบัญญัติขนานนามสกุลขึ้นในปี พ.ศ.2456
เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2458 หลวงประเทศจีนารักษ์ได้ไปขอรับการขนานนามสกุลจากสมุหเทศาภิบาลขนานนามสกุลว่า  
"หงษ์หยก"หลวงอนุภาษภูเก็ตการจึงขอใช้นามสกุลเดียวกัน และในปี พ.ศ.2496 ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จตุถาภรณ์ช้างเผือก
 
ต่อมาในเดือนมีนาคม พ.ศ.2502 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถได้เสด็จทอดพระเนตรกิจการเหมือง
เจ้าฟ้านับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างยิ่ง และเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2531  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามพระบรมราชกุมารีฯ
ได้ทรงเสด็จทอดพระเนตรกิจการเหมืองเจ้าฟ้าด้วยความสนพระทัย นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างยิ่งแก่ตระกูลหงษ์หยก
หลวงอนุภาษภูเก็ตการสมรสกับนางหลุ่นฮุ่น ในปี พ.ศ.2446 ซึ่งมีอายุ  27 ปี  ขณะนั้นท่านยังเพิ่งเริ่มตั้งตัวยังไม่ถึงกับเป็นผู้มีฐานะ และ
บางครั้งก็ถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัวแต่่คุณนายหลุ่นฮุ่นก็เป็นภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากอย่างแท้จริงโดยตลอดมา เนื่องจากท่านมีโรคประจำตัวจึงเสียชีวิต
ลงเมื่อ พ.ศ. 2496 ท่านทั้งสองมีทายาทด้วยกัน 10 คนรวม ทั้งบุตรชายที่เสียชีวิตตั้งแต่เยาว์วัยจึงเหลือทายาท 9 คนคือ

1.นางยุพา หงษ์หยก สมรสกับ นายซุ่นเซ่งกอก(ถึงแก่กรรม)

2.นายวิรัช (ถึงแก่กรรม) สมรสกับ นางบุญศรี(สก๊อต)

3.นายวีระพงษ์ หงษ์หยก สมรสกับ นางจินตนา(แซ่จู้)

4.นายคณิต (ถึงแก่กรรม) สมรสกับ นางเพ็ญศรี(สวัสดิ์ภักดี)

5.นางยุวดี เจริญพิทักษ์(ถึงแก่กรรม)สมรสกับนายทวี เจริญพิทักษ์
(ถึงแก่กรรม)

6.นายเอนก หงษ์หยก สมรสกับ นางสุกัญญา(ถึงแก่กรรม)

7.นายณรงค์ หงษ์หยก สมรสกับ นางเยาวลักษณ์(โภคาผล)

8.นางยุพาวดี สมุทรอัษฎงค์ สมรสกับ นายนเรศ สมุทรอัษฎงค์
(ถึงแก่กรรม)

9.นายสานิต หงษ์หยก สมรสกับ นางบี้กุ่ย(ถึงแก่กรรม)

บุตรของทายาททั้ง 9 คน ซึ่งเป็นหลานของหลวงอนุภาษภูเก็ตการมี 40 กว่าคน ต่างได้สมรสบ้างแล้วทำให้ท่านมีเหลนประมาณ 40 กว่าคนเช่นกัน
หลวงอนุภาษภูเก็ตการท่านเป็นบิดาที่มีความยุติธรรมรักลูกทุกคนเท่ากันไม่ว่าเป็นชายหรือหญิงดังจะเห็็็นได้จากที่กล่าวมาแล้วตั้งแต่ต้นว่า ให้
บุตรทุกคน เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทด้วย  และให้ลูกทุกคนไปเล่าเรียนหนังสือที่โรงเรียนที่มีชื่อเสียงที่ปีนัง นอกจากนั้นยังได้ส่งไปเรียนที่สหรัฐ
อเมริกาซึ่งในสมัยนั้นนับว่าเป็นกรณีพิเศษมากเมื่อเปรียบเทียบกับลูกคนธรรมดาเพราะลูกเจ้านายเท่านั้นที่ไปศึกษานอกประเทศ เมื่อลูกๆ จบ
กลับมาก็ให้ไปฝึกงานจากลูกน้องจนกระทั่งขึ้นเป็นนายคนได้ ท่านมิได้ฝึกงานให้ลูกอย่างเดียว  หากแต่สั่งสอนให้รู้จักคุณค่าของเงินรู้จักเก็บ
ออมและใช้ไปในทางที่ถูกที่ควร อีกทั้งรู้จักเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวมและส่วนท้องถิ่นซึ่งท่านได้ทำตัวอย่างโดยที่มีอนุสรณ์ เช่น ยกที่ดิน
เพื่อสร้างโรงเรียนบ้านสวนมะพร้าว ซึ่งปัจจุบันชื่อโรงเรียนหงษ์หยกบำรุง สร้างวัดที่ตำบลกะทู้  ชื่อวัด อนุภาษกฤษฎาราม ยกที่ดินให้สร้าง
โรงพยาบาลมิชชั่น   และในส่วนที่ไม่มีอนุสรณ์นั้นด้วยการบริจาคเงินช่วยเหลือราชการเป็นจำนวนมาก  และหลายครั้ง  เป็นผู้ก่อตั้งสมาคม
อุตสาหกรรมเหมืองแร่  มีีท่านเป็นนายกอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ซึ่งลูกหลานก็ได้สืบทอดเจตนารมย์ของท่านได้รับความไว้วางใจจากชาวภูเก็ต
ให้บุตรชายคนโต คือนายวิรัช หงษ์หยก ได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานสภาจังหวัดภูเก็ตและเป็นนายกเทศมนตรีเมืองภูเก็ต 1 สมัย บุตรชาย
คนที่ 3 คือ นายคณิต หงษ์หยก เ็ป็นเทศมนตรีเมืองภูเก็ต หลานชายซึ่งเป็นบุตร นายคณิต หงษ์หยก คือร้อยโทภูมิศักดิ์ หงษ์หยก ได้รับ
การเลือกตั้งให้เป็นเทศมนตรีเมืองภูเก็ต 1 สมัย และนายกเทศมนตรีเมืองภูเก็ต 3 สมัย
ท่านเริ่มป่วยในต้นปี 2505 และได้เข้ากรุงเทพฯเพื่อรับการรักษา เมื่ออาการดีขึ้นก็กลับมาภูเก็ตเพื่อพักฟื้น แต่อาการก็ไม่ดีเท่าที่ควรและเสีย
ชีวิตลงเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ.2502 รวมอายุ 74 ปี เมื่อท่านเสียชีวิตไปแล้วความประสงค์ของท่านในเรื่องความเป็นปึกแผ่นของครอบ
ครัวก็ยังคงอยู่ ทั้งนี้เพราะลูกหลานมีความรักและเชื่อฟังคำสั่งสอนของท่านเป็นอย่างยิ่ง ลูกและหลานชายทุกคนก็ยังทำงานกับบริษัท อนุภาษ
และบุตร จำกัด และบริษัทในเครือด้วย


ขอขอบคุณข้อมูลจาก บริษัท อนุภาษและบุตร จำกัด

We love ANUPHAS

unread,
May 20, 2011, 3:49:27 AM5/20/11
to anu...@googlegroups.com
บ้านหงษ์หยก
เป็นชื่อบ้านที่หลวงอนุภาษภูเก็ตการ(นายจิ้นหงวน หงษ์หยก)ผู้ก่อตั้งบริษัท อนุภาษและ
บุตร จำกัด ให้สร้างขึ้นเมื่อปี  พ.ศ. 2473 ออกแบบโดยขุนพิศาลสารกรรม  ใช้เวลา
ก่อสร้างประมาณ 3 ปี การที่บ้านหลังนี้ถูกเรียกว่า"อั้งหม้อเหลา" ซึ่งแปลว่า  "ตึกฝรั่ง"
เพราะตัีวบ้านเป็นอาคารยุโรปผสมจีนซึ่งแตกต่างจากบ้านห้องแถวอันเป็นที่นิยมในสมัยนั้น
 
มีบางกลุ่มได้เรียกตึกลักษณะเช่นนี้ในภูเก็ตว่า  "ชิโนโปรตุกีส"  เพราะเป็นแบบยุโรปผสม
จีนบางก็ให้ความเห็นว่า สิ่งก่อสร้างเช่นนี้ไม่น่าจะมีหลงเหลืออยู่อีกแล้ว เพราะวัฒนธรรมดัง
กล่าวมีมาช้านาน ควรจะเป็นแบบ"โคโลเนี่ยวสไตล์" มากกว่าอันเนื่องมาจากได้รับอิทธิพล
มาจากชาวยุโรปที่เข้ามาค้าขายในรุ่นหลังๆ ซึ่งจะเห็นได้จากเพื่อนบ้านใกล้เคียงคือ ในเมือง
ปีนังประเทศมาเลเซีย และประเทศสิงคโปร
บ้านหลังนี้ปลูกอยู่บนเนี้อที่ 5 ไร่ ตัวบ้านใช้เนื้อที่ 3/4 ไร่ มีห้องต่างๆ ดังนี้ ห้องนอน
สำหรับรับรองแขก 1 ห้อง และห้องนอนสำหรับผู้พักอาศัย 5 ห้อง ห้องทำงาน,ห้องพระ,
ห้องรับรองแขกใหญ่ 1 ส่วน และเล็ก 1 ส่วน ห้องอาหารสำหรับ 18 ที่ ห้องนั่งเล่นหรือ
ห้องเอนกประสงค์ ซึ่งเป็นห้องโถงใหญ่  ห้องซักผ้า และห้องอื่น ๆ อีก เฟอร์นิเจอร์เกือบ
ทุกชิ้นสั่งทำจากกรุงเทพฯ ปัจจุบันยังคงใช้อยู่ กระเบื้องปูพื้นโมเสค และกระเบื้องปูหลังคา
สั่งจากอังกฤษเพราะคุณภาพดีมากทำให้สีคงสภาพเดิมถึงแม้จะผ่านจากการถูกน้ำท่วม และ
หน้าฝนปีแล้วปีเล่า นอกจากนั้นพัดลม,โคมไฟ,ปลั๊กไฟ ยังคงใช้การได้เป็นอย่างดี
 
 
คุณบุญศรี หงษ์หยก สมรสกับบุตรชายคนโตของหลวงอนุภาษภูเก็ตการ ชื่อคุณวิรัช หงษ์
หยก ปัจจุบันได้ถึงแก่กรรมแล้ว  คุณบุญศรี หงษ์หยก รับมรดกบ้านหลังนี้มา แต่ยังคงยึด
ถือเจตนาเดิมของหลวงอนุภาษภูเก็ตการที่อยากให้บ้านนี้เป็นที่รวมของ ลูกๆหลานๆตระกูล
"หงษ์หยก" ดังนั้นทุกปีพี่น้องที่อยู่ที่อื่น จะกลับมาพักที่บ้านนี้ เพื่อมาทำพิธีไหว้บรรพบุรุษ (เช้งเม้ง)ที่สุสานนอกจากนั้นหากพี่น้องคนใด  หรือบริษัทมีแขกคนสำคัญมาเยือน 
 
"อั้งหม้อเหลาของบ้านหงษ์หยก"  ก็จะเป็นที่รับรองเสมอและเป็นที่ทำพิธีสมรสแบบทางใต้
้เรียกว่า"พิธียกน้ำชา หรือ พังเต" รวมทั้งส่งจ้าวบ่าวจ้าวสาวเข้าห้องหอและเจตนารมณ์ดัง
กล่าวจะคงเป็นเช่นนี้ตลอดไป  อีกทั้งได้พยายามรักษาสภาพตึกหลังนี้ให้คงเหมือนเดิมแรก
สร้าง  จึงได้รับพระราชทานกิตติบัตร   จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ   สยามบรม
ราชกุมารี  เนื่องในงานนิทรรศการ "สถานปนิค 30"  ในปี พ.ศ. 2530 นอกจากนี้ยัง
มีีีสถาบันต่าง ๆ ขอเข้าชมบ้านเพื่อเป็นการทัศนศึกษา ถ่ายทำภาพยนต์หรือถ่ายรูปลงนิตย
สารอยู่เนืองๆ

ขอบพระคุณ บริษัท อนุภาษและบุตร จำกัด

We love ANUPHAS

unread,
May 20, 2011, 4:19:12 AM5/20/11
to anu...@googlegroups.com
"เหมืองเจ้าฟ้า"
เหมืองเจ้าฟ้าตั้งอยู่ที่ตำบลวิชิต อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต แต่เดิมเป็นเหมืองปล่อง
บ้าง เหมืองหาบบ้างเริ่มเปิดการทำเหมืองประมาณปี พ.ศ. 2460 เนื่องจากมีประทาน
บัตรในบริเวณใกล้เคียงซึ่งบางแปลงเปิดการทำเหมือง ด้วยวิธีหมืองสูบบ้าง  เหมืองฉีด
บ้าง และบางแปลงมีความจำเป็นที่จะต้องร่วมแผนผังโครงการเดียวกันจึงต้องขออนุญาต
จากทรัพยากรธรณีจังหวัดเปลี่ยนวิธีการทำเหมือง เป็นเหมืองสูบ เหมืองฉีด แบบเดิม
เกือบทั้งหมด
 
เนื่องจากหลวงอนุภาษเป็นผู้ที่ชอบหาความรู้เพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลา ทำให้ทราบว่าขณะนั้น
ทางมาเลเซียเริ่มทำเหมืองสูบด้วยวิธีใหม่แล้วในปี พ.ศ. 2470 จึงหวังจะที่จะให้การทำ
เหมืองในเมืองไทยเจริญทัดเทียมเพื่อนบ้าน ได้ตัดสินใจเดินทางไปดูกิจการเหมืองสูบ ณ
ประเทศมาเลเซีย แล้วนำมาปรับใช้โดยเริ่มเปิดการทำเหมืองสูบในปี พ.ศ. 2470
นับเป็นคนไทยคนแรกที่เริ่มวิธีการทำเป็นหมืองสูบสมัยใหม่ขึ้นในประเทศไทย  แต่ยังคงใช้่เครื่องยนต์ดีเซลผลิตกระแสไฟฟ้าโดยตรง ซึ่งไม่
สามารถลดต้นทุนการผลิตได้ อันเป็นผลที่ยังไม่น่าพอใจได้พยายามหาทางใหม่อีกครั้งด้วยการซื้อเครื่องกำเนิดไฟฟ้า  ที่ใช้กับเรือมาทดลอง
ผลิตกระแสไฟฟ้าแทนเครื่องยนต์ ก็สามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้ นับว่าได้รับความสำเร็จได้ ถึงสามประการคือสามารถเปิดการทำเหมือง
สูบวิธีเหมืองสูบและใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้ามาผลิตไฟฟ้าพร้อม ทั้งลดค่าใช้จ่ายลงได้
 
ที่มาของคำว่า "เหมืองเจ้าฟ้า"  เมื่อสามารถเปิดทำการเหมืองได้ผลเป็นที่พอใจขณะนั้น
สมเด็จพระบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิจทรงเสด็จภูเก็ต  และเสด็จมาทอด
พระเนตรกิจการเหมืองที่ตำบลวิชิต เมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2473 โรงไฟฟ้าก็ทำพิธี
เปิดจ่ายกระแสไฟฟ้าสำหรับใช้ในการทำเหมืองสูบแทนเครื่องยนต์โดยทรงเป็นองค์ประธาน
ในพิธี พร้อมทั้งทรงลงลายพระหัตถ์พระราชทานชื่อเหมืองสูบแห่งนี้ว่า "เหมืองเจ้าฟ้า" ให้้
ไว้เป็นที่ระลึก ต่อมาในเดือน มีนาคม 2502  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระ
นางเจ้าพระบรมราชินีนาถได้เสด็จทอดพระเนตรกิจการเหมืองเจ้าฟ้า   และวันที่6 ตุลาคม
2531 สมเด็จพระเทพรัตนสุดาสยามพระบรมราชกุมารีได้ทรงทอดพระเ้นตรกิจการด้วยความ
สนพระทัยเป็นอย่างยิ่ง นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างยิ่งแก่ตระกูล "หงษ์หยก"
 
เนื่องจากปัจจุบันรัฐบาลไม่อนุมัติให้มีการทำเหมืองแร่อีกต่อไป   แต่มีนโยบายให้มีการท่อง
เที่ยวมาแทนและประการหนึ่ง ราคาแร่ตกต่ำมากไม่สามารถดำเนินการให้คุ้มทุนได้บริษัทจึง
ต้องปิดการทำเหมืองแร่ในปี พ.ศ.2535


ขอบพระคุณข้อมูลจาก บริษัท อนุภาษและบุตร จำกัด
Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages