เข้าใจเรื่องความยึดติดใน ๕ นาที
การจะมีความยึดติดได้แสดงว่าจะต้องมี "สิ่งหนึ่ง" ไปยึดกับ "สิ่งหนึ่ง" เช่น หลงสำคัญว่ามี"เรา"และหลงไปยึดติดกับสรรพสิ่งต่างๆ เช่น ภรรยาของเรา ลูกของเรา บ้านของเรา รถของเรา
ถ้ามีความยึดติด(อุปาทาน) ก็จะทุกข์กับสิ่งนั้น ตัวอย่างง่ายๆ เช่น
คนเห่อของที่ซื้อมาใหม่ แรกๆ ก็คอยถนอมมิให้มีรอยขูดขีด ใครจะขอยืมก็หวงไม่ยอมให้ยืม และถ้าหากของนั้นหายไปหรือแตกสลายไปก็จะเสียใจ (ทุกข์) มาก แต่ในทางกลับกันถ้าของนั้นเริ่มเก่าแล้ว(แม้ยังสภาพเหมือนเดิม) ก็จะลดความหวงความห่วงลง ถ้าของนั้นหายไปก็จะเสียใจไม่มากนัก
และถ้าเบื่อแล้วก็อาจโยนทิ้งหรือยกให้คนอื่นไปเลยก็ได้
องค์พุทธะทรงสอนพระสัจธรรมว่าทุกๆ อย่างมีสามัญลักษณะ (ลักษณะร่วม) อย่างเดียวกัน คือ "อนิจจัง(ไม่เที่ยง) ทุกขัง(ทนอยู่ในสภาพเดิมได้ยาก) และอนัตตา(ไม่ใช่ตัวตน)"
อนิจจังหรือความไม่เที่ยง ได้แก่ การที่มีเจริญก็มีเสื่อม มีเกิดก็มีดับ มีเกิดก็มีตาย มีลาภก็มีเสื่อมลาภ
มียศก็มีเสื่อมยศ มีสุขก็มีทุกข์
แต่ปุถุชนทั่วไป (ปุถุ = หนา, ปุถุชน = ผู้มีความยึดมั่นเต็มที่) กลับรักดีเกลียดชั่ว รักสุขเกลียดทุกข์ โดยหารู้ไม่ว่าทุกอย่างนั้นอนิจจัง พอมีความสุขก็กอดเอาไว้ไม่อยากให้หายไป พอมีความทุกข์มาก็จะคอยผลักไส ดังนั้นพอมีความสุขแล้วสุขหายไป(ยังไม่ทันจะทุกข์)ก็จะอยาก(ตัณหา)สุขเหมือนเดิม ก็เลยกลายเป็นทุกข์ทันที
เช่นเดียวกันพอมีความทุกข์ก็คอยผลักไส ก็เลยทุกข์ดับเบิ้ลทุกข์
ดังนั้นเพียงคนทั่วไปตระหนักถึงความเป็นจริงข้อนี้ ก็จะลดความยึดติดลงอย่างมาก และก็จะทุกข์น้อยลงมากเช่นกัน
------------------------------------------------------
สรุป
๑. ยึดติดกับสิ่งใด ก็เป็นทุกข์เพราะสิ่งนั้น ถ้ายึดมากก็ทุกข์มาก ยึดน้อยก็ทุกข์น้อย ไม่ยึดติดก็จะไม่ทุกข์
๒.
ทุกสรรพสิ่งมันก็ไม่ได้มาติดเรา แต่เราต่างหากที่ไป(ยึด)ติดมัน ถ้าจะเลิกยึดติด ก็แค่ตัดใจก็เท่านั้น แต่ส่วนมากแล้ว มัวเสียดาย ยังร่ำรี่ร่ำไรไม่ยอมปล่อยไม่ยอมวางไปเสียเอง