สรุปผลการเข้าพบนายกฯ อภิสิทธิ์วันนี้ (ฉบับย่อ)

0 views
Skip to first unread message

Sarinee Achavanuntakul

unread,
Mar 11, 2009, 2:26:07 PM3/11/09
to thain...@googlegroups.com
สวัสดีค่ะ

เพิ่งเห็น sms จากพี่เก๋ว่าอยากให้เล่าเรื่องที่เราไปพบนาย ก. วันนี้ให้ทุกท่านฟัง ตอนนี้ปวดหัวมาก ขออภัยที่คงจะเล่าได้เพียงรวบรัดเท่านั้น (รอพี่เก๋ คุณกานต์ สุนิตย์ ต้อม ฯลฯ มาเติมรายละเอียดต่อไป  :))

กรณีประชาไท นายกฯ บอกว่าทราบเรื่องนี้จากข่าวเท่านั้น พอเราสรุปให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น นายกฯ ก็เห็นด้วยว่าวิธีการของตำรวจในกรณีนี้เป็นปัญหา ต่อสายคุยกับคุณจีรนุช ประชาไท เพื่อสอบถามที่มาที่ไป และต่อสายโทรฯ ไปหา พล.ต.อ. พัชรวาท ได้ยินแกบอกว่า "ทำแบบนี้ไม่ได้ช่วยใครเลยนะครับ" คุยกันสักพักก็วางหู นายกฯ หน้าเจื่อนเล็กน้อย เดาว่าแกคงทำอะไรไม่ได้มากกับกระบวนการของตำรวจ

สรุปสิ่งที่เราจะทำคือ เสนอร่างระเบียบ ขั้นตอนปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ คอมพ์ฯ ให้นายกฯ เพื่อให้การดำเนินคดีต่างๆ มีมาตรฐานและยอมรับได้ระดับหนึ่ง (เช่น ไม่มีการโผล่ไปจับเว็บมาสเตอร์ ต้องแจ้งก่อนและให้เวลาลบ ฯลฯ)

สิ่งที่นายกฯ รับปากว่าจะทำ คือหาผู้ประสานงานกับทางเราเพื่อหาวิธีทำงานเรื่องนี้ (การบังคับใ้ช้ พ.ร.บ. คอมพ์ฯ) ร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยจะแต่งตั้งผู้รับผิดชอบ ถามเราว่าใครเหมาะ พี่เก๋เสนอชื่ออาจารย์บางท่านซึ่งคงต้องไปทาบทามก่อนว่าสนใจหรือไม่

สรุปสั้นๆ เท่านี้ก่อนนะคะ พรุ่งนี้จะมาเพิ่มเติมเมื่อปวดหัวหายแล้ว(หวังว่า) :)

ยุ้ย

Mr.chanatip

unread,
Mar 12, 2009, 2:35:22 AM3/12/09
to thain...@googlegroups.com

ลิงค์ข่าวเรื่องนี้ใน
ประชาไท

http://www.prachatai.com/05web/th/home/15872

Mr.chanatip

unread,
Mar 12, 2009, 3:11:35 AM3/12/09
to thain...@googlegroups.com
รวมข่าวตัวแทนพลเมืองเน็ตเข้าพบนายกฯ 


คปส.ยื่นหนังสือร้องนายกฯกรณีจับผู้ดูแลเว็บประชาไท [12 มี.ค. 52 - 06:55]

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้(11 มี.ค.) นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ รองประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ หรือ คปส. และนางสาวสฤณี อาชวานันทกุล กรรมการเครือข่ายพลเมืองเน็ต พร้อมคณะได้เข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อหารือและยื่นหนังสือ กรณีปัญหาคุกคามสิทธิและเสรีภาพสื่อออนไลน์ จากการจับกุมนางสาวจีรนุช เปรมชัยพร ผู้ดูแลเว็บไซต์ประชาไทดอทคอม เมื่อช่วงบ่าย วันศุกร์ที่ 6 มี.ค.2552 ด้วยข้อหากระทำความผิดตามมาตร 15 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

นางสาวสุภิญญา กล่าวว่า การจับกุมผู้ดูแลเว็บไซต์ประชาไท ถือเป็นการสร้างความตื่นตระหนกว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะปกติเว็บไซต์ประชาไทให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการลบข้อความ ที่ไม่เหมาะสม น่าจะมีกระบวนการที่พูดคุยกันมากกว่านี้ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับใช้มาตราการการจับกุม ขณะที่คปส.และเครือข่ายพลเมืองเน็ตมีข้อสงสัยว่า การกระทำดังกล่าวเป็นคำสั่งจากทางการเมืองหรือไม่ เพราะเมื่อช่วงต้นปี 2552 ได้พูดคุยกับนายกฯเพื่อให้ใช้ความละมุนละม่อมในการแก้ปัญหาดังกล่าวร่วมกัน โดยนายกฯเห็นด้วย แต่กลับมีการจับกุมผู้ดูแลเว็บไซต์ประชาไท
  
รอง ประธานคปส. กล่าวต่อว่า เบื้องต้นนายกฯ ปฏิเสธไม่รู้เรื่องดังกล่าว ดังนั้นคปส.และเครือข่ายพลเมืองเน็ตจะต้องกลับไปดูว่าการจับกุมดังกล่าวมี ความเป็นมาอย่างไร โดยสอบถามจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ดังนั้น เครือข่ายพลเมืองเน็ตและคปส. จึงหาทางออกร่วมกันโดยการใช้กฎหมายพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 หรือ พ.ร.บ.คอมฯ โดยเฉพาะข้อกล่าวหามาตรา14 และ15 ที่ระบุว่าขัดกับความมั่นคงของชาติ ทางเครือข่ายฯจึงเสนอให้ตั้งกลไกเครือข่ายสื่อออนไลน์และผู้ใช้อินเทอร์เน็ต เพื่อให้พูดคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีทีและเจ้าหน้าที่ตำรวจ
  
รอง ประธานคปส. กล่าวด้วยว่า การยื่นหนังสือครั้งนี้ เพื่อผลักดันให้นายกฯตั้งกระบวนการที่จะมาดูแลเรื่องดังกล่าว และขอความมั่นใจว่าจะไม่มีการแก้ไขพ.ร.บ.คอมฯ ที่นายพีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เสนอแก้ไขบทลงโทษให้รุนแรงขึ้นนั้น นายกฯบอกว่าจะชะลอเรื่องดังกล่าวไว้ก่อน เนื่องจากหากแก้ไขจะส่งผลกระทบต่อหลายฝ่าย อย่างไรก็ตาม การใช้กฎหมายขณะนี้ให้ดีขึ้น ต้องการให้มีกระบวนการที่รัดกุมขึ้นโดยมีกลไกร่วมกันว่าตำรวจจะมีขั้นตอน อย่างไร รวมถึงการเตือนว่าจะเตือนอย่างไร และหากมีการลบข้อความที่ไม่เหมาะสมแล้วน่าจะเป็นที่พอใจไม่ต้องถึงขั้น จับกุม   
  
“ความจริงเราอยากไปคุยกับกระทรวงไอซีทีและตำรวจโดยตรง แต่คิดว่าน่าจะผ่านการรับรู้จากภาคการเมืองก่อน นายกฯก็เห็นด้วยในหลักการและกังวลกับเรื่องนี้ เพราะนายกฯกำลังจะเดินทางไปต่างประเทศ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต่างประเทศให้ความสนใจมากว่าเกิดอะไรขึ้น เราคิดว่าเราอาสาที่จะเป็นตัวกลางเชื่อม คือเราเข้าใจว่ารัฐต้องกำกับดูแลเรื่องที่กระทบความมั่นคงขณะเดียวกัน ประเทศไทยก็ต้องดำรงหลักการเรื่องสิทธิเสรีภาพและต้องไม่ทำอะไรที่เกินเหตุ ”นางสาวสุภิญญา กล่าว
 
ด้าน นางสาวสฤณี อาชวานันทกุล กรรมการเครือข่ายพลเมืองเน็ต กล่าวว่า นายกฯบอกจะต้องมีการปรับระเบียบและวิธีการปฎิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานให้ ชัดเจนว่าหลักเกณฑ์ควรจะเป็นอย่างไร เนื่องจากการจับกุมผู้ดูแลเว็บไซต์เป็นเรื่องใหญ่มาก ปกติจะต้องมีการแจ้งเตือนขอความร่วมมือกันก่อนเพราะผู้ดูแลเว็บไม่ได้เป็น ผู้กระทำความผิด 

“ปัญหาอยู่ที่เว็บบอร์ด ที่เป็นการเคลื่อนไหวตลอดเวลา นโยบายของนายกฯเน้นการกำกับดูแลกันเองให้มีการเตือน โดยจุดยืนของเราที่นายกฯเห็นด้วยคือ การแยกแยะระหว่างผู้กระทำผิดกับคนธรรมดาที่อยู่บนอินเทอร์เน็ตและผู้ดูแล เว็บ ทั้งนี้ เชื่อว่าสังคมไทยยังไม่พร้อมที่จะมีเว็บบอร์ดอย่างเสรี ในเบื้องต้นจะต้องประสานต่อกับรัฐบาลว่าจะประสานงานให้เราได้คุยกับกระทรวง ไอซีทีและตำรวจอย่างไร” กรรมการเครือข่ายพลเมืองเน็ต กล่าว



อภิสิทธิ์เปรย จับผู้ดูแลเว็บประชาไท - ไล่ปิดเว็บไซต์ ไม่เกิดประโยชน์ ทำภาพลักษณ์ประเทศเสียหาย  พิมพ์บทความนี้

วันที่ 11 มีนาคม 2552 เวลา 16.00 น. เครือข่ายพลเมืองเน็ต (Thai Netizen Network) เข้าพบนายกรัฐมนตรีที่อาคารรัฐสภา 1 เพื่อหารือเรื่องนโยบายการปราบปรามและดูแลเว็บไซต์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550

โดย นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เหตุการณ์จับกุมผู้ดูแลเว็บไซต์ประชาไทไม่ใช่นโยบายของรัฐบาล และเป็นเรื่องที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับฝ่ายใดเลย พร้อมทั้งสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว และรายละเอียดการจับกุม น.ส. จีรนุช เปรมชัยพร

ทั้ง กล่าวเพิ่มเติมว่า การปราบปรามเว็บไซต์ที่ทางกระทรวงกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที)ประกาศจำนวนเว็บไซต์ที่ถูกปิดเป็นระยะๆ นั้น เป็นปัญหาต่อภาพลักษณ์ของประเทศในสายตาต่างชาติพอสมควร และถือเป็นปัญหาที่น่าหนักใจ ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าปัญหาของการปิดเว็บไซต์และการจับกุมผู้ใช้ อินเทอร์เน็ตจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา ไม่ใช่ปัญหาจากตัวบทบัญญัติของประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือ ระเบียบปฏิบัติ ซึ่งหากจะแก้ไขก็ควรแก้ไขจากระเบียบวิธีปฏิบัติมากกว่าการแก้ไขกฎหมายอาญา มาตราดังกล่าว ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์ย้ำว่า มาตรา 112 ไม่ใช่กฎหมายพิเศษ หากแต่เป็นความผิดที่ว่าด้วยการหมิ่นพระมหากษัตริย์ ซึ่งคนธรรมดาก็ต้องได้รับความคุ้มครองจากการถูกหมิ่นประมาทเช่นกัน

นาย อภิสิทธิ์กล่าวว่าหลังจากเดินทางกลับจากประเทศอังกฤษ จะทบทวนเรื่องระเบียบวิธีและกระบวนการดำเนินคดีที่เป็นความผิดตาม พรบ. คอมพ์ฯ ให้เกิดความรัดกุม และเหมาะสมต่อไป และได้หารือเครือข่ายพลเมืองเน็ตถึงความเป็นไปได้ในการตั้งคณะกรรมการพิเศษ ซึ่งมีความรู้ความเข้าใจด้านเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต โดยเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงไอซีที เจ้าหน้าที่ตำรวจ และนักวิชาการที่มีความรู้เฉพาะทาง ซึ่งอาจจะช่วยให้การดำเนินการป้องปรามเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสมเป็นไป อย่างรัดกุม และมีประสิทธิภาพ

ด้าน น.ส. สฤนี อาชวานันกุล เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้ให้นโยบายเรื่องผู้ดูแลเว็บไซต์และผู้เล่นอินเทอร์เน็ตต้อง ดูแลกันเอง ส่วนจุดยืนของทางเครือข่ายพลเมืองเน็ต ก็คือ ต้องการให้เกิดความชัดเจนทางนโยบายและการปฏิบัติของฝ่ายการเมืองว่าต้องแยก ให้ชัดเจนระหว่างขบวนการทำลายล้างสถาบันกับคนธรรมดาที่ต้องการแสดงความคิด เห็น

ทั้งนี้ ภายหลังจากที่หารือกับนายกรัฐมนตรีแล้ว เครือข่ายพลเมืองเน็ตได้ยื่นหนังสือถึงนายรัฐมนตรี  เสนอ ให้รัฐยุตินโยบายการคุกคามสื่อออนไลน์และจัดระบบและโครงสร้างในการทำงาน เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องในการกำกับดูแลสื่อและชุมชนออนไลน์

 

000

 

 

เรียน      นายกรัฐมนตรี

เรื่อง      การคุกคามสื่อออนไลน์

สืบเนื่องจากกรณี พนักงานสอบสวนกองปราบปรามได้เข้าจับกุม นางสาวจีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท (www.prachatai.com) เมื่อวันศุกร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2552 โดยได้สอบสวน พร้อมทำสำเนาข้อมูลฮาร์ดดิสก์คอมพิวเตอร์ส่วนตัว  และ แจ้งข้อกล่าวหาเป็นผู้ให้บริการจงใจสนับสนุนหรือยินยอมมีการกระทำผิด นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ซึ่งอาจเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยที่จะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงประเทศ และเผยแพร่ หรือส่งต่อ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) (3) (5) และ15

เครือข่ายพลเมืองเน็ต คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ(คปส)  เครือข่ายเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์ประเทศไทย (FACT) เห็น ว่าแม้รัฐอ้างว่าการดำเนินการดังกล่าวจะเป็นไปภายใต้อำนาจตามที่กฏหมาย บัญญัติ ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเข้าข่ายการใช้อำนาจทางกฏหมายในการข่มขู่ คุกคาม สิทธิเสรีภาพสื่อออนไลน์   ทั้งนี้เว็บไซต์ ข่าวประชาไทถือเป็นหนังสือพิมพ์ออนไลน์ที่ทำงานบนกรอบของจรรยาบรรณสื่อ ออนไลน์ที่เปิดพื้นที่ให้กับประชาชนผู้อ่านแสดงความคิดเห็น ประกอบกับการดำเนินการเว็บไซต์มีมาตรฐานที่เข้มงวดตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งการเก็บข้อมูลการจราจรทางคอมพิวเตอร์ และการลบข้อความที่มีเนื้อหาหมิ่นเหม่ และมีการประสานงานและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐมาโดยตลอด

ดัง นั้นรัฐจำเป็นต้องใช้ความยืดหยุ่นในการกำกับดูแลสื่อออนไลน์ที่มีธรรมชาติ ทางเทคโนโลยีแตกต่างจากสื่อทั่วไป อีกทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐควรยึดแนวทางการเจรจาประนีประนอมและใช้มาตรการที่ ละมุนละม่อมไม่ใช่การปราบปราม

ประกอบกับองค์กรข้างต้นได้เข้าหารือและยื่นหนังสือคัดค้านการใช้นโยบายประกาศสงครามกับสื่ออินเทอร์เน็ต (War Room) ให้ กับนายกรัฐมนตรีโดยตรงเมื่อวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2552 ซึ่งในครั้งนั้นนายกรัฐมนตรีได้รับปากที่จะใช้แนวทางการเจรจาร่วมกัน โดยมีรูปธรรมในการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อให้ตัวแทนพลเมืองผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ได้พูดคุยเจรจากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่น กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รวมถึงตำรวจที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงาน เพื่อแสวงหาแนวทางการปฏิบัติที่ควรจะเป็นร่วมกัน บนพื้นฐานของความเคารพในสิทธิเสรีภาพสื่อและพลเมืองตามหลักการสิทธิมนุษยชน สากล

จากกรณีที่เกิดขึ้นนี้ ทาง  3 องค์กรมีข้อเรียกร้องต่อรัฐดังต่อไปนี้

1. ขอให้รัฐยุตินโยบายการคุกคามสื่อออนไลน์ และ ไม่ใช้แนวทางการประกาศสงครามกับสื่ออินเทอร์เน็ต แต่เน้นการเจรจาและแสวงหาความร่วมมือบนพื้นฐานความเคารพต่อสิทธิเสรีภาพและ เข้าใจธรรมชาติที่เป็นจริงของสื่อใหม่เช่นอินเทอร์เน็ต

2. ขอให้รัฐบาลจัดเวทีและสร้างกลไกสำหรับการแลกเปลี่ยนให้ตัวแทนผู้ใช้สื่อ อินเทอร์เน็ตและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจและ กระทรวงไอซีทีฯ เพื่อนำไปสู่การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องร่วมกันในการกำกับดูแลสื่อและ ชุมชนออนไลน์

3. ขอให้รัฐยุติการผลิตซ้ำ ตอกย้ำทัศนคติเชิงลบ อันนำไปสู่ความบาดหมาง ตึงเครียดและสร้างรอยร้าวลึกขึ้นในสังคม โดยเฉพาะวิธีใส่ร้ายสื่อออนไลน์เช่นประชาไทว่าเป็น “เว็บหมิ่นฯหรือเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ” “เป็นขบวนการทำลายล้าง” “มีคนหนุนหลัง” เป็นต้น  เนื่อง เพราะการใส่ร้ายดังกล่าวไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงแต่อย่างใด อีกทั้งสะท้อนถึงวุฒิภาวะในการบริหารประเทศของรัฐบาลประชาธิปไตย ซึ่งขัดต่อแนวทางการสร้างความเชื่อมั่นทั้งต่อพลเมืองไทยและประชาคมโลก

เครือ ข่ายพลเมืองเน็ต ณะกรรมการรณรงค์เพื่อปฏิรูปสื่อ และเครือข่ายเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์ประเทศไทย มีความปรารถนาดีต่อรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐในการที่จะประสานความร่วมมือ เรื่องสื่อออนไลน์อย่างสร้างสรรค์บนการสร้างสมดุลย์ระหว่างการกำกับดูแลกับ สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน ซึ่งรัฐมีหน้าที่โดยตรงที่ต้องธำรงพันธกิจอันสำคัญนี้

 

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

ขอแสดงความนับถือ

 

เครือข่ายพลเมืองเน็ต

คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส)

เครือข่ายเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์ประเทศไทย (FACT)



โดย : ประชาไท   วันที่ : 12/3/2552 


นายกฯเล็งเปิดเวทีหาทางออกคดีเว็บหมิ่น

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์


เครือข่ายพลเมืองเน็ตยื่นหนังสือนายกฯ กรณีตำรวจปิดเว็บไซต์ประชาไท เตรียมตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อหากลไกการทำงานร่วมกัน

น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ รอง ประธานกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ ในฐานะเครือข่ายพลเมืองเน็ต พร้อมคณะ ได้เดินทางเข้าหารือพร้อมยื่นหนังสือต่อ นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ  นายกรัฐมนตรี กรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามดำเนินการจับกุมและปิดเว็บไซด์ หนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท เมื่อวันศุกร์ที่ 6 มี.ค.ที่ผ่านมา

น.ส.สุภิญญา เปิดเผยหลังเข้าพบนายกฯว่านายอภิสิทธิ์ยืนยันว่าฝ่าย การเมืองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีนี้ แต่จะทำการตรวจสอบและสอบถามเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งนายอภิสิทธิ์ก็เห็นด้วยว่าควรมีการตั้งกลไกให้เครื่อข่ายสื่อออนไลน์และ ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตได้มีโอกาสพูดคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) และตำรวจ

"นายกฯก็เห็นด้วยในหลักการ และมีความกังวลในเรื่องนี้...นายกฯได้ฝากโจทย์มาว่าหากจะให้มีการตั้งคณะ ทำงาน และมีนักวิชาการสนใจเข้าร่วมด้วย ทางเครือข่ายมีความเห็นอย่าง ซึ่งทางเครือข่ายได้รับข้อเสนอและจะกลับมานำเสนออีกครั้ง "

น.ส.สุภิญญากล่าวอีกว่าเหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความตื่นตระหนกกับสังคม ทั้งนี้หนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไทได้ ให้ความร่วมมือกับตำรวจมาโดยตลอดในการลบข้อความที่ไม่เหมาะสม จึงเห็นว่ากระบวนการดังกล่าว ควรจะมีการเจรจาก่อน แต่ทางเจ้าหน้าที่กลับบุกเข้าดำเนินการจับกุม ซึ่งทางเว็บประชาไท เกิดข้อสงสัยว่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเมืองหรือไม่ เป็นคำสั่งจากบุคคลทางการเมืองหรือไม่ เนื่องจากที่ผ่านมาทางเว็บฯก็ได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีกับเจ้าหน้าที่ โดยการลบข้อมูลที่ไม่เหมาะสมมาโดยตลอด อีกทั้งยังเคยพูดคุยกับนายกฯ ว่าจะใช้ วิธีการละมุนละม่อมในการแก้ปัญหาร่วมกัน

"ทางเว็บฯห่วงว่าหากเกิดเรื่องดังกล่าวขึ้นบ่อย ๆ จะไม่เกิดประโยชน์กับกลุ่มใด จึงต้องการหาทางออกร่วมกัน โดยเฉพาะพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ให้รัดกุมกว่าที่เป็นอยู่ โดยเฉพาะข้อกล่าวหาในมาตรา 14 และ 15 กรณีขัดความมั่นคงของชาติ"


วันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2552 เวลา 20:00:03 น.   มติชนออนไลน์

รอปธ.คกก.ปฏิรูปสื่อฯถาม"มาร์ค"ปิด"เว็บประชาไท"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 11 มี.ค.  น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ รองประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ และเครือข่ายพลเมืองเน็ตได้เข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี  ที่รัฐสภา เพื่อหารือพร้อมยื่นหนังสือ กรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามดำเนินการจับกุมและปิดเว็บไซต์ หนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท เมื่อวันศุกร์ที่ 6 มี.ค.ที่ผ่านมา  โดย น.ส.สุภิญญา กล่าวภายหลังการเข้าหารือว่า เรื่องดังกล่าวสร้างความตื่นตระหนกให้กับสังคมเป็นอย่างมาก เพราะตำรวจเข้าจับกุมอย่างไม่มีการเจรจากันก่อน ทั้งที่ผ่านมาเว็บไซต์ประชาไทได้ให้ความร่วมมือกับตำรวจมาโดยตลอด โดยเฉพาะการลบข้อความที่ไม่เหมาะสมจึงเกิดข้อสงสัยว่า เรื่องดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับการเมืองและมีคำสั่งจากบุคคลทางการเมืองหรือ ไม่

 

"จากการพูดคุยกับนายอภิสิทธิ์เบื้องต้นก็ยืนยันว่า ภาคการเมืองไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยจะตรวจสอบและสอบถามเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อไป ทั้งนี้เครือข่ายฯ เป็นห่วงว่าหากเกิดเรื่องนี้ขึ้นบ่อยจะไม่เกิดประโยชน์กับกลุ่มใด จึงต้องการหาทางออกร่วมกัน โดยเฉพาะการบังคับใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 และ 15 กรณีขัดความมั่นคงของชาติให้รัดกุม รวมถึงควรให้การตั้งกลไกให้เครือข่ายสื่อออนไลน์และผู้ใช้อินเตอร์เน็ตมี โอกาสพูดคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) และตำรวจมากขึ้น  ซึ่งนายกฯ ก็เห็นด้วยในหลักการและมีความกังวลในเรื่องนี้  ทั้งนี้ทางเครือข่ายเห็นว่าควรมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างรัดกุม โดยเห็นว่าก่อนปิดเว็ปไซต์ควรเตือนก่อน"น.ส.สุภิญญา กล่าว 


On Mar 12, 2009, at 1:26 AM, Sarinee Achavanuntakul wrote:

Kan Yuenyong

unread,
Mar 12, 2009, 12:33:45 PM3/12/09
to thain...@googlegroups.com
ผมได้รับ SMS จากคุณเก๋เช่นเดียวกันครับ แต่เครื่องเพิ่งใช้งานได้วันนี้เอง คุณยุ้ยเล่าเรื่องได้กระชับแต่ว่าค่อนข้างครอบคลุมเรื่องหลักๆแล้ว ผมขอขยายเพิ่มส่วนอื่นๆ สักเล็กน้อยนะครับ

1. ผมคิดว่า คุณอภิสิทธิ์ไม่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องการจับกุมตัวผู้โพสต์หมิ่นฯ สังเกตได้จากเวลาเล่าเรื่องที่มีผู้ใช้งานหญิงท่านหนึ่งที่ถูกจับกุม และต้องประกันตัวออกไป 2 ล้านบาท คุณอภิสิทธิ์ก็อุทานว่า 2 ล้านเลยเหรอ ข้อมูลเกี่ยวกับประชาไทเราก็ได้อธิบายว่าที่ผ่านมา ทางเว็บเน้นแนวทางการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตลอด เช่นการประสานเรื่องการจัดสัมมนาระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับผู้บริหารเว็บไซต์ต่างๆ ซึ่งในตอนนั้นทางตำรวจก็รับที่จะมีการจัดอบรมเพื่อทำความเข้าใจกับผู้บริหารเว็บไซต์ต่อไป แต่ก็เงียบไปและเรื่องก็เกิดขึ้นเสียก่อน

2. เราตั้งข้อสังเกตว่ามีปัญหาในการดำเนินงาน เพราะเหตุเกิดตั้งแต่ราวช่วงกลางเดือนตุลาคม แต่กลับดำเนินการจับกุมในตอนนี้ โดยไม่มีการแจ้งเตือนหรืออะไรเลย คุณอภิสิทธิ์ก็เห็นด้วยว่าขั้นตอนมีปัญหา แม้ว่าอาจจะไม่ได้เห็นด้วยกับประชาไท (คุณอภิสิทธิ์เห็นว่าเว็บประชาไท เป็นเว็บด่าเขา)

3. ผมคิดว่าการเตรียมข้อมูล อย่างละเอียดในด้านต่างๆที่เกี่ยวข้องเป็นเรื่องที่สำคัญมาก อย่างเช่นพอคุณอภิสิทธิ์สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับคดี หรือเหตุจากคดีอื่นที่คล้ายกัน แล้วเราตอบได้ชัดเจน ก็จะ convince และเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจหรือดำเนินการขั้นถัดไปได้มาก

ผมสังเกตในระยะหลังๆ ทางรัฐบาลหรือหน่วยงานราชการให้ความสำคัญกับข้อมูล หรือการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อสาธารณะอย่างมาก อย่างกรณีการกำหนดให้มีสนามบินสองแห่ง หรือเพียงแห่งเดียวที่สุวรรณภูมิ หรือการตอบโต้สำนักวิจัยต่างประเทศเรื่องการพยากรณ์การเติบโต gdp (เห็นว่าถึงกับมีการไปสมัครเป็นสมาชิก เพื่อดึงข้อมูลตรวจสอบย้อนหลังกันเลย)

กานต์


2009/3/12 Sarinee Achavanuntakul <sar...@gmail.com>



--
Siam Intelligence Unit :
http://www.siamintelligence.com

Pipob Udomittipong

unread,
Mar 13, 2009, 10:24:35 AM3/13/09
to thain...@googlegroups.com

                ขอแสดงความเห็นเล็กน้อยนะครับ ผมได้อ่านเมล์หลายฉบับและรายงานข่าวในช่วงที่ผ่านมา ภายหลังจากคณะของ Thainetizen ได้เข้าพบนายกฯ อภิสิทธิ์ (สองครั้งแล้วมั้ง?) เท่าที่ฟังความได้ เท่าที่รู้สึก ดูเหมือนจะมีความหวังค่อนข้างมาก นายกฯ ท่านนี้คงจะบริสุทธิ์ใจและจริงใจจริง ๆ จึงไม่ทราบเลยว่ามีราษฎรของท่านคนหนึ่งที่ถูกจับและต้องประกันตัวออกไปด้วยมูลค่า 2 ล้านบาท (เมื่อวันก่อนเกริกเกียรติ ชาลีจันทร์ ผู้ต้องหาคดีธนาคารที่สร้างมูลค่าความเสียหายหลายพันล้านบาทและได้รับโทษจำคุกเป็นเวลาร้อยกว่าปี ได้รับการประกันตัวออกไปด้วยทรัพย์เป็นที่ดินมูลค่าสี่ล้านกว่า อีกคนที่ร่วมกระทำผิด ก็ประกันออกไปสองล้านกว่า)

                ผมเดาว่า หลายคนคงรู้สึกเหมือนสมัยที่ทักษิณเข้าสู่อำนาจใหม่ ๆ และเข้าร่วมวงกินข้าวกับพี่น้องสมัชชาคนจนที่ตั้งวงอยู่หน้าทำเนียบรัฐบาล ต่อมาได้ขึ้นเวทีปราศรัยของกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือที่ชุมนุมอยู่หน้าศาลากลางเชียงใหม่ และนำไปสู่การยุติการชุมนุม และต่อมามีมติคณะรัฐมนตรีหลายฉบับที่สัญญาว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างนั้นอย่างนี้ กำหนดเงื่อนเวลาไว้ด้วย แต่ไม่มีการปฏิบัติจริง

                อย่าลืมว่า ความจริงทักษิณมีความผิดติดตัวอย่างชัดเจน แม้เขาจะอ้างว่าเป็น ความผิดโดยสุจริตใจแต่ผู้พิพากษาคนหนึ่งในคดีให้สัมภาษณ์ (หรือถูกอ้างว่าพูดอย่างนั้น ผมจำไม่ได้) ว่า เขาตัดสินคดีเพราะเชื่อว่าประชาชนหลายล้านคนอยากให้ทำเช่นนั้น คืออยากให้ฟอกทักษิณ เพราะในขณะนั้น ทักษิณเป็น อัศวินควายดำ

                ที่เขียนอย่างนี้ไม่ได้ต้องติติงการทำงานและความพยายามที่จะตั้งคณะทำงานร่วมกับนายกฯ หรือพรรคพวกของนายกฯ แต่อย่างใด เพียงแต่อยากหยิบยกนิทานเก่ามาเล่าให้ฟัง ซึ่งระหว่างทักษิณ (2544) และอภิสิทธิ์ (2552) อาจมีส่วนละม้ายคล้ายกันบ้าง ด้วยความที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่ง และต้องการฐานมวลชน ลักษณะการแสดงออกของพวกเขา โดยส่วนตัว จึงเป็นเรื่องน่าพึงพอใจของฝ่ายก้าวหน้าอยู่บ้าง แต่ในความเป็นจริงบุคคลทั้งสอง ในเวลาและสถานภาพเดียวกัน ยังคงอยู่ใต้ระบบการเมืองแบบเก่าที่เขาต้องปฏิบัติตาม ในขณะที่ทักษิณใช้เวลาหนึ่งเทอมกว่าจะยึดกุมอำนาจได้เกือบเบ็ดเสร็จ จนกระทั่งมาตกม้าตายด้วยรถถังน้ำมันเหลือง น่าสนใจว่าอภิสิทธิ์จะมีเส้นทางต่างไปหรือไม่ ถ้าดูอุทาหรณ์จากประเทศอื่น ๆ (คลินตัน แบลร์ ชาเวซ ฯลฯ) เป็นอนุสนธิ ผมว่าอาจมีเส้นทางไม่ต่างกันมาก

                ก็คงอย่างที่ลอร์ดแอคตันว่าไว้ Power tends to corrupt, absolute power corrupts absolutely.”

                สิ่งคำคัญคือระบบและโครงสร้างที่สร้าง บรรยากาศแห่งความกลัว ยังดำรงอยู่อย่างกว้างขวาง การบุกเข้าค้นและจับกุมเจ้าหน้าที่ในสำนักงานประชาไท ไม่ใช่แค่การไป “visited” (ไม่รู้ใครเป็นคนแปลข่าว) แต่เป็นการ “raid” อย่างแน่นอน เป็นการส่งสัญญาณสู่สังคมออนไลน์ว่า พวกคุณอาจเป็นรายต่อไป

                ในด้านหนึ่งผมว่าน่ายินดีที่ Thainetizen หาทางเจรจากับผู้มีอำนาจ (ซึ่งถ้าในระบบสั่งการแบบเก่า ระบบเชื่อผู้นำชาติเจริญ) ก็คงมีประโยชน์อยู่บ้าง หลังพูดคุยกับกลุ่ม Thainetizen นายกฯ อภิสิทธิ์ อาจสั่งการอย่างใดอย่างหนึ่งลงมา แต่นั่นก็เป็นเพียง personal favor at best แต่อาจเป็นแค่ political trick ก็ได้ (เหมือนอย่างที่เขารับปากจะนำเรื่องกฎหมายหมิ่นฯ เข้าสู่การประชุมครม.เมื่อวาน แต่ก็แค่ปรารภถึง ไม่ได้ทำอย่างอื่นต่อ (อ่านที่ David Struckfuss เขียนใน Bangkok Pundit Blog นะ น่าสนใจมาก http://bangkokpundit.blogspot.com/2009/03/streckfuss-on-thanong-lese-majeste-op.html#comments)

                สิ่งที่น่าจะเป็นภารกิจสำคัญของ Thainetizen คือการทำให้บรรยากาศความกลัวค่อย ๆ จางไป ซึ่งหมายถึงการทำงานกับมวลชนข้างนอกนั่นด้วย อาจด้วยการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนต่อสาธารณะ และต่อรัฐว่า มนุษย์ทุกคนมีเสรีภาพในการแสดงออก การบุกตรวจค้นประชาไท (ซึ่งตำรวจทำเลวร้ายเหมือนเวลาบุกค้นแรงงานต่างด้าว) เป็นการกระทำที่ไม่อาจยอมรับได้เลยอย่างสิ้นเชิงในสังคมประชาธิปไตย เพราะอันที่จริง เขามีสิทธิเตือนมาก่อนก็ได้

                ผมแกรงว่าจะเขียนยาวไป ขอบคุณที่อ่านนะครับ และหวังว่า Thainetizen จะยังคงจุดเทียนชัยแห่งเสรีภาพในการแสดงความเห็นต่อไปครับ แต่ต้องแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า เราไม่อาจเป็นฝ่ายเดียวกับรัฐได้นะครับ

                ด้วยความชื่นชมและสมานฉันท์

                พิภพ อุดมอิทธิพงศ์ (ต้องใส่นามสกุลเพราะชื่อมันโหลแล้ว)

supinya klangnarong

unread,
Mar 16, 2009, 10:30:26 AM3/16/09
to thain...@googlegroups.com
เรียนทุกท่าน
CC อ.ย่า อ.อรรถจักร และ อ.พิชญ์
ขอแจ้งก่อนว่า เมล์อันนี้ค่อนข้างตอบยาวค่ะ :D

ขอเก็บตก สรุปประเด็นเรื่องพบนายกอภิสิทธิ์ ของ TNN และความคิดเห็นของคุณพิภพและอาจารย์พิชญ์นะคะ  จริงๆ คุณยุ้ยและคุณกานต์ได้เล่าเบื้องต้นไปแล้วรวมถึงทุกท่านคงได้เห็นจากข่าวแล้วว่าผลการคุยเป็นอย่างไรบ้างทั้งเรื่องกรณีคุณจีรนุชและเรื่อง พรบ. คอมพิวเตอร์ฯ

ในโอกาสนี้จึงขอสรุปที่ต้องทำงานต่อไป

1. เราคงต้องประชุมกันเร็วๆนี้ เรื่องข้อเสนอเกี่ยวกับ law enforcement ของ พรบ.คอมพิวเตอร์ เพื่อทำเป็น paper เสนอ นายก และ กระทรวงไอซีที ตำรวจ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

คงต้องมานั่งสุมหัว ทำ workshop เรื่องนี้กันสักวันเต็มๆ ก่อนหน้านั้นอาจต้องขอแรงใครสักคนสองคนลงมือทำ research ว่าประเทศอื่นเขาทำกันอย่างไร  ซึ่งเรื่องนี้จะขยายความกว้างขวางครอบคลุมเนื้อหาเรื่องอื่นด้วย ไม่ใช่แค่เรื่องที่พาดพิงสถาบันอย่างเดียว รวมไปถึงอย่างสิ่งที่เกิดขึ้นกับ 212 cafe ด้วย


2. เรื่องการตั้ง คณะทำงาน หรือ task force เพื่อสร้างกลไกเจรจาร่วมกันกับหน่วยงานรัฐ

ได้ไปทามทาม นักวิชาการที่จะขอให้เป็นประธานคณะำทำงานแล้ว ท่านก็ยังไม่ได้ตอบตกลง อันนี้จะเป็นปัญหาใหญ่ต่อไปคือ ถึงแม้จะมีการตั้งคณะทำงานร่วมกันแล้ว เราจะขาดแคลนคนที่เข้าใจประเด็นทั้งเรื่องเสรีภาพและเทคนิคเข้าไปนั่งเจรจาต่อรองกับหน่วยงานรัฐ-คงต้องคุยกันว่าจะทำอย่างไรดี

3.  นอกจากช่องทางสื่อสารกับนายกฯ โดยตรงแล้ว ตนเองพยายามต่อสายกับคนที่คุยกับ รมต.ไอซีทีฯ ได้ เบื้องต้นเขาแจ้งว่ากำลังจะมีการคณะทำงานที่จะมีเจ้าหน้าที่กระทวงไอซีที ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาคุยกันเรื่อง การกำกับเนื้อหาในอินเิทอร์เน็ต ซึ่งหมายรวมถึงเรื่อง เช่นประเภท โป๊เปลือย  คลิปส่วนตัว การเมือง และอื่นๆด้วย เขาตกลงจะให้ตัวแทน Netizen เข้าไปเป็นอนุกรรมการ ชุดละ 2 คน   ตอนนี้กำลังขอให้เขา fax เอกสารมา ยังไม่ได้ตกลงหรอกว่าเราจะยอมเข้าไปเป็นอนุกรรมการในส่วนของ ICT อันนี้หรือเปล่า ซึ่งเป็นคนละอันกับที่เราคุยกับนายกฯ

แต่ก็ยังคิดไม่ออกเลยว่าถ้าเราตกลงจะเ้ข้าไปเป็นอนุกรรมการแล้ว เราจะมีใครสามารถเข้าไปเป็นอนุได้  ทั้งนี้ก็ควรเป็นคนที่มีความรู้ความชำนาญ เรื่องเทคนิค ICT ด้วยและเป็นคนที่ยินดีจะทำงานเจรจากับ เจ้าหน้าที่ ไอซีทีและำตำรวจ

คิดว่าเราคงต้องนัดคุยกันเร่งด่วนเรื่องนี้ ว่าจะเอาอย่างไรกันดี

ซึ่งมันเป็นการทำงานระยะยาว ที่เกี่ยวข้องกับ พรบ.คอมพิวเตอร์ฯ ที่ครอบคลุมทุกเรื่องไม่ใช่เรื่อง

ความมั่นคงของชาติ หรือ LM อย่างเดียว แล้วจะดำเินินการนัดหมายอีกครั้งคะ

ต่อข้างล่างนี้เป็นการตอบ คำถามและข้อเสนอแนะของคุณพิภพและอาจารย์พิชญ์เรื่องการเจรจากับนายกรัฐมนตรีค่ะ

จริงๆก็เห็นด้วยตามนั้นนะคะ เราก็ระวังในการทำงานเจรจากับรัฐบาลแต่ก็เห็นความจำเป็นต้องทำ และเห็นด้วยว่าต้องทำงานรณรงค์กับ netizens และสังคมควบคู่กันไปด้วย 



คิดว่าการกดดันของเราก็ทำได้หลายวิธี ทั้งออกแถลงการณ์ ประท้วง หรือแม้แต่การไปพูดนิ่มๆ กับนายกฯ ตำรวจ ไอซีที ก็เป็นการแสดงให้รู้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ส่งผลกระทบวงกว้างและลึกแน่นอน แต่เราก็เข้าใจมุมของรัฐกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ต่างฝ่ายต่างเข้าใจสถานะและจุดยืนของกันและกัน จากนั้นมาคือการแสวงหาทางออกร่วมกัน


พูดถึงนิดนึงเกี่ยวกับ การทำงานของกรรมการ TNN ซึ่งจริงๆเราก็คุยกันบ่อย  แต่ละคนต่างแบ่งกันไปทำหน้าที่ของตัวเอง มีช่องไหน ก็เจาะช่องนั้น เห็นไม่เหมือนกันทั้งหมดบ้าง  แต่ก็ยังอยู่บนหลักการและเป้าหมายเดียวกันค่ะ (ใช่ ไหม?)

เช่นเดียวกับทุกท่านในเครือข่ายนี้ที่ก็เห็นไม่เหมือนกัน ถ้าใครสงสัย ไม่เห็นด้วยก็ชวนกันตั้งคำถามถึงทิศทาง และทักท้วงได้


ระยะยาวกรรมการฯส่วนหนึ่งก็กำลังคิดกันว่าจะแยกหน่วยที่ต้องทำงานเรื่องนโยบายที่ต้องเน้นการเจรจาออกมาจาก TNN เพื่อคงสภาพให้ TNN มีความเป็นอิสระ เป็นเครือข่ายของพลเมืองเน็ตจริงๆ ที่อาจต้องทำเรื่องอื่นด้วยที่ไม่ใชนโยบายหรือพรบ.คอมพิวเตอร์ฯ อย่างเดียว  อีกอย่างเครือข่ายพลเมืองเน็ตก็รวมทุกคนมันเยอะ หลากหลายมาก บางครั้งบางเรื่องก็ จุดที่เห็นร่วมอาจไม่เหมือนกัน โดยเฉพาในรายละเอียด

การทำงานนโยบายในระยะยาวอาจไม่คล่องตัวในสภาพเครือข่ายแบบนี้ หรือเปล่า ก็ต้องคุยกัน  ส่วนกลุ่มที่ต้องทำงานมวลชน หรือรณรงค์กับสาธารณะก็อาจต้องเข้มข้นขึ้นตามข้อเสนอของอาจารย์พิชญ์

เราคงจะได้คุยทิศทาง TNN แบบกว้างๆกันอีกครั้งในวงประชุมใหญ่วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม นี้ ส่วนวงเล็ก กรรมการและสมาชิกที่เริ่มต้นก่อตั้ง TNN กันมากลุ่มหนึ่งก็นัดคุยกันเรื่อยๆ เป็นระยะ เพื่อสร้างแนวทางที่ชัดเจนขึ้นของ TNN โดยเฉพาะในสถานการณ์ต่อไปจากนี้ ซึ่งต่อไปเราอาจต้องแยกย่อยหน่วย หรือแตกกลุ่มใหม่ๆเพิ่มขึ้นก็เป็นได้ เพื่อทำหน้าที่ที่ไม่เหมือนกันแต่ให้สอดรับกัน


ระหว่างนี้ก็ไม่ต้องห่วงค่ะ ถ้ารัฐบาลประชาธิปัตย์ทำอะไรไม่ถูกเราต้องคัดค้านกันต่อไป  เช่นอาจมีการจับกุมรายอื่นหรือปิดเว็บอีก ก็คงไม่ใช่สิ่งที่เหนือความคาดหมาย ก็ต้องเจรจา กดดัน -- กดดัน เจรจากันไปเรื่อยๆ


ถ้าต่อไปเราคัดค้านหนักขึ้น วิจารณ์รัฐบาลหนักขึ้น ถ้าเขาจะคุยกับเราเราก็ยังคุยได้ค่ะ ไม่ถือเขา/ใครเป็นศัตรู  เพราะการแก้ปัญหาเรื่องแบบนี้สุดท้ายก็ต้องคุยกัน ต่อรองกันไปเรื่อยๆ เพื่อให้รัฐต้องปรับทิศทาง ไม่ใช่หลงทิศแบบนี้ ที่ทำแบบนี้ไม่ใช่เพราะเรา naive หรือมองโลกในแง่บวกเกินไป แต่ก็คิดแบบพื้นฐานว่า

 

วันนี้ เราไม่ได้อยู่ข้างเดียวกันแน่นอนแต่เราก็ต้องอาศัยกลไกรัฐเพื่อเข้าถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสะท้อนท่าทีออกไปกับสาธารณชนด้วย เพื่อเราจะไม่โดดเดี่ยวในการทำงาน


บางครั้งการใช้ท่าทีแบบแข็งกร้าวก็จำเป็น แต่การยืนยันหลักการที่หนักแน่น ไม่จำเป็นต้องดำเนินไปภายใต้ท่าทีที่ดุดัน แข็งกร้าว หรือไม่พูดจากันเสมอไป 


นอกจากนายกฯ แล้วเราก็คิดจะไปคุยกับ กระทรวงไอซีที เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ ตำรวจและอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องมากขึ้นและลดการใช้แนวทางที่ดุดัน  ถ้าลองทำแล้วมันไม่ได้ผลจริงๆก็ต้องกุมขมับหาทางอื่นต่อไป

 


ตอบข้อเรียกร้องสุดท้ายของคุณพิภพ ตอนนี้กรณีของประชาไทและคุณจีรนุชก็กลายเป็นการจุดเทียนแห่งเสรีภาพสื่อออนไลน์ไปแล้ว

ซึ่งในที่สุด ตำรวจหรืออัยการ อาจจไม่สั่งฟ้องก็ได้ เราคิดว่าให้เขาไม่ฟ้องหรือให้ฟ้องดีกว่ากัน??


ส่วนบทบาทของ TNN จะทำหน้าที่นี้ได้ดี/มากแค่ไหนก็อยู่ที่ทิศทางร่วมกันของทุกคนด้วยตอบตรงๆตนเองก็ยังไม่รู้เลย อยู่ที่เราจะวางแผนร่วมกันอย่างไร ต่อไป ด้วยหวังว่าจะได้คุยเรื่อง TNN กันอย่างจริงจังในเร็ววันนี้ :D


In solidarity,
สุภิญญา (เก๋)





--- On Fri, 3/13/09, Pipob Udomittipong <pip...@gmail.com> wrote:

supinya klangnarong

unread,
Mar 16, 2009, 10:32:01 AM3/16/09
to thain...@googlegroups.com, subo...@chula.ac.th, atta...@hotmail.com, Pitch Pongsawat
Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages