ขอแสดงความเห็นเล็กน้อยนะครับ ผมได้อ่านเมล์หลายฉบับและรายงานข่าวในช่วงที่ผ่านมา ภายหลังจากคณะของ Thainetizen ได้เข้าพบนายกฯ อภิสิทธิ์ (สองครั้งแล้วมั้ง?) เท่าที่ฟังความได้ เท่าที่รู้สึก ดูเหมือนจะมีความหวังค่อนข้างมาก นายกฯ ท่านนี้คงจะบริสุทธิ์ใจและจริงใจจริง ๆ จึงไม่ทราบเลยว่ามีราษฎรของท่านคนหนึ่งที่ถูกจับและต้องประกันตัวออกไปด้วยมูลค่า 2 ล้านบาท (เมื่อวันก่อนเกริกเกียรติ ชาลีจันทร์ ผู้ต้องหาคดีธนาคารที่สร้างมูลค่าความเสียหายหลายพันล้านบาทและได้รับโทษจำคุกเป็นเวลาร้อยกว่าปี ได้รับการประกันตัวออกไปด้วยทรัพย์เป็นที่ดินมูลค่าสี่ล้านกว่า อีกคนที่ร่วมกระทำผิด ก็ประกันออกไปสองล้านกว่า)
ผมเดาว่า หลายคนคงรู้สึกเหมือนสมัยที่ทักษิณเข้าสู่อำนาจใหม่ ๆ และเข้าร่วมวงกินข้าวกับพี่น้องสมัชชาคนจนที่ตั้งวงอยู่หน้าทำเนียบรัฐบาล ต่อมาได้ขึ้นเวทีปราศรัยของกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือที่ชุมนุมอยู่หน้าศาลากลางเชียงใหม่ และนำไปสู่การยุติการชุมนุม และต่อมามีมติคณะรัฐมนตรีหลายฉบับที่สัญญาว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างนั้นอย่างนี้ กำหนดเงื่อนเวลาไว้ด้วย แต่ไม่มีการปฏิบัติจริง
อย่าลืมว่า ความจริงทักษิณมีความผิดติดตัวอย่างชัดเจน แม้เขาจะอ้างว่าเป็น “ความผิดโดยสุจริตใจ” แต่ผู้พิพากษาคนหนึ่งในคดีให้สัมภาษณ์ (หรือถูกอ้างว่าพูดอย่างนั้น ผมจำไม่ได้) ว่า เขาตัดสินคดีเพราะเชื่อว่าประชาชนหลายล้านคนอยากให้ทำเช่นนั้น คืออยากให้ฟอกทักษิณ เพราะในขณะนั้น ทักษิณเป็น “อัศวินควายดำ”
ที่เขียนอย่างนี้ไม่ได้ต้องติติงการทำงานและความพยายามที่จะตั้งคณะทำงานร่วมกับนายกฯ หรือพรรคพวกของนายกฯ แต่อย่างใด เพียงแต่อยากหยิบยกนิทานเก่ามาเล่าให้ฟัง ซึ่งระหว่างทักษิณ (2544) และอภิสิทธิ์ (2552) อาจมีส่วนละม้ายคล้ายกันบ้าง ด้วยความที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่ง และต้องการฐานมวลชน ลักษณะการแสดงออกของพวกเขา “โดยส่วนตัว” จึงเป็นเรื่องน่าพึงพอใจของฝ่ายก้าวหน้าอยู่บ้าง แต่ในความเป็นจริงบุคคลทั้งสอง ในเวลาและสถานภาพเดียวกัน ยังคงอยู่ใต้ระบบการเมืองแบบเก่าที่เขาต้องปฏิบัติตาม ในขณะที่ทักษิณใช้เวลาหนึ่งเทอมกว่าจะยึดกุมอำนาจได้เกือบเบ็ดเสร็จ จนกระทั่งมาตกม้าตายด้วยรถถังน้ำมันเหลือง น่าสนใจว่าอภิสิทธิ์จะมีเส้นทางต่างไปหรือไม่ ถ้าดูอุทาหรณ์จากประเทศอื่น ๆ (คลินตัน แบลร์ ชาเวซ ฯลฯ) เป็นอนุสนธิ ผมว่าอาจมีเส้นทางไม่ต่างกันมาก
ก็คงอย่างที่ลอร์ดแอคตันว่าไว้ “Power tends to corrupt, absolute power corrupts absolutely.”
สิ่งคำคัญคือระบบและโครงสร้างที่สร้าง “บรรยากาศแห่งความกลัว” ยังดำรงอยู่อย่างกว้างขวาง การบุกเข้าค้นและจับกุมเจ้าหน้าที่ในสำนักงานประชาไท ไม่ใช่แค่การไป “visited” (ไม่รู้ใครเป็นคนแปลข่าว) แต่เป็นการ “raid” อย่างแน่นอน เป็นการส่งสัญญาณสู่สังคมออนไลน์ว่า พวกคุณอาจเป็นรายต่อไป
ในด้านหนึ่งผมว่าน่ายินดีที่ Thainetizen หาทางเจรจากับผู้มีอำนาจ (ซึ่งถ้าในระบบสั่งการแบบเก่า ระบบเชื่อผู้นำชาติเจริญ) ก็คงมีประโยชน์อยู่บ้าง หลังพูดคุยกับกลุ่ม Thainetizen นายกฯ อภิสิทธิ์ อาจสั่งการอย่างใดอย่างหนึ่งลงมา แต่นั่นก็เป็นเพียง personal favor at best แต่อาจเป็นแค่ political trick ก็ได้ (เหมือนอย่างที่เขารับปากจะนำเรื่องกฎหมายหมิ่นฯ เข้าสู่การประชุมครม.เมื่อวาน แต่ก็แค่ปรารภถึง ไม่ได้ทำอย่างอื่นต่อ (อ่านที่ David Struckfuss เขียนใน Bangkok Pundit Blog นะ น่าสนใจมาก http://bangkokpundit.blogspot.com/2009/03/streckfuss-on-thanong-lese-majeste-op.html#comments)
สิ่งที่น่าจะเป็นภารกิจสำคัญของ Thainetizen คือการทำให้บรรยากาศความกลัวค่อย ๆ จางไป ซึ่งหมายถึงการทำงานกับมวลชนข้างนอกนั่นด้วย อาจด้วยการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนต่อสาธารณะ และต่อรัฐว่า มนุษย์ทุกคนมีเสรีภาพในการแสดงออก การบุกตรวจค้นประชาไท (ซึ่งตำรวจทำเลวร้ายเหมือนเวลาบุกค้นแรงงานต่างด้าว) เป็นการกระทำที่ไม่อาจยอมรับได้เลยอย่างสิ้นเชิงในสังคมประชาธิปไตย เพราะอันที่จริง เขามีสิทธิเตือนมาก่อนก็ได้
ผมแกรงว่าจะเขียนยาวไป ขอบคุณที่อ่านนะครับ และหวังว่า Thainetizen จะยังคงจุดเทียนชัยแห่งเสรีภาพในการแสดงความเห็นต่อไปครับ แต่ต้องแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า เราไม่อาจเป็นฝ่ายเดียวกับรัฐได้นะครับ
ด้วยความชื่นชมและสมานฉันท์
พิภพ อุดมอิทธิพงศ์ (ต้องใส่นามสกุลเพราะชื่อมันโหลแล้ว)
เรียนทุกท่าน CC อ.ย่า อ.อรรถจักร และ อ.พิชญ์ ขอแจ้งก่อนว่า เมล์อันนี้ค่อนข้างตอบยาวค่ะ :D ขอเก็บตก สรุปประเด็นเรื่องพบนายกอภิสิทธิ์ ของ TNN และความคิดเห็นของคุณพิภพและอาจารย์พิชญ์นะคะ จริงๆ คุณยุ้ยและคุณกานต์ได้เล่าเบื้องต้นไปแล้วรวมถึงทุกท่านคงได้เห็นจากข่าวแล้วว่าผลการคุยเป็นอย่างไรบ้างทั้งเรื่องกรณีคุณจีรนุชและเรื่อง พรบ. คอมพิวเตอร์ฯ ในโอกาสนี้จึงขอสรุปที่ต้องทำงานต่อไป 1. เราคงต้องประชุมกันเร็วๆนี้ เรื่องข้อเสนอเกี่ยวกับ law enforcement ของ พรบ.คอมพิวเตอร์ เพื่อทำเป็น paper เสนอ นายก และ กระทรวงไอซีที ตำรวจ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คงต้องมานั่งสุมหัว ทำ workshop เรื่องนี้กันสักวันเต็มๆ ก่อนหน้านั้นอาจต้องขอแรงใครสักคนสองคนลงมือทำ research ว่าประเทศอื่นเขาทำกันอย่างไร ซึ่งเรื่องนี้จะขยายความกว้างขวางครอบคลุมเนื้อหาเรื่องอื่นด้วย ไม่ใช่แค่เรื่องที่พาดพิงสถาบันอย่างเดียว รวมไปถึงอย่างสิ่งที่เกิดขึ้นกับ 212 cafe ด้วย 2. เรื่องการตั้ง คณะทำงาน หรือ task force เพื่อสร้างกลไกเจรจาร่วมกันกับหน่วยงานรัฐ ได้ไปทามทาม นักวิชาการที่จะขอให้เป็นประธานคณะำทำงานแล้ว ท่านก็ยังไม่ได้ตอบตกลง อันนี้จะเป็นปัญหาใหญ่ต่อไปคือ ถึงแม้จะมีการตั้งคณะทำงานร่วมกันแล้ว เราจะขาดแคลนคนที่เข้าใจประเด็นทั้งเรื่องเสรีภาพและเทคนิคเข้าไปนั่งเจรจาต่อรองกับหน่วยงานรัฐ-คงต้องคุยกันว่าจะทำอย่างไรดี 3. นอกจากช่องทางสื่อสารกับนายกฯ โดยตรงแล้ว ตนเองพยายามต่อสายกับคนที่คุยกับ รมต.ไอซีทีฯ ได้ เบื้องต้นเขาแจ้งว่ากำลังจะมีการคณะทำงานที่จะมีเจ้าหน้าที่กระทวงไอซีที ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาคุยกันเรื่อง การกำกับเนื้อหาในอินเิทอร์เน็ต ซึ่งหมายรวมถึงเรื่อง เช่นประเภท โป๊เปลือย คลิปส่วนตัว การเมือง และอื่นๆด้วย เขาตกลงจะให้ตัวแทน Netizen เข้าไปเป็นอนุกรรมการ ชุดละ 2 คน ตอนนี้กำลังขอให้เขา fax เอกสารมา ยังไม่ได้ตกลงหรอกว่าเราจะยอมเข้าไปเป็นอนุกรรมการในส่วนของ ICT อันนี้หรือเปล่า ซึ่งเป็นคนละอันกับที่เราคุยกับนายกฯ แต่ก็ยังคิดไม่ออกเลยว่าถ้าเราตกลงจะเ้ข้าไปเป็นอนุกรรมการแล้ว เราจะมีใครสามารถเข้าไปเป็นอนุได้ ทั้งนี้ก็ควรเป็นคนที่มีความรู้ความชำนาญ เรื่องเทคนิค ICT ด้วยและเป็นคนที่ยินดีจะทำงานเจรจากับ เจ้าหน้าที่ ไอซีทีและำตำรวจ คิดว่าเราคงต้องนัดคุยกันเร่งด่วนเรื่องนี้ ว่าจะเอาอย่างไรกันดี ซึ่งมันเป็นการทำงานระยะยาว ที่เกี่ยวข้องกับ พรบ.คอมพิวเตอร์ฯ ที่ครอบคลุมทุกเรื่องไม่ใช่เรื่อง ความมั่นคงของชาติ หรือ LM อย่างเดียว แล้วจะดำเินินการนัดหมายอีกครั้งคะ ต่อข้างล่างนี้เป็นการตอบ คำถามและข้อเสนอแนะของคุณพิภพและอาจารย์พิชญ์เรื่องการเจรจากับนายกรัฐมนตรีค่ะ จริงๆก็เห็นด้วยตามนั้นนะคะ เราก็ระวังในการทำงานเจรจากับรัฐบาลแต่ก็เห็นความจำเป็นต้องทำ และเห็นด้วยว่าต้องทำงานรณรงค์กับ netizens และสังคมควบคู่กันไปด้วย
คิดว่าการกดดันของเราก็ทำได้หลายวิธี
ทั้งออกแถลงการณ์ ประท้วง หรือแม้แต่การไปพูดนิ่มๆ
กับนายกฯ ตำรวจ ไอซีที ก็เป็นการแสดงให้รู้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ส่งผลกระทบวงกว้างและลึกแน่นอน แต่เราก็เข้าใจมุมของรัฐกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ต่างฝ่ายต่างเข้าใจสถานะและจุดยืนของกันและกัน จากนั้นมาคือการแสวงหาทางออกร่วมกัน
เช่นเดียวกับทุกท่านในเครือข่ายนี้ที่ก็เห็นไม่เหมือนกัน ถ้าใครสงสัย ไม่เห็นด้วยก็ชวนกันตั้งคำถามถึงทิศทาง และทักท้วงได้
การทำงานนโยบายในระยะยาวอาจไม่คล่องตัวในสภาพเครือข่ายแบบนี้
หรือเปล่า ก็ต้องคุยกัน ส่วนกลุ่มที่ต้องทำงานมวลชน หรือรณรงค์กับสาธารณะก็อาจต้องเข้มข้นขึ้นตามข้อเสนอของอาจารย์พิชญ์ ระหว่างนี้ก็ไม่ต้องห่วงค่ะ ถ้ารัฐบาลประชาธิปัตย์ทำอะไรไม่ถูกเราต้องคัดค้านกันต่อไป เช่นอาจมีการจับกุมรายอื่นหรือปิดเว็บอีก ก็คงไม่ใช่สิ่งที่เหนือความคาดหมาย ก็ต้องเจรจา กดดัน -- กดดัน เจรจากันไปเรื่อยๆ ถ้าต่อไปเราคัดค้านหนักขึ้น วิจารณ์รัฐบาลหนักขึ้น ถ้าเขาจะคุยกับเราเราก็ยังคุยได้ค่ะ ไม่ถือเขา/ใครเป็นศัตรู เพราะการแก้ปัญหาเรื่องแบบนี้สุดท้ายก็ต้องคุยกัน ต่อรองกันไปเรื่อยๆ เพื่อให้รัฐต้องปรับทิศทาง
ไม่ใช่หลงทิศแบบนี้ ที่ทำแบบนี้ไม่ใช่เพราะเรา naive หรือมองโลกในแง่บวกเกินไป
แต่ก็คิดแบบพื้นฐานว่า
วันนี้ เราไม่ได้อยู่ข้างเดียวกันแน่นอนแต่เราก็ต้องอาศัยกลไกรัฐเพื่อเข้าถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสะท้อนท่าทีออกไปกับสาธารณชนด้วย เพื่อเราจะไม่โดดเดี่ยวในการทำงาน บางครั้งการใช้ท่าทีแบบแข็งกร้าวก็จำเป็น
แต่การยืนยันหลักการที่หนักแน่น ไม่จำเป็นต้องดำเนินไปภายใต้ท่าทีที่ดุดัน
แข็งกร้าว หรือไม่พูดจากันเสมอไป นอกจากนายกฯ แล้วเราก็คิดจะไปคุยกับ กระทรวงไอซีที เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ ตำรวจและอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องมากขึ้นและลดการใช้แนวทางที่ดุดัน ถ้าลองทำแล้วมันไม่ได้ผลจริงๆก็ต้องกุมขมับหาทางอื่นต่อไป
ตอบข้อเรียกร้องสุดท้ายของคุณพิภพ ตอนนี้กรณีของประชาไทและคุณจีรนุชก็กลายเป็นการจุดเทียนแห่งเสรีภาพสื่อออนไลน์ไปแล้ว ซึ่งในที่สุด ตำรวจหรืออัยการ อาจจไม่สั่งฟ้องก็ได้ เราคิดว่าให้เขาไม่ฟ้องหรือให้ฟ้องดีกว่ากัน?? ส่วนบทบาทของ TNN จะทำหน้าที่นี้ได้ดี/มากแค่ไหนก็อยู่ที่ทิศทางร่วมกันของทุกคนด้วยตอบตรงๆตนเองก็ยังไม่รู้เลย อยู่ที่เราจะวางแผนร่วมกันอย่างไร ต่อไป ด้วยหวังว่าจะได้คุยเรื่อง TNN กันอย่างจริงจังในเร็ววันนี้ :D In solidarity, --- On Fri, 3/13/09, Pipob Udomittipong <pip...@gmail.com> wrote: |