ศาลแพ่งกรุงเทพใต้
พิพากษา
“อดีตทูตไทยในฮอลแลนด์” ชดใช้เงินกว่า 10 ล้านบาท
มั่วนิ่มแอบขายสถานทูตให้นักธุรกิจดัตช์
จนกระทรวงบัวแก้วเดือดร้อนถูกฟ้องร้องอายัดสถานทูต
วันนี้ (16 ก.พ.) ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ถ.เจริญกรุง
ศาลอ่านคำพิพากษาในคดีที่กระทรวงการต่างประเทศ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง
นายสุเสรี หรือปรัชญาทวี ตะเวทิกุล อดีตเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเฮก
ประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นจำเลยเรื่องละเมิด
เป็นเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อหน่วยงานรัฐ
เรียกค่าเสียหายจำนวนทุนทรัพย์จำนวน 130,808.76 ยูโร และ 100,000
ดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี
โดยคดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 12 ธ.ค.46 ระบุว่า
ระหว่างที่จำเลยดำรงตำแหน่งเป็นเอกอัครราชทูต ประจำกรุงเฮก
ประเทศเนเธอร์แลนด์
ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายที่ดินและอาคารสถานเอกอัครราชทูตไทย 2 แห่ง
กับนายเจ. บากเกอร์ (J.Bakker) ชาวเนเธอร์แลนด์
โดยการกระทำของจำเลยไม่ปฏิบัติตามระเบียบหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติของทางราชการ
เป็นเหตุให้รัฐบาลไทยถูกฟ้องต่อศาลประเทศเนเธอร์แลนด์ นอกจากนี้
อาคารสถานเอกอัครราชทูตของไทยก็ถูกศาลเนเธอร์แลนด์มีคำสั่งอายัดไว้
ทำให้โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างทนายความ ค่าธรรมเนียมต่างๆ
ในการต่อสู้คดี และค่าใช้จ่ายในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับนายเจ
บากเกอร์
โจทก์จึงขอให้ศาลมีคำพิพากษาบังคับให้จำเลยชำระเงินสกุลยูโร จำนวน
130,808.76 ยูโร (อัตราแลกเปลี่ยน 1 ยูโรเท่ากับ 50 บาท) และจำนวน 100,000
ดอลลาร์สหรัฐ (อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์เท่ากับ 40 บาท )
คิดเป็นเงินไทยประมาณ 10,540,438 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5
ต่อปีของเงินต้นดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเมื่อวันที่ 12 ธ.ค.46
เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ
จำเลยให้การปฏิเสธต่อสู้คดี
โดยอ้างว่ากระทรวงการต่างประเทศไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยต้องรับผิดตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่
พ.ศ.2539 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420
เพราะจำเลยไม่ได้ทำสัญญาซื้อขายอาคารสถานเอกอัครราชทูต
แต่เอกสารที่จำเลยลงนามนั้นเป็นเพียงหนังสือแสดงเจตจำนงมิใช่สัญญาซื้อขาย
ดังนั้น
จึงไม่ต้องรับผิดและไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่กระทรวงการต่างประเทศ
อีกทั้งคดีขาดอายุความเกิน 2 ปีแล้วจึงขอให้ศาลพิพากษายกฟ้องด้วย
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานที่สองฝ่ายนำสืบหักล้างกันแล้วเห็นว่า
ฟ้องคดีโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ
ซึ่งการกระทำของจำเลยที่ลงนามในเอกสารกับนายเจ. บากเกอร์
โดยไม่รายงานให้กระทรวงการต่างประเทศทราบล่วงหน้า
จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติของทางราชการและฝ่าฝืนคำสั่งของผู้บังคับบัญชา
ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐบาลไทยและกระทรวงการต่างประเทศ
ซึ่งต้องถูกนายเจ. บากเกอร์
ฟ้องคดีต่อศาลประเทศเนเธอร์แลนด์ทำให้อาคารสถานเอกอัครราชทูตต้องถูกศาลสั่งอายัดไว้
และรัฐบาลไทยต้องเสียค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีรวมทั้งค่าเสียหายในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับนายเจ.
บากเกอร์
ดังนั้น
การกระทำของจำเลยจึงถือว่าเป็นการกระทำโดยประมาทอย่างร้ายแรงอันเป็นการละเมิดทำให้กระทรวงการต่างประเทศได้รับความเสียหาย
ข้อต่อสู้จำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้
เห็นว่าจำเลยกระทำละเมิดจริง
พิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามฟ้อง เป็นเงินจำนวน 130,808.76
ยูโร (อัตราแลกเปลี่ยน 1 ยูโรเท่ากับ 50 บาท) และเงินจำนวน 100,000
ดอลลาร์สหรัฐ (อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์ เท่ากับ 40 บาท )
คิดเป็นเงินไทยประมาณ 10,540,438 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี
ของเงินต้นดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเมื่อวันที่ 12 ธ.ค.46
เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ
ผู้สื่อขาวรายงานว่า
วันนี้ทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยไม่ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษาแต่อย่างใด
คงมีแต่นิติกร กระทรวงการต่างประเทศ และเสมียนทนายฝ่ายจำเลย มาแทน
อย่างไรก็ดีคดีนี้ยังไม่ถือว่าเป็นที่สิ้นสุด
เนื่องจากจำเลยสามารถยื่นอุทธรณ์-ฎีกา สู้คดีได้ตามกฎหมาย
สำหรับคดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อระหว่างปี 2544-2545 นายสุเสรี
ตะเวทิกุล อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์
ได้ลงนามทำหนังสือสัญญาขายที่ดินและอาคารสถานเอกอัครราชทูตฯ จำนวน 2 แห่ง
ให้แก่นายเจ. บากเกอร์ ชาวเนเธอร์แลนด์ ซึ่งต่อมาได้ยื่นฟ้องรัฐบาลไทย
และนายสุเสรี ต่อศาลเนเธอร์แลนด์เพื่อให้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว
และเมื่อกระทรวงการต่างประเทศตรวจสอบการลงนามในสัญญาดังกล่าวจึงพบว่านายสุเสรีกระทำไปโดยไม่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐบาลไทย
กระทรวงการต่างประเทศจึงตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยซึ่งคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน
(อ.ก.พ.) กระทรวงการต่างประเทศ
มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นว่านายสุเสรีกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง
โดยจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการจริงเป็นเหตุให้ราชการเสียหายอย่างร้ายแรง
จึงให้ลงโทษไล่ออกจากราชการ ตามหนังสือคำสั่งวันที่ 21 พ.ค.44