ในงานก่อสร้างที่มีการ ถมดิน ถมทราย หรือนำวัสดุมาบดอัดเป็นชั้น ๆ เรามักได้ยินคำว่า Field Density Test หรือการทดสอบความหนาแน่นของดินในสนาม
แต่หลายคนอาจสงสัยว่า
งานแบบไหนจำเป็นต้องทดสอบ Field Density Test?
ถมที่สร้างบ้านต้องทดสอบหรือไม่?
งานถนนต้องทดสอบทุกชั้นหรือเปล่า?
แล้วค่าที่ได้จากการทดสอบจะบอกได้อย่างไรว่าดินที่บดอัดแล้ว “แน่นพอ” หรือยัง?
คำตอบแบบสั้นคือ
Field Density Test เหมาะกับงานที่มีข้อกำหนดเรื่องการบดอัดวัสดุ และต้องการตรวจสอบว่าดินหรือวัสดุที่บดอัดจริงในสนามมีความหนาแน่นถึงเกณฑ์ที่กำหนดไว้หรือไม่
ดังนั้นจึงพบการทดสอบนี้ได้ตั้งแต่งานถนน คันดิน ดินถมอาคาร ลานจอดรถ ไปจนถึงงานถมกลับรอบฐานรากและแนวท่อ
Field Density Test คืออะไร?Field Density Test คือการทดสอบหาความหนาแน่นของดินหรือวัสดุที่อยู่จริง ณ จุดก่อสร้าง หลังจากมีการเกลี่ยและบดอัดแล้ว
วิธีที่พบเห็นได้ทั่วไปคือ Sand Cone Method หรือ Sand Replacement Method
หลักการโดยสรุปคือ ขุดดินออกจากหลุมทดสอบ นำดินที่ขุดออกมาชั่ง และหาปริมาตรของหลุมโดยใช้ทรายมาตรฐาน จากนั้นจึงคำนวณหาความหนาแน่นของวัสดุในสนาม
กรมทางหลวงมีมาตรฐาน ทล.-ท. 603/2517 วิธีการทดลองหาค่าความแน่นของวัสดุในสนามโดยใช้ทราย และมีมาตรฐานสำหรับการหาความหนาแน่นและความชื้นด้วยวิธีนิวเคลียร์ด้วยเช่นกัน
ในระดับมาตรฐานสากล ปัจจุบัน ASTM D1556/D1556M-24 กำหนดวิธีหาความหนาแน่นและหน่วยน้ำหนักของดินในสนามด้วย Sand-Cone Method และระบุว่าการทดสอบนี้ถูกใช้กับงานอย่างเช่น earth embankment, road fill และ structural backfill เพื่อใช้ตรวจรับงานบดอัดตามค่าความหนาแน่นหรือเปอร์เซ็นต์การบดอัดที่กำหนดไว้
Field Density Test ไม่ได้ดูแค่ “ดินแข็งหรือไม่แข็ง”สิ่งสำคัญที่ควรเข้าใจคือ Field Density Test ไม่ใช่การเอาเครื่องมือไปตรวจแล้วตอบเพียงว่า
“ดินแน่น”
หรือ
“ดินไม่แน่น”
โดยทั่วไปผลความหนาแน่นแห้งที่ตรวจได้ในสนามจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับ Maximum Dry Density ที่ได้จากการทำ Compaction Test ในห้องปฏิบัติการ เช่น Standard Proctor หรือ Modified Proctor ตามที่โครงการกำหนด
จากนั้นจึงคำนวณเป็น Percent Compaction
ตัวอย่างเช่น หากข้อกำหนดของโครงการระบุว่า
Compaction ≥ 95%
ก็หมายความว่าความหนาแน่นแห้งที่ตรวจได้ในสนามต้องมีค่าไม่น้อยกว่า 95% ของค่าความหนาแน่นแห้งสูงสุดจากการทดสอบอ้างอิงที่กำหนดไว้
ดังนั้นการพูดเพียงว่า “ต้องบดอัด 95%” ยังไม่สมบูรณ์ หากไม่ได้ระบุด้วยว่าเปรียบเทียบกับวิธีทดสอบใดและข้อกำหนดของโครงการคืออะไร
นี่เป็นงานประเภทที่พบ Field Density Test บ่อยที่สุด
โครงสร้างถนนประกอบด้วยวัสดุหลายชั้น และแต่ละชั้นต้องมีความแข็งแรงและความแน่นเพียงพอเพื่อรองรับน้ำหนักจากการจราจร
ตัวอย่างบริเวณที่อาจมีการตรวจความแน่น ได้แก่
พื้นดินเดิมที่เตรียมไว้รองรับคันทาง
ดินถมคันทาง
ชั้น Subgrade
Selected Material
Subbase
Base Course ในกรณีและวิธีทดสอบที่เหมาะกับวัสดุนั้น
บริเวณขยายคันทาง
พื้นที่ถมซ่อมหรือปรับปรุงโครงสร้างทาง
คู่มือของกรมทางหลวงชนบทมีตัวอย่างกำหนดให้ดินถมและดินเดิมในงานทางตรวจ Field Density และในบางงานกำหนดให้บดอัดเป็นชั้น ๆ พร้อมตรวจความแน่นของแต่ละชั้น ตัวอย่างข้อกำหนดบางกรณีใช้เกณฑ์ไม่น้อยกว่า 95% Standard Proctor Density แต่ค่าที่ใช้จริงต้องอ้างอิงข้อกำหนดของโครงการนั้น ๆ
2. งานถมดินสำหรับก่อสร้างอาคารหากพื้นที่ก่อสร้างต้องมีการถมดินก่อนสร้างอาคาร การบดอัดดินเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะบริเวณที่จะรองรับ
พื้นอาคาร
พื้นคอนกรีตบนดิน
ทางเดิน
ลานใช้งาน
ฐานเครื่องจักร
สิ่งก่อสร้างภายนอกอาคาร
หากดินถมไม่ได้รับการบดอัดอย่างเหมาะสม อาจเกิดการทรุดตัวภายหลัง แม้ว่าตัวอาคารหลักจะใช้เสาเข็มก็ตาม
ตัวอย่างที่พบได้บ่อยคือ พื้นชั้นล่างวางบนดิน เมื่อดินใต้พื้นทรุด แต่โครงสร้างเสาและคานที่รองรับด้วยเสาเข็มทรุดน้อยกว่า อาจเกิดความต่างระดับ รอยแตกร้าว หรือช่องว่างระหว่างพื้นกับส่วนประกอบอาคารได้
ดังนั้นโครงการที่กำหนดคุณภาพของงานถมใต้พื้นจึงสามารถใช้ Field Density Test เป็นเครื่องมือควบคุมคุณภาพการบดอัดได้
3. งานลานจอดรถลานจอดรถต้องรองรับน้ำหนักรถซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน
หากวัสดุชั้นล่างบดอัดไม่เพียงพอ อาจเกิด
พื้นทรุดเป็นแอ่ง
พื้นคอนกรีตแตกร้าว
ผิวแอสฟัลต์เสียรูป
น้ำขัง
เกิดการทรุดตัวไม่สม่ำเสมอ
จึงเป็นอีกหนึ่งงานที่ควรมีการควบคุมการบดอัด โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ เช่น ลานจอดรถโรงงาน อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า คลังสินค้า หรือพื้นที่รับรถบรรทุก
4. งานโรงงานและคลังสินค้าโรงงานและคลังสินค้ามักมีพื้นที่พื้นขนาดใหญ่ และบางแห่งต้องรับน้ำหนักสูงจาก
ชั้นวางสินค้า
Forklift
เครื่องจักร
รถบรรทุก
วัตถุดิบและสินค้าที่จัดเก็บ
หากดินถมใต้พื้นเกิดการทรุดตัวแม้เพียงบางตำแหน่งก็อาจส่งผลต่อการใช้งานของพื้นและเครื่องจักรได้
ดังนั้นการควบคุมคุณภาพการบดอัดของวัสดุใต้พื้นจึงมีความสำคัญ และ Field Density Test เป็นหนึ่งในวิธีที่ใช้ตรวจสอบได้
5. งานถมกลับรอบฐานรากหลังจากก่อสร้างฐานราก ผนังใต้ดิน หรือโครงสร้างใต้ดินเสร็จแล้ว จะมีพื้นที่ที่ต้องถมดินกลับ หรือ Backfill
หากบริเวณดังกล่าวมีพื้น ทางเดิน ถนน หรือโครงสร้างอื่นอยู่ด้านบน การบดอัด Backfill ให้ได้ความแน่นตามที่ออกแบบไว้มีความสำคัญมาก
ตัวอย่างเช่น
ถมกลับรอบฐานราก
ถมด้านหลัง Retaining Wall
ถมบริเวณ Basement
ถมรอบบ่อหรือถังใต้ดิน
Structural Backfill
ASTM D1556/D1556M-24 ระบุ Structural Backfill เป็นหนึ่งในการใช้งานทั่วไปของการตรวจความหนาแน่นด้วย Sand-Cone Method
6. งานถมร่องท่อและระบบสาธารณูปโภคเมื่อขุดถนนหรือพื้นเพื่อวาง
ท่อประปา
ท่อระบายน้ำ
ท่อสุขาภิบาล
สายไฟใต้ดิน
ท่อร้อยสาย
ระบบสาธารณูปโภคอื่น ๆ
หลังจากติดตั้งเสร็จจะต้องถมวัสดุกลับ
ถ้าถมกลับโดยไม่บดอัดให้เพียงพอ ดินบริเวณแนวท่ออาจทรุดภายหลัง ทำให้ผิวถนนหรือพื้นด้านบนทรุดตามไปด้วย
จึงพบการกำหนดให้บดอัดเป็นชั้น ๆ และตรวจความแน่นในงานประเภทนี้ได้บ่อย โดยเฉพาะบริเวณที่ต้องรับน้ำหนักจราจร
7. งานคันดิน เขื่อนดิน และพื้นที่ถมขนาดใหญ่งานก่อสร้างที่ใช้ดินเป็นวัสดุหลัก เช่น
คันทาง
คันดิน
พื้นที่ถมเพื่อพัฒนาโครงการ
คันป้องกันน้ำ
งาน Embankment
งานถมปรับระดับพื้นที่ขนาดใหญ่
โดยทั่วไปจะมีการวางดินเป็นชั้น ๆ แล้วบดอัดแต่ละชั้นตามความหนาที่กำหนด
การตรวจความแน่นจึงมีบทบาทสำคัญในการควบคุมว่าการบดอัดจริงในสนามเป็นไปตามข้อกำหนดหรือไม่
คำตอบคือ ไม่สามารถตอบว่า “ต้องทำทุกงาน” ได้
หากเป็นเพียงการถมที่ทั่วไปโดยไม่มีแบบหรือ Specification กำหนด ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องมี Field Density Test ทุกแปลง
แต่หากดินถมนั้นจะเป็นส่วนที่รองรับ
พื้นบ้าน
ถนนภายใน
ลานจอดรถ
ทางเดิน
กำแพง
โครงสร้างอื่น
และวิศวกรกำหนดคุณภาพของการบดอัดไว้ การตรวจ Field Density จะช่วยยืนยันได้ว่าการบดอัดจริงเป็นไปตามข้อกำหนดหรือไม่
โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีการถมใหม่ในระดับความสูงมาก การตรวจเฉพาะชั้นบนสุดหลังถมทั้งหมดแล้วอาจไม่ได้บอกคุณภาพของชั้นดินด้านล่างทั้งหมด
หลักการที่เหมาะสมจึงมักเป็น ถมเป็นชั้น บดอัดเป็นชั้น และตรวจสอบตามตำแหน่งและความถี่ที่กำหนด
ไม่ใช่
ตัวเลข 95% เป็นค่าที่พบได้บ่อยมากในงานบดอัด แต่ไม่ควรนำมาใช้เป็นเกณฑ์ตายตัวกับทุกโครงการ
เพราะข้อกำหนดอาจแตกต่างกันตาม
ชนิดงาน
ชนิดวัสดุ
ตำแหน่งของวัสดุในโครงสร้าง
Standard Proctor หรือ Modified Proctor ที่ใช้อ้างอิง
แบบก่อสร้าง
Specification
มาตรฐานของเจ้าของโครงการ
ข้อกำหนดของหน่วยงานราชการ
ตัวอย่างเช่น เอกสารงานทางของกรมทางหลวงชนบทมีกรณีที่กำหนด 95% Standard Proctor Density สำหรับดินเดิมและดินถม Subgrade แต่การนำตัวเลขนี้ไปใช้กับโครงการอื่นโดยอัตโนมัติไม่ถูกต้อง
ดังนั้นก่อนทำการทดสอบ ควรทราบก่อนว่า Acceptance Criteria ของโครงการคืออะไร
สองการทดสอบนี้เกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ใช่การทดสอบเดียวกัน
Compaction Test
เป็นการนำตัวอย่างดินไปทดสอบในห้องปฏิบัติการ เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างความชื้นและความหนาแน่นของดิน โดยได้ข้อมูลสำคัญ เช่น
Maximum Dry Density
Optimum Moisture Content
ส่วน Field Density Test
เป็นการไปตรวจดินที่ถูกบดอัดจริงในพื้นที่ก่อสร้าง เพื่อหาความหนาแน่นที่เกิดขึ้นจริง
จากนั้นจึงนำค่าทั้งสองมาเปรียบเทียบกันเพื่อประเมิน Percent Compaction
พูดง่าย ๆ คือ
Compaction Test บอกว่า “ดินชนิดนี้สามารถบดอัดในสภาวะทดสอบได้แน่นเพียงใด”
ส่วน
Field Density Test บอกว่า “ของที่ผู้รับเหมาเพิ่งบดอัดอยู่ตรงหน้าเรานั้น ได้ความแน่นจริงเท่าใด”
ไม่ใช่
แม้ Sand Cone จะเป็นวิธีที่ใช้กันแพร่หลาย แต่ก็มีข้อจำกัด
ASTM D1556/D1556M-24 ระบุว่าวิธีนี้ไม่เหมาะกับดินบางลักษณะ เช่น ดินอินทรีย์ ดินอิ่มตัว หรือดินที่มีความเป็นพลาสติกสูงจนหลุมทดสอบเปลี่ยนรูป และยังมีข้อจำกัดเมื่อวัสดุมีเม็ดหยาบขนาดใหญ่ในปริมาณมาก
ดังนั้นผู้ทดสอบต้องเลือกวิธีที่เหมาะกับชนิดวัสดุและมาตรฐานของงาน ไม่ใช่ใช้ Sand Cone กับวัสดุทุกชนิดโดยอัตโนมัติ
สำหรับบางโครงการอาจใช้เครื่อง Nuclear Density Gauge ซึ่งสามารถตรวจความหนาแน่นและความชื้นของดินหรือวัสดุมวลรวมในสนามได้ โดย ASTM ปัจจุบันมีมาตรฐาน D6938-23 สำหรับวิธีดังกล่าว
จำนวนจุดและความถี่ในการทดสอบไม่ควรกำหนดจากความรู้สึกว่า “พื้นที่ดูแน่นแล้ว”
โดยทั่วไปต้องอ้างอิงจาก
แบบก่อสร้าง
รายการประกอบแบบ
Specification
มาตรฐานของโครงการ
ข้อกำหนดของหน่วยงานเจ้าของงาน
วิศวกรผู้ออกแบบ
วิศวกรหรือผู้ควบคุมงาน
งานถนนบางมาตรฐานอาจกำหนดจำนวนจุดตามระยะทาง พื้นที่ ปริมาตรวัสดุ หรือแต่ละชั้นของงาน ขณะที่โครงการอาคารหรือโรงงานอาจใช้เกณฑ์จำนวนจุดต่อพื้นที่หรือแต่ละ Lift ของการบดอัด
ดังนั้นคำว่า “ตรวจหนึ่งจุดแล้วผ่าน” ไม่ได้หมายความว่าพื้นที่ทั้งหมดผ่านโดยอัตโนมัติ
Field Density Test ควรนึกถึงเมื่อมีงานประเภท ถมและบดอัดวัสดุเพื่อให้รับน้ำหนักหรือทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้าง
งานที่พบการทดสอบได้บ่อย ได้แก่
งานถนน
งานคันทางและ Embankment
งาน Subgrade
งานถมพื้นที่ก่อสร้าง
งานดินถมใต้พื้นอาคาร
งานโรงงานและคลังสินค้า
งานลานจอดรถ
งาน Structural Backfill
งานถมกลับรอบฐานราก
งานถมด้านหลังกำแพงกันดิน
งานร่องท่อและสาธารณูปโภค
งานพัฒนาพื้นที่ขนาดใหญ่
แต่คำว่า “ต้องทดสอบ” ในทางสัญญาและการตรวจรับงาน ต้องกลับไปดูแบบและ Specification ของแต่ละโครงการเป็นหลัก
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า
“บดอัดดินแล้วหรือยัง?”
แต่ต้องสามารถตอบได้ด้วยว่า
“บดอัดได้ความแน่นตามที่วิศวกรและข้อกำหนดของโครงการกำหนดไว้แล้วหรือยัง?”
และนี่คือหน้าที่สำคัญของ Field Density Test
เพราะงานบดอัดที่ดูแน่นจากผิวหน้า อาจไม่ได้หมายความว่าความหนาแน่นที่เกิดขึ้นจริงผ่านเกณฑ์ทางวิศวกรรมเสมอไป
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปด้านงานทดสอบดินและการควบคุมคุณภาพงานก่อสร้าง เกณฑ์ Percent Compaction จำนวนจุดทดสอบ ความถี่ และวิธีทดสอบที่เหมาะสม ต้องอ้างอิงแบบ รายการประกอบแบบ มาตรฐาน และข้อกำหนดของแต่ละโครงการ Ref. https://soilboringtest.com/field-density-test/