ຂາຍສະຖານທູດ

238 views
Skip to first unread message

ດາວປະກາຍ

unread,
Feb 16, 2006, 4:55:48 PM2/16/06
to amer...@googlegroups.com
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ พิพากษา “อดีตทูตไทยในฮอลแลนด์” ชดใช้เงินกว่า 10 ล้านบาท มั่วนิ่มแอบขายสถานทูตให้นักธุรกิจดัตช์ จนกระทรวงบัวแก้วเดือดร้อนถูกฟ้องร้องอายัดสถานทูต
       
       วันนี้ (16 ก.พ.) ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ถ.เจริญกรุง ศาลอ่านคำพิพากษาในคดีที่กระทรวงการต่างประเทศ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสุเสรี หรือปรัชญาทวี ตะเวทิกุล อดีตเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นจำเลยเรื่องละเมิด เป็นเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อหน่วยงานรัฐ เรียกค่าเสียหายจำนวนทุนทรัพย์จำนวน 130,808.76 ยูโร และ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี
       
       โดยคดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 12 ธ.ค.46 ระบุว่า ระหว่างที่จำเลยดำรงตำแหน่งเป็นเอกอัครราชทูต ประจำกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายที่ดินและอาคารสถานเอกอัครราชทูตไทย 2 แห่ง กับนายเจ. บากเกอร์ (J.Bakker) ชาวเนเธอร์แลนด์ โดยการกระทำของจำเลยไม่ปฏิบัติตามระเบียบหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติของทางราชการ เป็นเหตุให้รัฐบาลไทยถูกฟ้องต่อศาลประเทศเนเธอร์แลนด์ นอกจากนี้ อาคารสถานเอกอัครราชทูตของไทยก็ถูกศาลเนเธอร์แลนด์มีคำสั่งอายัดไว้ ทำให้โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างทนายความ ค่าธรรมเนียมต่างๆ ในการต่อสู้คดี และค่าใช้จ่ายในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับนายเจ บากเกอร์
       
       โจทก์จึงขอให้ศาลมีคำพิพากษาบังคับให้จำเลยชำระเงินสกุลยูโร จำนวน 130,808.76 ยูโร (อัตราแลกเปลี่ยน 1 ยูโรเท่ากับ 50 บาท) และจำนวน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ (อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์เท่ากับ 40 บาท ) คิดเป็นเงินไทยประมาณ 10,540,438 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินต้นดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเมื่อวันที่ 12 ธ.ค.46 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ
       
       จำเลยให้การปฏิเสธต่อสู้คดี โดยอ้างว่ากระทรวงการต่างประเทศไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยต้องรับผิดตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 เพราะจำเลยไม่ได้ทำสัญญาซื้อขายอาคารสถานเอกอัครราชทูต แต่เอกสารที่จำเลยลงนามนั้นเป็นเพียงหนังสือแสดงเจตจำนงมิใช่สัญญาซื้อขาย ดังนั้น จึงไม่ต้องรับผิดและไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่กระทรวงการต่างประเทศ อีกทั้งคดีขาดอายุความเกิน 2 ปีแล้วจึงขอให้ศาลพิพากษายกฟ้องด้วย
       
       ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานที่สองฝ่ายนำสืบหักล้างกันแล้วเห็นว่า ฟ้องคดีโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ ซึ่งการกระทำของจำเลยที่ลงนามในเอกสารกับนายเจ. บากเกอร์ โดยไม่รายงานให้กระทรวงการต่างประเทศทราบล่วงหน้า จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติของทางราชการและฝ่าฝืนคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐบาลไทยและกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งต้องถูกนายเจ. บากเกอร์ ฟ้องคดีต่อศาลประเทศเนเธอร์แลนด์ทำให้อาคารสถานเอกอัครราชทูตต้องถูกศาลสั่งอายัดไว้ และรัฐบาลไทยต้องเสียค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีรวมทั้งค่าเสียหายในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับนายเจ. บากเกอร์
       ดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงถือว่าเป็นการกระทำโดยประมาทอย่างร้ายแรงอันเป็นการละเมิดทำให้กระทรวงการต่างประเทศได้รับความเสียหาย ข้อต่อสู้จำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ เห็นว่าจำเลยกระทำละเมิดจริง พิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามฟ้อง เป็นเงินจำนวน 130,808.76 ยูโร (อัตราแลกเปลี่ยน 1 ยูโรเท่ากับ 50 บาท) และเงินจำนวน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ (อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์ เท่ากับ 40 บาท ) คิดเป็นเงินไทยประมาณ 10,540,438 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเมื่อวันที่ 12 ธ.ค.46 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ
       
       ผู้สื่อขาวรายงานว่า วันนี้ทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยไม่ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษาแต่อย่างใด คงมีแต่นิติกร กระทรวงการต่างประเทศ และเสมียนทนายฝ่ายจำเลย มาแทน อย่างไรก็ดีคดีนี้ยังไม่ถือว่าเป็นที่สิ้นสุด เนื่องจากจำเลยสามารถยื่นอุทธรณ์-ฎีกา สู้คดีได้ตามกฎหมาย
       
       สำหรับคดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อระหว่างปี 2544-2545 นายสุเสรี ตะเวทิกุล อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้ลงนามทำหนังสือสัญญาขายที่ดินและอาคารสถานเอกอัครราชทูตฯ จำนวน 2 แห่ง ให้แก่นายเจ. บากเกอร์ ชาวเนเธอร์แลนด์ ซึ่งต่อมาได้ยื่นฟ้องรัฐบาลไทย และนายสุเสรี ต่อศาลเนเธอร์แลนด์เพื่อให้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว และเมื่อกระทรวงการต่างประเทศตรวจสอบการลงนามในสัญญาดังกล่าวจึงพบว่านายสุเสรีกระทำไปโดยไม่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐบาลไทย กระทรวงการต่างประเทศจึงตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยซึ่งคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) กระทรวงการต่างประเทศ มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นว่านายสุเสรีกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง โดยจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการจริงเป็นเหตุให้ราชการเสียหายอย่างร้ายแรง จึงให้ลงโทษไล่ออกจากราชการ ตามหนังสือคำสั่งวันที่ 21 พ.ค.44

ຫຳແຫຼ້ ໃຈກ້າຫນ້າດ້ານມືໄວ

unread,
Feb 16, 2006, 5:36:10 PM2/16/06
to AmeriLao ອາເມຣິລາວ
He was stupid wasn't he? He got fined 10.4 million TB or there about
too.

BHL

ດອກກະຈຽວ

unread,
Feb 17, 2006, 1:07:31 AM2/17/06
to AmeriLao ອາເມຣິລາວ
ໃຜວ່າເມືອງລາວເສົ້າ
ເຊົາເດີຢ່າຟ້າວວ່າ

ບາດວ່າບາງກອກຮ້າງ
ຊິເຫລືອແຕ່ມົ້ງກະຕ່າຍນອນ

ມີແນວຄິດຕຳ່ໆແບບນີ້
ໄປເປັນທູດໄດ້ແນວໃດ

Congratulations BHL on your passed day

HP

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages